วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

'เบื้องหลังภาพถ่ายช็อกโลก' นิค อุท ช่างภาพสงคราม เจ้าของรางวัล Pulitzer

สนั่นสะเทือนความรู้สึกผู้คนทั้งโลกทันทีที่ ภาพ 'The Terror of War' ภาพเด็กสาว “คิม พุก” วิ่งล่อนจ้อนกรีดร้องและวิ่งหนีระเบิดนาปาล์มจากฝูงบินที่กำลังถล่มหมู่บ้านเล็กๆ ทางตะวันตกเมื่อปี 1972 ถูกตีพิมพ์ออกมา 

เป็นภาพ 'นิค อุท' ที่สื่อสารอารมณ์ ความโหดร้ายของสงครามได้เป็นอย่างดี

ในวันที่ช่างภาพระดับโลก 'นิค อุท' เจ้าของภาพถ่าย 'The Terror of War' มาเยือนเมืองไทยเพื่อฉลองการเปิด “ไลก้า แกลเลอรี่ แบงค็อก” แห่งที่ 19 ของโลก บริเวณชั้น 2 ศูนย์การค้าเกษร วิลเลจ 

ผมมีโอกาสได้เปิดใจ 'นิค อุท' ช่างภาพชาวเวียดนามประจำสำนักข่าวเอพี ผู้พลิกประวัติศาสตร์โลก และตีแผ่ความโหดร้ายของสงครามสู่สายตาสาธารณชนเป็นครั้งแรก ถึงแนวคิด วิธีการทำงาน 

เป็นบทสัมภาษณ์ที่ทำให้เรารู้จักผู้ชายที่ย้ำกับผมว่า ไม่ว่าเทคโนโลยีจะก้าวไกลแค่ไหน ไม่ว่า AI ปัญญาประดิษฐ์ (AI - Artificial Intelligence) จะมาครองโลกในวันข้างหน้าไหม

'ไม่มีทางที่การถ่ายภาพแบบเดิมจะตายไป'

Q : ความรู้สึกครั้งแรกในชีวิตที่คุณกดชัตเตอร์ จำได้ไหมมันเป็นยังไง / แตกต่างจากการกดชัตเตอร์ครั้งล่าสุดอย่างไร

ภาพแรกที่ถ่ายเป็นภาพหญิงสาวในหมู่บ้าน ด้วยกล้องที่ยืมพี่ชายมา (พี่ชายเป็นช่างภาพ) ผมเห็นเขาทำงานมาตลอดชีวิตตั้งแต่เกิด การถ่ายภาพจึงเป็นความฝันของผมมาตั้งแต่เด็กๆ การถ่ายภาพครั้งล่าสุด คือการมากรุงเทพฯ ครั้งนี้ หลังจากไม่ได้มา 20 ปี ผมรู้สึกตื่นเต้นกับสีสันของกรุงเทพฯ และผู้คนที่วุ่นวาย เชื่อไหม ความตื่นเต้นของผมยังมีทุกครั้งที่ถ่ายภาพ ไม่เคยเปลี่ยนไปหรือลดลงเลย ผมมี passion กับการถ่ายภาพทุกครั้งจนถึงทุกวันนี้

Q : คุณทำงานเป็นช่างภาพที่แรกที่ไหน เล่าประสบการณ์ให้ฟังหน่อย

เป็นช่างภาพสำนักข่าวเอพี ตั้งแต่อายุ 16 ปี ผ่านการทำงานในสงครามเวียดนาม จนก้าวมาทำงานกับบุคคลที่มีชื่อเสียงในฮอลลีวูด

Q : มาทำงานที่ AP ได้อย่างไร เล่าวิธีการทำงานกว่าจะได้ภาพมาของคุณหน่อย ดีเทลเป็นอย่างไร

ในสมัยนั้นเป็นยุคสงคราม ถ้าหากไม่เลือกที่จะเป็นช่างภาพ ผมต้องไปเป็นทหาร ผู้ชายทุกคนถ้าไม่มีอาชีพอะไร จะถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารในสงครามเวียดนาม เมื่อพี่ชายของผมเสียชีวิตจากสงคราม ผมตัดสินใจได้ทันทีว่าจะไม่มีทางไปเป็นทหารในสงครามเด็ดขาด จึงเลือกที่จะเดินตามทางของพี่ชาย คือเป็นช่างภาพให้กับสำนักข่าว AP

Q : เล่าที่มาก่อนจะเป็นภาพ The Terror of War สะเทือนหัวใจของคนทั้งโลกหน่อย

ในวันนั้นผมเข้าไปรอถ่ายภาพข่าวที่อำเภอ Trang Bang โดยทราบว่าจะมีการทิ้งระเบิดอย่างแน่นอน เพราะมีทหารมาอพยพชาวบ้านออกจากหมู่บ้าน จึงเตรียมเก็บภาพเหตุการณ์ทิ้งระเบิดนั้นอยู่นอกหมู่บ้าน เมื่อระเบิดลงก็พบว่ายังมีชาวบ้านที่หลงเหลืออยู่ในหมู่บ้าน มีชาวบ้านวิ่งหนีระเบิดออกมาจากหมู่บ้าน ผมจึงเข้าไปเพื่อเก็บภาพ หนึ่งในคนที่วิ่งหนีระเบิดออกมา

'มีเด็กหญิงคนหนึ่งไม่มีเสื้อผ้า วิ่งร้องไห้ออกมา' ผมบันทึกภาพนั้นไว้ได้ หลังจากถ่ายภาพเสร็จ ผมเห็นผิวหนังของเด็กหญิงไหม้ทั้งแผ่นหลัง และแขน ที่ไม่ใส่เสื้อผ้าเพราะคิดว่าน่าจะถูกไหม้จะระเบิด เด็กจึงถอดเสื้อผ้าออกทั้งหมด และวิ่งหนีออกมา ผมเอาน้ำดื่มของตัวเองราดที่ตัวเด็กคนนั้นเพื่อจะช่วยคลายความร้อน มีเสียงฉ่า ออกมาหลังจากราดน้ำลงไปบนผิวหนัง นิคพาเด็กคนนั้นไปที่โรงพยาบาลเพื่อช่วยชีวิต จนทุกวันนี้ เด็กคนนั้นเติบโตและยังคงติดต่อกับผมอยู่สม่ำเสมอ

เมื่อภาพนี้ถูกส่งไปยังสำนักข่าว ทางไซง่อนปฏิเสธการตีพิมพ์ภาพนี้ เนื่องจากผิดนโยบายเกี่ยวกับภาพเปลือย ภาพนี้จึงถูกส่งไปถึงอเมริกา บรรณาธิการสำนักข่าว AP ยืนยันว่าภาพของผมต้องได้ตีพิมพ์ และเมื่อภาพนี้ลงหนังสือพิมพ์เกือบทุกฉบับในอเมริกา ก็เกิดกระแสการต่อต้านสงคราม เนื่องจากเป็นภาพที่แสดงให้เห็นผลกระทบที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนผู้บริสุทธิ์ ถือเป็นครั้งแรกที่สังคมตะวันตก ได้ทราบถึงอีกด้านของความเสียหายจากสงคราม และภาพนี้ยังถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้อเมริกายุติสงครามเวียดนาม

Q : คุณกดชัตเตอร์ด้วยความรู้สึกแบบไหนท่ามกลางสงคราม

ผมถือกล้องไว้ในมือแบบพร้อมถ่ายตลอดเวลา ผมมองเหตุการณ์รอบตัว และสังเกตทุกอย่างรอบๆ อยู่เสมอ

Q : ภาพต่างๆ จากสงครามมากมายที่คุณผ่าน และถ่ายมา มันติดค้างในสมองคุณบ้างไหม

ภาพความรุนแรง/ความเสียหายจากสงคราม ยังคงอยู่ในความทรงจำของผมมาโดยตลอด 'คนเราจะตายเมื่อไหร่ ที่ไหนก็ได้ เพราะในสงคราม เราไม่มีทางรู้ว่าระเบิดจะร่วงลงมาเมื่อไหร่'

Q : คุณทำอย่างไร ถ่ายภาพอย่างไรถึงจะไม่อินกับสถานการณ์ความสูญเสีย ท่ามกลางควันปืน เลือด และเสียงกรีดร้องทรมาน โดยเฉพาะภาพความสูญเสียจากสงครามที่เวียดนามบ้านเกิด

ก่อนทำงานในสงครามต้องมีการเตรียมตัวอย่างหนักทั้งทางร่างกายและจิตใจ เป็นธรรมดาของมนุษย์ที่จะรู้สึกสะเทือนใจต่อเหตุการณ์ความสูญเสียที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า แต่งานของเรา ก็ต้องทำให้สำเร็จ

ทุกครั้งที่เห็นคนเจ็บอยู่ข้างหน้า ผมอยากยื่นมือเข้าช่วย แต่ด้วยความเป็นสื่อมวลชน เราต้องเก็บภาพความสูญเสียเหล่านั้นไว้ เพื่อนำเสนอให้ทั่วโลกได้เห็นภาพเหล่านี้ ที่จะมีคุณค่า สามารถเล่าเรื่องราว เปลี่ยนแปลงทัศนคติของคนนับล้านได้

อย่างไรก็ตาม เมื่อได้ภาพแล้ว ผมก็พยายามช่วยเหลือคนเจ็บอย่างถึงที่สุด เช่น เด็กหญิงในภาพ The Terror of War เมื่อพาเธอไปถึงโรงพยาบาล หมอจะไม่รับรักษา แต่ผมยื่นบัตรสื่อมวลชน และบอกว่าถ้าเด็กคนนี้ตายข่าวนี้จะต้องกลายเป็นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์อย่างแน่นอน หมอจึงยอมรักษา และทำให้เด็กคนนั้นยังมีชีวิตมาจนถึงทุกวันนี้

Q : คุณได้อะไรจากการทำงานตลอดมาประยุกต์ใช้กับชีวิตบ้าง

การสังเกตสิ่งรอบตัว วางแผน คิดอย่างรอบคอบ และรอบด้าน จากการถ่ายภาพในอดีตที่ต้องอยู่กับข้อจำกัดของฟิล์ม ทำให้การถ่ายภาพหนึ่งภาพ ที่ต้องเก็บเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นเพียงเสี้ยววินาทีให้ได้ ประกอบกับสถานการณ์โดยรอบ โดยเฉพาะช่วงสงคราม ทำให้ระบบความคิดของเขาต้องทำงานตลอดเวลา ทั้งเฟรมภาพ หา subject ปรับกล้อง ปรับแสง หาความหมายของภาพ เพื่อให้ได้ภาพที่ดีที่สุด ที่สื่อสารสถานการณ์นั้นๆ ให้ได้ดีที่สุด

จนถึงทุกวันนี้ผมยังคงถ่ายภาพ และคิดก่อนถ่ายภาพ รวมถึงคิดก่อนการกระทำ ตัดสินใจ ตลอดเวลาในชีวิตของผม

Q : นิยามของสงครามสำหรับคุณ / มีทางไหมที่โลกนี้จะไม่เกิดสงคราม

ทุกที่มีข้อขัดแย้งทั้งนั้น แต่ขึ้นอยู่กับว่าเราแก้ปัญหานั้นด้วยวิธีอะไร อย่างสงครามเวียดนามที่เกิดขึ้น เพราะทุกคนต่างต้องการแสดงอำนาจ แต่แสดงออกด้วยความรุนแรง หากเราหันหน้ามาพูดคุยเจรจากัน ข้อขัดแย้งก็คงไม่เกิด

Q: คนอยากเป็นแบบคุณต้องทำอย่างไร

แนะนำว่า เราควรหยุดคิด Slow down กับทุกอย่างในชีวิต คนสมัยนี้คิดเร็วทำเร็ว เห็นชัดๆ จากการถ่ายภาพ เมื่อก่อนเขาคิดอย่างรอบคอบกว่าจะถ่ายภาพ 1 ภาพ แต่สมัยนี้แค่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาก็ถ่ายภาพได้เป็นร้อยๆ โดยไม่ทันได้คิดอะไรเกี่ยวกับมัน บางที 100 ภาพที่ถ่ายมานั้นอาจจะใช้ไม่ได้เลย แต่ภาพเพียงภาพเดียวที่ผ่านกระบวนการคิด มอง อย่างรอบด้านก่อนถ่าย อาจจะใช้สื่อสารได้ดีกว่า 100 ภาพนั้นก็ได้

Q: อีก 5 ปีเราจะเห็นคุณในรูปแบบไหน

ไม่ว่าจะอย่างไร ผมไม่มีวันเลิกถ่ายภาพแน่นอน การถ่ายภาพคือชีวิตของผม

Q: เทคโนโลยี AI (ปัญญาประดิษฐ์) เข้ามามีบทบาทมากในโลกสมัยใหม่ คำถามคือ วิธีการถ่ายภาพแบบเก่าจะตายไปไหม

ไม่มีทางที่การถ่ายภาพแบบเดิมจะตายไป อดีตถ่ายภาพด้วยฟิล์มแต่ละม้วนมีจำนวนจำกัด ภาพแต่ละภาพจึงต้องไตร่ตรอง สังเกต และวางแผนก่อนถ่าย ภาพจึงมีความหมาย ซึ่งต่างกับปัจจุบันที่เทคโนโลยีก้าวหน้า ถ่ายภาพได้ไม่จำกัด ภาพแต่ละภาพจึงมีคุณค่าน้อยลง

ภาพสามารถเล่าเรื่องราวเบื้องหลังได้ไม่รู้จบ การถ่ายภาพหนึ่งภาพ สามารถแทนคำได้อีกเป็นหมื่นเป็นล้านคำ การถ่ายภาพด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่อาจลดทอนคุณค่าเบื้องหลังของภาพ 1 ภาพ เพราะไม่ได้ถูกถ่ายทอดโดยคนที่อยู่เบื้องหลังเลนส์กล้องนั้น ไม่ใช่ทุกอย่างในโลกนี้สามารถแทนที่ด้วยเทคโนโลยีได้.

ภาพสงคราม โดย ช่างภาพสงคราม เจ้าของรางวัล Pulitzer นิค อุท ช่างภาพเวียดนามเปิดใจเจ้าของภาพถ่าย 'The Terror of War' ... 14 ก.พ. 2561 11:05 ไทยรัฐ