วันเสาร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
อบายมุขยุค 30 ล้าน ศีลธรรม-สังคมเสื่อม

อบายมุขยุค 30 ล้าน ศีลธรรม-สังคมเสื่อม

  • Share:

กรณีหวย 30 ล้านฯ กลายเป็นมหากาพย์เรื่องยาวข้ามปี

พระมหาสมัย จินฺตโฆสโก ประธานมูลนิธิกลุ่มแสงเทียน วัดบางไส้ไก่ ธนบุรี กทม. บอกว่า คู่กรณีทั้งสองล้วนเป็นข้าราชการและเคยรับราชการมาด้วยกัน คนหนึ่งเป็นปูชนียบุคคลด้านการศึกษาและอีกคนหนึ่งเป็นผู้พิทักษ์ สันติราษฎร์ จึงกลายเป็น... “ช้างชนช้าง” ที่ดูเหมือนว่าจะมีเดิมพันก่อนที่จะมีใครได้เป็น “เจ้าของ”

“เจ้าของตัวจริงจะได้ทั้งเงิน ทั้งมีหน้าตาอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข แต่ในขณะเดียวกันอีกคนหนึ่งจะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายเพราะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้เพราะโกหกและอยู่ในสังคมอย่างยากลำบาก”

ที่สุดแล้ว...กระบวนการยุติธรรมจะเป็นผู้ตัดสิน ปัญหามีว่ากรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความ “เสื่อมโทรม” ทาง “ศีลธรรม” ของผู้คนในสังคมได้อย่างชัดเจน นับตั้งแต่ศีลธรรมในตัวบุคคลซึ่งเป็นข้าราชการ ศีลธรรมของผู้คนในสังคมที่ต่างสนับสนุนเหตุผลของคนที่ตนเองเห็นดีด้วย

ทุกชีวิตที่เกิดมาล้วนต้องการความสุข ความสมหวัง ความร่ำรวยด้วยกันทั้งนั้น แต่ดูเหมือนว่าการเสี่ยงโชคด้วยการซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลได้กลายเป็น “ทางเลือกและทางออก” ให้กับผู้คนในสังคมไปแล้วไม่น้อย

ถ้าจะเสี่ยงโชคด้วยการซื้อหวยใต้ดินก็มีโอกาสที่จะถูกโกงเมื่อเสี่ยงโชค ถูกต้องบ้างหรืออาจจะถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมในข้อหาเล่นการพนันบ้าง ทางที่ดีจึงเลือกซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลเสียเลย

ไม่ว่าการซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลก็ตาม การเล่นหวยใต้ดินก็ตามให้รู้ว่า ...มันเป็น “อบายมุข” คือ...ทางแห่งความเสื่อม ทางแห่งความฉิบหาย เป็นการประพฤติที่ผิดศีลธรรมอย่างชัดเจนเพราะเป็นการ “พนัน”

การพนันเป็น 1 ในอบายมุข 6 ชนิด คือ ดื่มน้ำเมา เที่ยวกลางคืน เที่ยวดูการละเล่น เล่นการพนัน คบคนชั่วเป็นมิตร เกียจคร้านการงาน สิ่งชั่วร้ายทั้งหกชนิดนี้...คนใดเข้าไปเกี่ยวข้องล้วนแต่จะเกิดความเสื่อม ความเสียหายและความเดือดร้อนติดตามมาอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้เลย จนในที่สุดก็ตกเป็น “ทาส” ของมัน

ชีวิตจึงตกอยู่ในวังวนของการเสี่ยงโชคครั้งแล้วครั้งเล่า วันแล้ววันเล่า เดือนแล้วเดือนเล่าและปีแล้วปีเล่า จนในที่สุดชีวิตก็ต้องจมปลักอยู่ในวังวนของ “อบายมุข” จึงหาความสุขและความเจริญไม่ได้ในชีวิตนี้

พระมหาสมัย ย้ำว่า โทษของการเล่นการพนันคือเกิดมีศัตรูคู่แข่งเมื่อเล่นการพนันได้มา กลายเป็นคนที่ขาดความเชื่อถือจากผู้คนในสังคม เกิดเศรษฐกิจภายในครอบครัวล่มจม เพื่อนฝูงปรามาสว่าเป็นนักเลงการพนัน เกิดความฝังใจคิดที่จะเอาคืนเมื่อสูญเสียไป รวมถึงหาคู่ครองยากและในที่สุดก็ฉุดชีวิตของเราให้ต่ำลงไป

“การพนันจึงเป็นปีศาจร้ายอีกชนิดหนึ่งที่มีแต่จะนำชีวิตของเราให้ล่มจมหาความสุขในชีวิตไม่ได้ การพนันเป็นต้นเหตุของอาชญากรรมหลายชนิด เมื่อเล่นการพนันสูญเสียทรัพย์สินเงินทองไปแล้ว จึงเกิดความคิดที่จะหาเงินมาเล่นการพนันอีกและหามาในทางที่ผิด เช่น ลักขโมย ปล้น จี้ ชิงเอาทรัพย์สินของคนอื่นมาเป็นของตนเอง”

“การพนัน” จึงเป็นต้นเหตุของอาชญากรรมอย่างชัดเจน ได้ก่อให้เกิดความหวาดระแวงของผู้คนในสังคม ก่อให้เกิดความไม่สงบสุขขึ้นมานี่ยังไม่สะท้อนให้เห็นถึงความเสื่อมโทรมทางศีลธรรมของผู้คนในสังคมเลย

การพนัน...จึงมีแต่ทางเสื่อม ก่อให้เกิดความฉิบหายขึ้นมาในสังคมและบ้านเมืองปัญหาทางสังคมด้านนี้คือ ประชาชนถูกมอมเมา แต่ผู้ได้ประโยชน์คือรัฐ รัฐหารายได้เข้ากระเป๋ามาจากการ “พนัน” นับว่าเป็นสิ่งที่น่าเศร้าใจมาก ผิดศีลธรรมอันดีของศาสนาอย่างชัดเจน แต่รัฐก็ได้ออกกฎหมายมาว่าเล่นการพนันด้วยการซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลไม่ผิดกฎหมาย

สังคมเราจึงกลายเป็นสังคมที่ “เห็นกงจักรเป็นดอกบัว”... “เห็นชั่วเป็นดี”...“เห็นผิดเป็นถูก” ด้วยการนำเอาอบายมุขมามอมเมากัน การพนันจึงเป็นต้นเหตุให้สังคมเสื่อม

นับตั้งแต่กรณีหวย 30 ล้านบาท ก็ก่อให้เกิดการมุสาวาทคือ ผิดศีลข้อที่สี่ของฆราวาสไปแล้วเพราะแต่ละคนก็อ้างว่าตนเองเป็นเจ้าของรางวัลดังกล่าว ทั้งๆที่ความจริงย่อมเป็นสมบัติของบุคคลได้เพียงคนเดียวเท่านั้น

จึงเกิดการกล่าวตู่ขึ้นมา...ซึ่งในขณะนี้ก็ยังไม่รู้ว่าบุคคลใดพูดความจริงและบุคคลใดเป็น “คนโกหก” ก่อให้เกิดการชี้โทษซึ่งกันและกัน แสดงออกถึงความไม่ซื่อสัตย์สุจริตของผู้ที่ได้รับความภาคภูมิใจว่าเป็น “ข้าราชการ” ที่ดำรงชีวิตด้วยการใช้เงินเดือนจากภาษีของประชาชน

แต่...สุดท้ายก็มาลุ่มหลงอยู่กับอบายมุข ตกเป็นทาสของการพนัน กลายเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีให้กับสังคมไทยเราเลย เมื่อ “แม่แบบ” มีชีวิตที่หลงใหลและเหลวไหลเช่นนี้จะให้ประชาชนชาวบ้านตาดำๆ หาแม่แบบหรือตัวอย่างที่ดีได้ที่ไหน?...

พระมหาสมัย ตั้งคำถามพร้อมย้ำว่า ความเป็นครูบาอาจารย์ที่ลุ่มหลงอยู่ในอบายมุขนี้จะเอาความดีที่ไหนมาสั่งสอนลูกศิษย์ซึ่งเป็นเด็กและอนุชนรุ่นหลังต่อไป? แม่แบบในวันนี้ก็กลายเป็น “ปูขาเก” ไปเสียแล้ว ซึ่งอาจจะรวมถึงกลายเป็นคนโกหกอีกด้วย ถ้าหากศาลสถิตยุติธรรมได้ตัดสินว่า
ตนเองเป็นคนผิด

หน่วยงานทางการศึกษาควรจะได้ตระหนักในข้อนี้ว่า การที่มีครูบาอาจารย์ลุ่มหลงอยู่ในอบายมุขเช่นนี้แล้ว ควรจะให้มาเป็น “แม่แบบ” ของการศึกษาต่อไปหรือไม่? ถึงแม้ว่าจะเป็นสิทธิ์และความชอบส่วนบุคคลแต่ก็ได้กลายเป็น “ปัญหาทางสังคม” ไปเสียแล้ว ถ้ากระทรวงศึกษาธิการมีครูบาอาจารย์เช่นนี้มากๆ แล้วก็อย่าหวังเลยว่าความเจริญก้าวหน้าทางการศึกษาของลูกหลานไทยเราจะเกิดขึ้น จึงขอให้ทบทวนกันใหม่ได้แล้ว

“อย่าได้นอนหลับอีกต่อไป บ้านเรากำลังจะพัง บ้านเรากำลังจะเน่าเหม็นและบ้านเรากำลังจะเสื่อมโทรมทางศีลธรรมอย่างหนัก ตื่นเถิดบุคลากรทางการศึกษา ตื่นเถิดบุคลากรทางศาสนา และตื่นเถิดพี่น้องชาวไทย อย่าให้อบายมุขเข้ามาครอบงำผู้คนในสังคมและลูกหลานของเราอีกต่อไป...”

นอกจากนี้แล้ว “การพนัน”...ที่เกิดขึ้นกับบุคลากรที่เป็นข้าราชการตำรวจก็เป็นภาพที่น่าเป็นห่วงอย่างมาก ถ้าผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ซึ่งเป็นข้าราชการของแผ่นดินถูกอบายมุขครอบงำเสียแล้ว ก็อย่าได้หวังเลยว่าความซื่อตรงความซื่อสัตย์จะเกิดขึ้นในการปฏิบัติหน้าที่ที่จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนแล้วหวังไปพึ่งผู้ทำหน้าที่ในการขจัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่ประชาชน

เพราะ...“เงินทอง” กลายเป็นของล่อใจให้เกิดความเอนเอียงในการปฏิบัติหน้าที่ ถึงแม้ว่าจะเกิดกันเป็นกรณีบุคคลแต่ย่อมมีผลกระทบต่อองค์กรและส่วนรวมอย่างแน่นอน ผู้ปฏิบัติหน้าที่เป็นข้าราชการเสียเองได้ตกเป็นทาสของการพนันหรืออบายมุขก็ย่อมมีแต่ทางแห่งความเสื่อมและความฉิบหาย

สำนักงานตำรวจแห่งชาติคงต้องไตร่ตรองในเรื่องนี้ให้มาก อย่าให้บุคคลที่ชอบการพนันหรือติดการพนันเป็นพิเศษมาเป็นบุคลากรของหน่วยงานเพราะจะมีแต่ความเสื่อมและความฉิบหายติดตามมาจนกลายเป็นปัญหา... “ลูกโซ่” ทางสังคมจนยากที่จะเยียวยาแก้ไขได้

“นักเลงการพนันและคนที่ติดอบายมุขไม่สมควรที่จะมีที่ยืนอยู่ในสังคมต่อไปเพราะไม่ดีโดยประการทั้งปวง ปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดเรื่องหนึ่งจึงเป็นหน้าที่ของทุกคนทุกฝ่ายได้ร่วมมือร่วมใจกันช่วยเยียวยารักษา...หาทางป้องกันมิให้สิ่งชั่วร้ายเกิดขึ้นมาอีกเพราะมันมีแต่จะสร้างความเสียหาย ความเดือดร้อน ความเสื่อมเสียให้กับส่วนรวม จะต้องมีแผน ...นโยบายในการป้องกันแก้ไขแล้วนำไปสู่การปฏิบัติที่เห็นผลเป็นรูปธรรม”

บุคลากรของหน่วยงานที่สำคัญจะต้องประพฤติตนให้เป็น “ตัวอย่างที่ดี” ให้กับเด็ก เยาวชน คนหนุ่มสาว ครอบครัว ชุมชน สังคมให้ได้ เพราะตัวอย่างที่ดีเหล่านี้จะกลายเป็นจุดกระตุ้นให้เกิด “การเลียนแบบ” ถ้าเป็นสิ่งที่ดีก็จะเกิดประโยชน์อย่างมหาศาล แต่ถ้าเป็นสิ่งที่ไม่ดีก็จะเกิดโทษอย่างมหันต์

และขอบิณฑบาตว่าพระภิกษุสามเณรหรือนักบวชอย่าได้เป็นผู้ประพฤติผิดศีลธรรมหรือลุ่มหลงอยู่ใน “อบายมุข” เสียเอง มิเช่นนั้นก็จะกลายเป็น “กรรมของสัตว์โลก”

ความจริงย่อมเป็นความจริง...อยู่วันยังค่ำ “มหากาพย์หวย 30 ล้านฯ” จะลงเอยจบลงอย่างไร ไม่นานคงได้รู้กัน.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้