วันอาทิตย์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

คุณไม่จำเป็นต้องทำอะไรได้ทุกอย่าง

โดย Nuttaputch

หนึ่งในปัญหาที่ผมมักจะเจอเวลาพูดคุยกับคนที่มาปรึกษาต่างๆ นั้น คือการพบหลายๆ คนใช้ชีวิตอยู่กับการทำสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ถนัด หรือไม่ก็เสียเวลาไปพัฒนากับสิ่งที่ไม่ได้เกิดประโยชน์สูงสุดกับตัวเรา

แง่คิดนี้อาจจะฟังทะแม่งๆ อยู่เสียหน่อยเพราะเรามักได้ยินประโยคสร้างแรงบันดาลใจทำนองว่า “คนเราเป็นทุกอย่างได้ถ้าเราพยายาม” หรือไม่ก็ “พรสวรรค์เป็นเพียงแค่ 1% แต่อีก 99% คือความพยายาม” หรือคำคมจากคนดังมากมายที่พยายามบิลด์ให้คุณรู้สึกว่าคุณทำอะไรก็ได้ ซึ่งทำให้เรารู้สึกว่าถ้าเราทุ่มเทฝึกซ้อมอะไรสักอย่าง วันหนึ่งเราจะเป็นคนที่ประสบความสำเร็จได้

แต่ในความเป็นจริงแล้ว เราอาจจะพบว่าหลายๆ ครั้งนั้น เรา “คิดไปเอง” ว่าเราควรทำอย่างนั้น อย่างนี้ หรือบางทีก็อยากเป็นในสิ่งที่เราไม่เกิดมาเพื่อเป็น ซึ่งในกรณีแบบนี้ก็อาจจะทำให้เราใช้เวลาจำนวนมากเพื่อสร้างทักษะให้พอมีกับเขาได้ แต่ถ้าเอาช่วงเวลาดังกล่าวไปพัฒนาสิ่งที่เรามีแล้ว เราอาจจะกลายเป็นอัจฉริยะหรือเป็นผู้เชี่ยวชาญไปนานแล้ว

ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนี้ มันอาจจะไม่ใช่เรื่องของการหักล้างแง่คิดให้เราพยายามตามหาความฝันซะทีเดียว แต่มันคือการพยายามตามหาความฝันที่เรามี “ความเป็นไปได้” มากที่สุด เพื่อให้เราใช้เวลาที่จะเอาไปพัฒนานั้นคุ้มค่าและได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดต่างหาก

ฟังแล้วอาจจะงงๆ เลยยกตัวอย่างให้เห็นภาพแล้วกัน

สมมติว่าผมเกิดนึกอยากเป็นนักร้องขึ้นมาโดยที่ผมไม่มีทักษะร้องเพลงเลย แน่นอนว่าผมคงต้องอุตสาหะอยู่อีกหลายปี (หรือหลายสิบปี) กว่าจะร้องเพลงแบบเป็นเรื่องเป็นราวกับเขา และอาจจะยากกว่าจะได้มีโอกาสเป็นนักร้องอาชีพ

และนั่นยังไม่ได้นับว่าร่างกายผมเองเหมาะกับการเป็นนักร้องหรือไม่ ซึ่งถ้าเกิดร่างกายของผมไม่ได้มีคุณลักษณะที่เอื้อกับการร้องเพลง ผมก็จะกลายเป็นอุปสรรคอย่างหนักกับการเป็นนักร้องของผม

แต่ถ้าผมมองเห็นว่าทักษะที่ผมมีและดีคือทักษะการเขียน ผมเอาช่วงเวลาหลายปี (หรือหลายสิบปี) นั้นมาพัฒนาต่อยอดทักษะเดิมให้แหลมคมยิ่งขึ้น แน่นอนว่าผมอาจจะใช้เวลาน้อยกว่าเดิมในการเป็นนักเขียนชั้นดี และย่อมมีโอกาสได้เป็นนักเขียนอาชีพได้ไม่ยากเกินไป

มันเหมือนกับบอกว่า ถ้าคุณมี Potential กับอะไรเป็นพิเศษแล้ว เอาความอุตสาหะที่มีไปทุ่มเทกับมันย่อมเกิดผลดีและเร็วกว่าเอาพลังไปทุ่มกับสิ่งที่คุณก็อาจจะไม่รู้เลยว่าจะประสบความสำเร็จหรือไม่นั่นแหละครับ

การทำงานแบบมนุษย์เงินเดือนก็คล้ายๆ กับแนวคิดนี้อย่างหนึ่ง คือคุณควรจะรู้ว่าคุณชอบอะไร คุณมีทักษะด้านไหนเป็นพิเศษ แล้วเลือกงานที่คุณจะได้พัฒนาทักษะนั้นๆ ให้แหลมคมยิ่งขึ้น ช่วยให้เวลาที่ผ่านไปในแต่ละวัน แต่ละเดือน แต่ละปี ทำให้คุณเก่งขึ้นในด้านที่คุณถนัดและโดดเด่นได้ง่าย ไม่ใช่ไปทำงานที่คุณอาจจะมองว่าสบายแต่ไม่ได้ส่งเสริมทักษะที่มีของคุณเลย หรือเลือกงานที่อาจจะได้เงินดีแต่ก็มีแต่ทำให้ทักษะที่ดีสนิมขึ้นเสียเปล่าๆ

สิ่งเหล่านี้อาจจะไม่เห็นผลในเร็ววัน แต่พอระยะเวลาผ่านไปสักสามสี่ปี หรือเข้าสู่ช่วงอายุ 30-40 คุณก็อาจจะเริ่มเห็นแล้วว่า ทำไมบางคนก้าวหน้าและโดดเด่นในสายอาชีพ แต่ในขณะที่บางคนเริ่มหยุดอยู่กับที่ สร้างความก้าวหน้าไม่ได้

ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้น การจะเปลี่ยนเส้นทางชีวิตก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ครั้นจะไปทำสิ่งที่อยากทำก็อาจจะช้าเกินไปเพราะคนอื่นๆ ได้วิ่งไปไกลแล้ว

ผมมักพูดสรุปว่า สุดท้ายมนุษย์ทุกคนมีเวลาเท่ากัน ไม่ว่าจะจนหรือรวยก็มีเวลาในชีวิตที่ใช้แล้วย้อนกลับไปแก้ไม่ได้ ก็ลองไปคิดกันดูนะครับว่าคุณเองจะใช้เวลาที่คุณมีอยู่กับเรื่องอะไร จะใช้เวลานั้นพัฒนาศักยภาพอะไรให้กับตัวเองเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดนั่นเองละครับ

Nuttaputch

หนึ่งในปัญหาที่ผมมักจะเจอเวลาพูดคุยกับคนที่มาปรึกษาต่างๆ นั้น คือการพบหลายๆ คนใช้ชีวิตอยู่กับการทำสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ถนัด หรือไม่ก็เสียเวลาไปพัฒนากับสิ่งที่ไม่ได้เกิดประโยชน์สูงสุดกับตัวเรา 13 ก.พ. 2561 11:07 14 ก.พ. 2561 07:42 ไทยรัฐ