วันพฤหัสบดีที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ก.ล.ต.เชือด 2 ผู้บริหารโพลาร์ ส่งอัยการฟ้องศาลแพ่ง ปกปิดข้อมูลสำคัญ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ออกแถลงการณ์เปิดเผยการดำเนินคดีด้วยมาตรการลงโทษทางแพ่งกับบริษัท โพลาริส แคปปิตัล จำกัด (มหาชน) (POLAR) และผู้บริหาร 2 ราย ได้แก่ นายญาณกร วรากุลรักษ์ และนายพูนศักดิ์ ชุมช่วย

กรณีปกปิดข้อความที่ควรแจ้งในสาระสำคัญ เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่บริษัทหยุดประกอบกิจการ โดยขอศาลแพ่งให้กำหนดค่าปรับทางแพ่งรายละ 2 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 6 ล้านบาท พร้อมค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบการกระทำความผิด และห้ามผู้บริหารทั้ง 2 ราย เป็นกรรมการบริษัทจดทะเบียนเป็นเวลา 10 ปี

ทั้งนี้ ก.ล.ต. ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ถือหุ้น POLAR และตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่า POLAR โดยนายญาณกร ในฐานะกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และนายพูนศักดิ์ ในฐานะกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงินของ POLAR ไม่ได้รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์ และ ก.ล.ต. กรณี POLAR ถูกเจ้าหนี้ฟ้องล้มละลายเมื่อ 8 พ.ค.60 และต่อมาถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในวันที่ 3 ส.ค.60 ซึ่งเป็นสาระสำคัญที่จะต้องเปิดเผยต่อสาธารณชนภายในระยะเวลาที่สมควร ภายหลังจากศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด อย่างไรก็ดี POLAR มิได้ดำเนินการจนกระทั่งตลาดหลักทรัพย์ฯทราบและได้แจ้งให้บริษัทดำเนินการ POLAR จึงได้รายงานข้อมูลวันที่ 9 ส.ค.60

เมื่อพิจารณาพฤติกรรมข้างต้น ประกอบกับพฤติกรรมการรายงานข้อมูลกรณีอื่นๆอย่างล่าช้า แสดงให้เห็นถึงเจตนาของ POLAR ในการปกปิดข้อเท็จจริงที่เป็นสาระสำคัญต่อสาธารณชน ได้แก่ กรณีที่ POLAR ไปยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของตนเองเมื่อวันที่ 9 พ.ค.60 ซึ่ง POLAR มีหน้าที่ต้องแจ้งตลาดหลักทรัพย์ภายในวันเดียวกัน แต่กลับแจ้งล่าช้าถึง 35 วัน และกรณีที่ POLAR ไปยื่นคำร้องขอถอนการฟื้นฟูกิจการเมื่อ 7 ก.ค.60
และต่อมาศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ถอนคำร้องวันที่ 12 ก.ค.60 ซึ่ง POLAR ต้องแจ้งภายในวันที่ไปยื่นคำร้อง แต่กลับแจ้ง
ล่าช้าถึง 25 วัน

การกระทำของ POLAR ซึ่งมีนายญาณกรและนายพูนศักดิ์เป็นผู้รับผิดชอบ จึงเป็นการกระทำความผิดฐานปกปิดข้อความจริง ซึ่งควรบอกให้แจ้งในสาระสำคัญ ตามมาตรา 281/10 ประกอบมาตรา 57 แห่ง พ.ร.บ.หลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.หลักทรัพย์ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2559 จึงเข้าข่ายถูกดำเนินมาตรการลงโทษทางแพ่งตามมาตรา 317/11 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ

คณะกรรมการพิจารณามาตรการลงโทษทางแพ่ง (ค.ม.พ.) ได้นำมาตรการลงโทษทางแพ่งมาบังคับใช้กับผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 3 ราย ซึ่ง ก.ล.ต. ได้แจ้งไปยังผู้ถูกกล่าวหาแล้ว แต่บุคคลทั้ง 3 รายไม่ยินยอมที่จะปฏิบัติตามมาตรการลงโทษ ก.ล.ต.จึงมีหนังสือส่งเรื่องให้อัยการฟ้องคดีต่อศาลแพ่ง เพื่อเรียกให้ชำระค่าปรับทางแพ่งรายละ 2 ล้านบาท พร้อมค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบการกระทำผิด 102,132 บาท และห้ามเป็นกรรมการบริษัทที่ออกหลักทรัพย์และบริษัทหลักทรัพย์ทั้ง 2 ราย เป็นเวลารายละ 10 ปี

อนึ่ง นอกจากการดำเนินการลงโทษทางแพ่งแล้ว ก.ล.ต.ยังมีข้อสงสัยถึงการมีอยู่จริงของหนี้ระหว่างบริษัท แทนเจอรีน พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (บ.แทนเจอรีน) ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ POLAR ที่เป็นหนี้บริษัท ซิมบา จำกัด (บ.ซิมบา) และเป็นหนี้ที่ ก.ล.ต. สั่งให้ POLAR จัดทำรายงานการตรวจสอบเป็นกรณีพิเศษ ในการนี้ ก.ล.ต. จึงได้ขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในฐานะผู้มีอำนาจจัดการแทน POLAR ดำเนินการเพื่อให้มั่นใจว่าทรัพย์สินของ บ.แทนเจอรีน ไม่ถูกยักย้ายถ่ายเทออกไปโดยไม่ชอบ ก่อนการตรวจสอบข้อเท็จจริงจะแล้วเสร็จ รวมทั้ง ก.ล.ต.มีหนังสือกำชับให้กรรมการและผู้บริหารของบ.แทนเจอรีน ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบและความซื่อสัตย์สุจริต หากไม่ดำเนินการแล้วเกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของแทนเจอรีน อาจเข้าข่ายเป็นความผิดและมีโทษอาญา นอกจากนี้ หาก ก.ล.ต. พบการกระทำอื่นของผู้บริหาร POLAR เข้าข่ายเป็นความผิด พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯอีกจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดต่อไป.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ออกแถลงการณ์เปิดเผยการดำเนินคดีด้วยมาตรการลงโทษทางแพ่งกับบริษัท โพลาริส แคปปิตัล จำกัด (มหาชน) (POLAR) และผู้บริหาร 2 ราย... 21 ก.พ. 2561 09:37 21 ก.พ. 2561 09:39 ไทยรัฐ