วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ไม่ 100 เปอร์เซ็นต์

ไม่ 100 เปอร์เซ็นต์

  • Share:

กลายเป็นข่าวใหญ่ข่าวปังดังระเบิด ระเบ้อระดับ 25,000 เดซิเบล

กรณีนายเปรมชัย กรรณสูต เจ้าสัวคนดัง ซีอีโอบริษัทรับเหมาก่อสร้างยักษ์ใหญ่อันดับหนึ่งของเมืองไทย

เป็นขาใหญ่ที่ได้แบ่งเค้กโครงการเมกะโปรเจกต์ของรัฐบาลนับแสนล้านบาทต่อปี

ดูเถอะ...อยู่ดีไม่ว่าดี อุตส่าห์ไปโดนเจ้าหน้าที่จับกุมฐานลักลอบเข้าไปล่าสัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ร่วมกับลูกน้องอีก 3 คน

พร้อมปืนไรเฟิลติดลำกล้อง ปืนลูกซอง และอุปกรณ์ล่าสัตว์ครบครัน

แต่น่าอเนจอนาถใจคือ พบซากเสือดำถูกถลกหนังแช่เกลือ ซากไก่ฟ้าหลังเทา และซากเนื้อเก้ง ซึ่งเป็นสัตว์ป่าหายากใกล้สูญพันธุ์ที่อยู่ในบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครองห้ามล่าเด็ดขาดทุกกรณี

หลักฐานขนาดนี้ กระแสสังคมจึงฟันธงล่วงหน้าว่าเสร็จค่อล่อซ่อแน่นอน

“แม่ลูกจันทร์” กราบเรียนว่าแม้สังคมไทยจะเป็น “สังคมมีเส้น” ก็จริง

ยิ่งเป็นระดับเจ้าสัวแสนล้าน ยักษ์ใหญ่ก่อสร้างอันดับหนึ่งของไทย ย่อมมีเครือข่ายเส้นสายมากมายเป็นธรรมดา

ถ้าเป็นคดีขับรถฝ่าไฟแดงคงไม่กระเทือนซาง

แต่บังเอิญคดีนี้ มันเป็นคดีใหญ่คดีดัง มีอัตราโทษหนักตามกฎหมายหลายกระทง

ยิ่งกว่านั้น ยังเข้าข่ายความผิดด้านจริยธรรมอย่างร้ายแรง

เพราะเป็นการลักลอบเข้าไปไล่ล่าฆ่าสัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ บุกรุกเข้าไปในเขตหวงห้ามที่ไม่อนุญาตให้เข้าไปตั้งแคมป์พักแรม

ด้วยเหตุนี้ “แม่ลูกจันทร์” จึงเชื่อว่าเรื่องใหญ่ขนาดนี้ ไม่มีทางเป็นมวยล้มต้มคนดู

เชื่อว่าเจ้าหน้าที่ต้องดำเนินคดีอย่างตรงไปตรงมา

เพราะคนไทยกำลังติดตามความคืบหน้าคดีนี้กันทั่วบ้านทั่วเมือง

อย่างไรก็ดี “แม่ลูกจันทร์” อ่านทบทวนบันทึกการจับกุมของเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ที่บุกเข้าไปเช็กบิลเจ้าสัวอิตาเลียนไทยซ้ำอีกที

แล้วเอาคำให้การเบื้องต้นของ “นายเปรมชัย” มาประกอบกัน

ยังมองเห็นแง่ง่ามที่เรื่องหนักๆ อาจกลายเป็นเรื่องเบาๆ

เริ่มจาก...บันทึกการจับกุมของเจ้าหน้าที่ ซึ่งระบุว่าได้พบกลุ่ม นายเปรมชัย แอบเข้าไปตั้งแคมป์พักแรมริมห้วยป่าชิ ซึ่งเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าที่มีสัตว์ป่าอาศัยชุกชุม และไม่อนุญาตให้พักค้างแรม

และได้ตรวจพบเบ็ดราวจับสัตว์น้ำ จึงแจ้งให้ “นายเปรมชัย” และลูกน้องให้ย้ายออกจากพื้นที่ทันที

แต่ นายเปรมชัย อ้างว่าเป็นเวลาใกล้ค่ำแล้วหากเดินทางกลับช่วงนี้อาจเกิดอันตราย

เจ้าหน้าที่จึงซุ่มสังเกตการณ์อีกราวครึ่งชั่วโมง ก็ได้ยินเสียงปืนดังขึ้น เมื่อเข้าไปตรวจสอบพบว่า ผู้ต้องหาคนหนึ่ง (ซึ่งไม่ใช่นายเปรมชัย) กำลังยิงกระรอกป่า จึงสั่งให้หยุดและควบคุมตัว

จากนั้นได้เข้าตรวจค้นแคมป์ที่พัก พบอาวุธปืน และพบซากสัตว์ป่า จึงจับกุมผู้ต้องหาทั้งหมดไปดำเนินคดี

อนึ่ง ในบันทึกคำให้การเบื้องต้น นายเปรมชัย ยอมรับว่าเป็นเจ้าของรถยนต์ และเป็นเจ้าของอาวุธปืนของกลางจริง

แต่ปฏิเสธว่าตัวเองไม่ได้ใช้อาวุธปืนยิงสัตว์ป่าแต่อย่างใด

จึงไม่มีประจักษ์พยานชี้ชัดว่า “นายเปรมชัย” ใช้ปืนของตัวเองยิงสัตว์ป่าคุ้มครอง

ทีนี้ถ้าลูกน้องของนายเปรมชัย รับสารภาพว่าเป็นคนยิ่งสัตว์เอง

นายเปรมชัย ก็รอดข้อหาหนัก เหลือข้อหาเบาคือ ลักลอบเอาอาวุธปืนเข้าไปในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเท่านั้นเอง

ถ้าเข้าง่ามนี้...คดีพลิกนะคุณโยม.

"แม่ลูกจันทร์"

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้