วันจันทร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เทศกาลต้อนรับผีที่เม็กซิโก

นักแสดงแต่งตัวเป็นผีอย่างสวยงาม และ ขบวนพาเหรดผี

แฟนานุแฟนคงคุ้นเคยกันดีกับเทศกาลวันฮาโลวีน หรือวันปล่อยผีของชาวตะวันตก ซึ่งตรงกับวันที่ 31 ตุลาคมของทุกปี แต่ถ้าวันนี้จะเล่าเรื่องฮาโลวีนก็คงจะธรรมดาไปสักหน่อยสำหรับคอลัมน์ไทยรัฐซันเดย์สเปเชียลโดยทีมงานนิตยสารต่วย’ตูน ผมก็เลยหาเทศกาลที่น่าสนใจไม่น้อยไปกว่ากัน แต่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในบ้านเรามาเล่าสู่กันฟังครับ

เทศกาลนี้มีชื่อว่า “วันแห่งความตาย” (Day of the Dead) ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคมไปจนถึงวันที่ 2 พฤศจิกายน หากมองเพียงผิวเผินก็อาจเข้าใจผิดว่าคือเทศกาลเดียวกับวันฮาโลวีน แต่แท้จริงแล้วมีที่มาและเป้าหมายต่างกันครับ เพราะวันแห่งความตายนั้นมีมาแต่โบราณตั้ง 2,500–3,000 ปีมาแล้ว โดยสืบทอดมาจากความเชื่อของชนพื้นเมืองดั้งเดิมซึ่งจะมีพิธีเลี้ยงฉลองต้อนรับวิญญาณของบรรพบุรุษและญาติพี่น้องกันในเดือน 9 ตามปฏิทินของชนเผ่าแอซเท็ค ก็ประมาณต้นเดือนสิงหาคมนั่นแหละครับ ซึ่งก็จะมีพิธีกรรมกันยาวนานทั้งเดือน โดยจะมีพิธีเฉลิมฉลองให้กับเทพีแห่งความตายซึ่งเป็นเทพเจ้าองค์หนึ่งของพวกเขาด้วย แต่พอมาถึงยุคปัจจุบัน พิธีการก็เหลืออยู่แค่ 3 วันเท่านั้น วันที่ 31 ตุลาคมจะเป็นวันที่วิญญาณเดินทางกลับมาจากโลกแห่งความตาย วันที่ 1 พฤศจิกายนจะมีพิธีต้อนรับวิญญาณเด็ก ซึ่งเขาถือว่าเป็นวิญญาณผู้บริสุทธิ์ ส่วนวันที่สองจะเป็นพิธีต้อนรับวิญญาณของผู้ใหญ่กลับบ้าน รวมถึงมีการทำพิธีที่สุสานด้วย

ประเพณีในวันแห่งความตายนี้ได้รับการประกาศจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติตั้งแต่ปี 2008 จึงนับว่าเป็นงานสำคัญของโลกเลยล่ะครับ พิธีนี้จะนิยมจัดกันมากในภาคกลางและภาคใต้ของเม็กซิโก รวมทั้งในต่างประเทศที่มีชาวเม็กซิกันอาศัยอยู่จำนวนมาก อย่างในรัฐเท็กซัส นิวเม็กซิโก และอริโซนา ของสหรัฐอเมริกา รวมถึงในแถบถิ่นอเมริกากลางและใต้ เช่น เบลีซ กัวเตมาลา โบลิเวีย บราซิล เปรู เอกวาดอร์ ซึ่งอาจมีพิธีกรรมบางประการที่ต่างกันออกไปบ้างตามความเชื่อของแต่ละท้องถิ่น

ในเทศกาลดังกล่าว สุสานก็จะได้รับการปัดกวาดทำความสะอาดกันขนานใหญ่ ถางหญ้าที่อาจถูกปล่อยให้ปกคลุมสุสานจนรกเรื้อมาตั้งปีให้โล่งตา (คล้ายกับการเตรียมงานก่อนวันเช็งเม้งเลยนะครับ) แล้วประดับประดาด้วยดอกไม้ โดยเฉพาะดอกดาวเรืองแอซเท็คอันเป็นดอกไม้ประจำเทศกาล ตกแต่งด้วยเครื่องประดับให้สวยงาม จัดวางเหล้าเตกีล่า อาหารและขนมที่คนตายชอบ ในเมืองก็จะเต็มไปด้วยร้านรวงที่นำสินค้าประดามีเกี่ยวกับผีๆมาจำหน่าย ไม่ว่าจะเป็นหุ่นผี ชุดสำหรับแต่งเป็นผี และขนมหลายชนิดที่ถูกตกแต่งให้เป็นหน้าผี ซึ่งก็เป็นอาหารตามประเพณีที่ขาดไม่ได้สำหรับการต้อนรับวิญญาณที่จะเดินทางกลับมาเยี่ยมครอบครัว

สำหรับตามบ้านเรือน รวมถึงโรงเรียน และสถานที่ราชการบางแห่ง ชาวเม็กซิกันจะมีการจัดหิ้งบูชา ตั้งรูปคนที่ตายไป ประดับหิ้งให้สวยงามด้วยดอกไม้และของตกแต่งมากมาย ที่หน้าบ้านรวมทั้งประตูและหน้าต่างก็ประดับประดาด้วยหุ่นผีหลากหลายแบบ ส่วนใหญ่จะเป็นผีโครงกระดูก และหัวกะโหลกซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของวันแห่งความตาย หากเมื่อตอนยังมีชีวิตอยู่ผู้ที่ล่วงลับไปชอบสิ่งใด ทางบ้านก็จะจัดหาเตรียมไว้ต้อนรับ ทั้งอาหารและเครื่องดื่มรวมถึงสิ่งอื่นๆที่ผู้ตายเคยชอบ ตรงนี้มีเกร็ดแทรกนิดหนึ่ง คือมีความเชื่อว่าอาหารที่นำมาเซ่นไหว้นั้น หลังจากผีกินจิตวิญญาณของอาหารบนหิ้งบูชาแล้ว แม้อาหารจะดูครบสมบูรณ์ดังเดิมไม่มีรอยเว้าแหว่ง แต่ก็ได้กลายเป็นอาหารที่ขาดคุณค่าทางโภชนาการไปแล้ว

ของต้อนรับวิญญาณนั้นยังมีแม้แต่หมอนและผ้าห่มสำหรับให้คนตายได้พักผ่อนหลังจากที่เดินทางไกลมาจากดินแดนอื่น เรียกได้ว่าเหมือนรอต้อนรับญาติที่ยังมีชีวิตอยู่จริงๆเลยล่ะครับ การต้อนรับยังคำนึงถึงรสนิยมและนิสัยใจคอของวิญญาณนั้นในอดีตอีกด้วย เช่น ถ้าเป็นผีของผู้ที่ห่วงหวงทรัพย์สินก็อาจทำเป็นรูปผีที่มีถุงใส่เงินโตๆไว้ด้วย เพื่อว่าเวลาวิญญาณผู้ตายกลับมาเจอเข้าจะได้ชอบใจ บันดาลให้ครอบครัวร่ำรวยเงินทอง ส่วนหุ่นสำหรับคนที่ตายไปเพราะอุบัติเหตุทางรถยนต์ก็อาจทำรถยนต์จำลองแบบรถกงเต๊ก โดยมีหุ่นผู้ตายกับญาติๆนั่งอยู่ในรถ เวลาวิญญาณผู้ตายกลับมาเจอเข้าก็จะได้ไม่โกรธหรือเสียอกเสียใจ เพราะได้เห็นว่าคนในบ้านยังรักและคิดถึงตนอยู่ แล้วผีก็จะได้ส่งเสริมให้คนในครอบครัวของตน (ที่ยังไม่ตาย) ปลอดภัยและเจริญรุ่งเรือง

กิจกรรมสำคัญที่เกิดขึ้นมาในยุคหลังก็คือขบวนแห่และการเต้นเฉลิมฉลอง ผู้คนจะแต่งตัวเป็นผีออกมาเต้นรำกันอย่างสนุกสนาน นักแสดงและนักดนตรีที่บรรเลงเพลงก็แต่งเป็นผีเช่นกัน ขบวนเต้นรำเช่นนี้จะมีในเวลากลางวัน มีผู้ชมมากมายเลยครับ แม้ว่าจะเป็นงานที่รำลึกถึงคนตายก็จริง แต่พวกเขาก็ไม่ได้มีริ้วรอยของความโศกเศร้า นั่นคงเป็นเพราะแต่เดิมชนพื้นเมืองเชื่อว่าคนตายนั้นไม่ได้หายไปไหน ความตายเป็นแค่อีกช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต ซึ่งเมื่อถึงเวลา อันเหมาะสม เหล่าผู้วายชนม์ก็จะกลับมาเยี่ยมครอบครัว ซึ่งก็คือช่วงเวลาของเทศกาลนี้นี่เอง

จะมีคนที่เศร้าอยู่บ้างก็คือบรรดาแม่ที่ลูกน้อยของตนจากไป ดังนั้น ในคืนวันที่ 31 ตุลาคมถึง 1 พฤศจิกายน แม่ผู้สูญเสียลูกรักไปจึงมักจะมานั่งรออยู่หน้าบ้านซึ่งตกแต่งด้วยดอกไม้ ขนม ของที่ลูกชอบ รวมทั้งหนังสือเรียนที่ลูกยังเรียนไม่จบ บางคนนอนห่มผ้ารอลูกอยู่หน้าบ้านจนเช้าเลยล่ะครับ หรือในบางท้องถิ่นก็มีพิธีที่คนในครอบครัวจะเฝ้าอยู่ข้างหลุมฝังศพทั้งคืน รวมทั้งบางแห่งก็จัดเป็นงานปิกนิกสังสรรค์ข้างหลุมศพกันไปเลย

เรื่องราวของเทศกาลวันแห่งความตายนี้ หลายคนอาจจะเคยผ่านตามาบ้างกับฉากไล่ล่าฝ่าฝูงชนและขบวนแห่ในเทศกาลตอนเปิดเรื่องของภาพยนตร์ เจมส์ บอนด์ 007 “Spectre-องค์กรลับดับพยัคฆ์ร้าย” เมื่อปี 2015 และอีกเรื่องที่เล่าถึงวันแห่งความตายกันอย่างเด่นชัดก็คือภาพยนตร์เพลงแอนิเมชั่นเรื่อง “Coco-วันอลวน วิญญาณอลเวง” ซึ่งเข้าโรงฉายไปเมื่อปลายปีที่แล้ว แถมยังกวาดรางวัลได้มากมาย จากเรื่องราวของเด็กชายผู้ใฝ่ฝันจะเป็นนักดนตรีแต่ครอบครัวคอยคัดค้าน แล้วเขาก็มีอันจับพลัดจับผลูหลุดหลงเข้าไปในโลกของคนตาย จนไปพบกับวิญญาณบรรพบุรุษซึ่งเคยเป็นนักดนตรี ซึ่งก็คอยหาทางช่วยให้เขากลับมายังโลกของคนเป็นให้ได้

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ กับเรื่องราวของประเพณีจากอีกฟากฝั่งของโลก นับว่าน่าทึ่งที่แม้จะอยู่ห่างกับเราไกลแสนไกลแต่พวกเขาก็มีความเชื่อหลายอย่างที่คล้ายคลึงกับบ้านเรา ต่างกันเพียงมี พิธีกรรมที่แปลกออกไป ตามนิสัยใจคอและความเป็นอยู่ของคนในแต่ละท้องถิ่น แล้วโอกาสหน้าผมจะหาวัฒนธรรมและ ความเชื่อที่น่าสนใจแบบนี้มาเล่าสู่กันฟังอีกนะครับ.


โดย :ประลองพล เพี้ยงบางยาง
ทีมงาน นิตยสาร ต่วย'ตูน

วันนี้จะเล่าเรื่องฮาโลวีนก็คงจะธรรมดาไปสักหน่อยสำหรับคอลัมน์ไทยรัฐซันเดย์สเปเชียลโดยทีมงานนิตยสารต่วย’ตูน ผมก็เลยหาเทศกาลที่น่าสนใจไม่น้อยไปกว่ากัน แต่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในบ้านเรามาเล่าสู่กันฟังครับ... 17 ก.พ. 2561 10:36 ไทยรัฐ