วันอาทิตย์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ต้อม รชนีกร ยอมพูดครั้งแรก ชีวิตกระอักเลือด!! ปมเลิกผัวไทย ผัวฝรั่ง

มีชีวิตรักที่อยู่บนความขรุขระและไม่พอดีมาเกือบตลอดชีวิต สำหรับ ต้อม รชนีกร แต่กว่าจะมีครอบครัวที่สมบูรณ์ขนาดนี้ เธอต้องผ่านกับความผิดหวังมากมาย ครั้งแรกเริ่มต้นเพราะความรัก แต่เพราะนิสัยที่เข้ากันไม่ได้ และต้องแบกรับหน้าตาทางสังคมไว้ จึงกลายเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอป่วยเป็นโรคซึมเศร้าจนคิดฆ่าตัวตาย

และรักครั้งที่สอง กับความรักที่มากกว่าการครอบครอง และถูกจำกัดอิสระในการใช้ชีวิต จึงเป็นปัญหาสะสมให้เธอตัดสินใจหนีกลับประเทศบ้านเกิด ล่าสุด ในรายการ Club Friday SHOW ทางช่อง GMM25 เธอได้มาเปิดเผยชีวิตรักอีกครั้ง พร้อมทั้งบอกว่า ขอให้ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายที่จะพูด 

มีเรื่องราวความรักกุ๊กกิ๊กกับ โอ วรุฒ? "ตอนนั้นก็เป็นเรื่องพอสมควรค่ะ พี่โอจีบค่ะ แต่ว่า ณ ตอนนั้นยังไม่ได้คิดอะไร เค้ามาในแนวน่ารักๆ ค่ะ ซื้อขนมมาให้ทาน ก็น่ารักดี เข้าทางแม่นิดหน่อย ขอมารับมาส่งน้องได้มั้ย แม่ก็ไปด้วยตลอด"

ถือว่าเป็นแฟนมั้ย? "ไม่เป็นค่ะ ถ้าเรียกว่าตอนนั้นมันก็กุ๊กกิ๊กๆ เค้าหล่อขนาดนั้นในสมัยนั้น แต่ที่ไปไม่ถึงฝั่งฝัน ก็ช่วงนั้นที่เค้าเข้ามาเค้าอาจมีปัญหากับแฟนเค้า แล้วพอเค้าดีกัน เค้าก็กลับไปหาแฟนเค้า"

"การมีชื่อเสียงในตอนนั้นยอมรับว่ามีปัญหาเรื่องความรัก ตอนเจอพี่โอ เราก็เจอปัญหากับนักข่าวเยอะ เลยคิดว่าไม่น่าจะรอดแล้วกับคนในวงการ คุณแม่ก็ตามหวงตลอด เพราะเรารู้สึกว่าถ้าคบคนหล่อแล้วจะเหนื่อยค่ะ ที่แม่หวงในที่นี้คือเวลาจะไปไหนมากกว่าค่ะ

เค้าจะไม่ให้ออกไปคนเดียว ต้องมีคนตามไปด้วยค่ะ แต่จริงๆ แล้วหนูไม่ค่อยมีแฟนเยอะเท่าไหร่ ถ้าตั้งแต่เด็กๆ มาเลย อาจจะเป็นเพราะว่าเราอยู่โรงเรียนหญิงล้วน เลยไม่ได้โฟกัสที่ผู้ชายค่ะ"

"อยู่โรงเรียนหญิงล้วน ช่วงนั้นสับสนทางเพศมากค่ะ มีเพื่อนสนิทเป็นทอม เรารู้สึกว่าเท่ดี อยากเป็นแบบเค้าบ้าง ตอนเช้าๆ พอมาโรงเรียนก็จะเจอดอกกุหลาบอยู่ใต้โต๊ะ เราก็สับสนว่าจะเป็นอะไรดี ระหว่าง ทอม กับ ดี้ พอมาจับจุดตัวเองได้ก็ไปเป็นดี้แล้ว (หัวเราะ) แต่พอโตขึ้นมาอีกสเตปหนึ่ง

ตอน ม.ปลาย ก็ไปเป็นเชียร์ลีดเดอร์ค่ะ ก็ไปปิ๊งกับทอมคนหนึ่ง แต่สมัยก่อนมันไม่ได้มีอะไรมากมาย แค่จับมือกัน ให้กุหลาบกัน เคยได้เป็นร้อยดอกเลย เหมือนป๊อบปี้เลิฟค่ะ พอหลังจากนั้นต่างคนต่างย้ายกันไปเรียนมหาวิทยาลัย ก็ติดต่อยากมาก ช่วงนั้นยังไม่มีโทรศัพท์ ถ้าจะโทรคุยกันต้องโทรเข้าบ้าน แล้วเค้าย้ายไปอยู่หอแล้ว

หายไปเป็นเดือน เลยตัดสินใจขึ้นรถไฟที่หัวลำโพงไปลาดกระบัง พอไปถึงก็ไปเจอเพื่อนเค้า เพื่อนเค้าก็บอกว่า นางไปมีแฟนเป็นผู้ชายไปแล้ว (หัวเราะ) หนูอายตัวเองมากเลย พอมานึกถึงตอนนี้เราทำไปได้ยังไง เราเสียใจมาก เดินตามทางรถไฟเหมือนในมิวสิกวิดีโอ เพราะไปไหนไม่ถูกเลย"

เลยมาเจอความรักอีกครั้งที่แทบจะเอาชีวิตไปแลก? "ใช่ค่ะ ตอนนั้นเราเป็นนางเอกที่งานแน่นมาก เค้าเป็นเพื่อนที่แนะนำมาอีกทีหนึ่งค่ะ ที่มารู้สึกว่าตัดสินใจว่าอยากคบจริงๆ เค้าเทียวไล้เทียวขื่อมาหาเรา มาจากต่างจังหวัดค่ะ ก็มีความรู้สึกว่าคนนี้น่าจะได้แหละ

เค้าอดทนสูงดี ช่วงที่เป็นแฟนกันก็ดีนะคะ มันอาจจะเป็นเพราะเราไม่ค่อยได้อยู่ด้วยกันด้วยมั้งคะ ศึกษากันน้อยด้วย เดือนหนึ่งเจอกันแค่วันศุกร์ค่ะ เค้าทำงานต่างจังหวัด เราบ้างาน ถ่ายละคร เราแค่คุยโทรศัพท์กัน

ด้วยความที่เราเป็นวัยรุ่น เราอยากเอาชนะด้วย เจ้าชู้เหรอ ได้ งั้นเราต้องเอาให้อยู่ เรารู้ตั้งแต่คบแล้วค่ะ พอเราจับได้เค้าก็เลิกกับกิ๊กนั้นไป แต่เค้าก็ยังอยู่กับเรา เราให้โอกาสมาเรื่อยๆ ค่ะ

บางทีเซนส์เราเรื่องแบบนี้แรงนะ เราเคยฝันว่า เค้าไปนอนกับใคร พอเราไปเช็กกับเพื่อนเค้า ซึ่งก็มีชะนีแบบนี้จริงๆ ด้วย รูปร่างหน้าตาแบบนี้ค่ะ ไปเช็กแล้วเจอ พอจับได้เราก็ให้เลิก แค่เราไม่คิดจะเลิกกับเค้า ซึ่งเราก็ใจกว้างนะ"

อาละวาดมั้ย? "จะไม่กรี๊ดกร๊าดค่ะ แต่เราเป็นแนวขาลุยนิดหน่อยค่ะ ตบไม่เป็น เป็นแต่ต่อยนะ ตอนนั้นเราคบกับคนเจ้าชู้มาก คิดว่าถ้าเค้ารักเราจริง เค้าคงเปลี่ยนได้ มีคนห้ามเยอะนะคะ ขนาดไปหาฤกษ์แต่งงาน พระท่านก็ยังบอกว่า ไม่น่าจะรอด ใครห้ามอะไรก็ไม่ฟังค่ะ ช่วงนั้นรักมาก ตอนนั้นเราก็ดังมากด้วย แต่ผู้ชายสำคัญกว่าค่ะ"

ตอนนั้นมีความคิดมั้ยถ้าเราแต่งงานแล้ว จะไม่ได้เป็นนางเอกเบอร์ต้น?​ "ตอนนั้นยังไม่ได้คิดอะไรทั้งสิ้นค่ะ แต่ต้อมอาจเป็นรุ่นแรกเลย ที่แต่งงานแล้วเป็นข่าวใหญ่โตค่ะ"

คบกันนานแค่ไหนถึงแต่งงาน? "คบกัน 3 ปี แต่แต่งงาน 3 เดือนค่ะ ด้วยความที่เราอยากเอาชนะด้วย เอาเค้าให้อยู่ วันเข้าหอวันแรกก็มีปัญหาค่ะ เค้าแต่งเข้าบ้านต้อมเนอะ พอเข้าห้องเหมือนมีคนมาเคาะประตูห้อง ทุกสิ่งเหมือนฝาผนังจะพังค่ะ บ้านนี้ต้อมอยู่มา 20 ปี ไม่เคยเจออะไรแบบนี้

เราก็สงสัยว่าใคร เลยเปิดประตูไป ไม่มี เป็นอย่างนี้ 3-4 รอบ จนเช้าเค้าต้องไปซื้อพวงมาลัยมาไหว้ที่ห้องพระที่บ้านค่ะ ชีวิตเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือค่ะ เพราะอยู่กันได้แค่ 3 เดือน

ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นชัดมากคือ มันก็มีอะไรหลายๆ อย่างที่เรารับไม่ได้ เราไม่เคยเจอ เค้าจะมากรุงเทพฯ อย่างวันศุกร์ เรากลัว ขาสั่น มือสั่นไปหมด มันเกิดจากอะไรต้อมก็ไม่รู้เหมือนกัน มันไม่อยากเจอ มันอยากหนีอย่างเดียว เพราะต้อมรู้สึกว่ามันเข้ากันไม่ได้แล้วค่ะ"

"มันเป็นเรื่องที่เราไม่เคยรู้แล้วก็มันพูดยากเนอะ พอเราไปอยู่ด้วยกันจริงๆ แล้ว มันมีบางสิ่งบางอย่างที่ผู้หญิงหลายคนรับไม่ได้ด้วย การดูแลกันระหว่างสามีและภรรยาด้วยค่ะ พอหลังจากนั้นต้อมก็คิดเองว่าเราไม่ปกติแล้ว มาเริ่มจับจุดได้ก็เค้าไม่อยากเจอ

พอเค้าจะกลับมา เราก็เอาเสื้อผ้าไปไว้กับเพื่อนหลังบ้าน เหมือนว่าเราไม่อยู่นะ ไปถ่ายละคร แล้วเราก็นอนไม่หลับ นอนไม่ได้เลย ทั้งๆ ที่ถ่ายละครยันเช้า พอกลับบ้านหัวถึงหมอนแล้วมันต้องหลับใช่มั้ย อันนี้หลับไม่ได้เลย

สิ่งแรกที่คิดคือไปหาหมอทางจิต หมอเค้าก็เจาะเลือดเรา มันไม่มีเลือดเลย แล้วเจาะที่คอ หมอบอกว่าอยู่ได้ไง ไม่มีน้ำหล่อเลี้ยงเลย คุณแม่ไม่รู้เรื่องนี้เลยค่ะ ไม่เคยเล่าให้ฟัง แต่คุณแม่จะรู้แค่ว่าเราไม่อยากอยู่บ้าน"

คือตอนที่อยู่กับเค้า ก็คุยกันนะ ว่าอย่าทำแบบนี้เลย เรารับไม่ได้ อย่าพูดแบบนี้ มันเหมือนว่าแก้ไม่ได้ ตอนที่จะเลิกกัน เราจบด้วยไม่ดี ก็เข้าใจค่ะว่าทั้งสองครอบครัวไม่อยากให้เลิกกัน แต่เราตัดสินใจว่าต้องจบ เพราะอยู่ด้วยไม่ได้จริงๆ หลังจากที่เราไปอยู่โรงพยาบาลปรึกษาหมอจิต เราบอกให้เค้าไปหาหมอ เค้าบอกไม่ไป ว่าเค้าไม่ได้ป่วย จะไปทำไม ตอนแรกที่เรากินยา กินวันละ 16 เม็ดเลยนะ

ตอนที่ตัดสินใจจะเลิก เราไม่ได้เจอกันนะ แต่เราคุยทางโทรศัพท์ ซึ่งตอนแรกเค้าไม่ยอมเลิก เราคุยกันจะขอไปเลิกกันแบบเงียบๆ ที่ต่างจังหวัด แต่เค้าไม่ยอม โทรมาใหม่บอกว่าจะไปจดทะเบียนหย่าที่เขตนี้ ตอนจดทะเบียนหย่าก็แยกกันจด"

ตอนที่ตัดสินใจหย่ามันกดดันมั้ย? "ตอนนั้นมันไม่สนใจอะไรแล้วค่ะ มันขอชีวิตเราอย่างเดียวแล้วค่ะ เพราะมันไม่ได้ มันไม่รอดแล้ว ก่อนที่จะมีปัญหา มันเป็นหลายครั้งมาก พูดง่ายๆ ปืนที่อยู่บนหัวนอน ต้อมเอาจ่อหัวตัวเองหลายครั้งมากใน 3 เดือน มันสั้นนะคะ ใน 3 เดือนนั้นไม่ได้อยู่ด้วยกันตลอด

มันแรงมากที่เป็นโรคซึมเศร้า น้ำหนัก 35 เลือดในตัวไม่มี ทุกวินาทีปืนจ่อหัวไม่รู้กี่รอบ มันเกิดจากการเข้ากันไม่ได้ของคนสองคน ตอนที่เอาปืนจ่อหัว เราไม่อยากอยู่แล้ว อยากตาย ชีวิตมันไม่แฮปปี้ แต่คุณแม่กับพี่ชายที่ทำให้เราหยุดได้ ตอนนั้นพี่ชายเราป่วยหนัก เราก็คิดได้ว่า ถ้าเราไปอีกคน ใครจะดูแลคุณแม่ได้"

"ตอนที่เป็นข่าวดัง นักข่าวตาม ตอนนั้นหนูคิดว่า หนูฆ่าตัวตายเหรอ ตี 3 นักข่าวปีนบ้านเพื่อที่จะมาเอาข่าวเรา เราออกจากบ้านไม่ได้ ถ้าจะออกจากบ้าน ต้องโทรให้เพื่อนขับรถเข้ามาสองคัน แล้วขับออกไปพร้อมกัน แม่บุญธรรมต้องเอาตำรวจมานั่งหน้าบ้าน เรางงว่าทำไมต้องทำขนาดนี้

จนในที่สุดตัดสินใจไปอยู่กับพี่สาวที่แอลเอ ทำไมชีวิตเรายากเย็นขนาดนี้ ขนาดไปที่สนามบินก็ยังต้องไปนั่งรอก่อนเวลา นักข่าวก็วิ่งตามหาเราทั่วสนามบิน เราต้องให้ ตม.ช่วย ขับรถพาเราเข้าไป

คือ ณ ตอนนั้นทุกคนอยากจะรู้หมดว่า เพราะอะไรถึงเลิกกัน เลิกกันเพราะอะไร แต่ที่คนอื่นคิดมีอยู่ 3 กรณี คือ ที่เลิกเพราะอินี่มันคงหลายใจ หรือไม่มันคงได้ไปเยอะแล้ว แต่งเพื่อเงิน ครอบครัวฝ่ายชายรับไม่ได้ ทุกอย่างเราเสียหายคนเดียว ตอนนี้ผ่านมา 20 ปีแล้วค่ะ ยังพูดยากเลย สิ่งที่ติดตัวไปคือกลายเป็นคนกลัวเพศชาย ตอนที่ไปอยู่อเมริกา ขนาดจะไปไหนยังให้เพื่อนเช็กเลยว่า ที่นั่นผู้ชายเยอะมั้ย"

คามรักครั้งนี้สอนอะไร? "คิดให้ดีๆ จะทำอะไรหลังจากนี้ก็คงต้องคิดให้มาก คิดให้หนัก ไม่อยากใช้อารมณ์เป็นตัวตั้งอีกแล้ว"

ความรักเข้ามาอีกครั้ง? “อันนี้จะเป็นคุณแม่บุญธรรมของต้อม กับแม่ของเค้ารู้จักกันค่ะ เค้าเป็นลูกครึ่งค่ะ แต่อยู่ที่อเมริกา รู้จักกันที่เมืองไทยค่ะ เจอปุ๊บก็เฉยๆ เค้ามาอยู่ได้ประมาณ 6 เดือน พอก่อนจะกลับเราก็ไปส่งเค้าที่สนามบิน ตอนนั้นเรายังไม่ได้คิดอะไรค่ะ หลังจากนั้นก็เริ่มคุยกับเค้า ลองดูก็ได้ มันก็นานนะคะ จากคนแรกมา 3 ปี"

"พอเปิดใจกับคนใหม่ กำแพงไม่สูงค่ะ อาจจะเป็นเพราะว่าคนไทยกับต่างชาติมันต่างกัน ตอนเป็นแฟนกันเค้าน่ารักค่ะ ศึกษาประมาณ 3 ปีค่ะ แต่เราว่ามันไกล เราอยู่ไทยเค้าอยู่อเมริกา ก็โทรหากันทุกวันค่ะ เราก็รู้สึกว่าเค้าทุ่มเท เพราะการโทรหากันในสมัยนั้นยังลำบากเลย ก็เลยตัดสินใจแต่งอีกครั้งค่ะ

ตอนนั้นเลยคือเค้าบินมาเมืองไทย คุณแม่เค้าเสีย เค้าเป็นอิสลาม ต้องเอาคุณแม่มาฝังที่ไทยภายใน 24 ชม. ที่ตัดสินใจแต่งงาน เพราะว่าประโยคเดียวเลย เค้าบอกว่าเค้าเสียผู้หญิงที่รักมากคนนึงแล้ว ก็ไม่อยากเสียอีกคนไป ก็ตัดสินใจแต่งเลยค่ะ แต่งงานที่นี่แล้วก็ไปแต่งที่โน่นอีกรอบนึง"

"ตอนนั้นเราเริ่มเบื่อกับวงการแล้ว เราก็อยากแต่งงานมีครอบครัว มีแฟน มีลูกแบบปกติแล้ว ก็ไปอยู่อเมริกาดีกว่า ไปเป็นภรรยาอาชีพ 100% ไปด้วยความฝัน จริงๆ ก็ดีนะคะ แต่คนนี้ก็หึงในทุกสเตปเหมือนกัน รักมาก หวงมาก หึงมาก

แรกๆ ก็ทนได้นะคะ หึงมากขึ้นที่กับพ่อเค้าก็คุยมากไม่ได้ค่ะ พี่ชายฝาแฝดก็ต้องคุยให้น้อยที่สุด เพราะเค้าคิดว่าคนที่เป็นฝาแฝดต้องมีอะไรเหมือนกัน มีความคิดเหมือนกัน เค้าก็ให้อยู่ห่างๆ ไว้ ส่วนเพื่อนก็ไม่ให้คุยเลยค่ะ ก็จะคุยได้กับแฟนของเพื่อนเค้าที่เป็นผู้หญิง"

"ตอนที่ย้ายไปอยู่ที่นั่นเราก็ท้องได้ 4 เดือนแล้วค่ะ ตอนที่อยู่เมืองไทยเราไม่คิดว่าเค้าจะหึงขนาดนี้ ขนาดจะโทรไปหาพี่สาวคนละรัฐ เราก็โทรไม่ได้ เพราะเค้าเช็กได้ ขนาดที่เค้าจัดปาร์ตี้ เราจะลงมาปาร์ตี้กับเพื่อนๆ เค้าก็ไม่ได้ค่ะ แล้วเค้าจัดบ่อยมากค่ะ เค้าก็จูงมือให้ขึ้นห้องไป ปฏิเสธไปก็ทะเลาะกันเปล่าๆ ค่ะ แต่เราอยู่ตรงนั้นเราเหงามากกว่าค่ะ มันไม่มีเพื่อน"

"ถามว่ารักกันมั้ย มันรักกันมากนะคะ ไม่มีวันไหนเลยที่ไม่คุยกันเลยว่า ไอเลิฟยู ไม่มีวันไหนเลยที่เค้าจะไม่ดึงเราไปนั่งตักแล้วกอดหอมกัน นี่มันคือกิริยาที่เค้าคุยกับเราทุกวัน ทำกับเราทุกวัน

อยู่บ้านเค้า เราอยู่นั่นทำกับข้าวอย่างเดียว ทำรอเค้ากลับมากินที่บ้าน ทุกเที่ยงเค้าจะกลับมากินข้าวบ้านทุกวัน เราอยากได้อะไรก็ได้ค่ะ อยากได้แหวนเพชรเค้าก็ให้ แต่ต้องไปกับเค้า เค้ารักเรามากค่ะ แต่เค้าหึงหวงเรามากค่ะ แค่ไปซุปเปอร์มาร์เก็ตใกล้ๆ บ้านเค้าก็ไม่ให้ไปค่ะ ถ้าจะไปเค้าขับรถไปด้วย แค่เค้าออกไปซื้อนมที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตใกล้ๆ เค้าก็ไม่ให้ไป เค้าคิดว่าแค่อยู่บ้านก็ให้ความสุขแล้ว แต่มันไม่ใช่ค่ะ"

"จะเรียกว่า นกน้อยในกรงทองก็ได้ค่ะ พื้นที่ 8 เอเคอร์แต่อยู่ได้แค่นั้น ต้อมอยู่ไม่ได้ค่ะ เราคิดว่าถ้าเราอยู่ไปอีกสักพัก เราจะคุยกับกำแพงแล้วค่ะ แค่มีเมดมาทำงานที่บ้าน เราก็ดีใจแล้วค่ะ แต่เมดไม่คุยกับเราอ่ะ เราเหมือนคนบ้าที่เดินตามเมด เดินตามเพื่อคุยกับเค้า แต่เค้าไม่คุยด้วย"

"พอลูกได้ 6-7 เดือน เราก็มีทะเลาะนิดหน่อย เราจำได้ว่า เราอุ้มลุกอยู่ในอกเรา เค้าก็ทะเลาะกัน เค้าบอกว่า จะอยู่ได้เหรอ คิดว่าเอาลูกไปจะเลี้ยงได้เหรอ อย่างเธอดาราแก่ๆ เค้าไม่เอาแล้ว แล้วไปตอนนั้นจะอยู่สุขสบายเหรอ เค้าหึงแม้กระทั่งลูก คือเราไม่มีเวลาให้กับเค้าเลย"

"ตอนนั้นเค้าออกไปจากบ้าน ลูกเราก็บอกว่า เลตมีโก คือให้พาเค้าออกไปนอกบ้านหน่อย เราก็คิดว่า ถ้าเราอยู่ตรงนี้ ลูกเราจะเป็นคนแบบไหน เป็นโรคหวาดระแวงรึเปล่า ไม่ให้ลูกออกไปไหนเลย ถ้าจะไปไหนก็ต้องมีเค้าไปด้วย ลูกเราถ้าได้ออกไปข้างนอก เค้าจะแฮปปี้มาก พอกลับเข้าบ้านเค้าจะเป็นเด็กซึมเลย"

"ต้อมมานั่งคิดว่า ที่เค้าเป็นแบบนี้อาจจะเป็นเพราะคุณพ่อคุณแม่เค้าหย่ากัน เค้าอยู่กับพ่อ แล้วต้องการแม่ เลยอยากหาใครมาเติมเต็ม คือเราพยายามจะหาทางออกแล้ว แต่เค้าบอกว่า เค้ารักอะ ทำแค่นี้ไม่โอเคเหรอ แต่เค้ายังเป็นคุณพ่อที่รักลูก เปลี่ยนแพมเพิร์สให้ทุกอย่าง ทำหน้าที่พ่อได้ดี แต่มันมีบางเวลาที่เค้านี้ดอะค่ะ"

"มีอยู่วันหนึ่งเอาลูกไปนั่งห้องทีวี คนอื่นออกไปทำงานหมด แล้วต้อมก็เดินมาอีกห้องหนึ่ง อะไรที่กวาดตกได้คือกวาดไปหมดเลยนะ แล้วต้อมก็กรี๊ด เราคิดว่าเราเอาลูกไปไว้ไกลแล้ว แต่ลูกเค้าเดินมาเกาะประตูที่ห้องนั้นแล้วยืนมองเรา เราก็คิดได้แล้วว่า ไม่ได้แล้ว จะให้ลูกมาอยู่ในสภาพนี้ไม่ได้ ไม่อยู่แล้ว คือเราไม่ปกติ แล้วจะให้ลูกปกติได้ยังไง ก็ต้องหนี"

"เลยคิดที่จะหาคนที่เป็นเพื่อนต่างชาติมาช่วย ก็ไปบอกพ่อเค้าว่าเราอยากเรียนภาษา เราพูดจนพ่อเค้ายอม แล้วก็ไปคุยกับลูกเค้าให้ พอได้ไปเรียน เราก็เขียนบรรยายข้อความที่เราอัดอั้นตันใจให้อาจารย์ที่สอนทุกวัน แล้วอาจารย์เค้าก็เรียกเราไปคุยว่าเราเกิดปัญหาอะไรขึ้นเหรอ

แล้วอาจารย์เค้าก็ช่วยเราหามูลนิธิที่ช่วยเหลือได้ให้ แต่พอเรามาดูๆ แล้วคือลูกต้องไม่อยู่กับเราแน่ๆ เลยตัดสินใจหนี ก็คุยกับอาจารย์วางแผนว่า เราจะซื้อตั๋วเครื่องบิน แต่ให้มาส่งที่บ้านอาจารย์ ซึ่งอาจารย์เค้าก็ให้ตกลงว่า ถ้าทำแล้วต้องไม่มีปัญหาตกมาถึงเค้านะ เราก็รับปาก"

"หลังจากนั้น ทุกวันๆ เราก็จะขโมยรถของแฟนเรามาขนของออกไปโดยส่งทางเรือ เพราะที่เราจะไปไม่ต้องการให้มีกระเป๋าสักใบ ก็เอารถเค้ามาขนของทีละอย่าง ใช้เวลา 4 เดือนค่ะ

ระหว่างนั้เราก็ปกติกับเค้าทุกอย่าง ทำกับเค้าเหมือนเดิมแบบทุกวัน ซึ่งก่อนที่จะไป เราก็บอกกับแฟนใหม่ของพ่อเค้าคือเราจะหนีแล้ว น้ำตาตกในเลยนะคะ ถ้าเราจะหนีจากวอชิงตันมาไทยเลยมันไม่ได้ มันอันตรายไป เพราะเราเอาซิติเซ่น คือหลานเค้ามาด้วย เรามาไม่ได้แน่

เลยตัดสินใจหนีไปอเมริกา ไปหาพี่สาวที่นั่นก่อน แล้วค่อยต่อไปที่เมืองไทย ระหว่างนั้นเราก็ติดต่อกับสามีอยู่ เพื่อให้เค้าตายใจว่า เรามาเที่ยว มาพักผ่อนจริงๆ ไม่ได้จะหนีนะ เราอยู่แอลเอประมาณ 3 วันค่ะ แล้วบินตรงกลับไทยเลย แต่ตอนนั้นสามีก็นอยด์ๆ อยู่ แต่เค้าก็ยอม"

"พอถึงประเทศไทย รู้มั้ยว่า คำที่ก้มกราบเมืองไทยมันเป็นกับหนู หนูร้องไห้ ดีใจมาก เรามาถึงเมืองไทยแล้ว ตอนนั้นลูกได้ประมาณ 2 ขวบค่ะ"

พอเรามาถึงเมืองไทย ก็โทรหาสามีว่าเราอยู่ไทย คือเค้ารู้แล้วว่าเราหนี เค้าร้องไห้ใหญ่เลย โทรมาอยู่ประมาณ 6 เดือน พูดให้กลับค่ะ ณ ตอนนั้นเราอยู่ไม่ได้แล้ว เรากลับไม่ได้ เราก็บอกเค้าว่า มาอยู่ไทยด้วยกันมั้ย เราจากกันแบบรักกันนะ มันทรมานนะ ต่างคนยังรักกันอยู่ แต่มันทรมานนะ ถามว่าระหว่างลูกกับแฟน เราเอาลูกมากกว่าค่ะ"

"แต่เค้าไม่มาอยู่เมืองไทยแน่นอนค่ะ เพราะเค้าทำอะไรไม่ได้ เค้าก็พูดแต่ว่า ให้เค้าทำอะไร เป็นแบบนี้อยู่ 6 เดือน เราก็ไม่กลับไป เพราะรู้ว่าถ้าหนูกลับไป มันเป็นแบบเดิมแน่นอน หนูก็คุยกับเค้า หนูเลยโมโหมากบอกว่า ถ้างั้นก็เลิกกันเลย ส่วนแหวนแต่งงานก็ขายทิ้งไปซะ จากคำพูดนั้น เค้าก็หายไป 10 ปี ก็ไม่ได้ติดต่อกันเลย"

"จนกระทั่ง วีวี่ ลูกสาว ต้องมาต่อพาสสปอร์ต เราก็ได้โทรคุยกัน เราก็ติดต่อไปทางพ่อเค้าก่อน แล้วก็ติดต่อทางเค้า ซึ่งก็ถามสารทุกข์สุกดิบกัน เราคิดว่าเค้าแต่งงานไปแล้ว แต่เค้าบอกว่ายัง เพราะเค้าบอกว่า เค้าจะไม่แต่งงานอีก เค้ามีผู้หญิงคนเดียวที่เค้ารักมากแล้ว เราก็สงสัยว่า เอ้าแล้วที่หายเป็น 10 ปีล่ะ เราก็เพิ่งรู้ว่า เพราะตัวเราเองที่บอกว่า ขายแหวนแต่งงานนั้นทิ้งไปซะ คือฝรั่งไม่เข้าใจคำว่าประชดของเราไง"

ที่ไม่อยากเล่าเรื่องความรักอีก เพราะอะไร?​ "เพราะวีวี่โตแล้วค่ะ และเราก็ปิดประตูหัวใจไปเลย 10 ปี ตอนนี้วีวี่อายุ 14 แล้วค่ะ"

มีรักครั้งใหม่? "วันนั้นเป็นวันพ่อ เพื่อนๆ เค้าก็มีพ่อไปโรงเรียนกัน แต่เค้ามีแม่ไปโรงเรียนทุกปี เค้าก็เริ่มถามเรา ตอนนั้นเราก็เจอคนๆ หนึ่ง ซึ่งก็คือสามีปัจจุบัน แต่เราก็บอกลูกนะว่า ถ้าหนูไม่โอเค หนูบอกแม่นะ แม่พร้อมที่จะทิ้งทุกอย่างเพื่อลูก ซึ่งตอนที่เราบอกลูกเรานั้น เค้าก็อยู่ด้วยนะ เค้าเป็นต่างชาติค่ะ เพราะเราไม่เอาคนไทยแล้ว

คือกับคนนี้เราอยู่ด้วยความเข้าใจกัน ลูกมาเป็นที่หนึ่ง เรายังเคยบอกว่า ถ้ายูจะมีใคร ขอให้ซื้อกินนะ เพราะผู้หญิงพวกนั้นเค้าสะอาดกว่า ไม่ต้องมาระวังโรค เราโตแล้วไง ผ่านอะไรมามาก เราก็รู้แล้วว่าควรใช้ชีวิตครอบครัวยังไง

คือเราอยู่กับแบบคุยกัน ถ้าทะเลาะกันก็ขอให้อยู่ในบ้าน พอต่างคนต่างอารมณ์เย็นลงก็ค่อยหันหน้ามาคุยกัน ถามว่าคนนี้ขี้หึงมั้ย เค้าก็หึงนะ แต่ไม่ทำให้เราอึดอัดเหมือนคนก่อน หึงนิดๆ พอประมาณ

ชีวิตทุกวันนี้ ลูกสำคัญที่สุดค่ะ ต่อไปก็เป็นงาน แล้วชีวิตครอบครัวก็ตามมาค่ะ ขอชีวิตแค่เรียบๆ ค่ะ ไม่ต้องรวยล้นฟ้า ขอแบบสบายๆ ก็พอค่ะ ตอนนี้ชีวิตแฮปปี้ดีแล้วค่ะ".

ต้อม รชนีกร ขอถ่ายทอดชีวิตรักเป็นครั้งสุดท้าย เคยเจ็บมาถึง 2 ครั้ง 2 ครา เพราะความไม่เข้าใจ และความไม่พอดี... 24 ก.พ. 2561 20:11 ไทยรัฐ