วันจันทร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

IPO–ICO–ICU

วันนี้ตรงกับ วันวาเลนไทน์ วันแห่งความรัก ผมขอส่งความรักความหวังดีไปยังผู้อ่านทุกท่านครับ ขอให้อบอุ่นด้วยความรักตลอดไปครับ วันนี้ ค่ายเจมาร์ท จะมีการพรีเซลเงินดิจิทัลสกุลใหม่ชื่อ JFin Coin ลอตแรก 100 ล้านเหรียญ จากทั้งหมด 300 ล้านเหรียญ ในราคาเหรียญละ 6.60 บาท หรือ 0.20 ดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อระดมเงินทุน 660 ล้านบาท ผู้ซื้อต้องจ่ายเป็น “เงินบาท” ระหว่าง 14–28 กุมภาพันธ์ แล้ว ICO (Initial Coin Offering) ให้ประชาชนทั่วไปต่อระหว่าง 1–31 มีนาคม

ยังไม่ทันพรีเซลก็ได้ยินว่า เพื่อนฝูงคู่ค้าซื้อกันเกือบเต็มแล้ว

ขอให้ทุกคนโชคดีครับ

เรื่องที่ผมจะเขียนต่อไปนี้ ไม่เกี่ยวกับเจฟินคอยน์ แต่เป็นเรื่องที่ผู้คิดจะลงทุนเงินดิจิทัล ต้องนำไปคิดพันตลบก่อนลงทุน เพราะมีความเสี่ยงสูงมาก White Paper ที่ผู้ทำ ICO อธิบายแผนการระดมทุน เหมือนกับ “หนังสือชี้ชวน” ของ บริษัทจดทะเบียน ในการ IPO นั้น มีความแตกต่างกันสิ้นเชิง ชื่อ White Paper ก็บอกอยู่แล้วว่า “กระดาษสีขาว” แม้ช่วง ICO จะมีการเขียนแผนโปรเจกต์มากมาย เพื่อชักชวนผู้ลงทุน แต่สุดท้ายอาจเป็นเพียง “กระดาษสีขาว” และ “ความว่างเปล่า” เพราะไม่มีกฎหมายควบคุมดูแล

เมื่อวันจันทร์ “หน้าเศรษฐกิจไทยรัฐ” ได้ทำสกู๊ปพิเศษชื่อ “ถอดรหัสเงินดิจิทัลบิทคอยน์ ขุมทรัพย์ใหม่หรือปีศาจร้ายการเงิน”

ในสกู๊ปพิเศษนี้ ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการแบงก์ชาติ ได้ถอดรหัสไว้อย่างชัดเจนว่า เงินดิจิทัล หรือ Cryptocurrency คนส่วนใหญ่ยังเข้าใจผิดอยู่ 3 ประเด็น ประเด็นแรก คริปโตเคอเรนซีไม่ใช่เงินสกุลใหม่ ใช้ชำระหนี้ไม่ได้ตามกฎหมาย แต่ มักถูกใช้ทำธุรกรรมที่ผิดกฎหมาย ธุรกรรมการฟอกเงิน เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบของรัฐ มูลค่าเงินคริปโตฯก็ผันผวนสูงมาก ไม่มีเสถียรภาพ
(ใครเอาเงินดิจิทัลไปซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศ รับรองว่าเจ๊งแน่นอน เงินดิจิทัลราคาขึ้นลงได้หลายร้อยเปอร์เซ็นต์ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง เช่น บิทคอยน์ ขึ้นไปสูงสุด 20,000 เหรียญ เดือนเดียวร่วงมาเหลือ 6 พันกว่า เหรียญ เงินบาทแข็งค่าไม่กี่เปอร์เซ็นต์ ผู้ส่งออกยังร้องจ๊ากเลย)

ผู้ว่าการแบงก์ชาติ ย้ำว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย ไม่รับรองคริปโตเคอเรนซีชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย แน่นอน

ประเด็นที่ 2 คนเข้าใจผิดว่า ราคาเงินดิจิทัลจะปรับสูงขึ้นตลอดเวลา เพราะถูกออกแบบให้มีจำนวนจำกัด แต่เงินดิจิทัลเกิดใหม่ได้ทุกวัน ปัจจุบันมีพันกว่าสกุลแล้วจึงไม่มีจำนวนจำกัด ทำให้มิจฉาชีพใช้ความเข้าใจผิดนี้ หลอกหลวงให้เข้ามาลงทุนในลักษณะ “แชร์ลูกโซ่” (ที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้นเรื่อยๆ)

ประเด็นที่ 3 คนเข้าใจผิดว่า คริปโตเคอเรนซีใช้เทคโนโลยีที่ล้ำหน้ามาก มีความปลอดภัยสูง แต่เทคโนโลยีมีความก้าวหน้าไปเรื่อยๆ เราจึงได้ยินข่าว ตลาดซื้อขายคริปโตฯถูกแฮ็กบ่อยๆ ล่าสุดญี่ปุ่นก็ถูกแฮ็กเงินดิจิทัลไปกว่า 530 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เกือบ 17,000 ล้านบาท ใครมีเงินดิจิทัลเก็บอยู่ในกระเป๋าเงินดิจิทัล จึงมีความเสี่ยงสูงมาก

เมื่อฟังประเด็นต่างๆ ที่ ผู้ว่าการแบงก์ชาติ อธิบายแล้ว ผมก็อยากสรุปให้เห็นภาพชัดเจนว่า “เงินดิจิทัล” หรือ “คริปโตเคอเรนซี” มีความซับซ้อนไม่ต่างจาก “แชร์ลูกโซ่+ขายตรง+โพยก๊วน” นั่นเอง โดยจะเพิ่มเหยื่อขึ้นเรื่อยๆ ด้วยการสร้างราคาเงินดิจิทัลให้สูงขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้เข้าใจผิดว่าจะได้ผลตอบแทนสูงขึ้นเรื่อยๆ อีกกลุ่มหนึ่งก็ใช้เป็นเครื่องมือในการ “ฟอกเงินผิดกฎหมาย” และ “ส่งออกเงินทุจริตที่ผิดกฎหมาย” เหมือน “โพยก๊วนดิจิทัล” ที่ ไม่ต้องระบุตัวตน ด้วยเหตุผลเหล่านี้ รัฐบาลจีน จึงออกกฎหมายมาปราบเงินดิจิทัลอย่างหนัก ห้ามซื้อขายและมีโดยสิ้นเชิง

เงินดิจิทัล เป็น สิ่งสมมติ ที่ ไม่มีตัวตน ไม่มีธุรกิจรองรับ ไม่มีกฎหมายรองรับ มีความเสี่ยงสูงมาก ทำให้รวยในพริบตาก็ได้ หมดตัวในพริบตาก็ได้

การลงทุนใน IPO บริษัทเจ๊งยังมีทรัพย์สินขายทอดตลาดได้ แต่การลงทุนใน ICO แค่ปิดเว็บไซต์ เงินจริงที่ลงทุนไปกับเงินสมมติก็หายวับไปหมดทันที ตามใครไม่ได้.

“ลม เปลี่ยนทิศ”

วันนี้ตรงกับ วันวาเลนไทน์ วันแห่งความรัก ผมขอส่งความรักความหวังดีไปยังผู้อ่านทุกท่านครับ ขอให้อบอุ่นด้วยความรักตลอดไปครับ 13 ก.พ. 2561 12:27 13 ก.พ. 2561 14:31 ไทยรัฐ