วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ทักษิณส่ง ‘เพ้ง’ คุมพท.ขัดตาทัพ คสช.ผวาม็อบนศ. ขยับทวงเลือกตั้ง บี้เช็กท่อน้ำเลี้ยง

แม่ทัพภาค 2 เชื่อม็อบอยากเลือกตั้ง จุดไฟอีสานไม่ติด คนไม่ให้ความสำคัญ “บิ๊กป้อม” ถกฝ่ายมั่นคงเพ่งเล็ง 3 กลุ่ม “ทักษิณ-อดีต ส.ส.อีสาน-ม็อบ นศ.” สั่งสแกนเบื้องหลัง-ท่อน้ำเลี้ยงม็อบอยากเลือกตั้ง คสช.เข้มงัดกฎหมายฟันผิดทุกความเคลื่อนไหว ขณะที่ “จ่านิว” นำขบวนเปิดหัวโรดแม็ปทวงคืนอำนาจลานย่าโม ย้ำจุดยืนต้องการเลือกตั้งปีนี้ ยันไม่มีเสื้อสีหนุนหลัง พท.ไม่ร่วมขบวนหวั่นเป็นตัวถ่วงสร้างภาพลบ โวยอยู่เฉยๆ ยังโดนกล่าวหา “ทักษิณ” ห่วงแรงกระเพื่อม พท. สมาชิกไม่ยอมรับ “เจ๊หน่อย” สั่ง “เฮียเพ้ง” คุมพรรคประคองสถานการณ์ “ครูหยุย” ห่วงถกไม่ลงตัว ก.ม.ลูก ส.ว. ขณะที่ กมธ.ร่วมยันไม่มีธงชงคว่ำ ก.ม.ลูก “ต่อตระกูล” ยื่นโนติสนายกฯเร่งคลี่ปมวิกฤติศรัทธา

สถานการณ์การเมืองร้อนแรงขึ้นมา เมื่อแกนนำนักศึกษา กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย (ดีอาร์จี) ประกาศกำหนดโรดแม็ปเคลื่อนไหวต่อเนื่องจนถึงเดือน พ.ค. เพื่อทวงคืนอำนาจ เรียกร้องให้มีการเลือกตั้งภายในปีนี้ พร้อมนัดชุมนุมใหญ่ 4 วัน 4 คืน ในเดือน พ.ค.ที่จะครบรอบ 4 ปีของการรัฐประหาร

แม่ทัพภาค 2 เชื่อคนไม่สนม็อบ

เมื่อวันที่ 18 ก.พ. เวลา 10.00 น. พล.ท.ธรากร ธรรมวินทร แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวถึงความเคลื่อนไหวนักศึกษา กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย (ดีอาร์จี) ที่นำโดยนายรังสิมันต์ โรม น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ นายเอกชัย หงส์กังวาน กำหนดโรดแม็ปชุมนุมเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งในปีนี้ โดยเริ่มต้นจัดกิจกรรมที่ลานย่าโม จ.นครราชสีมา เวลา 17.00 น. วันที่ 18 ก.พ.ว่า เป็นหน้าที่ของตำรวจ หากอยู่ในกรอบกฎหมาย มีเจตนาชุมนุมเพื่อประโยชน์ส่วนรวมก็ไม่น่าจะมีอะไร และคงใช้เวลาไม่นาน เชื่อว่าประชาชนไม่ได้ให้ความสำคัญมากนัก ในส่วนของกองทัพภาคที่ 2 ต้องอำนวยความสะดวกและดูแลเรื่องความปลอดภัย ทั้งผู้ชุมนุมและประชาชนที่สัญจรไปมา

คนอีสานเข้าใจ คสช.เลื่อน ลต.

พล.ท.ธรากรกล่าวว่า กองทัพภาคที่ 2 ได้ลง พื้นที่ทำความเข้าใจกับประชาชนในภาคอีสาน เกี่ยวกับโรดแม็ปของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่จะนำไปสู่การเลือกตั้งอย่างต่อเนื่อง ย้ำให้ประชาชนเข้าใจว่าทุกอย่างเดินตามโรดแม็ปที่รัฐบาลได้ยืนยันไว้ การเลื่อนเลือกตั้งจากเดือน พ.ย.2561 ไปเดือน มี.ค.2562 เป็นเรื่องที่ฝ่ายกฎหมายพิจารณา ซึ่งคนอีสานก็เข้าใจถึงความจำเป็นดังกล่าว รัฐบาลและคสช.ไม่มีเจตนาสืบทอดอำนาจ หรือยื้อการเลือกตั้งออกไป เพียงแต่เราต้องเพิ่มการชี้แจงหลายๆด้าน ยืนยันว่ากองทัพภาคที่ 2 จะดำเนินการทุกอย่างให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย สำหรับแกนนำทางการเมืองในพื้นที่ภาคอีสาน เราติดตามความเคลื่อนไหวเป็นระยะอยู่แล้ว แต่ไม่ได้เพ่งเล็งอะไรเป็นพิเศษ เพราะเชื่อว่าทุกท่านเคารพกฎหมาย ส่วนกระแสข่าวแกนนำภาคอีสานหลายคนเดินทางไปต่างประเทศ พบนายทักษิณ ชินวัตร และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สองอดีตนายกรัฐมนตรี เป็นเรื่องทางหน่วยเหนือ กองทัพภาคที่ 2 รับผิดชอบงานในพื้นที่เท่านั้น

“บิ๊กป้อม” ถกฝ่ายมั่นคงเพ่งเล็ง 3 กลุ่ม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและ รมว.กลาโหม ได้เรียกประชุมหน่วยงานความมั่นคง ประเมินสถานการณ์การเมืองในห้วงสุดท้ายก่อนจะมีการเลือกตั้ง โดยที่ประชุมมองว่าสถานการณ์น่าเป็นห่วง มีความเคลื่อนไหวของ 3 กลุ่ม ในห้วงเวลาเดียวกัน คือ การปรากฏตัวของนายทักษิณ ชินวัตร และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สองอดีตนายกฯ ความเคลื่อนไหวกลุ่มอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย แกนนำมวลชน และการชุมนุมของกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง โดยสั่งการให้ตรวจสอบว่าทั้ง 3 กลุ่มเชื่อมโยงกันหรือไม่ และจับตาอย่างใกล้ชิด

สแกนเบื้องหลัง–ท่อน้ำเลี้ยงม็อบ นศ.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมหน่วยงานความมั่นคงประเมินว่า การปรากฏตัวของสองอดีตนายกฯ หวังผลทางการเมือง หลังมีกระแสข่าวอดีต ส.ส. แกนนำมวลชนของพรรคเพื่อไทย เปลี่ยนขั้วไปอยู่กับกลุ่มอำนาจใหม่ ส่วนกลุ่มอดีต ส.ส.ที่เดินทางไปพบนายทักษิณในห้วงเวลาดังกล่าว เชื่อว่าเป็นการวางแผนเตรียมการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น ขณะเดียวกัน ได้สั่งให้ตรวจสอบการชุมนุมของกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ว่ามีใครอยู่เบื้องหลังหรือไม่ รวมทั้งตรวจสอบเรื่องท่อน้ำเลี้ยง เบื้องต้นให้ใช้มาตรการกฎหมายตามปกติมาบังคับใช้ หากแกนนำละเมิดกฎหมาย พร้อมเน้นย้ำฝ่ายเจ้าหน้าที่ อย่าสร้างเงื่อนไขทำให้เกิดความไม่เรียบร้อย

ใช้ ก.ม.เข้มข้นฟันทุกความผิด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หน่วยงานความมั่นคงของคสช. ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ติดตามความเคลื่อนไหวการชุมนุมของกลุ่มแกนนำคนอยากเลือกตั้งอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำสั่งของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ที่เน้นย้ำให้พิจารณาความผิดตามข้อเท็จจริงว่าใครทำผิดกฎหมายไหน อย่างไร

“ยืนยันว่าไม่ได้จ้องเอาผิดแกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง แต่ทุกกลุ่มทุกฝ่ายต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน การชุมนุมต่างๆต้องมาพิจารณาว่าเข้าข่ายความผิดใดบ้าง เหตุการณ์เกิดขึ้นสถานที่ใด หากทำผิดเช่นเดียวกับการชุมนุมเมื่อวันที่ 10 ก.พ.ที่ผ่านมา ก็ละเว้นไม่ได้ ต้องแจ้งความดำเนินคดี เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำสำนวนส่งฟ้องศาลต่อไป และหากพบการกระทำผิดอีก ก็ต้องแจ้งความอีก” แหล่งข่าวหน่วยงานความมั่นคงระบุ

สมช.เฝ้าระวังมือที่สามแฝงป่วน

พล.อ.วัลลภ รักเสนาะ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวว่า กรณีกลุ่มคนอยากเลือกตั้งประกาศโรดแม็ปเคลื่อนไหวต่อเนื่อง ถ้าอยู่ในกรอบกฎหมายก็ไม่มีปัญหา ต้องดูว่าเจตนาบริสุทธิ์ต้องการให้เลือกตั้งเกิดขึ้นเร็วอย่างเดียว หรือมีอย่างอื่นแอบแฝงหรือไม่ มีใครอยู่เบื้องหลังหรือเปล่า ส่วนจะปลุก ระดมได้มากน้อยแค่ไหนก็ต้องดูจากความสนใจของประชาชน ขณะนี้ถือว่ายังอยู่ในภาวะที่ดูแลได้ ถ้ารุนแรงทำผิดกฎหมายก็ต้องเข้าไปควบคุมไม่ให้มีเหตุการณ์บานปลาย หรือมีมือที่สามแฝงตัวเข้ามา เมื่อถามว่า มีพื้นที่ไหนต้องจับตาเป็นพิเศษหรือไม่ พล.อ.วัลลภตอบว่า จุดใดที่มีการเคลื่อนไหวมากก็ต้องเฝ้าระวัง ความจริงเรื่องการเลือกตั้ง รัฐบาลตั้งใจอยู่แล้ว แต่ขึ้นอยู่กับกฎหมายที่ต้องการให้ทุกอย่างสมบูรณ์ ยืนยันว่ายังอยู่ในโรดแม็ปที่รัฐบาลตั้งใจไว้

“จ่านิว” ปราศรัยหาแนวร่วมโคราช

ด้านความเคลื่อนไหวกลุ่มนักศึกษาเรียกร้องการเลือกตั้ง เมื่อเวลา 17.00 น. ที่บริเวณอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี ภายในเขตเทศบาลนครนครราชสีมา นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว แกนนำกลุ่มดีอาร์จี และนักศึกษาประมาณ 10 คน เดินทางมายืนปักหลักปราศรัยย่อยกับกลุ่มคนหน้าเดิม (คนเสื้อแดง) ที่มาร่วมเรียกร้องอีกกว่า 20 คน และชูนิ้ว 3 นิ้ว พร้อมแจกเอกสารเชิญชวนประชาชนในพื้นที่ จ.นครราชสีมา ให้ออกมาแสดงพลังกดดันรัฐบาล คสช. คืนอำนาจให้กับประชาชน และจัดให้มีการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย มีการแจกโปสเตอร์ข้อเรียกร้องและแนวทาง Road Map ของกลุ่ม ที่จะเดินทางไปเชิญชวนประชาชนทั่วประเทศ ท่ามกลางประชาชนที่สนใจมายืนฟังประมาณ 50 คน โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองนครราชสีมา ทั้งในและนอกเครื่องแบบ กว่า 150 นาย ยืนอำนวยความสะดวกและรักษาความปลอดภัยทั่วบริเวณ กระทั่งเวลา 18.30 น. จึงยุติการปราศรัยและการชุมนุม ก่อนร่วมถ่ายภาพกับผู้สนับสนุนแล้วแยกย้ายสลายตัว

ย้ำจุดยืนเรียกร้องเลือกตั้งปีนี้

นายสิรวิชญ์กล่าวว่า การเดินทางมาครั้งนี้เป็นการออกมาจัดกิจกรรมต่างจังหวัดครั้งแรกของกลุ่ม โดยเลือกเดินทางมาที่จังหวัดนครราชสีมาซึ่งเป็นประตูสู่ภาคอีสาน เพื่อที่จะเชิญชวนประชาชนชาวจังหวัดนครราชสีมาออกมาแสดงพลังเรียกร้องให้รัฐบาล คสช.คืนอำนาจให้ประชาชน จัดให้มีการเลือกตั้งเร็วๆภายในปีนี้ หลังจากเลื่อนมาตลอด ไม่มีความแน่นอน ทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นว่าจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นจริงหรือไม่ และเกรงว่ารัฐบาลจะวางแผนสืบทอดอำนาจต่อไป แม้ว่ารัฐบาลอ้างว่าจะจัดการเลือกตั้งในปี 2562 แต่ก็อาจจะเลื่อนไปอีก ยืนยันว่าการเคลื่อนไหวในครั้งนี้ไม่มีกลุ่มคนเสื้อสีใดมาหนุนหลัง แต่ยินดีต้อนรับคนทุกสีเสื้อเข้ามาเป็นกลุ่มเดียวกัน หลังจากนี้กลุ่มเรียกร้องต้องการการเลือกตั้งจะออกเดินทางไปจัดกิจกรรมในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศต่อไป

พท.แจงไม่ร่วมขบวนกลุ่ม นศ.

นายสามารถ แก้วมีชัย อดีต ส.ส.เชียงราย แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายรังสิมันต์ โรม แกนนำกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย (ดีอาร์จี) เชิญชวนให้พรรคการเมืองร่วมต่อสู้กับภาคประชาชน เรียกร้องให้มีการเลือกตั้งภายในปีนี้ว่า สิ่งที่ภาคประชาชนเรียกร้องเป็นเป้าหมายเดียวกันกับเรา คือต่อต้านเผด็จการ และสนับสนุนให้มีการเลือกตั้ง แต่ในฐานะพรรคการเมืองไม่อาจทำวิธีการเหมือนกับฝ่ายประชาชนได้ เพราะพรรคการเมืองเป็นองค์กรที่มีกฎหมายกำหนดกรอบ ขอบเขตบทบาทในการทำหน้าที่ไว้ ซึ่งต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมาก หากผลีผลามทำอะไรลงไปอาจเป็นเหตุให้ถูกยุบพรรคได้ อย่างไร ก็ตาม ที่ผ่านมาเราได้แสดงบทบาทต่อเรื่องดังกล่าวตามที่กฎหมายเปิดช่องให้สามารถทำได้ในขณะนี้ คือการแสดงความเห็นและออกแถลงการณ์

หวั่นเป็นตัวการทำม็อบไร้น้ำหนัก

“อย่าบอกว่าเราไม่ทำอะไรเลย มันไม่เป็นธรรม กับพรรคการเมืองหรือกับนักการเมือง ที่ผ่านมานักการเมืองก็ถูกอีกฝ่ายพยายามปั้นให้เป็นตัวร้ายของบ้านเมือง ดังนั้น หากเราเข้าไปจะทำให้พลังของนักศึกษา ประชาชน ที่เป็นพลังบริสุทธิ์ ไม่มีน้ำหนักในการต่อสู้ อาจถูกมองว่าเป็นเครื่องมือของนักการเมืองได้ ที่ผ่านมาเราต้องอดทนเล่นบทบาทตามที่กฎหมายกำหนด ก็หวังว่าฝ่ายภาคประชาชนจะเข้าใจ เราไม่ได้เอาเปรียบ เรารณรงค์เรื่องนี้มาตลอด เพียงแต่ไม่สามารถยกขบวนลงไปกลางถนนได้ ถ้าทำอย่างนั้นจะเป็นเหยื่อทันที” นายสามารถกล่าว

โวยแค่อยู่เฉยๆยังถูกกล่าวหา

นายสมคิด เชื้อคง อดีต ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขอบคุณกลุ่มนักศึกษาที่ให้ความสำคัญกับนักการเมือง เรียกร้องให้ร่วมเคลื่อนไหว แต่พรรคเพื่อไทยอยากให้การเคลื่อนไหวของกลุ่มนักศึกษาครั้งนี้เป็นพลังบริสุทธิ์ของนักศึกษาจริงๆ ให้รัฐบาลรู้ว่าเป็นพลังของคนรุ่นใหม่ หากนักการเมืองเข้าไปมีส่วนร่วมด้วยจะถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลัง สถานการณ์ขณะนี้ถ้าให้นักการเมืองไปเคลื่อนไหวด้วยคงไม่เหมาะสม นักศึกษาจะยิ่งถูกมองในแง่ลบ ขนาดนักการเมืองอยู่เฉยๆ ยังถูกครหาว่าอยู่เบื้องหลังและสนับสนุนท่อน้ำเลี้ยง พรรคเพื่อไทยขอให้กำลังใจกลุ่มนักศึกษาในการทวงคืนประชาธิปไตย และเรียกร้อง ให้รัฐบาลเปิดโอกาสให้กลุ่มนักศึกษาเคลื่อนไหวทำกิจกรรม อย่าใจแคบกีดกันจนเกินไป

“ทักษิณ” กำชับลงพื้นที่–สามัคคีกัน

นายสมคิดกล่าวด้วยว่า ตนและอดีต ส.ส.อีสาน พรรคเพื่อไทย 10 กว่าคน เพิ่งเดินทางกลับจากการไปพบนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ฮ่องกง ตามความตั้งใจที่อยากไปพบตั้งแต่ช่วงปีใหม่ จึงถือโอกาสไปอวยพรในโอกาสปีใหม่ไทยและปีใหม่จีนพร้อมๆกัน ทั้งนี้ ได้พูดคุยกันประมาณ 40 นาที ส่วนใหญ่นายทักษิณเล่าให้ฟังถึงการพัฒนาเปลี่ยน– แปลงของโลกที่ต้องปรับตัวให้ทัน ส่วนประเด็นการ เมืองไม่ค่อยได้พูดถึง นายทักษิณบอกเพียงว่า วันนี้การเมืองยังไม่มีความชัดเจนว่าจะได้เลือกตั้งเมื่อใด สัญญาณยังไม่ชัด จึงขอให้อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทยทุกคนสามัคคีกัน อย่าทะเลาะกัน เข้าหาประชาชนในพื้นที่ อย่าทิ้งประชาชน

ห่วงปัญหาภายในไม่เอา “สุดารัตน์”

ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคเพื่อไทยว่า สำหรับความเคลื่อนไหวของนายทักษิณ ชินวัตร และ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่เดินทางมายังสาธารณรัฐประชาชนจีนและฮ่องกง โดยได้พบกับ แกนนำพรรคเพื่อไทย อดีตรัฐมนตรี อดีต ส.ส. แนวร่วมคนเสื้อแดง จำนวนมาก นอกจากหารือเรื่องธุรกิจ เทคโนโลยี รวมทั้งภาพรวมของรัฐบาลปัจจุบันแล้ว นายทักษิณยังได้แสดงความเป็นห่วงเรื่องภายในพรรค ที่สมาชิกส่วนใหญ่หยิบยกประเด็นการนำพรรคของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรค มาหารือในแง่ของความลำบากใจในการทำงานร่วมกัน

ไกล่เกลี่ย “สุดารัตน์–เฉลิม” เหลว!

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้แกนนำคนสำคัญคนหนึ่งของพรรคที่ทุกคนให้ความเกรงใจ ได้ประสานไปยัง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง อดีตรองนายกฯ ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ของพรรคให้มาพูดคุยทำความเข้าใจกับคุณหญิงสุดารัตน์ เพื่อให้เกิดความราบรื่นภายในพรรค เพราะรับรู้กันในวงกว้างถึงความขัดแย้งรุนแรง ต่อเนื่องยาวนานของทั้ง 2 คน อยากให้ยุติเรื่องราวบาดหมางในอดีต โดยร้องขอให้ ร.ต.อ.เฉลิมจับมือกับคุณหญิงสุดารัตน์ แต่ปรากฏว่าไม่สำเร็จ มีเพียงฝ่ายเดียวที่ยื่นมือไป ขณะที่อีกฝ่ายปฏิเสธ เรื่องดังกล่าวนายทักษิณและแกนนำพรรคสายชินวัตรได้รับรู้แล้ว พร้อมสะท้อนความไม่พอใจต่อฝ่ายที่ปฏิเสธ ระบุว่าจิตใจคับแคบ ทั้งที่การทำงานใหญ่ต้องใจกว้าง หากเป็นผู้นำพรรคจะเกิดความขัดแย้งลุกลาม ไม่เป็นเอกภาพ

เกลี่ยงานให้ “เฮียเพ้ง” คุมพรรค

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า เมื่อนายทักษิณได้รับทราบถึงสถานการณ์ดังกล่าว จึงตัดสินใจผ่องถ่ายงานด้านต่างๆมาให้นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล หรือ “เฮียเพ้ง” แกนนำพรรคเพื่อไทย ให้เข้ามามี บทบาทบริหารจัดการภายในพรรคมากขึ้น เพราะเป็นผู้ใหญ่ที่คอยช่วยงานพรรคมาตลอดนับตั้งแต่ก่อตั้งพรรคไทยรักไทยเรื่อยมาจนมาถึงพรรคเพื่อไทย และนายพงษ์ศักดิ์มักได้รับการร้องขอจากนายทักษิณให้ไปเจรจากับอดีต ส.ส.ที่มีเรื่องกระทบ กระทั่งกันอยู่เสมอ ขณะที่อดีต ส.ส.ทุกกลุ่มก็ให้ความเกรงใจ เคารพนับถือ อีกทั้งยังมีคอนเนกชั่นที่ดี อย่างไรก็ตาม นายพงษ์ศักดิ์ออกตัวว่าพร้อมเข้ามาทำหน้าที่เพียงชั่วคราว แต่ไม่ขอเป็นตัวเลือกนายกฯในการเลือกตั้งครั้งหน้า

สนช.ห่วง ก.ม.ลูก ส.ว.จบไม่ลง

ด้านความเคลื่อนไหวการพิจารณากฎหมายลูก นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวถึงการตั้งคณะกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่ายเพื่อพิจารณาทบทวนร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว.ว่า เชื่อว่าร่าง พ.ร.บ.การเลือกตั้ง ส.ส. มีปัญหาไม่มาก น่าจะตกลงกันได้ มีปมที่ถกเถียงแค่เรื่องการจัดมหรสพระหว่างการหาเสียง และช่วงเวลาจัดการเลือกตั้ง ทาง กมธ.ร่วม 3 ฝ่ายคงไม่ให้มีการจัดมหรสพระหว่างหาเสียงได้ เพราะทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างพรรคการเมือง ดูแล้วมีผลเสียมากกว่าผลดี ส่วนช่วงเวลาเลือกตั้งตั้งแต่ 07.00-17.00 น.นั้น คงต้องไปฟังเหตุผลในชั้น กมธ.ร่วมว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ แต่ที่จะมีปัญหามากคือ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. ที่มีการลดจำนวนกลุ่มอาชีพ ผู้สมัคร ส.ว.จาก 20 กลุ่มเหลือ 10 กลุ่ม และเปลี่ยนระบบการเลือก ส.ว.จากระบบ เลือกไขว้เป็นเลือกกันเองในกลุ่มอาชีพ ซึ่ง กรธ.คัดค้านอย่างหนัก อาจมีปัญหาในขั้นตอนโหวตชั้น กมธ.ร่วม 3 ฝ่าย ทำให้คะแนนเสียงมี 5-5 เท่ากัน อาจต้องใช้เสียง กกต.ชี้ขาด

เชื่อรอมชอมให้มี 20 กลุ่มอาชีพ

นายวัลลภกล่าวว่า เชื่อว่าทางออกเรื่องการพิจารณาทบทวนร่าง พ.ร.บ.การได้มาซึ่ง ส.ว.น่าจะเป็นไปในทางที่มีการเพิ่มจำนวนกลุ่มอาชีพผู้สมัครกลับไปที่ 20 กลุ่มตามที่ กรธ.เสนอมา ขณะที่วิธีการเลือก ส.ว.อาจจะเป็นวิธีเลือกไขว้หรือเลือกกันเองในกลุ่มอาชีพก็ได้ตามแต่จะตกลงกัน แต่จะให้คงที่มา ส.ว.ให้มาจากการสมัครอิสระ และหน่วยงาน เสนอชื่อมาตามที่ สนช.เห็นชอบให้แก้ไขไป ซึ่งเป็นแนวทางที่ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ และ สนช.น่าจะรับได้ อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่าไม่ว่า กมธ.ร่วม 3 ฝ่ายจะแก้ไขร่างกฎหมายลูก 2 ฉบับออกมาในรูปแบบใด ที่ประชุม สนช.พร้อมรับฟังข้อเท็จจริงและเหตุผล ไม่ใช่ว่าหาก กมธ.ร่วม 3 ฝ่ายแก้ไขร่างกฎหมายลูก ออกในแนวทางที่ไม่ตรงกับที่ สนช.เคยลงมติเห็นชอบไปแล้ว สนช.จะคว่ำกฎหมายลูก ขณะนี้ยังเชื่อมั่นว่า สนช.จะไม่คว่ำกฎหมายลูก สนช.ไม่มีใครตื่นเต้นเรื่องคว่ำกฎหมายตามที่มีการปล่อยข่าว ไม่มีใครกังวล

กมธ.ร่วมยันไม่มีธงชงคว่ำร่าง

นายทวีศักดิ์ สูทกวาทิน กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. กล่าวว่า ในการประชุม กมธ.ร่วมวันที่ 19 ก.พ.นี้ จะมีเลือกประธาน กมธ.ร่วม และตำแหน่งต่างๆ การกำหนดวันประชุม และการกำหนดแนวทางหารือ ซึ่งประเด็นหลักๆที่ กมธ.ร่วมจะพิจารณาทบทวนคือ การลดจำนวนกลุ่มอาชีพ ส.ว.จาก 20 กลุ่ม เหลือ 10 กลุ่ม การเปลี่ยนวิธีเลือก ส.ว.จากการเลือกไขว้เป็นเลือกกันเองในกลุ่มอาชีพ ที่มา ส.ว.จากการสมัครโดยอิสระและหน่วยงานเสนอชื่อมา แต่ กมธ.ร่วมคงต้องมาหารือกันก่อนว่าจะแก้ประเด็นใดบ้าง กรณีที่หลายฝ่ายแสดงความเป็นห่วงเรื่องเนื้อหาในร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวจะมีการโต้แย้งกันอย่างหนักเป็นแค่ท่าทีการเป็นห่วงผ่านทางสื่อ แต่ถ้า กมธ.ร่วมได้คุยกันจริงๆ แล้วอาจไม่มีอะไรเลยก็ได้ เชื่อว่าจะหาทางออกร่วมกันได้ในชั้นนี้ เมื่อถามว่า คะแนนในชั้น กมธ.ร่วมอาจออกมาเสมอกัน 5 ต่อ 5 ต้องใช้เสียง กกต.ชี้ขาด นายทวีศักดิ์ตอบว่า อย่าเพิ่งไปมองถึงขั้นนั้น มั่นใจว่า กมธ.ทุกคนมีความรับผิดชอบ และเป็นผู้ใหญ่ รู้ดีว่าถ้าทำเช่นนั้นจะเกิดผลอะไรตามมาต่อบ้านเมือง ยืนยันว่า กมธ.ร่วมทำหน้าที่โดยยึดหลักเหตุผล ไม่ได้เข้ามาแบบมีธง เพื่อทำให้เกิดปัญหาหรือมีการคว่ำกฎหมายลูกตามมา

“องอาจ” ชี้ให้จับตาใบสั่ง คสช.

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการตั้ง กมธ.ร่วม 3 ฝ่ายพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การได้มาซึ่ง ส.ว. จนอาจนำไปสู่การคว่ำร่างกฎหมายของ สนช. ตามที่หลายฝ่ายกังวลว่าถ้าพิจารณาประเด็นที่นำไปสู่การพิจารณาของ กมธ.ร่วม 3 ฝ่ายแล้ว น่าจะหาข้อยุติได้ ถ้าทุกฝ่ายคำนึงถึงประโยชน์ของ ประเทศชาติบ้านเมืองเป็นหลัก เว้นเสียแต่ว่ามีการรับใบสั่งมาทำให้เกิดปัญหา เพื่อไปคว่ำกฎหมายนี้ในชั้น สนช. หากไม่มีใบสั่งก็ไม่น่ามีปัญหาใดๆ กฎหมายลูกทั้งสองฉบับจะถูกคว่ำหรือไม่นั้น อยู่ที่ คสช. เพราะตั้ง สนช.มากับมือ ดังนั้นการที่ สนช.จะตัดสินใจอย่างไร ก็ต้องดูธงจาก คสช. ขึ้นอยู่กับ คสช.ว่าจะกำหนดอนาคตการเดินหน้าประเทศไทยอย่างไร ผ่านการพิจารณากฎหมายลูกทั้งสองฉบับนี้

“เรืองไกร” ร้อง กกต.สอบหุ้น “หมอธี”

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกวุฒิสภา กล่าวว่า กรณี นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ ยื่นบัญชีต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เมื่อวันที่ 14 ธ.ค.2560 โดยแสดงบัญชีว่ายังคงถือหุ้น SCC จำนวน 5,000 หุ้นนั้น หุ้นดังกล่าวอาจเป็นหุ้นของ บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย ที่เข้าข่ายเป็นหุ้นสัมปทาน ซึ่งห้ามรัฐมนตรีถือครองตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 186 ประกอบมาตรา 184 (2) ดังนั้นวันที่ 19 ก.พ. ตนจะไปยื่นร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบ เพื่อพิจารณาส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยต่อไป

“ต่อตระกูล” จี้นายกฯกู้วิกฤติศรัทธา

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า เมื่อวันที่ 14 ก.พ. นายต่อตระกูล ยมนาค ประธานอนุกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติด้านการป้องกันการทุจริต ได้ทำหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (คตช.) แสดงความกังวลต่อบทบาทของ คตช.ในสถานการณ์วิกฤติปัจจุบัน ระบุถึงกรณี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและที่ปรึกษาประธาน คตช. อยู่ระหว่างถูกตรวจสอบข้อเท็จจริงจาก ป.ป.ช. กรณีสวมใส่นาฬิกาและแหวนเพชรราคาแพง แต่ไม่ได้แสดงไว้ในบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน

“กระผมในฐานะประธานอนุกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติด้านการป้องกันการทุจริต และอนุกรรมการส่วนใหญ่ มีความกังวลต่อสถานการณ์ดังกล่าวเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและความเลื่อมใสศรัทธา คตช.ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แต่งตั้งขึ้นตามนโยบายสำคัญเร่งด่วนในการป้องกันและขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิกฤติศรัทธาต่อนายกฯและประธาน คตช.โดยตรง ดังนั้น ท่านควรพิจารณาดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเร็ว เพื่อเป็นแบบอย่างตามที่ท่านเคยประกาศเจตนารมณ์ในการ ต่อต้านการทุจริตอย่างจริงจัง” นายต่อตระกูลระบุ

ผุดอนุ กก.เตรียมคนไทยศตวรรษที่ 21

นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในฐานะรองประธานกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปเพื่อรองรับการปรับเปลี่ยนตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 เปิดเผยว่า จากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปเพื่อรองรับการปรับเปลี่ยนตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 และเพื่อเตรียมความพร้อมด้านกำลังคนของประเทศรองรับการเปลี่ยนแปลงตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ในศตวรรษที่ 21 นายกฯ มีคำสั่งตั้งคณะอนุกรรมการเตรียมคนไทยสู่ศตวรรษที่ 21 มีนายเทียนฉาย กีระนันทน์ เป็นประธานและมีตนเป็นที่ปรึกษา เพื่อประสานบูรณาการดำเนินงานของทุกภาคส่วนภาคีเครือข่ายต่างๆขับเคลื่อนสร้างกระบวนการคิดที่ถูกต้อง สร้างกระบวนทัศน์และหลักคิดที่เหมาะสมให้กับคนไทย โดยในวันที่ 1 มี.ค.คณะอนุกรรมการจะจัดงานเปิดตัวที่ศูนย์วัฒนธรรม แห่งประเทศไทย และมีปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “หลักคิดที่เหมาะสมของคนไทย” โดย นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี และจะมีพิธีประกาศเจตนารมณ์ของ 5 ภาคีเครือข่ายเข้าร่วม

หวังปลูกฝังพฤติกรรมซื่อสัตย์

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า อนุกรรมการชุดดังกล่าวทำหน้าที่ผนึกกำลังเครือข่ายภาคเอกชน ภาครัฐ ภาคประชาสังคม ร่วมปลูกฝังหลักคิด 5 ประการสู่สังคม ได้แก่ ความพอเพียง มีวินัย สุจริต จิตสาธารณะ และความรับผิดชอบ ช่วยให้คนไทยมีความเข้มแข็งทางจิตใจ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นแก้ปัญหาชีวิตของตนเองด้วยวิถีทางที่ถูกต้องมากขึ้น ลดพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ เช่น อบายมุข หรือยาเสพติด การไม่รักษาวินัย ไม่ซื่อสัตย์สุจริต ขาดดุลพินิจในการพิจารณาสิ่งที่ควรทำหรือไม่ควรทำ เป็นต้น และต้องเชื่อมโยงกับความดีงามตามแนวทางไทยนิยมยั่งยืน ดำเนินชีวิตแบบมีเหตุมีผล ยึดมั่นหน้าที่ มีจรรยาบรรณ เคารพกฎหมาย ซื่อสัตย์สุจริต ยึดมั่นความจริง ความถูกต้อง เป็นธรรม มีจิตสาธารณะและรับผิดชอบที่หมายถึงรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตนเองพูดและทำ ทั้งนี้ นายกฯขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วน สนับสนุนการทำงานของคณะอนุกรรมการชุดดังกล่าว

โพลให้ผ่านเฉียดฉิวรัฐบาล “บิ๊กตู่”

วันเดียวกัน สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เผยสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,016 คน ระหว่างวันที่ 12-17 ก.พ. เรื่องผลงานรัฐบาลในสายตาประชาชน ปรากฏว่าประชาชนกลุ่มตัวอย่างให้คะแนนภาพรวมรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ 5.35 จากคะแนนเต็ม 10 สำหรับ 5 อันดับผลงานรัฐบาลที่ประชาชนพึงพอใจ ร้อยละ 47.57 การควบคุมความสงบในบ้านเมือง ร้อยละ 35.62 การดูแลช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร ผู้มีรายได้น้อย ผู้ประสบภัย ร้อยละ 34.96 การปราบปรามยาเสพติดและผู้มีอิทธิพล ร้อยละ 23.45 พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ระบบขนส่ง รถไฟฟ้าความเร็วสูงและร้อยละ 21.45 จัดงานพระราชพิธีสำคัญ การเทิดทูนสถาบัน ส่วน 5 อันดับผลงานรัฐบาลที่ประชาชนไม่พึงพอใจ พบว่า ร้อยละ 53.05 การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ราคาพืชผลทางการเกษตร ร้อยละ 37.28 การจัดการการทุจริตคอร์รัปชัน ร้อยละ 29.93 การบริหารประเทศ การแก้ปัญหาทางการเมือง ร้อยละ 23.30 ชีวิตความเป็นอยู่ ปัญหาความยากจน หนี้สิน ความเหลื่อมล้ำทางสังคม และร้อยละ 18.64 การจัดซื้ออาวุธทางทหาร เรือดำน้ำ ส่วนสิ่งที่ประชาชนอยากให้รัฐบาลเร่งดำเนินการ ในระยะเวลา 1 ปีก่อนการเลือกตั้ง คือ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ราคาพืชผลการเกษตร เร่งจัดทำกฎหมายจัดการเลือกตั้ง สอบการทุจริตคอร์รัปชันของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ดำเนินคดีทางการเมือง

ถามหา ปชต.สงบสุขไร้คอร์รัปชัน

ขณะที่สำนักวิจัยซูเปอร์โพล เผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่องประชาธิปไตยที่ประชาชนต้องการ กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพ จำนวน 1,113 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 10-17 ก.พ. โดยร้อยละ 41.3 ชอบประชาธิปไตยที่เป็นอยู่ตอนนี้ ขณะที่ร้อยละ 58.7 ต้องการประชาธิปไตยแบบสงบสุข แบบพอเพียง ไม่มีคอร์รัปชัน และบางส่วนระบุแบบไหนไม่รู้แต่ขอให้ดีขึ้นกว่านี้

ไม่เชื่อมั่นกระบวนการยุติธรรม

ด้านกรุงเทพโพลโดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ เผยสำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่อง ความเห็นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรมในการเอาผิดผู้กระทำความผิด เก็บข้อมูลจากประชาชนทุกภูมิภาคทั่วประเทศจำนวน 1,202 คน พบว่า ร้อยละ 64.2 เห็นว่าคดีเปรมชัย กรรณสูต ล่าสัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรจะไม่สามารถเอาผู้กระทำความผิดมาลงโทษได้ ร้อยละ 53.3 เห็นว่าไม่สามารถเอาผิดคดีทายาทกระทิงแดงชนตำรวจตาย และร้อยละ 50.4 มองว่าไม่สามารถเอาผิดคดีวัดพระธรรมกาย พระธัมมชโย เมื่อถามว่า จากเหตุการณ์หรือคดีที่ผ่านมาคิดว่าคนกลุ่มใดเมื่อทำความผิดแล้วกระบวนการยุติธรรมยากที่จะเอาผิด ร้อยละ 69.2 เห็นว่าเป็นกลุ่มผู้มีอิทธิพล ร้อยละ 63.6 นักการเมือง ร้อยละ 61.5 คนรวย ไฮโซ ร้อยละ 45.2 ข้าราชการ ตำรวจ ทหาร และร้อยละ 21.1 พระ สำหรับความเห็นต่อการดำเนินการของกระบวนการยุติธรรม พบว่าร้อยละ 37.6 เห็นว่ามีช่องโหว่ให้ผู้กระทำผิดพ้นผิด ร้อยละ 28.6 เห็นว่าดำเนินการแบบ 2 มาตรฐานเลือกปฏิบัติ และร้อยละ 23.6 เห็นว่าการลงโทษผู้กระทำผิดยังเบาไป ไม่รุนแรง ทำให้ไม่เกรงกลัว กลับมาทำผิดอีก เมื่อถามว่าเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมในการเอาผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีมากน้อยเพียงใดพบว่าร้อยละ 71.7 เชื่อมั่นค่อนข้างน้อยถึงน้อยที่สุด และร้อยละ 28.3 เชื่อมั่นค่อนข้างมากถึงมากที่สุด

แม่ทัพภาค 2 เชื่อม็อบอยากเลือกตั้ง จุดไฟอีสานไม่ติด คนไม่ให้ความสำคัญ “บิ๊กป้อม” ถกฝ่ายมั่นคงเพ่งเล็ง 3 กลุ่ม “ทักษิณ-อดีต ส.ส.อีสาน-ม็อบ นศ.” สั่งสแกนเบื้องหลัง-ท่อน้ำเลี้ยงม็อบอยากเลือกตั้ง 19 ก.พ. 2561 01:14 19 ก.พ. 2561 04:39 ไทยรัฐ