วันอังคารที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ถอดหนามเตย “นิค อุท” ชัตเตอร์เดียวสะเทือนทั้งโลก!!

ขึ้นหิ้งเป็นแบรนด์กล้องคลาสสิกระดับโลก ที่อยู่คู่กายช่างภาพมืออาชีพดังๆในตำนานมายาวนานข้ามศตวรรษ สำหรับ “Leica” (ไลก้า) โดยหนึ่งในช่างภาพมือทองที่ลั่นชัตเตอร์ด้วยกล้องไลก้าจนคว้ารางวัลพูลิตเซอร์โด่งดังไปทั่วโลกคือ “นิค อุท” ช่างภาพชาวเวียดนามประจำสำนักข่าวเอพี ผู้พลิกประวัติศาสตร์โลก และตีแผ่ความโหดร้ายของสงครามสู่สายตาสาธารณชนเป็นครั้งแรก กับผลงานแห่งความทรงจำ “The Terror of War” ภาพของเด็กสาว “คิม พุก” วิ่งล่อนจ้อนกรีดร้องและวิ่งหนีระเบิดนาปาล์มจากฝูงบินที่กำลังถล่มหมู่บ้านเล็กๆทางตะวันตกของไซง่อน เมื่อปี 1972

เพื่อฉลองการเปิด “ไลก้า แกลเลอรี่ แบงค็อก” แห่งที่ 19 ของโลก บริเวณชั้น 2 ศูนย์การค้าเกษร วิลเลจ “เอ–ดนัย สรไกรกิติกูล” เอ็มดีใหญ่ไฟแรงแห่งค่ายเอลิส ไพรเวต จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายกล้องไลก้าในประเทศไทย ได้เชื้อเชิญช่างภาพประวัติศาสตร์ “นิค อุท” มาจัดแสดงนิทรรศการภาพถ่ายเอาฤกษ์เอาชัยเป็นศิลปินคนแรก ภายใต้แนวคิด “My Story by Nick Ut” เปิดให้ชมฟรีถึงสิ้นเดือน เม.ย.2561

“เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา เอลิสฯได้เข้ามาดูแลแบรนด์ไลก้าในประเทศไทย ปรากฏว่าได้รับการตอบรับที่ดีมากจากผู้ใช้ไลก้า และเพื่อเป็นการยกระดับมาตรฐานการถ่ายภาพของช่างภาพในเมืองไทย เราจึงได้พัฒนา “ไลก้า แกลเลอรี่ แบงค็อก” เป็นพื้นที่จัดแสดงผลงานของช่างภาพระดับโลก ขณะเดียวกัน ก็เป็นเวทีให้ช่างภาพไทยได้สลับหมุนเวียนนำผลงานมาจัดแสดง โดยแกลเลอรี่แห่งนี้เป็นแห่งที่สี่ของเอเชีย มีคอนเซปต์แตกต่างจากแกลเลอรี่ทั่วโลก เพราะผสานความเป็นไทยโมเดิร์นเข้าไป โดยนำเอาลายไทย เช่น ลายกระจัง และลายเครื่องประดับที่อยู่บนชั้นหรือขอบของชั้นฐานธรรมาสน์ ตลอดจนเครื่องประดับผสมผสานกับวัสดุไม้ ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นเปรียบเสมือนบ้านของคนไทย มาใช้ในการออกแบบ การเปิดแกลเลอรี่แห่งนี้จะเป็นศูนย์กลางการถ่ายทอดผลงานศิลปะของช่างภาพทั่วทุกมุมโลก และช่วยผลักดันให้ผลงานของศิลปินไทยได้ก้าวเข้าสู่เวทีโลกต่อไป”...บอสใหญ่แห่งค่ายเอลิสฯถ่ายทอดความตั้งใจเกินร้อย

นับเป็นโอกาสดียิ่งที่ทีมข่าวหน้าสตรีไทยรัฐ ได้พูดคุยกับช่างภาพสงครามในตำนาน “นิค อุท” อย่างใกล้ชิดเป็นครั้งแรก ระหว่างพาชมผลงานภาพถ่าย 25 ภาพ ซึ่งเปี่ยมด้วยคุณค่า โดยเขาบอกเล่าถึงวินาทีแห่งประวัติศาสตร์และความยิ่งใหญ่ของภาพ “The Terror of War” ที่เปลี่ยนมุมมองคนทั้งโลกในชั่วข้ามคืน

เริ่มตกหลุมรักกล้องไลก้าตอนไหน

พี่ชายผมเป็นช่างภาพ เขามีกล้องไลก้าอยู่ 2-3 ตัว ทุกครั้งที่เขากลับบ้านมามักจะอวดภาพสวยๆที่ถ่ายด้วยกล้องไลก้า ทำให้ผมประทับใจและใฝ่ฝันอยากเป็นช่างภาพตามรอยพี่ชาย หลังจากพี่ชายเสียชีวิต ผมได้รับมรดกตกทอดเป็นกล้องไลก้า 2 ตัว และเริ่มถ่ายภาพจริงจัง นับแต่นั้นมาผมก็ไม่เคยห่างจากกล้องไลก้าเลย

เด็กชายตัวเล็กๆจากลองอัน มาเป็นช่างภาพสงครามได้อย่างไร

ผมเริ่มทำงานกับสำนักข่าวเอพี ตอนอายุ 20 ปี เมื่อราวปี 1970 แรกเริ่มถูกส่งไปถ่ายภาพที่กัมพูชา แต่พอเกิดสงครามเวียดนาม ทางเอพีก็เรียกตัวกลับมาทำข่าวที่เวียดนาม ตอนนั้นการถ่ายภาพในสงครามไม่ใช่ของง่ายๆ มีช่างภาพเอพีเสียชีวิตระหว่างสงครามเวียดนาม 6 คน ตอนเริ่มทำงานใหม่ๆผมถูกยิง 3 ครั้ง แต่ผมเชื่อว่าปาฏิหาริย์มีอยู่จริงทำให้รอดชีวิตมาได้

ช่วยเล่าเบื้องหลังภาพประวัติศาสตร์ “Napalm girl” ไม่ทราบว่าวันนั้นเกิดอะไรขึ้น

ผมยังจำเหตุการณ์วันนั้นได้ดี ตรงกับวันที่ 8 มิ.ย.1972 ผมได้รับมอบหมายจากเอพีให้ถ่ายภาพรายงานสถานการณ์สงครามเวียดนาม วันนั้นเครื่องบินของกองทัพอากาศเวียดนามใต้ทิ้งระเบิดนาปาล์มใส่หมู่บ้านตรังบัง ซึ่งถูกยึดครองโดยกองทัพเวียดนามเหนือ ผลของการทิ้งระเบิดทำให้พลเรือนในหมู่บ้านหลายพันชีวิตถูกลูกหลงระเบิด หนึ่งในนั้นคือเด็กหญิงชาวเวียดนาม วัย 9 ขวบ โดนระเบิดนาปาล์มเผาเป็นแผลไฟไหม้ขนาดใหญ่ทั่วร่างกาย ขณะนั้นผมลงไปทำข่าวในพื้นที่ เห็นชาวบ้านหลายพันคนกำลังวิ่งหนีกระเจิงเพื่อเอาชีวิตรอด เมื่อหมู่บ้านถูกถล่มด้วยระเบิดนาปาล์ม ควันสีดำพวยพุ่งปกคลุมไปทั่วพื้นที่ ผมเห็นคนแก่อุ้มเด็กชายวิ่งหนีระเบิดออกมาจากหมู่บ้าน ร้องตะโกนช่วยด้วยๆ ทันทีที่ผมกดชัตเตอร์ เด็กที่อยู่ในอ้อมกอดก็ตายลงตรงหน้า ผมแทบละสายตาไม่ได้เมื่อสะดุดเข้ากับภาพเด็กหญิงตัวเล็กๆเปลือยกายกรีดร้องและวิ่งหนีระเบิด ตอนนั้นผมกดชัตเตอร์กล้องไลก้า M2 อย่างรัวเร็วเพื่อบันทึกภาพตรงหน้า ฉับพลันไฟก็ลุกไหม้ไปทั้งร่างของเด็กหญิง ผมต้องรีบวางกล้องลง แล้วเอาน้ำราดดับไฟและอุ้มเธอไปส่งสถานพยาบาลท้องถิ่น ตอนแรกทุกคนปฏิเสธไม่ยอมรักษา จนผมต้องยกบัตรนักข่าวขู่ว่าถ้าเด็กคนนี้ตาย รับรองเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลกแน่ๆ

เหตุการณ์ครั้งนั้นเปลี่ยนชีวิต “เด็กหญิงคิม” อย่างไร

ตอนเกิดเหตุ “คิม” เพิ่งอายุ 9 ขวบ เธอต้องนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลเป็นปี วันหนึ่งพ่อของเธอเอารูปให้ดู “คิม” โวยวายใหญ่ว่าใครถ่ายรูปหนู หนูไม่ใส่เสื้อผ้าน่าเกลียดจะตาย แต่ทุกวันนี้เธอได้แต่ขอบคุณผมที่ช่วยให้รอดชีวิตมาได้ ทำให้เป็นที่รู้จักของชาวโลกและได้มีส่วนในการเปลี่ยนแปลงโลก เธอได้รับการแต่งตั้งเป็นทูตสันถวไมตรีขององค์การยูเนสโก เมื่อปี 1994 ปัจจุบันอาศัยอยู่ในแคนาดา อุทิศชีวิตให้กับการต่อต้านสงคราม และส่งเสริมสันติภาพ ทุกวันนี้เราสองคนกลายเป็นครอบครัวเดียวกัน

สำหรับ “นิค อุท” ล่ะคะ ภาพประวัติศาสตร์ครั้งนั้นสร้างความเปลี่ยน-แปลงยิ่งใหญ่แค่ไหน

ภาพดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความโหดร้ายของสงครามที่ส่งผลกระทบต่อทุกๆฝ่าย โดยเฉพาะพลเรือน ทำให้ผมได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ในปี 1973 ตอนนั้นเอพีไซง่อนไม่อนุญาตให้ลงตีพิมพ์ แต่เมื่อส่งภาพไปที่เอพีนิวยอร์ก เอดิเตอร์ที่นิวยอร์กยืนกรานว่าต้องตีพิมพ์ภาพนี้ให้ชาวโลกได้เห็น เพราะมันจะเป็นภาพประวัติศาสตร์ ที่เปลี่ยนมุมมองคนทั้งโลกต่อสงคราม เป็นการตีแผ่ถึงความโหดร้ายของสงครามได้อย่างถึงกึ๋น

หลังสิ้นสุดสงครามเวียดนาม คุณย้ายไปอยู่ที่ไหน ยังเป็นช่างภาพ สงครามอยู่หรือเปล่า

ชีวิตผมเปลี่ยนไปมาก ตั้งแต่วันนั้นทุกคนจำหน้าผมได้หมด ผมไม่จำเป็นต้องพกบัตรนักข่าวอีกแล้ว หลังสิ้นสุดสงครามเวียดนาม ผมถูกส่งไปทำข่าวสงครามอิรัก หลายคนถามว่าผมดังแล้วเป็นช่างภาพพูลิตเซอร์ ทำไมต้องมาเสี่ยงตายในอิรัก ผมแค่หวังว่าภาพผมจะช่วยหยุดสงครามได้เร็วขึ้น แต่เมื่อผมแต่งงานมีครอบครัวก็ไม่ได้ทำข่าวในสงครามอีกเลย วันนั้นที่สงครามเวียดนาม ผมตัวคนเดียวจึงทำงานได้แบบสุดใจ

นอกจากในสมรภูมิรบแล้ว จะเจอ “นิค อุท” ได้ที่ไหนอีก

ผมเดินทางตลอด แต่ยังปักหลักอยู่ที่เวียดนาม นอกจากทำข่าวสงคราม ผมยังถ่ายภาพคนดังและบุคคลสำคัญระดับโลกมาเยอะ ทุกคนในฮอลลีวูดรู้จักผมหมด ผมเป็นคนถ่ายรูป “ปารีส ฮิลตัน” ตอนโดนจับเข้าคุก ตอนนั้นดังมาก มีสื่อโทร.มาสัมภาษณ์เป็นร้อย ผมอยู่วงการนี้มาครึ่งศตวรรษ แต่ยังปักใจรักค่ายเอพี

อีกไม่กี่ปีก็จะ 70 แล้ว ได้เวลารีไทร์จากการเป็นช่างภาพหรือยัง

ชีวิตนี้ไม่เคยคิดถึงการเกษียณ ผมรักการถ่ายภาพมาก ผมไม่มีวันไปไหนโดยขาดกล้องไลก้า มันเป็นเหมือนเพื่อนตายของผม ผมมีกล้องไลก้าหลายตัวมาก จนคิดว่ามีเยอะเกินไปด้วยซ้ำ แต่ตัวที่ถ่ายภาพประวัติศาสตร์ได้เข้าไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์อเมริกาแล้ว เพื่อรำลึกถึงความโหดร้ายของสงคราม

ถ้าให้เลือกระหว่างกล้องไลก้ากับภรรยา รักอะไรมากกว่ากัน

เลือกกล้องไลก้าแน่นอน พกไปไหนได้ทุกที่โดยไม่ปริปากบ่น ไม่เหมือนภรรยาไปไหนด้วยกันต้องเถียงกันตลอด (หัวเราะ) ทุกวันนี้ผมยังเข้ายิมออกกำลังกายทุกวัน ผมวิ่งเร็วมากนะ เพราะเป็นช่างภาพสงครามมาก่อน มันเป็นสัญชาตญาณการเอาชีวิตรอด.

ทีมข่าวหน้าสตรี

ขึ้นหิ้งเป็นแบรนด์กล้องคลาสสิกระดับโลก ที่อยู่คู่กายช่างภาพมืออาชีพดังๆในตำนานมายาวนานข้ามศตวรรษ สำหรับ “Leica” (ไลก้า) โดยหนึ่งในช่างภาพมือทองที่ลั่นชัตเตอร์ด้วยกล้องไลก้าจนคว้ารางวัลพูลิตเซอร์โด่งดังไปทั่วโลกคือ “นิค อุท” 17 ก.พ. 2561 15:27 ไทยรัฐ