วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ลือลางร้ายรัฐบาล อ่างบัวแตก! บิ๊กตู่สั่งแก้เคล็ด แขวนโคมสีแดง (คลิป)

ฮือฮาทําเนียบฯ รถของรองผู้การ ชนโครมกระจาย 

วิจารณ์ลางร้ายอ่างบัวทำเนียบฯแตก หลังตำรวจสันติบาลถอยรถชนกระจาย “บิ๊กตู่” สั่งติดตั้งโคมแดง 6 คู่ทุกประตูทางเข้า-ออกทำเนียบฯ เสริมสิริมงคลรับเทศกาลตรุษจีน พร้อมอวยพรคนไทยเชื้อสายจีนให้มีความสุข-รุ่งเรือง ทีมโฆษกยันไม่เกี่ยวแก้เคล็ดอ่างบัวแตก-รัฐบาลขาลง นายกฯถกยุทธศาสตร์ชาติ มีผลบังคับใช้เดือน ก.ค. ขณะที่แผนปฏิรูปใช้ก่อนเดือน เม.ย. ตั้งแล้ว กมธ.ร่วม 3 ฝ่าย กฎหมายลูกทั้ง 2 ฉบับ “พรเพชร” รับประกันไม่คว่ำ สนช.พร้อมรับผิดชอบ เผยเลือกตั้งช้าสุดต้นเดือน มี.ค.62 “มีชัย” เชื่อ “หมอธี” ถือหุ้นไม่ผิด มีอยู่ก่อนรับตำแหน่ง อดีต ส.ส. พท.แห่พบ “ทักษิณ” ที่ฮ่องกง ยังไม่เคาะผู้นำพรรคคนใหม่ ขอสามัคคีเตรียมพร้อมเลือกตั้ง คสช.แจ้งความ สน.นางเลิ้งดำเนินคดี 7 แกนนำชุมนุม 10 ก.พ.

สถานการณ์การเมืองช่วงโค้งสุดท้ายรัฐบาลคสช. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ยอมรับว่ามีแรงเสียดทานถาโถมเข้ามาหลายเรื่อง และอยู่ในช่วงขาลงของรัฐบาล ล่าสุดเกิดกรณี นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ วิพากษ์วิจารณ์ปมนาฬิกาหรูที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหมกำลังถูกตรวจสอบอยู่นั้น

อ่างบัว “บิ๊กตู่” แตกวิจารณ์ลางร้าย

เมื่อวันที่ 15 ก.พ. เวลา 08.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้เกิดเหตุการณ์ตื่นตระหนกขึ้น เมื่อรถยนต์ส่วนตัวของรองผู้การสันติบาล 1 ทะเบียน ญจ 9720 กรุงเทพมหานคร ที่กำลังจะถอยออก ภายหลังเข้ามาส่งเอกสารที่ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ไปชนเข้าให้กับกระถางอ่างบัวใบใหญ่ที่อยู่บริเวณสนามหญ้าหน้าตึกบัญชาการจนแตกกระจาย ผู้ที่พบเห็นต่างพากันวิตกกังวล วิพากษ์วิจารณ์ว่าอาจ เป็นลางร้ายของรัฐบาลหรือไม่ และช่วงนี้ตรงกับเทศกาลตรุษจีนพอดี มีความเชื่อว่าวันนี้ห้ามทำสิ่งของอะไรแตก มิฉะนั้น จะถือเป็นลางไม่ดี ทั้งนี้ เมื่อผู้สื่อข่าวแห่กันมาบันทึกภาพ เจ้าหน้าที่ทำเนียบฯจึงรีบเก็บเศษกระถางที่แตกทันที ขณะที่รองผู้การสันติบาล 1 ได้แจ้งกับเจ้าหน้าที่ทำเนียบฯว่ายินดีรับผิดชอบ พร้อมฝากนามบัตรไว้ และจะให้บริษัทประกันรถมาชดใช้ค่าเสียหายในราคาประมาณ 5 พันบาท

ฮือฮาทำเนียบฯติดโคมแดงเต็งลั้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับอ่างบัวปลูกบัวสีมีทั้งหมด 10 กระถาง ถูกวางตามจุดต่างๆ เป็นแนวคิดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ต้องการปรับภูมิทัศน์ทำเนียบฯ และเพื่อความเป็นสิริมงคล

ต่อมาช่วงบ่ายเวลา 15.00 น. เจ้าหน้าที่ทำเนียบฯได้นำโคมแดงเต็งลั้งต้อนรับเทศกาลตรุษจีน จำนวน 6 คู่ มาประดับบริเวณประตูทางเข้า-ออก รอบทำเนียบรัฐบาลที่เปิดใช้งาน ซึ่งคนจีนมักประดับหน้าบ้านในช่วงเทศกาลตรุษจีน เพราะเชื่อว่าการติดโคมดังกล่าวเป็นสิริมงคล ช่วยให้คนในบ้านมีความสุข ความเจริญ ร่ำรวย และยังหมายถึง แสงสว่างโชติช่วงชัชวาล เชื่อ ว่าโคมจีนสีแดงเป็นสีแห่งโชคลาภวาสนา โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่าเป็นคำสั่งของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (สลน.) และเพิ่งสั่งให้ซื้อวันที่ 15 ก.พ.

นายกฯสั่งติดตรุษจีน–เปล่าแก้เคล็ด

ขณะที่ พ.อ.อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงการติดตั้งโคมดังกล่าวว่า นายกฯเป็นผู้สั่งการให้ประดับเพื่อความเป็นสิริมงคลและเพื่อร่วมฉลองเทศกาลตรุษจีน ในอนาคตจะพิจารณาประดับในโอกาสเทศกาลต่างๆ ด้วย นายกฯเพิ่งสั่งการวันนี้ พร้อมอวยพรขอให้คนไทยเชื้อสายจีนมีความสุข เจริญรุ่งเรือง คิดสิ่งใดขอให้สมปรารถนา มีความสุขสดชื่นในเทศกาลตรุษจีนนี้ โดยวันที่ 16 ก.พ. นายกฯจะไปร่วมฉลองเทศกาลตรุษจีนที่เยาวราชด้วย เมื่อถามว่า เป็นการแก้เคล็ดจากเหตุอ่างบัวแตกหรือไม่ พ.อ.อธิสิทธิ์ตอบว่า ไม่ได้สั่งติดเพื่อแก้เคล็ดเหตุดังกล่าว อ่างบัวแตกถือเป็นอุบัติเหตุ แม้การติดตั้งดังกล่าวไม่เคยเกิดขึ้นในทำเนียบฯ แต่จะเห็นว่าเวลามีงานสำคัญจะประดับธงและสัญลักษณ์ต่างๆ เมื่อถามว่า เพื่อแก้ฮวงจุ้ย รอยร้าวในรัฐบาลและช่วงขาลงหรือไม่ พ.อ.อธิสิทธิ์ตอบว่า ไม่ใช่

“บิ๊กตู่” ถกคืบหน้ายุทธศาสตร์ 20 ปี

เมื่อเวลา 09.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เป็นประธานประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ครั้งที่ 1/2561 มี พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกฯและ รมว.ยุติธรรม นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย พร้อมด้วยประธานกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ 6 ด้าน ประธานกรรมการปฏิรูป 13 ด้าน โดยมีนายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในฐานะเลขานุการกรรมการยุทธศาสตร์ชาติเข้าร่วม เพื่อติดตามความคืบหน้าการจัดทำร่างแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีและแผนปฏิรูปประเทศ นายกฯกล่าวเปิดประชุมว่า กลไกเหล่านี้จะเป็นหลักทำให้การบริหารราชการแผ่นดินต่อเนื่องและมีธรรมาภิบาล เกิดความยั่งยืนในการพัฒนาประเทศและการใช้จ่ายงบประมาณตรงความต้องการประชาชน เปรียบเสมือนเข็มทิศนำทางขับเคลื่อนประเทศให้เกิดผลสัมฤทธิ์

บังคับใช้ยุทธศาสตร์ ก.ค.–ปฏิรูป เม.ย.

ต่อมาเวลา 12.20 น. นายปรเมธี แถลงภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมรับทราบความก้าวหน้าจัดทำยุทธศาสตร์ชาติที่ได้ทบทวนปรับปรุง ตัดทอนให้คมชัดสมบูรณ์ยิ่งขึ้นก่อนยกร่าง จากการนำความคิดเวทีรับฟังทุกภาคส่วนมาสรุป ส่วนขั้นตอนหลังปรับปรุงยกร่างแล้วคือเดือน พ.ค.จะเสนอ ครม. เดือน มิ.ย.เสนอ สนช.ให้ความเห็นชอบ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ได้ตามรัฐธรรมนูญในเดือน ก.ค. นอกจากนี้ ที่ประชุมเห็นชอบร่างแผนการปฏิรูปประเทศ โดยจะเสนอเข้า ครม. เดือน มี.ค. แล้วเสนอให้ สนช.รับทราบเพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีผลบังคับใช้เดือน เม.ย. นายกฯยังเน้นย้ำให้สร้างความเข้าใจกับเยาวชนที่จะเข้าสู่วัยทำงานใน 20 ปีข้างหน้า อยากให้นำแผนยุทธศาสตร์และปฏิรูปกำหนดเป็นแผนปฏิบัติในหลักสูตรอบรมผู้บริหารระดับสูงหลักสูตรต่างๆ พร้อมสั่งการจัดตั้งคณะทำงานประสานและติดตามทำงานตามแผนยุทธศาสตร์ชาติและปฏิรูป มีปลัดกระทรวงเป็นประธาน และมีประเมินผลและรายงานนายกฯทุกๆ 3 เดือน

“วิษณุ” เผยแผนปฏิรูปยืดหยุ่นได้

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ให้สัมภาษณ์ว่า นายกฯสั่งการในที่ประชุมหลายเรื่อง เน้นการประชาสัมพันธ์และการทำความเข้าใจ โดยแผนการปฏิรูปประเทศอาจไม่ใช่เรื่องตายตัว เพราะกฎหมายระบุให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ เมื่อแผนปฏิรูปออกมาก่อนสามารถปรับได้ และไม่ต้องนำเข้าสู่การพิจารณาของสภา ไม่ต้องนำความขึ้นกราบบังคมทูล ถ้า ครม.มีมติเห็นชอบ ก็สามารถประกาศใช้ได้ทันที ไม่ยุ่งยากเหมือนกับกรณีของแผนยุทธศาสตร์ชาติ ทั้งนี้ หลังจากประกาศใช้แผนยุทธศาสตร์ชาติแล้ว จะมีการจัดทำแผนแม่บทที่กำหนดว่าปีไหนต้องทำอะไรบ้าง ซึ่งสศช.เสนอว่าแผนยุทธศาสตร์ชาติกำหนดยาว 20 ปี อยากให้จัดทำแผนแม่บทฉบับแรก ระยะเวลา 10 ปีที่ถือว่าครอบคลุมแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม 2 แผนแล้ว จากนั้นจึงจะทำแผนแม่บทฉบับที่ 2 ต่อ

ตั้ง กมธ.ร่วม 3 ฝ่าย ก.ม.ลูก 2 ฉบับ

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช.ทำหน้าที่ประธานที่ประชุมมีวาระสำคัญคือ การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. ตามมาตรา 267 วรรค 5 ของรัฐธรรมนูญ ภายหลังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ส่งความเห็นแย้งมาให้ สนช.ตั้ง กมธ.ร่วมทั้ง 2 ฉบับ เนื่องจากยังมีประเด็นที่ไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ โดยในส่วนร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ที่ประชุม สนช.ได้ตั้ง กมธ.ร่วม 11 คน ประกอบด้วยตัวแทน สนช. 5 คน ได้แก่ นายวิทยา ผิวผ่อง นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ นายมหรรณพ เดชวิทักษ์ นายชาญวิทย์ วสยางกูร นายสมชาย แสวงการ ตัวแทน กรธ. 5 คน ได้แก่ นายภัทระ คำพิทักษ์ นายธนาวัฒน์ สังข์ทอง นายนรชิต สิงหเสนี นายศุภชัย ยาวะประภาษ พล.อ.อัฏฐพร เจริญพานิช และตัวแทน กกต. 1 คน ได้แก่ นายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต.

15 วันเสร็จประชุมนัดแรก 19 ก.พ.

ส่วนร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. ที่ประชุม สนช.ตั้ง กมธ.ร่วม 11 คน ประกอบด้วย ตัวแทน สนช. 5 คน ได้แก่ นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ พล.อ.อู้ด เบื้องบน พล.ร.อ.ธราทร ขจิตสุวรรณ นายทวีศักดิ์ สูทกวาทิน นายสมชาย แสวงการ ตัวแทน กรธ. 5 คน ได้แก่ นายชาติชาย ณ เชียงใหม่ นายอัชพร จารุจินดา นายอุดม รัฐอมฤต นายปกรณ์ นิลประพันธ์ นายอภิชาต สุขัคคานนท์ และตัวแทน กกต. 1 คน ได้แก่ นายศุภชัย สมเจริญ โดยทั้งสองฉบับ กมธ.ร่วมต้องพิจารณาทบทวนร่างกฎหมายให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน นับจากวันที่ได้รับการแต่งตั้ง เพื่อส่งให้ที่ประชุม สนช.พิจารณาลงมติต่อไป มีกำหนดประชุมนัดแรกวันที่ 19 ก.พ.

“พรเพชร” ยันกฎหมายลูกไม่คว่ำ

ที่รัฐสภา นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวถึงการตั้งกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่ายว่า สนช.มีความมุ่งมั่นตั้งใจทำกฎหมายให้ดีที่สุด เพราะร่าง พ.ร.บ.การเลือกตั้ง ส.ส.เป็นองค์ ประกอบสำคัญที่สุดของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่มองว่า สนช.มีความพยายามคว่ำกฎหมายลูกทั้ง 2 ฉบับนั้น ยืนยันว่าไม่มีเหตุผลจะทำเช่นนั้นหากทำคงทำไปก่อนหน้านี้แล้ว เพราะใช้เสียงเพียงแค่เกินกึ่งหนึ่งเท่านั้น แต่ถ้าจะคว่ำกฎหมายลูกหลังจากตั้ง กมธ.ร่วมต้องใช้เสียง 2 ใน 3 คือ 166 จาก 248 เสียง ถือว่ายากมาก อีกทั้งในประเด็นร่าง พ.ร.บ.การเลือกตั้ง ส.ส. ไม่ได้มีประเด็นใดที่ตกลงกันไม่ได้ ส่วนร่าง พ.ร.บ.การได้มาซึ่ง ส.ว. มีประเด็นเดียวคือการเปลี่ยนวิธีการได้มาของ ส.ว. เชื่อว่ายังสามารถพูดคุยเจรจากันได้ ไม่มีอะไรต้องมาคว่ำ เพราะ สนช. กรธ. และ กกต. ไม่ใช่ศัตรูที่จะไปรบไปคว่ำกัน ความเห็นต่างทางกฎหมายเป็นเรื่องธรรมดา แต่เมื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นกันก็จบ

เลือกตั้งช้าสุดอาจขยับถึง มี.ค.62

นายพรเพชรกล่าวว่า สิ่งที่ออกมาพูดวันนี้เพราะประเด็นนี้กำลังมีผลกระทบต่อความสงบสุขของบ้านเมือง จึงออกมายืนยันว่าโรดแม็ปจะเป็นไปตามกฎหมายลูก ที่ผ่านมามีการคำนวณแล้วหลังจากที่รัฐธรรมนูญประกาศใช้วันที่ 6 เม.ย.60 คร่าวๆคือการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นปลายปี 61 ต่อมา สนช.แก้ไขร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมือง ที่ขยายเวลาบังคับใช้ กฎหมายออกไป 90 วันหลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้พรรคการเมืองมีเวลาเตรียมตัว ทำให้โรดแม็ปขยายไปถึงปลายเดือน ก.พ.62 หรืออาจเกินไป 4-5 วัน ถ้าหากนับแบบเต็มที่ ยืนยันว่าการแก้กฎหมายครั้งนี้ทำให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างสมบูรณ์ ไม่มีปัญหา บ้านเมืองสงบสุข ไม่นำไปสู่ความขัดแย้ง ไม่ทะเลาะกันก่อนหรือหลังเลือกตั้ง หากมีการคว่ำกฎหมายลูกจริงถือเป็นความรับผิดชอบของ สนช.

“วิษณุ” ชี้หน้าที่ กกต.สอบหุ้น “หมอธี”

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกวุฒิสภา เตรียมยื่นเรื่องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบคุณสมบัติกรณีการถือหุ้นในบริษัทที่รับสัญญาสัมปทานและเป็นคู่สัญญากับรัฐ ของ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ โดยถือครองหุ้นของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) จำนวน 5,000 หุ้น ว่า เป็นเรื่องที่ กกต.จะเป็นผู้พิจารณาเอง เมื่อถามว่า หากมีการยื่นเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบการถือหุ้นเกิน 5 เปอร์เซ็นต์ของรัฐมนตรีจะสามารถทำได้หรือไม่ นายวิษณุตอบว่า ก่อนหน้านี้ที่มีการร้องให้ตรวจสอบการถือหุ้นเกิน 5 เปอร์เซ็นต์ของรัฐมนตรีในรัฐบาลนี้ไปแล้ว โดยส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. และ กกต.พิจารณา ซึ่ง ป.ป.ช.ได้ส่งหนังสือมาถามรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง และแจ้งมาที่นายกฯให้ตรวจสอบ ส่วนความคืบหน้าเป็นอย่างไรไม่ทราบ อย่างไรก็ตาม ต้องแยกให้ออกระหว่างการถือหุ้นสัมปทานของรัฐ กับการถือหุ้นในบริษัทเอกชนเกิน 5 เปอร์เซ็นต์ เพราะเป็นคนละเรื่องกัน

“มีชัย” เชื่อไม่ผิดมีก่อนรับตำแหน่ง

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ให้สัมภาษณ์กรณีที่ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ ถือหุ้นในบริษัทที่รับสัญญาสัมปทานและเป็นคู่สัญญากับรัฐ โดยถือครองหุ้นของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) จำนวน 5,000 หุ้น ว่า รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ไม่ได้ยกเว้นไว้ แต่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยไว้ว่า การถือหุ้นก่อนที่เข้ามาดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่ อยู่ในข่ายต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ ฉะนั้น กรณีนี้ไม่รู้ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ถ้าเป็นหุ้นที่มีอยู่เก่าก่อนรับตำแหน่งได้ แต่ถ้าได้มาใหม่ในระหว่างดำรงตำแหน่ง ศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่าไม่ได้ ก็ต้องไปพิสูจน์กัน ส่วนคนที่จะเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมืองควรจะขายหุ้นก่อนรับตำแหน่งหรือไม่เพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน คิดว่าเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับว่ามีหุ้นเท่าไหร่ ถ้ามีอยู่ 2,000 หุ้น ก็คงไม่กระทบ เพราะจำนวนหุ้นไม่ได้มีน้ำหนักอะไร ออกเสียงอะไรก็ไม่ได้ กำไรก็คงได้นิดเดียว

“มาร์ค” เย้ย ครม.บั่นทอนตัวเอง

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการที่ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ แถลงยอมรับผิดมารยาทที่พูดถึงคนใน ครม.ว่า คำถามเกี่ยวกับเรื่องนาฬิกาที่มีขึ้นมาทั้งหมด เป็นเรื่องของปัญหาวัฒนธรรม จริยธรรม ความรับผิดชอบทางการเมือง เป็นคนละเรื่องกับกฎหมาย สุดท้ายสิ่งเหล่านี้จะมาบั่นทอนการทำงานไปเรื่อยๆ ข่าวเรื่องนี้ไม่จบเสียที เมื่อถามว่า เป็นการเสียมารยาทอย่างที่นพ.ธีระเกียรติแถลงหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า เจ้าตัวเขายอมรับแล้ว ท่านตัดสินใจบอกว่าเสียมารยาท คงเกรงว่าอาจจะก่อให้เกิดปัญหากับรัฐบาลโดยรวม แม้คนใน ครม.ไม่กล้าวิจารณ์ แต่พอถึงจุดหนึ่ง หนีไม่พ้น เมื่อตัดสินใจแบบนี้ทุกคนต้องรับผิดชอบร่วมกัน นายกฯพูดเองว่า ใครรักตน ต้องรักทุกๆคนด้วย หมายความว่าต้องรับผิดชอบร่วมกันไป

อัดเลื่อนเลือกตั้งจนคนไม่เชื่อถือ

นายอภิสิทธิ์กล่าวอีกว่า คสช. คือคนกำหนดโรดแม็ปเลือกตั้ง หากนายกรัฐมนตรีไม่ประสงค์จะให้ สนช.ขยายเวลาการบังคับใช้ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ออกไป 90 วัน นายกฯก็ใช้มาตรา 44 แก้ได้ เพราะเคยใช้แก้กฎหมาย พรรคการเมืองมาแล้ว บอกแล้วว่า คสช.จะตัดสินใจอย่างไรเป็นสิทธิ์ แต่วันนี้ประเด็นหลักหมุนกลับมาที่ความน่าเชื่อถือ อาจจะเลื่อนอีก วันนี้ไม่ได้มาเถียงกันแค่ว่ากี่วัน แต่กลายเป็นกระแสขึ้นมา คือความไม่เชื่อถือ ความไม่แน่นอน คำอธิบายไม่ตรงกับความเป็นจริง จึงนำไปสู่การชุมนุมเรียกร้อง ทำให้เกิดปัญหาขัดคำสั่ง คสช.อีก เพราะเรามีกฎหมายพิเศษใช้อยู่ นายกฯต้องจับประเด็นให้ถูกว่าข้อท้วงติงเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น หรืออาจจะเกิดขึ้นต่อไป ไม่ใช่แค่เรื่องกำหนดวัน เลือกตั้ง ปัญหาอยู่ที่ความเชื่อมั่น

อดีต ส.ส.พท. แห่พบ “ทักษิณ” ฮ่องกง

ด้านความเคลื่อนไหวนายทักษิณ ชินวัตรและ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 2 อดีตนายกฯ ที่เดินทางมายังประเทศละแวกใกล้เคียงประเทศไทยนั้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อดีต ส.ส.ภาคอีสาน พรรคเพื่อไทยกว่า 10 คน ได้เดินทางไปพบนายทักษิณที่ฮ่องกงช่วงบ่ายวันที่ 15 ก.พ. ใช้เวลาพูดคุยกันประมาณ 1 ชั่วโมง โดยนายทักษิณมีท่าทียิ้มแย้มแจ่มใส พูดคุยกันเรื่องพัฒนาการของโลกและนวัตกรรมต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องของเทคโนโลยี นายทักษิณแนะนำว่าการใช้คนไปพ่นยาฆ่าแมลงในพืชผลทางการเกษตรนั้นอันตราย ให้ลองใช้โดรนแบบ 1 ตำบล 1 โดรนมาช่วย การใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ช่วยเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนทางการเกษตรได้

ขอให้สามัคคี–ยังไม่เคาะผู้นำพรรค

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายทักษิณได้พูดถึงสถานการณ์การเมืองว่า “การเมืองไทยไม่แน่นอน เมื่อไหร่จะมีการเลือกตั้งก็ยังไม่รู้ วันนี้อยากให้ทุกคนทำมาหากิน สมมติหากมีการเลือกตั้ง ก็ให้สมาชิกพรรคเพื่อไทยทุกคนสามัคคี ร่วมกันทำงานให้ประชาชน เพราะนี่จะเป็นคำตอบสำหรับการเลือกตั้ง” ส่วนเรื่องผู้นำพรรคเพื่อไทยคนใหม่ นายทักษิณระบุว่า “มีคนมาบอกเยอะ แต่ยังทำอะไรไม่ได้ ต้องรับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วนด้วยว่าเป็นอย่างไร คงจะต้องรอให้คสช.ปลดล็อกให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมทางการเมืองได้ก่อน ไม่อยากเข้ามายุ่งอะไรมาก เพราะรัฐธรรมนูญใหม่ห้ามไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับพรรค ขนาดมีข่าวอดีต ส.ส.เดินทางมาพบ ผู้มีอำนาจก็ยังออกมาโจมตีเลย วันนี้ประเทศไทยยังมีปัญหาเรื่องของการยอมรับซึ่งกันและกัน” ขณะที่อดีต ส.ส.บอกกับนายทักษิณว่า “เสียงสมาชิกส่วนใหญ่ว่าอย่างไรก็ว่า อย่างนั้น ปัญหาจะได้จบ เพราะขณะนี้ยังต่างคนต่างพูด ถ้าพูดกันคนละทีแบบนี้มันก็จะไม่จบ” ช่วงท้ายนายทักษิณได้อวยพรอดีต ส.ส.เนื่องในเทศกาลตรุษจีน ขอให้ทุกคนสุขภาพแข็งแรง และขอให้ เศรษฐกิจไทยดีขึ้น ประชาชนจะได้อยู่ดีมีสุข

วอนรัฐอย่ากังวล “ทักษิณ–ยิ่งลักษณ์”

นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ อดีต ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีกระแสข่าวอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย เดินทางไปพบนายทักษิณ ชินวัตร และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯที่ฮ่องกงว่า เมื่ออดีตนายกฯทั้งสองคนเดินทางมาละแวกใกล้เคียงประเทศไทยช่วงเทศกาลตรุษจีน เป็นธรรมดาที่คนเคารพนับถือกันจะไปพบเพื่ออวยพร การพูดคุยคงเป็นการถามไถ่ทุกข์สุขตามประสาคนเคยทำงานร่วมกัน และไม่ได้เจอกันนาน คงไม่มีประเด็นการเมืองอะไรที่จะสร้างผลกระทบกับประเทศไทย รัฐบาลและฝ่ายความมั่นคงไม่ต้องกังวลอะไรในเรื่องนี้ เพราะคนเป็นถึงอดีตนายกฯที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ไม่มีทางคิดร้ายกับประเทศไทย ดังนั้นรัฐบาลควรเอาสมาธิทั้งหมดไปทุ่มเทกับการพัฒนาประเทศ เร่งสร้างผลงาน และคืนความสุขในช่วงเวลาที่เหลืออยู่จะดีกว่า

ซัด “สมชาย” กุข่าวหวังประโยชน์

น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ อดีต รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวถึงกรณีนายสมชาย แสวงการ สมาชิก สนช. ระบุว่านายทักษิณ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ พยายามใช้วิธีโลกล้อมประเทศไทย ส่งสัญญาณไปยังกลุ่มมวลชนให้เร่งเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาล คสช. รวมทั้งระบุว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์จะแถลงข่าวที่ฮ่องกงว่า สะท้อนให้เห็นถึงความคิดของนายสมชายว่าชอบปั้นน้ำเป็นตัว ต้องการให้เกิดความขัดแย้งในบ้านเมืองเพื่อผลประโยชน์ตัวเองหรือไม่ เพราะการเดินทางของอดีตนายกฯทั้ง 2 ไม่ได้เป็นการเดินทางเพื่อทำกิจกรรมทาง การเมือง การให้ข่าวลักษณะนี้บ่งชี้ถึงให้เห็นทฤษฎีสมคบคิด ต้องการให้เกิดความขัดแย้งในบ้านเมือง เพื่อเป็นข้ออ้างให้ คสช.อยู่ยาว แล้วกลุ่มของตนเองจะได้ประโยชน์ โดยหวังเป็น ส.ว. ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งในอนาคตใช่หรือไม่ นายทักษิณและ น.ส.ยิ่งลักษณ์สามารถเดินทางไปที่ไหนก็ได้ในโลก ประเทศต่างๆ ไม่ปฏิเสธการเดินทางของทั้ง 2 ท่าน เพื่อไปปฏิบัติภารกิจตามปกติ เหมือนวิญญูชนทั่วไป

ข้องใจปูพรมไทยนิยมล้างสมอง

นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. กล่าวว่า กรณี พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า รัฐบาลไม่ได้บอกจะไม่เลือกตั้ง แค่ขยับไปนิดเดียวนั้น นายกฯเคยให้สัญญาประชาคมต่อสาธารณะอย่างน้อย 4 ครั้ง ถึงโรดแม็ปการเลือกตั้ง แต่ก็ไม่เป็นตามนั้น อย่าลืมว่าเหตุการณ์ความรุนแรงในปี 2535 เกิดจากการไม่ทำตามสัญญาแค่เรื่องเดียว ครั้งเดียว ขณะนี้เห็นความพยายามที่จะทำให้การเลือกตั้งขยับออกไปโดยใช้เทคนิคทางกฎหมาย และหากมีการคว่ำกฎหมายลูกว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว. การเลือกตั้งอาจเลื่อนออกไปอย่างน้อยสองปี สอดคล้องการส่งทีมไทยนิยมยั่งยืนลงพื้นที่ ทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่ามีวาระซ่อนเร้นที่ต้องการทำงานมวลชน เพื่อกวาดล้างระบบคิดที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทยให้หมดไปในหมู่มวลชนหรือไม่ หากต้องการอยู่ยาวต่อไปอีกกี่วัน กี่เดือน กี่ปี ก็ประกาศให้ชัดไปเลย

“ศรีวราห์” ย้ำจับ “ปู” ได้แค่ในบ้าน

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร.กล่าวว่า สตช.ทำหนังสือไปยังกระทรวงการต่างประเทศ เมื่อวันที่ 12 ก.พ. เพื่อให้ดำเนินการตรวจสอบว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ผู้ต้องหาคดีจำนำข้าวและหลบหนีหมายจับศาลไม่มาฟังคำพิพากษาอยู่ในประเทศใด รวมทั้งตรวจสอบว่าเดินทางจากประเทศไหนไปประเทศไหน สายการบินอะไร เมื่อไหร่ ใช้หนังสือเดินทางอะไร ยังไม่ได้รับรายงานกลับมา ตำรวจไทยมีอำนาจแค่ในราชอาณาจักร ถึงแม้ศาลจะมีหมายจับถึงตำรวจให้ติดตามจับกุม หน่วยที่ต้องการตัวคือศาล เพราะศาลเป็นผู้ออกหมาย ตำรวจมีหน้าที่ติดตามจับกุมตามที่ศาลขอความร่วมมือมา ที่ผ่านมาได้ประสานกับตำรวจสากลตลอด ถ้ามีการประสานกลับมาอย่างเป็นทางการว่าอยู่ที่ไหนตนจะบอก

“วิษณุ” ปัดพัลวันทบทวน ม.112

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีนายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ ปัญญาชนสยาม ระบุกับสื่อต่างประเทศเสนอชื่อนายวิษณุและสถาบันพระปกเกล้า ให้พิจารณาทบทวนประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ว่า “เรื่องนี้ไม่เคยมี ไม่เคยทำ ไม่เคยเกี่ยว และไม่มีใครมาขอคำปรึกษากับผม แต่หลังจากนี้จะมีใครมาขอคำปรึกษาหรือไม่ ผมก็ไม่ทราบ อดีตและปัจจุบันไม่มี แต่อนาคตไม่รู้ และผมไม่เกี่ยวกับสถาบันพระปกเกล้ามา 4 ปีแล้ว” เมื่อถามว่า 4 ปีที่ผ่านมา สถิติการดำเนินคดีมาตรา 112 มีจำนวนมากขึ้น จนถูกวิจารณ์ว่า คสช.ใช้เป็นเครื่องมือ นายวิษณุตอบว่า “ไม่เคยได้ยิน ไม่เคยทราบ ไม่กล้าบอกว่าไม่มี ใครอาจจะทำผมไม่รู้”

คสช.แจ้งจับ 6 แกนนำชุมนุม 10 ก.พ.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดย พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ นายทหารปฏิบัติการประจำกองบัญชาการกองทัพบก ปฏิบัติหน้าที่คณะทำงานด้านกฎหมายส่วนงานการรักษาความสงบแห่งชาติ เข้าพบพนักงานสอบสวน สน.นางเลิ้งเมื่อวันที่ 14 ก.พ. แจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษต่อ 1.นายรังสิมันต์ โรม 2.นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ 3.นายกาณฑ์ พงษ์ประพันธ์ 4.นายอานนท์ นำภา 5.น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา 6.นายสกฤษณ์ เพียรสุวรรณ หรือบุคคลอื่นๆที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำผิดข้อหาร่วมกันมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมือง ตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป เมื่อวันที่ 10 ก.พ.61 บริเวณข้างร้านสเต๊กติดมันและบริเวณถนนราชดำเนินกลาง แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ โดยผู้ต้องหาทั้ง 6 คนขึ้นปราศรัยโจมตีการทำงานของรัฐบาลและ คสช.ด้วยถ้อยคำโจมตีรัฐบาลอย่างรุนแรง และพยายามยุยงปลุกปั่นให้เกิดการชุมนุมขับไล่รัฐบาลและ คสช.ทำให้ คสช.ได้รับความเสียหายจึงเข้าร้องทุกข์ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาทั้ง 6 คนหรือผู้อื่นที่มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดจนกว่าคดีจะถึงที่สุด

ศาลคุ้มครองม็อบเดินมิตรภาพ

ขณะที่ช่วงบ่าย ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยืนตามศาลปกครองกลางที่มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ห้ามสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผกก.สภ.คลองหลวง ผบก.ภ.จ.ปทุมธานี ผบก.ภ.จ.พระนครศรีอยุธยา ผบช.ภ.1 ผบช.ภ.3 และ ผบช.ภ.4 ขัดขวางการชุมนุมของกลุ่มเครือข่ายประชาชน people go walk ในกิจกรรมเดินมิตรภาพ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต มุ่งหน้าสู่จังหวัดขอนแก่น พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยให้แก่ผู้ร่วมชุมนุมจนถึงวันที่ 17 ก.พ.2561 อันเป็นวันสิ้นสุดการชุมนุม เว้นแต่จะพบว่าผู้ร่วมชุมนุมดังกล่าวกระทำการใดในการชุมนุมสาธารณะที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากศาลเห็นว่าจากพยานหลักฐานมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดของ สตช. มีการปิดกั้น ขัดขวาง และทำให้นายเลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ ผู้จัดการชุมนุมกับพวกทั้งสี่และผู้เข้าร่วมชุมนุมรู้สึกหวาดกลัว ซึ่งอาจมีการกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไปในเหตุที่ถูกฟ้องร้อง อันกระทบต่อสาระสำคัญของสิทธิเสรีภาพในการชุมนุม

“ศรีวราห์”เค้นสอบการ์ด กปปส.

เมื่อเวลา 19.30 น. พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ต.สมบัติ มิลินทจินดา รอง ผบช.ภ.1 พล.ต.ต.ชยพล ฉัตรชัยเดช รอง ผบช.ส. พล.ต.ต.เสนิต สำราญสำรวจกิจ ผบก. น.1 พ.ต.อ.ชยุต มารยาทตร์ รอง ผบก.น.1 ร่วมกันสอบสวนนายเอกชัย พลภักดี อายุ 38 ปี อยู่บ้านเลขที่ 289/2 หมู่ 8 ต.แม่สาย อ.แม่สาย จ.เชียงราย ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาเลขที่ 71/61 ข้อหาฆ่าและพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน มีอาวุธปืนและเครื่อง กระสุนไว้ในครอบครอง และพกพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต สืบเนื่องจากเหตุการณ์ผู้ชุมนุม กปปส.บุกขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. ที่สนามไทย-ญี่ปุ่น ถนนมิตรไมตรี วันที่ 26 ธ.ค.2556 จนมีการปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เป็นเหตุให้ ด.ต.ณรงค์ ปิติสิทธิ์ ผบ.หมู่ สน.ตลาดพลู ถูกยิงเสียชีวิต และ ส.ต.ต.พงษ์พันธ์ จันทร์ชัย ได้รับบาดเจ็บสาหัส ตรวจสอบพบอาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุเป็นของนายเอกชัย พล.ต.อ.ศรีวราห์เผยหลังสอบสวนว่า ผู้ต้องหาให้การยืนยันว่าเป็นบุคคลตามที่ถูกออกหมายจับจริง เจ้าหน้าที่ตำรวจจะสอบปากคำอย่างละเอียด และคัดค้านประกัน จะเสนอให้ ผบ.ตร.พิจารณาโอนคดีให้ดีเอสไอ ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบคดีการชุมนุมทางการเมือง จากการสอบสวนทราบว่านายเอกชัยเป็นการ์ด กปปส. และมีส่วนเกี่ยวข้องกับลูกหมี

วิจารณ์ลางร้ายอ่างบัวทำเนียบฯแตก หลังตำรวจสันติบาลถอยรถชนกระจาย “บิ๊กตู่” สั่งติดตั้งโคมแดง 6 คู่ทุกประตูทางเข้า-ออกทำเนียบฯ 16 ก.พ. 2561 02:16 16 ก.พ. 2561 10:14 ไทยรัฐ