วันพฤหัสบดีที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สนช.หักดิบลุยโหวตล้มกระดาน ตีตก ‘7กกต.ใหม่’

ทั้งสายศาล-กก.สรรหา ตั้งแท่นเฟนใหม่90วัน 2พรรคจวกยื้อเลือกตั้ง อันดับไทยดีขึ้นแก้โกง

สนช.แหกโค้งโหวตคว่ำยกเข่งว่าที่ 7 อรหันต์ กกต. อ้างประชุมลับได้ข้อมูลเชิงลึก สะพัดเจอคำสั่งสายฟ้า แลบล้มกระดานเพราะโนเนมทำ “ประชา-เรืองวิทย์-ฐากร-อิสสรีย์-ชมพรรณ์-ฉัตรไชย-ปกรณ์” ซดแห้ว “พรเพชร” ตั้งแท่นสรรหากันใหม่ใน 90 วัน ไม่รู้ไปคุยกันไงเสียงโหวตถึงออกมาเป๊ะแบบนี้ “ประชา” เหน็บ สนช.ทำได้ทุกอย่าง ปชป.-พท.ประสานเสียงเกมยื้อเลือกตั้ง “วิรัช” ซัดตอดเล็กตอดน้อยเอาทุกเม็ด “นิพิฏฐ์” กระทุ้งสเปกเทพยังคิดหนัก “สามารถ” หวั่นดึงเกมไปเรื่อย “วิษณุ” พลิ้วอีกไม่เคยพูดจะปลดล็อก มิ.ย. อย่ามาคาดคั้นเลือกตั้ง ก.พ.62 “ภูมิธรรม” จวกละครบทเดิมจ้องยุบ พท. ป.ป.ช.ฟุ้งผลงานร่วมกับรัฐบาล คสช. ทำไทยกระดื๊บชาติโปร่งใสมาอยู่ที่ 96 องค์กรโปร่งใสแฉคนจับโกงเสี่ยงถึงชีวิต “วิษณุ” แนะเร่งแก้ไขจุดอ่อน โยน “บิ๊กป้อม” คิดเอง ไขก๊อกพ้น คตช.

การเมืองส่อเค้าวุ่นอีก หลังจากที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติไม่ให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้ง 7 คน ที่คณะกรรมการสรรหาฯ เสนอชื่อมา ซึ่งฝ่ายการเมืองมองว่าเป็นอีกเกมของรัฐบาล คสช. ที่พยายามยื้อเลือกตั้ง

สนช.นัดโหวต 7 อรหันต์ กกต.

เมื่อเวลา 11.35 น. วันที่ 22 ก.พ. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่คณะกรรมาธิการสามัญทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อเป็น กกต. พิจารณาเสร็จแล้ว โดยมีรายชื่อผู้ได้รับการเสนอชื่อ 7 คน ประกอบด้วย ตัวแทนจากคณะกรรมการสรรหา 5 คน ได้แก่ นายประชา เตรัตน์ อดีตรองปลัดกระทรวงมหาดไทย นายเรืองวิทย์ เกษสุวรรณ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) นายอิสสรีย์ หรรษาจรูญโรจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ นางชมพรรณ์ พงษ์เจริญ สุธีรชาติ หัวหน้าสำนักงานกฎหมายสุธีรชาติ ส่วนตัวแทนจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา 2 คน คือ นายฉัตรไชย จันทร์พรายศรี ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา นายปกรณ์ มหรรณพ ผู้พิพากษาศาลฎีกา

ประชุมลับก่อนคว่ำยกเข่ง

จากนั้นที่ประชุม สนช.สั่งให้ประชุมลับ เพื่อพิจารณารายงานลับใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง กระทั่งเวลา 13.00 น. ที่ประชุมได้ลงมติด้วยวิธีลับ ปรากฏว่า ที่ประชุม สนช.มีมติไม่ให้ความเห็นชอบผู้ได้รับการเสนอชื่อทั้ง 7 คน โดยนายฐากร ตัณฑสิทธ์ิ ไม่เห็นชอบด้วยคะแนน 156 ต่อ 27 นายเรืองวิทย์ เกษสุวรรณ ไม่เห็นชอบ 175 ต่อ 10 เสียง นางชมพรรณ์ พงษ์เจริญ สุธีรชาติ ไม่เห็นชอบ 168 ต่อ 16 เสียง นายอิสสรีย์ หรรษาจรูญโรจน์ ไม่เห็นชอบ 149 ต่อ 30 เสียง นายประชา เตรัตน์ ไม่เห็นชอบ 125 ต่อ 57 เสียง นายฉัตรไชย จันทร์พรายศรี ไม่เห็นชอบ 128 ต่อ 46 เสียง และนายปกรณ์ มหรรณพ ไม่เห็นชอบ 130 ต่อ 41 เสียง

สะพัดเจอคำสั่งสายฟ้าแลบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ถือเป็นครั้งแรกที่ สนช. โหวตคว่ำรายชื่อผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นกรรมการขององค์กรอิสระยกชุด โดยไม่มีใครได้รับเสียงเกินกึ่งหนึ่ง 124 เสียง จากสมาชิก สนช.ทั้งหมด 248 คน ส่งผลให้ทั้ง 7 คน ไม่สามารถกลับมาสมัครใหม่ได้ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. ขั้นตอนต่อไป สนช.ต้องรายงานไปยังคณะกรรมการสรรหา และที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาทราบ เพื่อดำเนินการสรรหาบุคคลมาให้ สนช.ลงมติให้ความเห็นชอบใหม่อีกครั้ง สำหรับบรรยากาศก่อนการประชุมลงมติของ สนช. มีการจับกลุ่มพูดคุยกันหลายกลุ่ม ท่ามกลางกระแสข่าวมีคำสั่งให้ลงมติคว่ำ 7 ว่าที่ กกต.อย่างกะทันหัน จากเดิมมีกระแสเพียงให้ลงมติไม่เห็นชอบ 2-3 คนเท่านั้น และระหว่างการประชุมลับ มีการรายงานผลการตรวจสอบประวัติเชิงลึกของทั้ง 7 คนอย่างละเอียด โดยเฉพาะนายเรืองวิทย์ ที่ถูกรุมซักถามอย่างหนัก

สั่งล้มโต๊ะเพราะไม่เชื่อฝีมือ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เหตุผลที่ สนช.ลงมติคว่ำทั้ง 7 รายชื่อ เนื่องจากเห็นว่างานของ กกต. ตามรัฐธรรมนูญใหม่ มีภารกิจสำคัญเรื่องการเตรียมจัดเลือกตั้ง แต่ สนช.ส่วนมากไม่เชื่อมั่นในฝีมือผู้ได้รับการเสนอชื่อ เพราะไม่ค่อยเป็นที่รู้จักของสาธารณชน และยังไม่เคยแสดงฝีมือการทำงานให้เป็นที่ประจักษ์ ขณะที่ในส่วนผู้ได้รับการเสนอชื่อจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา 2 คน อาจมีปัญหาเรื่องที่มาการสรรหาว่าถูกต้องหรือไม่ แม้ สนช.จะได้รับหนังสือยืนยันจากศาลฎีกา ว่าดำเนินการสรรหาถูกต้อง แต่ สนช.เกรงว่าอาจมีผู้ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัย เกรงจะเกิดความวุ่นวายตามมา จึงลงมติไม่เห็นชอบทั้ง 7 รายชื่อเพื่อตัดปัญหา

ตั้งแท่นสรรหาใหม่ใน 90 วัน

ต่อมานายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. แถลงภายหลังการประชุมว่า หลังจากนี้ต้องดำเนินการสรรหา กกต.ทั้ง 7 คนใหม่ โดยเลขาธิการวุฒิสภาจะส่งหนังสือไปยังประธานศาลฎีกา ในฐานะประธานคณะกรรมการสรรหา เพื่อดำเนินการสรรหาใหม่ มีกรอบเวลาต้องดำเนินการให้เสร็จภายใน 90 วัน ส่วนตัวไม่ทราบเหตุใด สนช.จึงลงมติไม่เห็นชอบทั้ง 7 คน เพราะตนในฐานะเป็น 1 ในกรรมการสรรหาฯ ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับขั้นตอนการพิจารณาของ สนช. แต่ยืนยันว่าไม่มีสัญญาณจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เชื่อว่าไม่มีสัญญาณจากใครทั้งสิ้น ไม่รู้ว่า สนช.ไปพูดกันอย่างไร จึงทำให้เสียงโหวตออกมาไล่เลี่ยกันอย่างที่มีผู้ตั้งข้อสังเกต แต่ขอให้มั่นใจว่าจะไม่กระทบต่อการเลือกตั้งแน่นอน เนื่องจาก กกต.ชุดปัจจุบันยังดำรงตำแหน่งได้อยู่

ปัดวุ่นไม่เกี่ยวคว่ำ 2 ก.ม.ลูก

เมื่อถามว่าการที่ สนช.ไม่ให้ความเห็นชอบ เป็นเพราะคณะกรรมการสรรหาเสนอรายชื่อบุคคลที่ไม่ดี ถือเป็นการเสียหน้าหรือไม่ นายพรเพชรตอบว่า ในฐานะกรรมการสรรหาฯ ยืนยันว่าพิจารณาอย่างดีที่สุด ส่วนตัวรู้สึกหนักใจ อยากให้คนที่มีคุณสมบัติที่ดีมาสมัครให้มากที่สุด ดังนั้นจะเสนอต่อคณะกรรมการสรรหาว่า 1.จะขยายเวลาการรับสมัครให้มากขึ้น 2.จะประชาสัมพันธ์ให้มากขึ้น ส่วนการใช้วิธีเชิญบุคคลมาสมัคร ยอมรับตรงๆว่ายังไม่กล้า แต่จะใช้วิธีเชิญเป็นกลุ่มวิชาชีพแทน และเชื่อว่าสนช.จะไม่มีปัญหากับศาลฎีกา เมื่อถามว่าจะถือเป็นก้าวแรกของการคว่ำกฎหมายลูก 2 ฉบับที่เหลือหรือไม่ นายพรเพชรตอบว่า ไม่เกี่ยวกัน คนละเรื่อง

ตัดสินใจหลังรับฟังข้อมูลลับ

นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกวิป สนช.กล่าวว่า การลงคะแนนเป็นผลจากการประชุมลับ ที่สมาชิกได้รับฟังข้อมูลการตรวจสอบประวัติเชิงลึก จึงอาจมีสมาชิกตัดสินใจรับรอง และไม่รับรอง แต่หัวใจของเรื่องนี้คือ แม้จะไม่ได้ กกต.ทั้ง 7 คน ก็ไม่มีผลต่อโรดแม็ปเลือกตั้ง กกต.ชุดเก่ายังทำหน้าที่ต่อไป จนกว่าจะมี กกต.ชุดใหม่

“ประชา” เหน็บทำได้ทุกอย่าง

ด้านนายประชา เตรัตน์ คณะทำงาน รมว.มหาดไทย หนึ่งในผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็น กกต. กล่าวภายหลังรับทราบมติ สนช. ว่า ไม่ทราบเหตุผล ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเพราะอะไร แล้วแต่ สนช. เพราะ สนช.ทำได้ทุกอย่างอยู่แล้ว ตนตั้งใจไปทำงาน แต่เมื่อ สนช.ไม่ให้ทำ ก็ไม่เป็นไร จะได้สบายๆ อยู่เฉยๆ อย่าซีเรียส และตนไม่ทราบเรื่องใครอยู่สายใคร เพราะกว่าจะผ่านรอบสองก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ สำหรับเรื่องการสมัครใหม่นั้น คงไม่สมัคร เพราะทำไม่ได้ ตามกฎหมายก็ต้องโละทั้งหมด

ปชป.ชี้เกมยื้อเลือกตั้งผู้มีอำนาจ

ขณะที่นายวิรัช ร่มเย็น กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า คาดว่าเป็นอีกเกมของผู้มีอำนาจที่ใช้ทุกวิถีทางเพื่อยื้อการเลือกตั้ง แม้ผู้มีอำนาจยืนยันว่า กกต.ชุดเก่ายังทำหน้าที่รักษาการต่อไปได้ แต่ในทางปฏิบัติอาจเกิดปัญหาลักลั่นได้ เพราะรัฐบาลเพิ่งประกาศว่าเตรียมปลดล็อกการเมือง และให้จัดเลือกตั้งท้องถิ่นในเดือน ส.ค. แต่ถ้าต้องเริ่มกระบวนการสรรหา กกต.ใหม่ อาจมีผลกระทบไปด้วย เพราะ กกต.ชุดเดิมถูก สนช.เซ็ตซีโร่ไปแล้ว จะเกิดปัญหาการตีความทางกฎหมายอีก หากมีคนยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ

ตอดเล็กตอดน้อยเอาทุกเม็ด

นายวิรัชกล่าวว่า น่าสังเกตว่าก่อนหน้านี้เคยมีการท้วงติงกระบวนการสรรหาจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา เพราะ พ.ร.บ.ว่าด้วย กกต.มาตรา 12 กำหนดให้ใช้วิธีลงคะแนนโดยเปิดเผย แต่กลับใช้วิธีลงคะแนนลับ หาก คสช.กดปุ่มสั่ง สนช.ให้คว่ำว่าที่ กกต.ยกชุดนี้ จะยื้อเวลาออกไปได้แค่ 3-6 เดือนเท่านั้น เท่ากับ คสช.เล่นทุกเกม ตอดเล็กตอดน้อย ปากว่าตาขยิบ เข้าทำนองปากปราศรัยน้ำใจเชือดคอ เล่นเดินสองขา ด้านหนึ่งบอกจะปลดล็อกการเมือง อีกทางสั่งคว่ำว่าที่ กกต. ฟันธงได้ว่าที่สุดจะมีคนร้องศาลให้ตีความกันวุ่นวายอีก พฤติกรรมนี้แทนที่จะปลดล็อก กลับยิ่งเพิ่มล็อกมากขึ้น ไม่เข้าใจว่า คสช.กำลังเล่นอะไร ดิสเครดิตบั่นทอนตัวเองทุกวันทำไม

เย้ยสเปกเทพยังต้องคิดหนัก

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ถือเป็นความผิดปกติมาก ถ้าเป็นธรรมชาติ สนช.อาจเลือกคว่ำเป็นรายบุคคล หรือแค่บางคน แต่เมื่อดูจากผลคะแนนโหวต กลับพบว่าทั้ง 7 คนถูกโหวตไม่รับรอง มีคะแนนเสียงเกินครึ่ง ผิดปกติแน่นอน ส่วนจะกระทบถึงเรื่องใดในอนาคตขอให้จับตาดูต่อไป สิ่งที่จะเกิดขึ้นจากนี้ คือคนที่จะเข้าสู่กระบวนการสรรหาเพื่อเป็น กกต.จะหายาก นอกจากต้องมีคุณสมบัติขั้นเทพแล้ว ยังถูกคว่ำโดย สนช.ได้อีก ทำให้ไม่กล้าเข้ามาสู่กระบวนการนี้ กลัวว่าจะถูกคว่ำและเสื่อมเสียชื่อเสียงเหมือนชุดนี้ ที่สุดจะได้คนที่มีคุณภาพด้อยกว่านี้เข้ามาเป็นแทน

พท.หวั่นกระทบเลือกตั้งแน่

นายสามารถ แก้วมีชัย อดีต ส.ส.เชียงราย และคณะทำงานติดตามการยกร่างรัฐธรรมนูญพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า หลังจากนี้ต้องเริ่มกระบวนการสรรหากันใหม่หมด กระบวนการเหล่านี้คงต้องใช้ เวลาบ้าง เมื่อดูจากมติ สนช.แล้วเกิดข้อสงสัยว่า ใน 7 คน ไม่มีบุคคลที่เหมาะสมเลยหรือ การโหวตออกมา แบบนี้ สนช.ต้องอธิบายว่าด้วยเหตุผลใด ไม่เช่นนั้น สังคมจะเกิดความคลางแคลงใจและวิตกว่า หากครั้งหน้าจะเป็นแบบนี้อีกหรือไม่ เพราะหากเป็นแบบนี้อีก จะกระทบต่อการเลือกตั้งแน่นอน และส่อเจตนาว่าพยายามยื้อการเลือกตั้ง

กกต.ยันไม่กระทบโรดแม็ป

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวว่า สนช.ควรมีคำอธิบายว่า ผู้สมัครทั้ง 7 คน มีปัญหาเรื่องใด จะได้รู้ว่ามีจุดอ่อนใด การสรรหาใหม่คงต้องใช้เวลา 5-6 เดือน แต่ไม่เกิดผลกระทบต่อโรดแม็ปการเลือกตั้ง เพราะ กกต.ชุดปัจจุบันยังทำหน้าที่ต่อไป ยกเว้นมี กกต.ลาออก 2 คน ทำให้เหลือองค์ประชุมแค่ 3 คน ไม่สามารถพิจารณาเรื่องสำคัญได้ และเดือน ก.ค.นี้ นายบุญส่ง น้อยโสภณ กกต.จะมีอายุครบ 70 ปี ตามรัฐธรรมนูญต้องพ้นจากตำแหน่งทันที เว้นแต่มีคำสั่ง คสช.ให้อยู่ต่อ ถ้านับไป 6 เดือนจากนี้จะเป็นช่วงเดือน ก.ค. อาจล้ำเข้าไปในโซนของการเลือกตั้งท้องถิ่น จึงค่อนข้างมีปัญหา เพราะการรับมอบงานอาจไม่ราบรื่น ขณะเดียวกัน กกต.ชุดปัจจุบันอาจต้องคิดหนักว่าการเข้าไปรับผิดชอบการเลือกตั้งท้องถิ่นจะเหมาะสมหรือไม่ เพราะไม่ได้เป็นตัวจริง หากมีปัญหาคดีความ ต้องไปขึ้นศาลในฐานะส่วนบุคคล เมื่อพ้นจากตำแหน่งจะรับไหวหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องสนุก

“วิษณุ” พลิ้วอีกไม่ปลดล็อก มิ.ย.

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการปลดล็อกคำสั่ง คสช. ว่า ที่ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 21 ก.พ. ไม่ได้บอกว่าจะปลดล็อกในเดือน มิ.ย. แต่บอกว่าเดือน มิ.ย.นี้ จะทราบว่าปลดล็อกเมื่อใด เมื่อทราบวันเลือกตั้งระดับชาติและท้องถิ่น จึงเป็นไปได้ว่าอาจปลดล็อกคำสั่ง คสช.ก่อนเดือน ก.ย. ส่วนการจัดเลือกตั้งท้องถิ่นขึ้นอยู่กับองค์ประกอบ 4 ข้อ คือ 1.กฎหมายที่เกี่ยวข้อง วันนี้ยังไม่ออกมา นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. ไปเดาได้อย่างไรว่าเป็นเดือน ส.ค. 2.ต้องมี กกต. 3.กกต.เป็นผู้กำหนดวันเลือกตั้งท้องถิ่น และ 4.การแบ่งเขตพื้นที่เป็นหน้าที่ของ กกต.ชุดใหม่ เชื่อว่าเดือน มิ.ย. องค์ประกอบจะครบ ถ้าไม่ครบก็อยู่ลำบาก ข้อสำคัญที่ใช้คำว่าเดือน มิ.ย. คือกฎหมายลูก 2 ฉบับที่เหลือต้องประกาศใช้ได้

อย่ามาคาดคั้นเลือกตั้ง ก.พ.62

เมื่อถามว่า นายกฯระบุว่าไม่มีการคว่ำกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส.และ ส.ว. ทำให้โรดแม็ปนิ่ง จะมีการเลือกตั้งภายในเดือน ก.พ.2562 ใช่หรือไม่ นายวิษณุตอบว่า ใช่โรดแม็ปจะนิ่ง แต่ไม่ขอตอบว่าเลือกตั้ง ก.พ.2562 แต่ให้ใครพูดก็พูดได้อย่างนั้น เรื่องวัน เวลา อย่ามาคาดคั้น แต่ตารางเวลาเดินตาม ลำดับเหมือนขึ้นบันได ขึ้นตึก ต้องเดินไป 20 ขั้น แต่ถามว่าจะขึ้นไปถึงขั้นที่ 20 กี่โมง ตอบไม่ถูก

พท.โต้ “ทักษิณ” บงการไม่ได้

ที่พรรคเพื่อไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ออกคำแถลงว่า จากกระแสข่าวการเดินทางไปพบอดีตนายกรัฐมนตรี ของสมาชิกพรรคเพื่อไทย และการแสดงความเห็นบางคน ว่าเป็นเรื่องที่อาจมีนัยหรือเป็นปัญหาทางการเมืองนั้น การพบปะเยี่ยมเยียนบุคคลอันเป็นที่เคารพรักในช่วงเวลาสำคัญ ตามประเพณี บางครั้งถือเป็นเรื่องสิทธิส่วนบุคคลของสมาชิก เป็นการแสดงออกอย่างเปิดเผย ไม่ได้มีนัยสำคัญทางการเมืองใดๆ พรรคเพื่อไทยเป็นนิติบุคคล การตัดสินใจของพรรค ล้วนอาศัยคณะกรรมการบริหารอย่างมีระบบและแบบแผน ไม่มีใครสามารถบงการ สั่งการ โน้มน้าว กำหนดเงื่อนไขทางการเมืองต่อพรรคตามที่อ้าง

ละครบทเดิมจ้องจะยุบพรรค

นายภูมิธรรมระบุว่า การนำประเด็นดังกล่าวไปสร้างเป็นเงื่อนไขในการยุบพรรค จึงเป็นบทละครเดิมๆที่ถูกนำมาใช้สม่ำเสมอ อีกด้านหนึ่งคือการแสดงออกถึงความวิตกกังวลของอำนาจที่กำลังคลอนแคลน จนต้องพยายามหาเหตุกลั่นแกล้ง ทำลายหรือกำจัดผู้เห็นต่าง ผู้ที่รักความเป็นธรรมในสังคมต่างเข้าใจ และประจักษ์ชัดกลเกมนี้อยู่แล้ว ทั้งนี้ปัจจุบันพรรคเพื่อไทยยังไม่สามารถดำเนินกิจกรรมทางการเมืองใดๆ ได้ ฉะนั้นกระแสข่าวที่พูดถึงการจัดวางตัวผู้สมัครและผู้นำพรรค จึงไม่มีมูลความจริงทั้งสิ้น ขอเรียกร้องให้ยุติการกล่าวร้าย และการสร้างความเข้าใจผิดต่อพรรคเพื่อไทย

ชื่อหัวหน้า พท.ไม่มีเซอร์ไพรส์

ด้านนายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า “ทักษิณทุกที” ตรุษจีนที่ผ่านมามีสมาชิกพรรคเพื่อไทยเดินทางไปพบนายทักษิณและ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ตนก็ไปเป็นเรื่องปกติวันสำคัญตามประเพณีพวกเราจะหาโอกาสเดินทางไปพบอดีตนายกฯทั้งสอง ที่พวกเรารักและเคารพ เพื่ออวยพรหรือขอพร ส่วนที่ลือว่านายทักษิณจะให้คนโน้นคนนี้มาเป็นหัวหน้าพรรค ก็อ้างเป็นแหล่งข่าวซึ่งไม่เป็นความจริง การจะเลือกบุคคลขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรค ต้องเป็นบุคคลที่ต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับพรรคและประชาชน ไม่เช่นนั้นจะไม่มีใครยอมรับ ต้องรอหลังวันที่ 1 เม.ย. แต่จะไม่ผิดหน้าผิดตาไปจากคนที่สื่อเคยเห็นหน้าบ่อยๆ แน่นอน ไม่มีเซอร์ไพรส์ อาทิ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ นายจาตุรนต์ ฉายแสง นายโภคิน พลกุล นายชัยเกษม นิติสิริ และนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา มีโอกาสถูกเสนอชื่อทั้งสิ้น และเชื่อว่าดีกว่าคนปัจจุบันอย่างแน่นอน

“มาร์ค” เฉยๆเรื่องปลดล็อก

ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ที่มีการระบุว่า คสช.เตรียมยกเลิกคำสั่งในเดือน มิ.ย. เพื่อให้เตรียมการเลือกตั้งท้องถิ่นนั้น ไม่ได้ฮือฮาหรือแปลกใจ เพราะคำสั่ง คสช.ระบุชัดเจนเมื่อกฎหมายเลือกตั้งผ่านกระบวนการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ รวมทั้งนำขึ้นทูลเกล้าฯ คาดว่าจะอยู่ที่ 2-4 เดือนข้างหน้า ตรงกับเดือน มิ.ย.อยู่แล้ว แต่ไม่อยากให้เน้นที่การเลือกตั้งท้องถิ่น เพราะความจริงต้องเริ่มต้นที่กระบวนการของพรรคการเมือง เมื่อมีการปลดล็อกทางการเมืองเพื่อให้มีความพร้อมสู่การเลือกตั้งทั่วไป จะครอบคลุมถึงการเลือกตั้งท้องถิ่นด้วย ดังนั้นจึงไม่ควรยึดติดว่าจะเลือกตั้งท้องถิ่นเมื่อไหร่ แต่เป็นคำถามว่าเมื่อไหร่ที่จะเริ่มต้นให้พรรคการเมืองเดินหน้าตามบทบัญญัติกฎหมายพรรคการเมืองใหม่เสียที

“อุเทน” เย้ย สนช.สุดท้ายก็สั่งได้

นายอุเทน ชาติภิญโญ หัวหน้าพรรคคนไทย กล่าวว่า ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯยืนยันว่า สนช.จะไม่คว่ำ พ.ร.บ.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. และร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. แน่นอนนั้น หลังคำประกาศของนายกฯ การแก้ไขเนื้อหาในร่างกฎหมายโดยคณะกรรมาธิการ 3 ฝ่ายดูจะราบรื่นทันที สะท้อนให้เห็นว่ากระบวนการต่างๆอยู่ภายใต้อาณัติ และการสั่งการของ คสช. รวมทั้ง พล.อ.ประยุทธ์อย่างเบ็ดเสร็จ ข้ออ้างต่างๆที่ผ่านมาเป็นเพียงพิธีกรรม พรรคคนไทยยังเห็นว่าบทบัญญัติในร่างกฎหมายลูกทั้งสองฉบับ ยังมีหลายจุดที่ไม่เป็นไปตามหลักประชาธิปไตยและหลักสากล เชื่อว่าจะเป็นปัญหาตามมา ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้

ไทยกระดื๊บชาติโปร่งใสอยู่ที่ 96

เมื่อช่วงดึกของวันที่ 21 ก.พ. เว็บไซต์องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International-TI) สำนักงานใหญ่กรุงเบอร์ลิน เยอรมนี เปิดเผยดัชนีภาพลักษณ์การคอร์รัปชันในภาครัฐทั่วโลก (Corruption Perception Index-CPI) ประจำปี 2560 อ้างการสำรวจจาก 180 ประเทศ ผลปรากฏว่า ประเทศไทยได้คะแนนซีพีไอ 37 แต้ม จากเต็ม 100 แต้ม ไต่อันดับดีขึ้นอยู่ที่ 96 จากเดิมเมื่อปี 2559 อยู่อันดับ 101 ได้คะแนน 35 แต้ม โดยประเทศที่ครองอันดับ 1 คือ นิวซีแลนด์ ได้ 89 แต้ม อันดับ 2 คือเดนมาร์ก ตามด้วยฟินแลนด์อันดับ 3 นอร์เวย์อันดับ 4 สวิตเซอร์แลนด์อันดับ5 สิงคโปร์อันดับ 6 ได้ 84 แต้มเท่ากับสวีเดน และอันดับ 8 แคนาดา เท่ากับลักเซมเบิร์ก และเนเธอร์แลนด์

แฉคนจับโกงเสี่ยงถึงชีวิต

สำหรับประเทศกลุ่มอาเซียน อาทิ มาเลเซีย อันดับ 62 ติมอร์ เลสเต อันดับ 91 ดีกว่าไทยขณะที่อินโดนีเซียเท่ากับไทย ขณะที่เวียดนามอยู่ที่อันดับ 107 ฟิลิปปินส์ อันดับ 111 เมียนมา อันดับ 130 สปป.ลาว อันดับ 135 และกัมพูชา อันดับ 161 รั้งท้ายในกลุ่มอาเซียน ส่วนประเทศรั้งท้าย 5 อันดับ ได้แก่ เยเมน อัฟกานิสถาน ซีเรีย ซูดานใต้ และโซมาเลียอยู่อันดับบ๊วยสุด อย่างไรก็ตามแม้ประเทศไทยได้คะแนน 37 แต้ม จากคะแนนเต็ม 100 แต้ม อยู่อันดับ 96 ดีขึ้น 5 อันดับ แต่คะแนนยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่อยู่ระดับ 43 แต้ม โดยในรายงานยังระบุว่า การแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันในหลายประเทศยังไม่ดีขึ้นเท่าที่ควร ขณะที่นักเคลื่อนไหวและผู้สื่อข่าวที่พยายามตีแผ่เรื่องราวทุจริตคอร์รัปชัน ตกเป็นเป้าเสี่ยงชีวิต โดยค่าเฉลี่ยผู้สื่อข่าวเสียชีวิตในกลุ่มชาติที่มีปัญหาทุจริตคอร์รัปชันมากอยู่ที่สัปดาห์ละอย่างน้อย 1 ราย

แจงลาวแก้ทุจริตรอบด้าน

ช่วงเช้าที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นำนายบุนทอง จิดมะนี รองนายกรัฐมนตรี และประธานองค์การตรวจตรารัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (เอสไอเอเอ) เข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. ในโอกาสเดินทางเยือนไทย เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสบการณ์ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ทั้งสองฝ่ายย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาการทุจริต รัฐบาลไทยเน้นการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันรอบด้าน มี ป.ป.ช.เป็นหน่วยงานหลัก และพร้อมร่วมมือแลกเปลี่ยนประสบการณ์อย่างแข็งขันต่อยอดเป็นรูปธรรมมากขึ้น

ป.ป.ช.ฟุ้งผลงานร่วมรัฐบาล

ต่อมา พล.ต.อ.วัชรพลให้สัมภาษณ์ว่า แม้อันดับของประเทศไทยจะดีขึ้น แต่ ป.ป.ช.มีเป้าหมายว่าในปี 2564 ต้องได้คะแนนที่ร้อยละ 50 หากไม่ถึงต้องมาดูว่าจะทำอะไรได้บ้าง ดังนั้นคะแนนปี 2560 จึงถือว่าไม่ตรงตามเป้าหมาย หลังจากนี้ ป.ป.ช.จะมีคณะอนุกรรมการวิเคราะห์ที่มาของแต่ละคะแนนที่ลดลง 3 ดัชนี ได้แก่ ด้านการเมือง เศรษฐกิจและการจัดการของรัฐบาล เพื่อดูว่ามีองค์ประกอบอะไรบ้าง มีการคาดการณ์คะแนนในด้านที่ลดลงเป็นผลมาจากการตรวจสอบคนในรัฐบาล การจำกัดสิทธิสื่อมวลชน เมื่อถามว่าคะแนนเรื่องกระบวนการการเมืองที่ไทยลดลงมากพอสมควร เป็นผลจากกระบวนการตรวจสอบคนในรัฐบาลหรือไม่ พล.ต.อ.วัชรพลตอบว่า ต้องดูหลายปัจจัย เพียงแต่สื่อมวลชนให้ความสนใจการเมืองมาก คิดว่าการรายงานข่าวของสื่อมวลชนมีผลต่อคะแนนส่วนนี้ด้วย ส่วนคะแนนที่ดีขึ้นในเรื่องนิติรัฐ และการเรียกรับสินบน เป็นผลจากการดำเนินการ กวาดล้างของรัฐบาล และการทำงานของ ป.ป.ช.

หั่นแต้มไม่เป็นประชาธิปไตย

นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวว่า การจัดอันดับความโปร่งใสพิจารณาจากแหล่งข้อมูล 9 แหล่ง ซึ่งไทยได้คะแนนเท่าเดิม 2 แหล่ง ได้แก่ 1.การประเมินความเสี่ยงด้านการเมือง เศรษฐกิจ การเงิน 2.ความโปร่งใสในการจัดสรรและใช้จ่ายงบประมาณ ที่ได้เพิ่มขึ้น 3 แหล่ง ได้แก่ 1.มุมมองของนักธุรกิจที่มาลงทุนในไทย 2.ความโปร่งใสของหลักนิติรัฐ 3.การแทรกแซงของเจ้าหน้าที่รัฐในการดำเนินธุรกิจ ส่วนที่ได้คะแนนลดลง มี 3 แหล่งคือ 1.การเปลี่ยนแปลงไปสู่ประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเสรี การจำกัดสิทธิสื่อมวลชน การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน ยังเป็นจุดอ่อน 2.การสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารระดับสูงเพื่อประมวลผลจัดอันดับความสามารถการแข่งขันของไทย 3.ความหลากหลายของประชาธิปไตย

“วิษณุ” แนะเร่งแก้ไขจุดอ่อน

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวว่า การจัดอันดับดังกล่าว ไม่ใช่เรื่องที่รัฐบาลจะบอกว่าพอใจหรือไม่พอใจ ต้องกลับไปดูว่ามีตรงไหนที่ทำให้เราได้คะแนนต่ำ อะไรที่ดึงคะแนนเราขึ้น ต้องไปแก้จุดอ่อน คะแนนที่ออกมาเป็นเรื่องที่พูดกันไปเท่านั้น ที่สำคัญคือองค์กรดังกล่าวใช้ตัวชี้วัดเรื่องอะไรบ้าง เมื่อทราบจะได้แก้ไขให้ถูกจุด รัฐบาลเคารพความคิดเห็นทุกฝ่าย โดยจะนำมาปรับปรุงต่อไป หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงยุติธรรม ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) ต้องแจกการบ้านให้ผู้ที่เกี่ยวข้องไปแก้ไข และให้รายงานความคืบหน้ากลับมาให้ทราบ เพราะจะมีการประเมินในปีต่อๆไป เมื่อถามว่าปัจจัยเรื่องประชาธิปไตยถือเป็นตัวชี้วัดหนึ่งหรือไม่ นายวิษณุตอบว่า ใช่ และรู้มาตลอดตั้งแต่ปี 2557 ต้องยอมรับสภาพหากต้องเสียคะแนนไป

“นิพิฏฐ์” ชี้ไร้ตรวจสอบยิ่งโกง

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ผลการจัดอันดับของทีไอ สอดคล้องกับผลสำรวจของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่ยืนยันว่าการทุจริตคอร์รัปชันในไทยยังมีอยู่ และสูงกว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เป็นข้อมูลที่ตรงกันทั้งในระดับโลกและระดับประเทศ ต้องมาดูว่ายุคที่ปกครองด้วยระบบเผด็จการที่มีอำนาจพิเศษ แต่ยังมีการทุจริตคอร์รัปชันมากเกิดขึ้นเพราะอะไร อาจมีคนออกมาแก้ต่างว่าเป็นการกลั่นแกล้งรัฐบาลทหาร ระบบที่ไม่มีการตรวจสอบยิ่งทำให้มีการทุจริตคอร์รัปชันมากยิ่งขึ้น เมื่อระบบเป็นเช่นนี้ต้องจำทนอยู่ ต่างจากการเลือกตั้ง เช่น ถ้ามีการทุจริตอาจเอาไปซื้อลูกบอลแจกเด็กนักเรียน ส่วนเผด็จการเมื่อทุจริตอาจเอาไปซื้อเครื่องใช้ส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวกับประชาชน เช่น เครื่องประดับ หรือนาฬิกา ต่างกันอย่างเห็นได้ชัด

เพื่อไทยได้ทีแซะอย่าลิงโลด

ขณะที่นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า รัฐบาล คสช. และ ป.ป.ช. อย่าเพิ่งลิงโลดใจผลคะแนนดังกล่าว เพราะทีไอชี้ว่าแทบไม่เห็นผลงานการปราบทุจริตของคณะรัฐประหาร ปมแหวนมารดา นาฬิกาเพื่อน สะท้อน ช่องโหว่ของกลไกคุณธรรมจริยธรรมของไทย ส่วนหนึ่งของสาเหตุที่อยู่อันดับต่ำมากๆ น่าจะมาจากสภาวะบ้านเมืองที่ยังไม่เป็นประชาธิปไตยเต็มที่ จำกัดสิทธิเสรีภาพประชาชน พรรคการเมืองถูกห้ามทำกิจกรรม ทำให้กระบวนการมีส่วนร่วมตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชัน ไม่สามารถทำได้เต็มที่ ประชาชนสื่อมวลชนถูกกันออกมานอกวง ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลการตรวจสอบทุจริต ปัญหาสำคัญคือการขาดสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน และประชาชน รัฐบาลต้องรับสภาพข้อเท็จจริงนี้ เพื่อนำไปแก้ไขต่อไป

โยน “บิ๊กป้อม” คิดเองพ้น คตช.

อีกเรื่อง นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวถึงกรณีนายต่อตระกูล ยมนาค ประธานอนุกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ ด้านการป้องกันการทุจริตใน คตช. ทำหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. แสดงความกังวลต่อการทำหน้าที่ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ใน คตช. หลังเกิดปมนาฬิกาหรูว่า นายต่อตระกูลมีสิทธิพูด และเป็นคนที่ตรงไปตรงมา แบบนี้กับทุกรัฐบาล ไม่ได้มีปัญหาอะไร เวลาประชุม คตช.พูดจาขึงขังเสียงดังฟังชัด เมื่อถามว่า รัฐบาลเน้นความโปร่งใสในการบริหารงาน ควรพิจารณาอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่ นายวิษณุตอบว่า คงมีการพูดกันต่อไป แต่ไม่น่าเป็นปัญหาอะไร นายกฯรับทราบเรื่อง และกำชับใน ครม.ให้ระมัดระวัง เมื่อถามว่า กรรมการ คตช.หลายคนอึดอัดกับการทำหน้าที่ของ พล.อ.ประวิตร ใน คตช. นายวิษณุตอบว่า การลาออกหรือไม่เป็นเรื่องของเจ้าตัว แต่การให้ออกหรือไม่ อยู่ที่คนอื่น ที่ผ่านมา พล.อ.ประวิตรก็ไม่ได้เข้าประชุม คตช.เลย

“บิ๊กสหรัฐฯ” เข้าใจโรดแม็ปไทย

ช่วงบ่ายที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ร.อ.แฮร์รีบี แฮร์ริส จูเนียร์ ผบ.กองกำลังสหรัฐอเมริกา ภาคพื้นแปซิฟิก เข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกฯเชื่อมั่นในความร่วมมือระหว่างกองทัพไทยกับสหรัฐฯ โดยจะช่วยยกระดับความสัมพันธ์และความร่วมมือแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ไทยพร้อมสนับสนุนบทบาทที่สร้างสรรค์ของสหรัฐฯในภูมิภาคอินโดแปซิฟิก รวมถึงอาเซียน ผบ.กองกำลังสหรัฐฯยินดีที่กองทัพไทย-สหรัฐฯมีความร่วมมือใกล้ชิดโดยตลอด และยังแสดงความเข้าใจต่อเจตนารมณ์การไปสู่การเป็นประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง และยั่งยืนตามโรดแม็ปของไทย

“อุ๊งอิ๊ง” พบพ่อโซ้ยอาหารเหนือ

ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวล่าสุดนายทักษิณ ชินวัตร และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า นายทักษิณ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังอยู่ที่สิงคโปร์ โดย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร บุตรสาวได้เดินทางไปเยี่ยม และวันเดียวกันนี้ น.ส.แพทองธารได้โพสต์ลงอินสตาแกรมระบุว่า “มาถึงก็จัดอาหารเหนือก่อนเลย คนเมืองแต้ๆเจ้า @thaksinlive” พร้อมลงคลิปวีดิโอนายทักษิณแนะนำอาหารเหนือ พร้อมระบุว่า “เป็นคนเมืองเจ้า” ด้านนายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายนายทักษิณ ได้เข้าไปแสดงความคิดเห็นว่า “แจกัน” ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า นายทักษิณ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะเดินทางออกจากสิงคโปร์ เพื่อไปเมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ต่อไป

“พิชัย” งงโดนเรียกตัวครั้งที่สิบ

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงานและแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ได้รับหมายเรียกจาก บก.น.1 ให้เข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจในวันที่ 15 มี.ค. ข้อหาฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดตามประกาศ คสช. ตามที่ พ.อ.วิจารณ์ จดแตง หัวหน้าส่วนปฏิบัติการคณะทำงานด้านกฎหมาย คสช. แจ้งข้อกล่าวหา ขณะนี้ยังไม่ทราบว่ารายละเอียดข้อ กล่าวหาเป็นอย่างไร แต่ครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 10 ที่ถูกเรียกตัว 8 ครั้งแรกเป็นการเรียกปรับทัศนคติ ครั้งที่7 ถูกกักตัวอยู่ 7 วัน ถูกคลุมหัวปิดตา ทั้งไปและกลับ และ 2 ครั้งหลังเป็นการแจ้งข้อหา กรณีแสดงความคิดเห็นสะท้อนความเดือดร้อนของประชาชนทางเศรษฐกิจ และให้ข้อคิดและคำแนะนำ คสช.แก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจที่เป็นจุดอ่อนของรัฐบาลและคสช.มาตั้งแต่การรัฐประหาร

คนเทพาหนุนสร้างโรงไฟฟ้า

ที่โรงแรมสยามออเรียลทัล อ.หาดใหญ่จ.สงขลา กลุ่มเครือข่ายคนเทพาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน 66 องค์กร นำโดยนายหลี สาเมาะ ประธานเครือข่าย คนเทพาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมตัวถือป้ายสนับสนุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา และเข้ายื่นหนังสือแถลงการณ์ผ่านนายดนุชา พิชยนันท์ รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระหว่างเดินทางมาประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นแผนยุทธศาสตร์ชาติเบื้องต้น โดยแถลงการณ์ระบุว่า เครือข่ายคนเทพา ไม่เห็นด้วยกับการลงนามในบันทึกข้อตกลงของ รมว.พลังงาน กับเครือข่ายปกป้องสองฝั่งทะเลกระบี่-เทพา ยุติ โรงไฟฟ้าถ่านหิน เพราะเสียงส่วนใหญ่ของคนเทพาเห็นด้วยกับการก่อสร้างโรงไฟฟ้า รวมทั้งจะเข้าแจ้ง ความดำเนินคดีกับ รมว.พลังงานตามมาตรา 157 ในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กฟผ.เป็นนิติบุคคล รมว.พลังงานไม่มีอำนาจไปตกลงให้ยุติคดีระหว่าง กฟผ.กับเอ็นจีโอ รวมทั้งจะไปยื่นต่อศาลปกครอง ให้ออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวและไต่สวนฉุกเฉิน และจะเดินทางไปฟังคำตอบที่หน้าทำเนียบฯ ปักหลักต่อสู้เช่นเดียวกับเอ็นจีโอ จนกว่ารัฐบาลจะสั่งยกเลิกข้อตกลงดังกล่าว

ศาลยกคำร้องฝากขัง “จ่านิว”

เมื่อเวลา 14.50 น. ที่ศาลอาญา พนักงานสอบสวน สน.นางเลิ้ง คุมตัวนายสุกฤษฎ์ เพียรสุวรรณ นายกาณฑ์ พงษ์ประภาพันธ์ นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว และนายอานนท์ นำภา ผู้ต้องหาคดีร่วมกันมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมือง ตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป โดยไม่ได้รับอนุญาตตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 และข้อหายุยงปลุกปั่นฯ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 กรณีจัดการชุมนุมคนอยากเลือกตั้งเมื่อวันที่ 10 ก.พ.มายื่นฝากขังครั้งแรกเป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 22 ก.พ.-5 มี.ค.โดยศาลพิจารณาแล้วจึงมีคำสั่งให้ยกคำร้องของพนักงานสอบสวน สน.นางเลิ้งที่ขอฝากขังผู้ต้องหา เนื่องจากผู้ต้องหามีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ไม่มีพฤติการณ์หลบหนี อีกทั้งยังให้ความร่วมมือกับพนักงานสอบสวนด้วยดีมาโดยตลอด และพนักงานสอบสวนยังสามารถรวบรวมพยานหลักฐานทางคดีได้ด้วยความสะดวก ในชั้นนี้จึงไม่มีเหตุจำเป็นที่จะต้องฝากขังผู้ต้องหาทั้ง 4 ให้ยกคำร้อง

สนช.แหกโค้งโหวตคว่ำยกเข่งว่าที่ 7 อรหันต์ กกต. อ้างประชุมลับได้ข้อมูลเชิงลึก สะพัดเจอคำสั่งสายฟ้า แลบล้มกระดานเพราะโนเนมทำ “ประชา-เรืองวิทย์-ฐากร-อิสสรีย์-ชมพรรณ์-ฉัตรไชย-ปกรณ์” 23 ก.พ. 2561 01:41 23 ก.พ. 2561 04:31 ไทยรัฐ