วันพุธที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

มหากาพย์อภิมหาโปรเจกต์ “เปรมชัย-อิตาเลียนไทย-ทวาย”

แม้จะยังไม่มีใครตอบได้ว่า “นายเปรมชัย กรรณสูต” ยังอยู่ในเมืองไทย หรือไปหลบพักที่ ทวาย ประเทศเมียนมาหรือไม่ แต่ที่ชัดเจน คือ ชื่อของทวายผุดขึ้นมาอยู่ในความสนใจอีกคร้ัง

ปฏิเสธไม่ได้ว่า บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) และนายเปรมชัยเอง ก็คุ้นเคยกับพื้นที่เมืองทวาย ไม่น้อย เพราะบริษัทอิตาเลียนไทย เซ็นสัญญาเข้าไปลงทุนพัฒนาท่าเรือน้ำลึก และเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย กับรัฐบาลเมียนมา มาตั้งแต่ปี 2553

ขณะที่ นายเปรมชัยในวันนี้ไม่เพียงอยู่ในฐานะประธานบริหาร บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเม้นต์ จำกัด (มหาชน) แต่ยังถูกจับพร้อมพวกอีก 3 คน ในกลางป่าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร เมื่อวันที่ 4 ก.พ.2561 พร้อมอาวุธปืนไรเฟิล และซากสัตว์ โดยเฉพาะเสือดำที่ถูกถลกหนัง ที่ต้องรอกระบวนการพิสูจน์ว่าเกิดจากการกระทำของใคร แม้นายเปรมชัยได้รับการประกันตัวในวงเงิน 1.5 แสนบาท แต่สังคมยังคงจับตาความเคลื่อนไหวของนายเปรมชัย และไม่เพียงพุ่งเป้าไปที่นายเปรมชัยเท่านั้น แต่ยังสะเทือนไปถึงภาพลักษณ์ของบริษัทอิตาเลียนไทย บริษัทก่อสร้างยักษ์ใหญ่ของไทย ที่มีข้อกำหนดในบรรษัทภิบาล เกี่ยวกับการไม่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสภาพแวดล้อมอีกด้วย

กว่า 50 ปี บริษัทอิตาเลียนไทย เป็นเจ้าตลาดในธุรกิจรับเหมาก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ทั้งของรัฐและเอกชน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะที่เมียนมา ที่ตลอดประมาณ 9 ปีที่ผ่านไป บริษัทอิตาเลียนไทย ได้พยายามเข้าไปลงทุนโครงการท่าเรือน้ำลึก และเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ในเมียนมา ท่ามกลางเสียงคัดค้านในประเด็นเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตชุมชนคนทวายจนถึงปัจจุบัน

ดังนั้นเมื่อมีข่าวว่านายเปรมชัยหลบไปพักที่เมียนมาหรือไม่ หลายคนจึงนึกถึงทวาย เพราะโครงการที่ทวายกับอิตาเลียนไทยนั้นเป็นโปรเจกต์มหากาพย์ที่ใช้เวลาเตรียมโครงการมานาน

จุดเริ่มของ “ทวาย-นายเปรมชัย-อิตาเลียนไทย” นั้นเกิดขึ้นเป็นรูปเป็นร่าง เมื่อรัฐบาลไทย ในยุคคณะรัฐมนตรีที่มีนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลเมียนมา ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมกันพัฒนาโครงการเมื่อวันที่ 19 พ.ค.2551 จากนั้น 19 มิ.ย.2551รัฐบาลพม่า ก็ลงนามบันทึกความเข้าใจกับบริษัทอิตาเลียนไทยเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ

จนถึงปลายปี 2553 บริษัทอิตาเลียนไทย​ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 2 พ.ย.2553 ว่าได้ลงนามในกรอบความตกลงกับการท่าเรือ กระทรวงคมนาคม เมียนมา ในการรับสัมปทาน 60 ปี โครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกทวายและนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เช่น โรงเหล็ก โรงปุ๋ย โรงไฟฟ้า ท่อส่งน้ำมัน และก๊าซ และเส้นทางคมนาคม ทั้งทางรถไฟ และรถยนต์ เชื่อมทั้งสองประเทศ รวมถึงยังมีการพัฒนาที่พักอาศัย ศูนย์การค้า รีสอร์ตอีกด้วย โดยเฉพาะส่วนของเงินลงทุนถนน และท่าเรือมูลค่าประมาณ 60,000 ล้านบาท

ขณะที่นายเปรมชัยอธิบายเพิ่มเติมผ่านสื่อหลายสำนักในวลานั้นว่าลักษณะการลงทุนคือบริษัทจะลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ส่วนโครงการขนาดใหญ่ในนิคมอุตสาหกรรม จะหาผู้ร่วมทุนทั้งในและต่างประเทศ โดยรวมได้สิทธิในการพัฒนาพื้นที่ 1.7 แสนไร่


แต่ผ่านไปประมาณ 3 ปี การระดมทุนไม่ได้ตามเป้า ขณะที่เสียงของการคัดค้านจากชุมชนคนทวายดังและชัดขึ้น และยังมีประเด็นเรื่องการเยียวยาชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ โดยข้อมูลของสมาคมพัฒนาทวาย ที่ไทยรัฐออนไลน์ได้เคยรายงานไปเมื่อวันที่ 18 ก.ย. 2556 นั้น โครงการนี้กระทบต่อวิถีชีวิตชาวทวาย 83,000 คน ใน 3 พื้นที่ คือจุดก่อสร้างท่าเรือน้ำลึก และเขตนิคมอุตสาหกรรม เขตนาบูเล่ จุดที่สองคือหมู่บ้านกาโลนท่า ที่จะก่อสร้างเขื่อน และจุดที่ 3 คือแนวพื้นที่สร้างถนน 132 กิโลเมตร เชื่อมเขตนิคมอุตสาหกรรมทวาย กับบ้านพุน้ำร้อน จ.กาญจนบุรี

จนปี 2556 ในสมัยรัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีการเจรจาปรับรูปแบบสัญญาใหม่กับรัฐบาลเมียนมา จนบทสรุปตามที่บริษัทอิตาเลียนไทยระบุในรายงานประจำปี 2556 คือเดิมโครงการนี้บริษัทเป็นผู้รับสัมปทาน ได้เปลี่ยนเป็นนิติบุคคลเฉพาะกิจในนามบริษัท Dawei SEZ Development หรือที่เรียกรูปแบบว่า เอสพีวี ที่รัฐบาลไทย และเมียนมาร่วมถือหุ้น เพื่อลงทุน 7 โครงการ คือท่าเรือน้ำลึก, ถนนเชื่อมโยงไทย-เมียนมา โครงการทวาย กับชายแดนน้ำพุร้อน จ.กาญจนบุรี, นิคมอุตสาหกรรม, ระบบไฟฟ้า, ระบบประปา, ระบบโทรคมนาคม และโครงการที่พักอาศัย ซึ่งการปรับเปลี่ยนนี้เป็นผลดีต่อบริษัทอิตาเลียนไทยที่ไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงอีกต่อไป

จนเมื่อวันที่ 5 ส.ค.2558 บริษัทอิตาเลียนไทย ได้ลงนามสัญญากับคณะกรรมการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย เมียนมา เพื่อรับสัมปทานโครงการทวายระยะแรก 7 สัญญา พัฒนานิคมอุตสาหกรรม และระบบสาธารณูปโภค รวมพื้นที่ 27 ตารางกิโลเมตร รวมถึงถนน 2 ช่องทางเชื่อมต่อโครงการทวายชายแดนไทย บ้านพุน้ำร้อน จ.กาญจนบุรี จนถึงทวาย แต่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการเมืองในเมียนมา โครงการนี้จึงยังรอ แม้เมื่อต้นปี 2560 นายเปรมชัยยังคงมั่นใจ และออกมาให้สัมภาษณ์สื่ออีกครั้งว่ามั่นใจว่าจะได้เดินหน้าโครงการต่อไปแน่นอน แต่ทุกอย่างยังไม่แน่นอน

ล่าสุดมีประเด็นปัญหาล่าสุดเกิดขึ้นอีก ข้อมูลเพจของ Dawei Watch Thailand ระบุว่า เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2561 เคเอ็นยูได้ออกแถลงการณ์ ว่าการก่อสร้างถนนสายนี้ ที่ต้องตัดผ่านป่าตะนาวศรี และชุมชนกะเหรี่ยงในเขตปกครองของเคเอ็นยูนี้ ขอให้รัฐบาลเมียนมา ไทย บริษัท ญี่ปุ่น และแหล่งทุนโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ประเมินผลกระทบด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม ตามกฎหมายเมียนมา และนโยบายที่ดินและป่าไม้ของเคเอ็นยู เป็นไปตามมาตรฐานสากล เจรจากับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมถึงเคเอ็นยู ในเรื่องสำคัญๆ เช่น การชดเชยที่เป็นธรรม และการจัดหาที่ดินสำหรับผู้ที่ต้องสูญเสียที่ดินและวิถีชีวิต ก่อนรื้อฟื้นโครงการ

นี่คือเรื่องราวของอิตาเลียนไทย นายเปรมชัย ที่สัมพันธ์กับเมืองทวาย เมียนมามายาวนาน ที่ยังไม่รู้จะจบลงตรงไหน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วคือ คำสัมภาษณ์ครั้งล่าสุดของนายเปรมชัย คือถ้อยคำที่ไม่ได้เกี่ยวกับเป้าหมายธุรกิจ ไม่ได้เกี่ยวกับโครงการในทวาย แต่คือการชี้แจงว่าเข้าป่าทุ่งใหญ่เพื่อพักผ่อนเท่านั้น