วันจันทร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

โดรนบินเต็มฟ้า! รู้หรือไม่...คุณอาจกำลังถูกจับตามอง!

โดย National Geographic

ย้อนหลังไปเมื่อปี 1949 ท่ามกลางความหวาดผวาลัทธิอำนาจนิยมในยุโรป จอร์จ ออร์เวลล์ นักเขียนนวนิยายชาวอังกฤษ ตีพิมพ์นวนิยายแนวดิสโทเปียชิ้นเอกเรื่อง 1984 ซึ่งมีคำเตือนน่าขนลุกว่า “พี่เบิ้มกำลังจับตาดูคุณอยู่” (Big Brother is watching you!) แม้ความคิดดังกล่าวจะฟังดูน่าวิตก แต่ “การเฝ้าดู” ในยุคนั้นยังนับว่าค่อนข้างจำกัด และในปีเดียวกันนั้นเอง บริษัทอเมริกันแห่งหนึ่งเปิดตัวกล้องโทรทัศน์วงจรปิดเป็นครั้งแรก

ทุกวันนี้ มีภาพที่แชร์หรือเก็บไว้ในอินเทอร์เน็ตปีละกว่า 2.5 ล้านล้านภาพ ยังไม่นับภาพถ่ายและคลิปวิดีโอ อีกหลายพันล้านที่ผู้คนเก็บไว้เป็นของส่วนตัว บริษัทโทรคมนาคมแห่งหนึ่งคาดการณ์ว่า พอถึงปี 2020 คน 6,100 ล้านคน จะมีโทรศัพท์ที่ถ่ายภาพได้ในเวลาเดียวกัน

-1-

กล้องวงจรปิดจราจรหรือเอเอ็นพีอาร์ (automatic number plate recognition: ANPR) ที่อ่านป้ายทะเบียนรถอัตโนมัติหลายหมื่นตัวได้รับการติดตั้งเหนือผิวการจราจรเพื่อจับคนที่ขับรถเร็วเกินกำหนดหรือจอดรถ ในที่ห้ามจอด รวมทั้งติดตามการเคลื่อนไหวของผู้ต้องสงสัยว่าเป็นอาชญากรหรือผู้ก่อการร้าย

ทุกวันนี้ ผู้คนนิยมพก กล้องติดตัว (body camera) กันมากขึ้น แม้จะไม่มีการนับจำนวนแน่ชัด ไม่เฉพาะตำรวจเท่านั้น แต่ยังมีเจ้าหน้าที่ โรงพยาบาลและบุคลากรที่ไม่ใช่ผู้รักษากฎหมายอื่นๆ ด้วย อุปกรณ์ติดตามส่วนบุคคลอื่นๆ ที่เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่กล้องติดรถยนต์ กล้องติดหมวกนิรภัยของนักปั่นจักรยานหรือคนขับมอเตอร์ไซค์ ไปจนถึงกริ่งประตูติดเลนส์เพื่อจับภาพโจรขโมยพัสดุ กลายเป็นส่วนหนึ่งของยุทโธปกรณ์ในชีวิตประจำวันของชาวเมืองจำนวนไม่น้อยอย่างรวดเร็ว

แต่สิ่งที่ชวนวิตกยิ่งกว่าคือภาพคนธรรมดาสามัญหลายพันล้านภาพที่เทคโนโลยีจดจำใบหน้าบันทึกและเก็บไว้ในฐานข้อมูลของผู้รักษากฎหมายหรือบริษัทเอกชน ซึ่งแทบไม่มีมาตรการควบคุมใดๆ เลย

สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงอุปกรณ์ “จับตาดู” ที่เรามองเห็นได้ ปัจจุบัน ท้องฟ้าคลาคล่ำไปด้วยโดรน เมื่อปี 2016 หน่วยงานธุรกิจและผู้ชื่นชอบงานอดิเรกในสหรัฐฯ ซื้อโดรนรวมกันถึง 2.5 ล้านเครื่อง ตัวเลขนี้ไม่รวมอากาศยานไร้คนขับหรือยูเอวี (unmanned aerial vehicle: UAV) จำนวนมากที่รัฐบาลสหรัฐฯ ใช้ในภารกิจทั้งทางทหารและพลเรือน ยังไม่ต้องพูดถึงอุปกรณ์สอดแนมทางอากาศอีกหลายพันเครื่องของประเทศอื่นๆ เช่น รัสเซีย จีน อิหร่าน และเกาหลีเหนือ

-2-

เรายังถูกจับตามองจากอวกาศเบื้องบนด้วย ดาวเทียมกว่า 1,700 ดวงเฝ้าติดตามดูโลกอยู่ จากระยะทางราว 500 กิโลเมตร ดาวเทียมบางดวงสามารถจับภาพฝูงควายหรือการลุกลามของไฟป่าได้ และใครที่ไหนก็ไม่รู้อาจได้ภาพถ่ายคมชัดของช่วงถนนที่เราทำงานอยู่ได้ไม่ยาก
ในเวลาเดียวกัน

บนถนนสายเดียวกัน เราอาจถูกถ่ายภาพระยะใกล้จนน่าขนลุกวันละหลายสิบภาพจากเลนส์ที่เราอาจไม่เคยเห็น และอาจไม่มีวันรู้ว่า ภาพของเราถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูลเพื่อวัตถุประสงค์ใด

โทรศัพท์มือถือ การสืบค้น ด้วยอินเทอร์เน็ต และโซเชียลมีเดียต่างๆ ล้วนเปิดเผยความลับของเรา กัส โฮเซน ผู้อำนวยการไพรเวซีอินเตอร์เนชั่นแนล (Privacy International) องค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานรณรงค์เรื่องสิทธิส่วนบุคคลทั่วโลก บอกว่า “ในศตวรรษที่สิบเก้า ถ้าอยากรู้ว่าคุณคิดอะไร ตำรวจต้องทรมานคุณ แต่เดี๋ยวนี้ แค่หาจากอุปกรณ์สื่อสารของคุณก็เจอหมดแล้ว”

นี่คือโลกใหม่แสนฉลาด (“Brave New World”) ของเรา ซึ่งเป็นชื่อหนังสือของอัลดัส ฮักซ์ลีย์ นักเขียนแนวอนาคต ชาวอังกฤษอีกคนหนึ่ง โลกที่กำลังขยับไปสู่ทิศทางนี้น่าวิตก เพราะดังที่ อาเลสซันโดร อัคควิสตี อาจารย์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศจากมหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน บอกไว้ว่า “การปกป้องความเป็นส่วนตัวไม่ต่างจากเกมแมวจับหนู ผู้ที่เป็น ข้อมูล (หรือถูกจับตามอง) มักเป็นฝ่ายเสียเปรียบเสมอ”

-3-

การยอมแพ้ในเกมนี้เป็นความคิดที่น่าหดหู่ แต่การดิ้นรนหาทางปกป้องความเป็นส่วนตัวอาจทำให้สิ้นหวังยิ่งกว่า แรนดอลฟ์ ลูอิส อาจารย์ด้านอเมริกันศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทกซัส เขียนไว้ในหนังสือเล่มใหม่ของเขาชื่อ ภายใต้การสอดส่อง : เมื่อถูกเฝ้ามองในอเมริกายุคใหม่ (Under Surveillance: Being Watched in Modern America) ว่า “การสอดส่องมักเป็นเรื่องน่าเหนื่อยหน่ายสำหรับผู้ที่รับรู้ถึงคลื่นใต้น้ำของมันอย่างแท้จริง มันจะโถมทับเราด้วยการทำงานซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความลี้ลับที่มีอยู่ทุกหนแห่ง ตลอดจนการเคลื่อนไหว การเกาะติด และความเป็นไปได้ต่างๆ อันที่ไม่รู้จักจบสิ้นของมัน”

อัคควิสตีกล่าวว่า ความปรารถนาที่จะมีความเป็นส่วนตัว “เป็นลักษณะของปุถุชนในทุกวัฒนธรรมและทุกยุค ทุกสมัย สิ่งที่น่ากังวลก็คือ ถ้ามนุษย์ทุกคนต้องทนอยู่กับการขาดความเป็นส่วนตัวในระดับปัจเจก กว่าสังคมโดยรวม จะตระหนักถึงคุณค่าของความเป็นส่วนตัวก็อาจเมื่อสูญเสียมันไปแล้วตลอดกาล”

สภาวการณ์น่าขนลุกในนวนิยายของออร์เวลล์ที่กำลังตั้งเค้าอยู่นี้สายเกินแก้แล้วจริงหรือ หรือยังมีอะไรที่พอให้ความหวังได้บ้าง ลองนึกถึงกล้องดักถ่ายอินฟราเรด 463 ตัวที่กองทุนสัตว์ป่าโลกหรือดับเบิลยูดับเบิลยูเอฟใช้ติดตาม ความเคลื่อนไหวของแพนด้ายักษ์ที่ถูกคุกคามในจีน

หรือกล้องถ่ายภาพความร้อนที่เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าในเขตสงวนแห่งชาติมาไซมาราในเคนยา ใช้ตรวจจับพวกลักลอบล่าสัตว์ตอนกลางคืน หรือระบบกล้องใต้น้ำทำงานด้วยเสียงซึ่งใช้ติดตามโลมา บากีตาที่ใกล้สูญพันธุ์ หรือกล้อง “ยามเฝ้าป่า” ที่ติดตั้งไว้เพื่อช่วยรักษาป่าไม้ที่กำลังหดหายของศรีลังกา

-4-

“ถ้าคุณต้องการภาพอนาคต ก็จินตนาการถึงรองเท้าบูตที่กระทืบใบหน้ามนุษย์...ตลอดกาล” ออร์เวลล์เตือนเราอย่างมืดมนในนวนิยายคลาสสิกของเขา 

จินตภาพของอำนาจนิยมนี้บั่นทอนความเป็นไปได้ที่รัฐจะใช้เครื่องมือลักษณะนี้ เพื่อการรักษาความปลอดภัยบนท้องถนน เช่น ลองนึกถึงคลิปจากกล้องรักษาความปลอดภัยที่ช่วยไขคดีรถไฟใต้ดินลอนดอนเมื่อปี 2005 และคดีลอบวางระเบิดในการวิ่งมาราธอนที่บอสตันเมื่อปี 2013 

ที่ท่าเรือบอสตัน กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิทดลองวิธีตรวจสินค้า ซึ่งเป็นผลงานประดิษฐ์ของสองนักฟิสิกส์ จากสถาบันเอ็มไอที เครื่องมือตรวจวัตถุนี้แสดงภาพคร่าวๆ ของวัตถุได้โดยไม่ต้องเปิดตู้คอนเทนเนอร์ ขณะที่เครื่องสแกนรังสีเอกซ์ที่ใช้กันทั่วไปบอกได้แค่รูปทรงและความหนาแน่นของวัตถุ เครื่องนี้บอกได้ถึงความแตกต่างระหว่างน้ำอัดลมปกติ กับน้ำอัดลมที่ไม่ใส่น้ำตาล เพชรแท้กับเพชรเทียม ระเบิดพลาสติกกับระเบิดแรงสูง และวัตถุนิวเคลียร์กับวัตถุที่ไม่ใช่นิวเคลียร์

มีใครสงสัยบ้างไหมว่า โลกที่มีการตรวจตราอย่างถี่ถ้วนในช่วง 150 ปีที่ผ่านมาปลอดภัยกว่าเดิมจริงไหม แน่นอนว่า ความปลอดภัยสาธารณะย่อมเป็นจุดประสงค์แรกของการสอดส่อง

แต่ทุกวันนี้ อาจมีคนมองว่า เทคโนโลยีเหล่านั้นคืออุปกรณ์ช่วยชีวิตที่ครอบคลุมมากขึ้น ภาพจากกล้องดาวเทียมทำให้องค์กรบรรเทาทุกข์ระบุตำแหน่งผู้ลี้ภัยที่ตั้งค่ายพักแรมอยู่ในทะเลทรายใกล้เมืองโมซุลทางเหนือของอิรักได้ และยานสำรวจในอวกาศก็ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์มีข้อพิสูจน์ว่า สภาพภูมิอากาศกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง

หรือจินตนาการอันยิ่งใหญ่ของออร์เวลล์จะผิดพลาด “พี่เบิ้ม” หรือบิ๊กบราเทอร์ช่วยมนุษยชาติ แทนที่จะจองจำเป็นทาส หรือทั้งสองสถานการณ์จะเป็นจริงในเวลาเดียวกัน

เรื่อง โรเบิร์ต เดรเพอร์

ที่มา : National Geographic ฉบับภาษาไทย

มีคำเตือนน่าขนลุก “พี่เบิ้มกำลังจับตาดูคุณอยู่” (Big Brother is watching you!) แม้ความคิดดังกล่าวฟังดูน่าวิตก แต่ “การเฝ้าดู” ในยุคนั้นยังนับว่าค่อนข้างจำกัด และในปีเดียวกันนั้นเอง บริษัทหนึ่งเปิดตัวกล้องวงจรปิดเป็นครั้งแรก 9 ก.พ. 2561 16:00 ไทยรัฐ