วันจันทร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

บทสุดท้าย วิชารัฐประหาร

ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช

หนังสือชื่อ พงศาวดารประชาธิปไตย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เขียนไว้ 13 เรื่อง เป็นเรื่องประชาธิปไตยบ้านเมืองอื่นกว่าสิบเรื่อง เรื่องสุดท้าย เรื่องที่ 13 วิชารัฐประหาร

(พงศาวดารประชาธิปไตย สำนักพิมพ์บรรณาคาร พ.ศ.2512)

อาจารย์คึกฤทธิ์ออกตัว คุณอาร์ช บุชแมน นัก นสพ.อเมริกัน เขียน (เมื่อ พ.ศ.2507) ให้เป็นเรื่องขำขัน

ในโรงเรียนนายทหารแห่งนั้น มีนักเรียนทหารหลายชาติหลายภาษา ในชั่วโมงสอนวิชารัฐประหาร นักเรียนหลายคนพอมีประสบการณ์อยู่บ้าง อาจารย์เริ่มต้นด้วยคำถาม “ต้องการรัฐประหารแบบไหน?”

“แบบไม่นองเลือด” ลูกศิษย์คนที่ยกมือพูด เป็นทหารยศพันโท อาจารย์ดีใจ “ดีมาก”

การรัฐประหารที่ไม่นองเลือดนั้น เป็นรัฐประหารที่ดีที่สุด เกิดที่บ้านเมืองไหน ประชามติโลกมักยอมรับ หากมีการรบพุ่งฆ่าฟันกันก็จะมีข่าวเลือดสดๆ ฝาดๆ ใน นสพ. เสียชื่อไปถึงการรัฐประหารในประเทศต่างๆ

การรัฐประหารที่ไม่นองเลือดนั้น ต้องขึ้นต้นด้วยการมี “คณะนายทหาร” แต่นายทหารในคณะ ถ้าจะให้ดีกว่า ควรจะเป็นยศต่ำกว่าชั้นนายพล “ทั้งนี้ เมื่อทำรัฐประหารแล้ว จะได้เลื่อนยศเป็นนายพลกันได้สะดวก”

นักเรียนคนหนึ่งถาม “ถ้ามีคณะนายทหารแล้ว จะเลือกใครเป็นหัวหน้า เลือกกันอย่างไร”

“ถ้ายศเท่ากัน ก็เห็นจะต้องตัดไพ่กันดู ใครได้แต้มสูงก็เป็นหัวหน้าไป ทางเลือกอื่นเห็นจะไม่มี” อาจารย์ว่า

นักเรียนที่เป็นทหารเรือ มีเรื่องถาม การรัฐประหารส่วนใหญ่ เป็นงานของทหารบก ทหารเรืออยากเกี่ยวข้อง จะทำอย่างไรดี

“ปัญหาอยู่ที่ที่ตั้งเมืองหลวง” อาจารย์ว่า “ถ้าเป็นเมืองท่า ทหารเรือก็มีช่องที่จะเอาเรือรบมาเทียบใกล้ๆ แล้วส่งคำขู่เข้าไป ถ้าหากไม่ตั้งทหารเรือ ทหารเรือก็จะยิงถล่มเมืองหลวงให้พินาศ”

ด้วยเหตุนี้ การรัฐประหารที่ไม่นองเลือดที่ดี ควรมีคณะทหาร เฉลี่ยจากกองทัพต่างๆเท่าๆกัน แต่ที่สำคัญเป็นทหารหน่วยรถถัง และหน่วยพลร่ม

ในงานพิธีใหญ่ๆ เช่น งานชุมนุมสาบานธง ทหารสองหน่วยนี้มักจะต้องเข้าไปสำแดงแสนยานุภาพ แต่หากไม่ใช้โอกาสนั้น ก็ควรนำทหารเข้าเมืองหลวงในเวลาเช้ามืด

เวลาที่คนเมืองหลวงยังไม่ตื่น สิ่งแรกที่ทำคือล้อมบ้านประธานาธิบดี และยึดสถานีวิทยุ

จากนั้นก็ประกาศ ในนามของรัฐบาลเสรีประชาธิปไตย คณะทหารได้ยึดอำนาจไว้แล้ว

ตามด้วยข้อหาคนในรัฐบาลเก่าว่าขโมยเงินคงคลังไปใช้ ทั้งยังติดต่อลับๆกับชาติที่ตั้งใจบ่อนทำลายประเทศ และสิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือการให้มีคนชุมนุมตามถนน แสดงประชามติ

จะมีการเผาห้างร้านใหญ่สักห้างสองห้าง หรือจะเผาสถานทูตมหาอำนาจ เสียสักแห่งแล้วค่อยประกาศกฎอัยการศึก ห้ามประชาชนออกจากบ้านในเวลาหนึ่งทุ่ม

หลังการรัฐประหาร ก็มักมีทูตต่างประเทศ วิ่งเข้าหาเสนอความช่วยเหลือ

สอนแจ่มแจ้งถึงขั้นนี้แล้ว นักเรียนคนหนึ่ง ชื่อพันโทจู ไม่ระบุประเทศไหน ก็ยังมีเรื่องถาม

“การเปิดบัญชีในธนาคารประเทศสวิตเซอร์แลนด์นั้น เขาทำกันอย่างไร”

เป็นอันว่า วิชารัฐประหาร เมื่อสอนถึงการเปิดบัญชีแบงก์สวิตฯก็ถือว่าจบหลักสูตร กลับไปใช้วิชาที่ร่ำเรียนมา ทำรัฐประหารในบ้านเมืองของตัวเองได้ตามถนัด

อาจารย์หม่อมคึกฤทธิ์ท่านย้ำ วิชารัฐประหาร เป็นเรื่องตลกขำขัน ไม่ใช่เรื่องจริง

ผมอ่านแล้วก็ได้ความคิด ไม่ว่าบ้านไหนเมืองไหน กระทั่งประเทศไทย แม้จะยังมีรัฐประหาร ก็จะต้องหยุดที่การมีประชาธิปไตย

โถ...จะบ่นอะไรกันนักหนา ต้นปีหน้าก็จะได้เลือกตั้งกัน (อีก) แล้ว.

กิเลน ประลองเชิง

หนังสือชื่อ พงศาวดารประชาธิปไตย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เขียนไว้ 13 เรื่อง เป็นเรื่องประชาธิปไตยบ้านเมืองอื่นกว่าสิบเรื่อง เรื่องสุดท้าย เรื่องที่ 13 วิชารัฐประหาร 20 ก.พ. 2561 11:16 20 ก.พ. 2561 11:32 ไทยรัฐ