วันศุกร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ที่สุดสายใยรัก! แม่วัย 40 ท้องทั้งที่กินยาคุม พี่เล่าสุดซึ้ง สายสัมพันธ์แนบแน่นแม้คนละพ่อ

ที่สุดสายใยรัก! แม่วัย 40 ท้องทั้งที่กินยาคุม พี่เล่าสุดซึ้ง สายสัมพันธ์แนบแน่นแม้คนละพ่อ

  • Share:

เป็นเรื่องสุดเหลือเชื่อ คุณแม่วัย 40 ปี ตั้งท้องทั้งๆ ที่กินยาคุมทุกวัน และให้กำเนิดลูกชายที่สุขภาพสมบูรณ์ แข็งแรงดี พี่สาวเล่าเรื่องราวสุดซึ้งแสนประทับใจ กับสายใยรักระหว่างครอบครัวที่อบอุ่นและแน่นแฟ้น แม้จะเป็นพี่น้องต่างบิดา

น.ส.สุธิดา มาดี วัย 21 ปี เรียนคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ปี 3 กทม. เร่ิมเล่าเรื่องราวครอบครัวกับทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ว่า เธอไม่เคยเห็นหน้าพ่อแท้ๆ เลย เพราะพ่อกับแม่แยกทางกัน ตั้งแต่เธออายุเกือบ 2 ขวบ จากนั้นไม่นานแม่แต่งงานใหม่ จนเธอมีน้องชายต่างพ่อ 3 คน คนแรกอายุ 12 ปี คนที่สอง 10 ปี และคนที่สาม อายุ 3 เดือน

“ประมาณหนูอยู่ ป.1 แม่แต่งงานใหม่ก็มีน้อง หนูรักน้องหนูทุกคนมาก ยิ่งหนูโตเหมือนความรู้สึกแม่เข้าสิง หนูอยากให้น้องมีความสุข พยายามหาสิ่งต่างๆ ที่น้องอยากได้ ส่งเสริมทุกอย่าง อยากให้มีอนาคตที่ดี อยากเห็นพวกเขาประสบความสำเร็จ” น.ส.สุธิดาเผยความรู้สึกระหว่างพี่น้อง

รู้ตัวว่าท้อง อายุครรภ์เกือบ 6 เดือน แม่สุดกังวล ก่อนหน้านี้ทั้งดื่มกาแฟหนัก กินยาลดความอ้วน

สำหรับน้องชายคนที่ 3 สร้างความประหลาดใจให้กับครอบครัวย่ิงนัก เพราะแม่ ขณะนั้นอายุ 40 รู้ตัวว่าท้อง อายุครรภ์ก็จะ 6 เดือนแล้ว ไม่เคยคิดว่าจะตั้งครรภ์ได้อีก เนื่องจากกินยาคุมทุกวัน

“หนูไม่ค่อยได้กลับบ้านไปหาแม่ เพราะทำงานช่วงปิดเทอม นานๆ จึงจะกลับ ครั้งล่าสุด มีสิ่งผิดปกติกับแม่ คือ ผอมลง แต่ท้องป่องมาก หนูทักแม่ว่าท้องรึเปล่า ทำไมท้องแหลมไปข้างหน้า แต่แม่บอกจะบ้ารึไง กินยาคุมทุกวัน จะท้องได้ไง แค่ช่วงนี้กินทุเรียนเยอะไปหน่อย”

วันต่อมาจึงตัดสินใจซื้อที่ตรวจครรภ์มาตรวจเองที่บ้าน ปรากฏว่าแม่ “ท้อง” สร้างความดีใจให้กับเธอและน้องๆ อีก 2 คนอย่างมาก แต่กลับทำความกังวลให้กับแม่ไม่น้อย เพราะไม่คิดว่าจะท้องได้อีก จึงใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ ดื่มกาแฟวันละ 3 มื้อ กินยาลดความอ้วน กินเบียร์บ้างบางครั้งเมื่อพบเพื่อน

น.ส.สุธิดา มาดี

ด้วยความเป็นห่วงน้อง เธอจึงบอกแม่ให้รีบไปหาหมอ ผลตรวจพบว่าท้อง 5 เดือนกว่าแล้ว และน้ำตาลในเลือดสูง ทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นเบาหวาน แต่พ่อเลี้ยงเป็น หลังจากรู้ว่าตั้งครรภ์แล้ว แม่ของเธอกินอาหารบำรุงเพื่อน้องชายอย่างเต็มที่ ชนิดว่าจัดเต็ม กินนมวันละ 3 กระป๋อง ไปพบหมอตามนัดเจาะเลือดอาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง ไม่เคยขาด

ช่วงรอคลอด แม่แทบขาดใจ นึกว่าจะตายบนรถ

เย็นวันศุกร์ที่ 3 พ.ย. 2560 แม่ของเธอปวดท้อง และไป รพ.ใกล้บ้าน ทนทรมานนอนปวดท้องจนปากมดลูกเปิด แต่ยังคลอดไม่ได้ เพราะน้องตัวใหญ่ พยาบาลช่วยกันทำคลอด ขึ้นขย่มดันท้องแม่ เพื่อให้น้องได้คลอด อีกทั้งให้ยาเร่งคลอด แต่น้องก็ยังไม่คลอดเสียที จนล่วงช่วงดึกของวันที่ 4 พ.ย. 60 แม่ทนปวดไม่ไหวแล้ว อยากผ่าคลอด แต่หมอไม่อยู่ เพราะติดวันเสาร์ อาทิตย์ แม่ของเธอถูกส่งตัวไป รพ.ในเมือง

ในช่วงระยะทาง 100 กว่ากิโลฯ เพื่อเดินทางไปยัง รพ. นี้เอง แม่เล่าให้ น.ส.สุธิดาฟังหลังคลอดว่า ปวดท้องจนแทบขาดใจ นึกว่าจะตายบนรถด้วยซ้ำ เมื่อถึง รพ.ในเมืองเวลาประมาณ ตี 5 กว่าๆ หมอก็นำเข้าห้องผ่าตัดทันที แล้วแม่ก็คลอดน้องออกมาด้วยน้ำหนัก 4,660 กรัม

ภาพแห่งความปวดใจ เกิดมายังไม่เคยเห็นแม่ป่วยขนาดนี้

แต่แม่ของเธอต้องอยู่ในห้องไอซียู เพราะน้ำตาลในเลือดขึ้น 400 ทำให้ช็อก ส่วนน้องแข็งแรงปลอดภัยดี แต่ต้องเข้าไปอยู่ ICU เด็กอ่อน เนื่องจากแม่ยังไม่ฟื้น และด้วยความรักและเป็นห่วงน้องและแม่ น.ส.สุธิดาจึงหยุดเรียน แล้วรีบกลับมาเยี่ยมทั้งสองทันที และต้องตกใจกับสายระโยงระยางตามร่างกายของแม่

“หนูรู้ข่าวแล้วตกใจมาก หยุดเรียนไปเฝ้าแม่ ได้เข้าเยี่ยมช่วงบ่าย ภาพที่เห็นครั้งแรก คือ ตกใจมาก เกิดมาหนูยังไม่เคยเห็นแม่ป่วยขนาดนี้ มีทั้งสายช่วยหายใจ ชีพจร สายน้ำเกลือ รอยเจาะเลือดเต็มไปหมดทุกนิ้วเท้า ข้อมือ ข้อขา แม่ตัวซีดเหลือง เห็นแล้วหนูอยากจะร้องไห้น้ำตาคลอ แต่ก็กลั้นไว้ได้ เพราะไม่อยากให้แม่คิดมาก ชวนแม่คุยเรื่องตลกแทนจนแม่ก็ยิ้ม” น.ส.สุธิดากล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ เมื่อย้อนเล่าเหตุการณ์ในวันที่แม่ต้องอยู่ในไอซียู 2 คืน 3 วัน

กว่าแม่จะได้เจอลูกชาย พี่สาวได้เห็นหน้าน้อง ต้องรอ 1 อาทิตย์

จากนั้น แม่ของเธอก็ออกมาพักฟื้นในห้องธรรมดา แต่กว่าเธอและแม่จะได้เห็นหน้าน้องชายต้องรอ 1 อาทิตย์ เนื่องจากแม่ของเธอยังลุกไปไหนไม่ได้ เพราะเจ็บแผล บริเวณรอบท้อง มีรอยเขียวช้ำเต็มไปหมด จึงทำให้ระบมทั้งตัว

ว่างจากงานหรือเรียนก็กลับบ้านมาเลี้ยงน้อง

“อยากเห็นหน้าน้องมาก ผ่านมา 5 วัน แล้วก็ยังไม่มีใครได้เห็นหน้าน้อง แม้แต่แม่ พ่อก็ต้องเลี้ยงน้องอีก 2 คน และขายของอยู่ที่บ้าน แม่ยังเดินไม่ไหว หนูก็พูดกับแม่ตลอด รีบหายนะจะได้เอาน้องมาเลี้ยงกัน”

น.ส.สุธิดาเฝ้าดูแลแม่ไม่ห่างและคอยให้กำลัง จนกระทั่งอาการของแม่ดีขึ้นเรื่อยๆ ครบ 1 อาทิตย์ และพอเดินไหว เธอและแม่ก็ได้ไปดูหน้าน้องเป็นครั้งแรก น้ำตาแห่งความสุขของทั้งสองก็ค่อยๆ ไหลรินออกมา

“แม่เข้าไปในห้อง ICU เด็ก แล้วก็อุ้มน้องมาให้หนูดูใกล้ๆ ผ่านกระจก น้องอ้วนจ้ำม่ำ น่าฟัดมาก หนูดีใจจนน้ำตาไหล แม่ก็ร้องไห้เหมือนกัน รุ่งขึ้นพวกเราก็ออก รพ. พาน้องกลับบ้าน เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้หนูรู้อะไรหลายๆ อย่าง รู้ว่าแม่เจ็บแค่ไหน ทำให้หนูห่วงแม่ อยากกลับบ้านมากขึ้น เพราะหนูไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ วันนี้สบายดี พรุ่งนี้อาจไม่สบายก็ได้ และหนูก็ได้รู้ว่า แม่ทุกคนรักลูกมากแค่ไหน”

ยามคิดถึง ก็วิดีโอคอลหากัน

แม้ต้องมาเรียนที่กรุงเทพฯ ทำให้ น.ส.สุธิดายามคิดถึงแม่และน้องๆ เธอก็วิดีโอคอลหาเป็นประจำทุกวัน หยอกล้อ คุยกับน้อง และว่างจากเรียนหรือทำงานก็จะกลับบ้านเพื่อไปหาน้อง ช่วยแม่เลี้ยงน้อง ด้วยความที่เธออายุห่างจากน้องคนที่ 3 ถึง 21 ปี บางครั้งอุ้มน้องเดินเที่ยว หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าลูกก็มี และเธอตั้งใจไว้ว่าจะทำเพจให้น้องชาย เมื่อโตขึ้นจะได้รู้ว่าตอนเด็กๆ น่ารักขนาดไหน

ไขข้อคาใจ กินยาคุมแล้ว ไฉนจึงยังตั้งท้องได้

ผศ.พญ.อิสรินทร์ ธนบุณยวัฒน์ หน่วยผู้มีบุตรยาก ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา รพ.ศิริราช ให้ข้อมูลว่า มีความเป็นไปได้ที่รับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดแล้วท้อง เนื่องจากวิธีคุมกำเนิดโดยลืมรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิด มีการคาดการณ์ขององค์การอนามัยโลก (WHO) ไว้ว่าถ้าใช้อย่างถูกต้อง 100% ก็ยังเกิดอัตราการตั้งครรภ์ได้ 4%

ผศ.พญ.อิสรินทร์ ธนบุณยวัฒน์

แต่หากใช้ไม่ค่อยถูกต้อง เช่น ลืมรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิด รับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดไม่ตรงเวลา รับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดร่วมกับยาปฏิชีวนะ ก็อาจทำให้อัตราการตั้งครรภ์เกิดขึ้นได้

การคุมกำเนิดไม่ว่าจะด้วยวิธีใด เช่น กินยาคุม ทำหมัน ฉีดยา ล้วนไม่สามารถป้องกันการตั้งครรภ์ได้ 100% นอกจากตัดมดลูกหรือรังไข่ทิ้ง ยาเม็ดคุมกำเนิดมีประสิทธิภาพป้องกันได้ไม่ถึง 100% เมื่อมีเพศสัมพันธ์และหลั่งใน โอกาสพลาดพลั้งตั้งท้องก็มีได้ เพราะฉะนั้นวิธีปลอดภัยที่สุด คือ ต้องรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดพร้อมกับป้องกันด้วยวิธีอื่นร่วม เช่น ใส่ห่วงอนามัย หรือถุงยางอนามัย

น้องชายทั้ง 3 ของสุธิดา

ทั้งนี้ ผศ.พญ.อิสรินทร์ได้ชี้แนะทิ้งท้ายว่า หากตั้งครรภ์ ควรงดดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด เพราะเสี่ยงทำให้ลูกอาจพิการทางร่างกาย และมีปัญหาเรื่องสติปัญญาด้วย 



ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน

สืบเสาะข่าว รับเรื่องราวร้องทุกข์ สามารถส่งเรื่องราวหรือประเด็นปัญหาของท่านมาได้ที่ 
reporter.thairath@gmail.com หรือช่องทาง Facebook : ทีมข่าวเฉพาะกิจ

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้