วันจันทร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ตะลึงปืน43กระบอก คลังแสงเจ้าสัว‘เปรมชัย’

‘ศรีวราห์’นำค้นบ้านยึดงาอีก2คู่ ปูดอดีต‘บิ๊กอุทยาน’โทรเคลียร์ ปล่อยพรานไฮโซเข้าป่าล่าสัตว์

ตะลึง ค้นบ้านพรานไฮโซ “เปรมชัย กรรณสูต” ประธานอิตาเลียนไทยฯ เจอคลังแสงย่อมๆ ปืนยาว 41 กระบอก ปืนสั้น 2 กระบอก กระสุนกว่า 1,560 นัด แถมงาช้างอีก 2 คู่ ยึดสิ่งของทั้งหมดส่งให้เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน ตรวจหาดีเอ็นเอเชื่อมโยงคดีล่าสัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ระบุปืนเกือบทั้งหมดเป็นของเจ้าสัวคนดัง ด้านเจ้าตัวยังล่องหนไม่รู้หลบอยู่ไหน อธิบดีกรมอุทยานฯ ยอมรับอดีตบิ๊กอุทยานโทร.ขอเข้าพื้นที่ นักวิชาการเชื่อมีพรานอาชีพพาไปยิงลูกเสือดำ ขณะที่โซเชียลแห่ขุดคุ้ยไม่เชื่อเข้าป่าครั้งแรก

ยังเป็นประเด็น “ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์” ภายหลังนายวิเชียร ชิณวงษ์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก นำกำลังบุกจับนายเปรมชัย กรรณสูต ซีอีโอบริษัทก่อสร้างยักษ์ใหญ่เมืองไทย พร้อมคนขับรถ แม่บ้าน และพรานคู่ใจ รวม 4 คน คาแคมป์ที่พักกลางป่าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ต.ชะแล อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ยึดปืนไรเฟิล ปืนลูกกรด ปืนลูกซอง รวม 3 กระบอก กระสุนปืนหลายขนาดจำนวนมาก ซากสัตว์ป่าคุ้มครอง เช่น ซากเสือดำ ซากเก้ง ซากไก่ฟ้าหลังเทา นำผู้ต้องหาทั้งหมดส่งดำเนินคดีที่ สภ.ทองผาภูมิ ตามฐานความผิด พ.ร.บ.ป่าไม้ฯ พ.ร.บ.สงวนและ คุ้มครองสัตว์ป่าฯ และ พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ รวม 9 ข้อหา ก่อนได้รับการประกันตัวไปในชั้นศาล เบื้องต้นนายเปรมชัยปฏิเสธไม่ได้ล่าสัตว์ป่า แต่เข้ามาท่องเที่ยวพักผ่อนชื่นชมธรรมชาติ ขณะที่สังคมต่างเฝ้าจับตาก๊วนนายพรานไฮโซที่เข้าไปย่ำยีผืนป่ามรดกโลกทุ่งใหญ่นเรศวร จะรอดพ้นเงื้อมมือกฎหมายไปได้หรือไม่

ลุยเก็บหลักฐานจุดตั้งแคมป์

ความคืบหน้าเกี่ยวกับคดี เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 7 ก.พ. พ.ต.อ.วุฒิพงษ์ เย็นจิตต์ ผกก.สภ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี เปิดเผยว่า วันนี้คณะพนักงานสอบสวน เจ้าหน้าที่วิทยาการเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน ภ.จ.กาญจนบุรี เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร และสื่อมวลชน จะลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเกิดเหตุและเก็บหลักฐานตามจุดที่นายวิเชียร ชิณวงษ์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตกได้ร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีกับนายเปรมชัย กรรณสูต อายุ 63 ปี อยู่บ้านเลขที่ 12/3 ซอยศูนย์วิจัย 3 แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กทม. ประธานบริหารบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) นายยงค์ โดดเครือ อายุ 65 ปี คนขับรถ อยู่บ้านเลขที่ 84 หมู่ 8 ต.คุ้งพะยอม อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี นางนที เรียมแสน อายุ 43 ปี แม่ครัว อยู่บ้านเลขที่ 102 หมู่ 1 ต.ทุ่งสว่าง อ.ประทาย จ.นครราชสีมา และนายธานี ทุมมาศ อายุ 56 ปี คนนำทาง อยู่บ้านเลขที่ 47 หมู่ 3 ต.ช่องสะเดา อ.เมืองกาญจนบุรี โดยจะดำเนินการตามบันทึกจับกุมคือ จุดพักแรม จุดพบอาวุธ และซากสัตว์ รวมถึงวัตถุพยานแวดล้อมอื่น

ย้ำต้องตอบคำถามสังคมได้

พ.ต.อ.วุฒิพงษ์ เย็นจิตต์ ผกก.สภ.ทองผาภูมิ กล่าวว่า คดีนี้ พล.ต.ท.กิตติพงษ์ เงามุข ผบช.ภ.7 และ พล.ต.ต.สุทธิ พวงพิกุล ผบก.ภ.จ.กาญจนบุรี สั่งกำชับให้พนักงานสอบสวนดำเนินการให้รอบคอบรัดกุม สามารถตอบข้อสงสัยต่อสาธารณะได้ในทุกประเด็น การสอบสวนไม่หนักใจ เบื้องต้นเมื่อวานนี้หลังแจ้งข้อกล่าวหา 9 ข้อหาแล้ว ได้เร่งนำตัวผู้ต้องหาทั้ง 4 คนไปฝากขังที่ศาลจังหวัดทองผาภูมิ ก่อนนำตัวนายเปรมชัย กรรณสูต และพวกกลับมาสอบปากคำต่อที่ สภ.ทองผาภูมิ จนมืดค่ำ ทั้งหมดยังให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ก่อนจะปล่อยตัวกลับไปเนื่องจากผู้ต้องหาได้ยื่นหลักทรัพย์ประกันตัวชั้นศาลคนละ 1.5 แสนบาท จากนี้จะเรียกข้อมูลการสอบปากคำจากพนักงานสอบสวนมาอ่านพิจารณาให้ถี่ถ้วนให้แล้วเสร็จภายในวันนี้ แต่หากมีข้อมูลไหนเพิ่มเติม พนักงานสอบสวนยังมีเวลาอีก 12 วัน ตามกำหนดฝากขัง และจะได้เรียกตัวผู้ต้องหามาสอบสวนอีกครั้งหนึ่ง

ค้นบ้านคนรถเจ้าสัวเปรมชัย

เมื่อเวลา 12.00 น. พ.ต.ท.เพทาย จันทร์ไพร รอง ผกก.3 บก.สส.ภ.7 นำกำลังชุดสืบสวนภาค 7 ร่วมกับชุดสืบสวน ภ.จ.กาญจนบุรี และตำรวจ สภ.บ้านโป่ง นำหมายค้นศาลจังหวัดราชบุรี เลขที่ ค 48/2561 เข้าตรวจค้นบ้านยงค์ทวี เลขที่ 84 หมู่8 ต.คุ้งพยอม อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ของนายยงค์ โดดเครือ อายุ 65 ปี คนขับรถของนายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหารบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด ที่ตกเป็นผู้ต้องหาร่วมกับนายเปรมชัยข้อหาร่วมกันล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโดยมิได้รับอนุญาต และมีซากสัตว์ป่าคุ้มครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เหตุเกิดบริเวณเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี เพื่อหาหลักฐานในการประกอบสำนวนคดี โดยนายยงค์ โดดเครือ เป็นคนนำเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้น แต่ไม่ยินยอมให้สื่อมวลชนเข้าไปถ่ายภาพภายในบ้าน ใช้เวลาตรวจค้นประมาณ 1 ชั่วโมง ผลการตรวจค้นไม่พบหลักฐานในการกระทำผิดหรือสิ่งผิดปกติ

บ้านพักเมืองกาญจน์ปิดเงียบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเปรมชัยยังมีบ้านพักอยู่ที่บ้านช่องกระทิง ติดแม่น้ำแควใหญ่ ต.ช่องสะเดา อ.เมืองกาญจนบุรี ห่างจากบ้านนายธานีไปเล็กน้อย ไปตรวจสอบพบว่าเป็นบ้านเดี่ยว 2 ชั้น ทรงยุโรป สีครีม หลังคาสูง ปลูกสร้างในพื้นที่ 5 ไร่ สภาพเหมือนบ้านร้างปิดเงียบไม่มีคนอยู่ พบเพียงคนสวน สอบถามคนสวนบอกว่า ทำงานให้นายเปรมชัยมาตั้งแต่ปี 2536 เป็นคนสวนคนที่ 3 แล้ว มีหน้าที่รดน้ำต้นไม้ภายนอกบ้านเท่านั้น ไม่มีกุญแจเข้าไปในบ้าน ทราบว่าด้านในมีเพียงสิ่งของเครื่องใช้บางอย่างเท่านั้น และบ้านหลังนี้สร้างก่อนตนมาทำงานได้ 2-3 ปี ครั้งล่าสุดที่นายเปรมชัยมาพักที่บ้านหลังนี้เมื่อ 5-6 ปีก่อน เมื่อช่วงสายเพิ่งมีตำรวจเข้ามาสอบถาม และตรวจดูรอบนอกแล้วก็กลับไป โดยไม่ได้พูดอะไรเพิ่มเติม ส่วนตัวตนสนิทสนมกับนายยงค์ โดดเรือ คนขับรถของนายเปรมชัยมากกว่า

บ้านพรานเจอพ่อตาชรา

เวลาไล่เลี่ยกัน พ.ต.อ.ไพบูลย์ แพรสีนวล ผกก.สส.ภ.จ.กาญจนบุรี พ.ต.ต.เกริก เสนาสำเนียง สว.สส. พร้อมพวก ร่วมกับตำรวจ กก.5 บก.ปทส. และ สภ.ลาดหญ้า นำหมายศาลจังหวัดกาญจนบุรี ที่ 102/2561 ลงวันที่ 7 ก.พ.2561 เข้าตรวจค้นบ้านเลขที่ 47 บ้านโป่งปัด หมู่ 3 ต.ช่องสะเดา อ.เมืองกาญจนบุรี ของนายธานี ทุมมาศ อายุ 56 ปี ผู้ต้องหาแก๊งพรานไฮโซ เมื่อถึงบ้านหลังดังกล่าว พบเป็นบ้านปูนชั้นเดียว สภาพค่อนข้างทรุดโทรม ภายในบ้านมีนายวิเชียร เอกชะอุ่ม อายุ 79 ปี พ่อตาของนายธานี เฝ้าบ้านอยู่เพียงลำพังและเป็นคนนำเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นภายในบ้านและพื้นที่โดยรอบ ปรากฏว่าไม่พบสิ่งผิดกฎหมายแต่อย่างใด นายวิเชียรกล่าวว่า นายธานีและภรรยาไปทำมาหากินค้าขายอาหารอยู่ในพื้นที่ตลาดคลองเตย กทม. และพักอาศัยอยู่ที่แถว อ.บางกรวย จ.นนทบุรี 2-3 เดือน จะกลับมาเยี่ยมบ้านสักครั้ง ส่วนเรื่องที่ลูกเขยเป็นนายพรานเข้าไปร่วมล่าสัตว์ด้วยนั้นไม่เคยทราบเรื่องดังกล่าว

บ้านแม่ครัวก็ไม่พบอะไร

จ.นครราชสีมา พ.ต.อ.สมคิด ทิพยจักรพงศ์ ผกก.ปทส. และ พ.ต.อ.ภูไท เชาว์สูงเนิน ผกก.ปพ. บก.สส.ภ.3 ได้นำหมายศาลจังหวัดบัวใหญ่ พร้อมกำลังตำรวจ ปทส. และตำรวจสอบสวนกลาง จำนวน 25 นาย เข้าตรวจค้นบ้านเลขที่ 102 บ้านวังม่วง หมู่ 1 ต.ทุ่งสว่าง อ.ประทาย จ.นครราชสีมา บ้านของนางนที เรียมแสน อายุ 43 ปี แม่ครัวของนายเปรมชัย และเป็น 1 ในผู้ต้องหาคดีร่วมกันล่าสัตว์ป่า พบเป็นบ้านปูนชั้นเดียว มีนายวิศิษฐ์ แก้วข้อนอก อายุ 71 ปี และนางแจ้ แก้วข้อนอก อายุ 66 ปี พ่อแม่ของผู้ต้องหานำตรวจค้นภายในบ้าน ใช้เวลาค้นประมาณ 30 นาที ไม่พบสิ่งผิดกฎหมายใดๆ เจ้าหน้าที่ได้ลงบันทึกการให้ปากคำไว้เป็นหลักฐาน

ค้นบ้านเจ้าสัวดังโดนเล่นแง่

ขณะเดียวกัน พล.ต.ต.กฤษณะ ทรัพย์เดช รอง ผบช.ภ.7 พ.ต.อ.สุวัฒน์ อินทสิทธิ์ รอง ผบก.ปทส.พ.ต.อ.ฤทธี ปานดำ ผกก.สน.มักกะสัน นาย ถิรเดช ปาละสุวรรณ และนายนุวรรต ลีลาพตะ นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการ นำกำลังตำรวจ สน.มักกะสัน ตำรวจ บก.ปทส. เจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ นำหมายค้นศาลอาญา เลขที่ 49/2561 ลงวันที่ 7 ก.พ.2561 เข้าตรวจค้นบ้านเลขที่ 12/3 ซอยศูนย์วิจัย 3 (เพชรบุรี 47 แยก 6) แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ บ้านของนายเปรมชัย กรรณสูต เพื่อตรวจค้นสิ่งผิดกฎหมายภายในบ้าน เมื่อเจ้าหน้าที่มาถึงหน้าบ้านได้กดกริ่ง 3 ครั้ง แต่ไม่มีคนออกมาเปิดประตู เจ้าหน้าที่ได้พูดผ่านเครื่องขยายเสียงอย่างต่อเนื่องประมาณ 15 นาที ว่าเจ้าหน้าที่มีหมายค้นตรวจสอบ กระทั่งมีบุคคลในบ้านยอมออกมาเจรจาบอกว่าจะไม่ขัดหมายศาล และจะให้ความร่วมมือกับตำรวจเป็นอย่างดี แต่ต่อรองขอให้ทนายมาถึงก่อน และจะให้ตำรวจเข้าเท่านั้น ส่วนสื่อมวลชนให้รออยู่ภายนอก

ระดมทนายมาเตรียมรับมือ

กระทั่งเวลา 12.00 น. นายวิภาช อัมพรกลิ่นแก้ว นิติกรของบริษัทอิตาเลียนไทย เดินทางมาถึงหน้าบ้าน ได้พูดคุยกับตำรวจและดูหมายค้นจากศาล ตำรวจได้แจ้งขอเข้าตรวจค้นภายในบ้านทั้งหมด 3หลัง ที่อยู่ภายในรั้วบ้านเดียวกัน คือบ้านเลขที่ 12/1 บ้านเลขที่ 12/2 และบ้านเลขที่ 12/3 กำลังตำรวจได้เข้าไปตรวจค้นหาหลักฐานต่างๆที่เกี่ยวข้องกับคดี ต่อมาเวลา 14.00 น. นายวิทูลย์ แย้มพราย ทนายความส่วนตัวของนายเปรมชัย เดินทางโดยใช้รถยนต์ ยี่ห้อแลนด์โรเวอร์ ทะเบียน ฆฐ 3858 กรุงเทพมหานคร มาจอดหน้าประตูบ้าน ทันทีที่ลงจากรถรีบเดินเข้าบ้านอย่างรวดเร็วโดยไม่ยอมให้สัมภาษณ์แก่สื่อมวลชนแต่อย่างใด

เจองาช้าง–ปืนไรเฟิลในตู้โชว์

พ.ต.อ.สุวัฒน์ อินทสิทธิ์ รอง ผบก.ปทส. กล่าวภายหลังเข้าค้นบ้านเลขที่ 12/3 กว่า 2 ชั่วโมงครึ่งว่า ขณะตรวจค้นไม่พบตัวนายเปรมชัย มีเพียงภรรยานายเปรมชัยเป็นผู้นำตรวจค้น พบปืนยาวไรเฟิลติดกล้องเล็งอยู่ในตู้โชว์ไม่ต่ำกว่า 5 กระบอก และพบงาช้าง 2 คู่ เบื้องต้นมีใบอนุญาตครอบครองถูกต้อง ส่วนปืนทั้งหมดเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานอยู่ระหว่างตรวจสอบ และการเข้าค้นบ้านเลขที่ 12/1 ไม่มีสิ่งผิดปกติเช่นกัน แต่ที่ต้องเข้าตรวจค้นเพื่อหาจุดเชื่อมโยง เนื่องจากบ้านเลขที่ 12/1 ชื่อผู้ครอบครองเป็นพี่น้องกับนายเปรมชัย และอาจมีการถ่ายเทสิ่งของไปยังบ้านอีกหลัง

ภรรยาอ้างไม่รู้เจ้าสัวอยู่ไหน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การตรวจค้นในบ้านเลขที่ 12/3 ของนายเปรมชัย เจ้าหน้าที่พบปืนจำนวนมาก แต่ยังไม่ทราบจำนวนที่แน่ชัด แต่จากการมองด้วยตาเปล่า มีทั้งปืนยาวไรเฟิลติดกล้องเล็งและไม่ติดกล้อง ลักษณะคล้ายกับของกลางที่ตรวจยึดได้จากที่เกิดเหตุ นอกจากนั้นยังมีปืนลูกซองยาว ปืนทั้งหมดอยู่ในห้องข้างห้องนอน รวมทั้งสิ้นเกือบ 10 กระบอก และยังพบปืนพก 9 มม. อีก 1 กระบอกพร้อมกระสุนเป็นของบุตรชายนายเปรมชัย ทุกกระบอกมีเอกสารและใบอนุญาต เจ้าหน้าที่จะนำไปตรวจสอบอย่างละเอียดว่าเป็นปืนที่ใช้งานหรือปืนสะสม สำหรับงาช้าง 2คู่ เป็นงาช้างขนาดความยาวสูง 1 เมตร คาดเป็นงาช้างไทย และมีเอกสารการครอบครอง เจ้าหน้าที่กรมอุทยานได้นำไปตรวจสอบอย่างละเอียด ส่วนในโรงจอดรถยังพบรถกระบะยกสูง 1 คัน ขณะที่ภรรยานายเปรมชัยให้ความร่วมมืออย่างดีในการตรวจค้น สอบถามทราบว่านายเปรมชัยเป็นคนรักธรรมชาติ แต่หลังเกิดเรื่องไม่รู้ว่านายเปรมชัยอยู่ที่ใด

อาณาจักรคล้ายป่ากลางเมือง

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า บรรยากาศบ้านเลขที่ 12/3 ของนายเปรมชัย มีเนื้อที่กว่า 20 ไร่ ล้อมรอบด้วยกำแพงปูนสูง 3 เมตร มีประตูเหล็กขนาดใหญ่สำหรับรถยนต์เข้าออก เมื่อมองจากภายนอกเข้าไปจะเห็นอาคารที่ทำงานของบริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) จากนั้นจะเข้าสู่ตัวบ้านของนายเปรมชัย และมีทางเชื่อมไปยังบ้านเลขที่ 12/2 ของญาติอีกหลัง ส่วนบ้านเลขที่ 12/1 ที่อยู่ติดกันมีกำแพงกันระหว่างกลาง ลักษณะเป็นคฤหาสน์หรูสไตล์โมเดิร์นขนาดใหญ่ มีพื้นที่ราว 10 ไร่ รอบบ้านปลูกต้นไม้ขนาดใหญ่ร่มครึ้มคล้ายป่ากลางเมือง หากมองจากข้างนอกเข้าไปจะไม่สามารถมองเห็นความเคลื่อนไหวภายในอาณาจักรของนายเปรมชัยได้เลย

ยึดปืน–งาช้างส่งตรวจพิสูจน์

ต่อมาเวลา 17.45 น. พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. สั่งให้ตำรวจขนปืนยาว กระสุน และงาช้าง 2 คู่ ที่พบในบ้านเลขที่ 12/3 ของนายเปรมชัยมาขึ้นรถยนต์ของเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน เพื่อนำไปตรวจสอบทะเบียนการครอบครอง รวมถึงตรวจดีเอ็นเอหาลายนิ้วมือเพื่อหาความเชื่อมโยง ส่วนงาช้าง 2 คู่ เบื้องต้นไม่พบว่ามีสติกเกอร์อนุญาตติดอยู่ที่งาช้าง ตามที่ภรรยาของนายเปรมชัยกล่าวอ้างว่าได้ขึ้นทะเบียนและขออนุญาตแล้วนั้น จึงยึดส่งให้กรมอุทยาน ตรวจสอบว่าเป็นงาช้างชิ้นเดียวกันกับที่ขอใบอนุญาตไว้หรือไม่

เชื่อมีเจตนาเข้าไปล่าสัตว์ป่า

พล.ต.อ.ศรีวราห์กล่าวว่า ทั้งนี้ส่วนตัวมองว่าหลักฐานแวดล้อมในขณะนี้ชัดเจนว่านายเปรมชัยมีพฤติการณ์เป็นคนชอบล่าสัตว์ เนื่องจากปืนยาวส่วนใหญ่เป็นปืนคล้ายกับปืนที่ยึดได้ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร และในมุมของนักสืบมองว่ามีเจตนาเข้าไปล่าสัตว์ชัดเจน เพราะไม่มีการเตรียมเสบียงอาหาร แต่ในทางสำนวนต้องรวบรวมพยานหลักฐานอีกครั้ง หากนายเปรมชัยจะอ้างว่าไม่ได้เป็นผู้ลงมือยิงก็ให้ไปต่อสู้ในชั้นศาล อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 8 ก.พ. จะเชิญเจ้าหน้าที่ป่าไม้ที่เข้าเวรในช่วงวันเกิดเหตุมาสอบปากคำที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ปทส.) ส่วนกรณีคลิปเสียงเจรจาต่อรอง และผู้อนุญาตให้เข้าพื้นที่ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ แต่ยืนยันหากใครมีส่วนรู้เห็นในการเข้าไปล่าสัตว์ก็ต้องมีความผิดด้วย

ตะลึงปืน 43 กระบอก–กระสุนอื้อ

พล.ต.ต.ชยพล ฉัตรชัยเดช รอง ผบช.ส.4 เปิดเผยว่า จากการตรวจค้นบ้านนายเปรมชัย พบปืนทั้งหมด 43 กระบอก แบ่งเป็นปืนยาว 41 กระบอก และปืนสั้นออโตเมติก 2 กระบอก ปืนยาวแบ่งเป็น 2 ประเภท 1.ปืนลูกซอง 13 กระบอก 2.ปืนไรเฟิลขนาดต่างๆ ตั้งแต่ .22 .30 และ 9 มม. จำนวน 28 กระบอก เก็บไว้ในตู้และวางบนพื้น ส่วนกระสุนปืนที่พบมีขนาด .40 จำนวน 1,550 นัด กระสุนลูกซองขนาดต่างๆ จำนวน 49 นัด และกระสุนปืนไรเฟิลอีก 30 นัด พร้อมกล้องติดปืนไรเฟิลอีก 11 อัน สำหรับงาช้างพบ 2 คู่ อยู่ในห้องรับแขก

ปืนเกือบทั้งหมดเป็นของเจ้าสัว

รอง ผบช.ส.4 กล่าวต่อว่า ปืนเกือบทั้งหมดมีทะเบียนเป็นชื่อของนายเปรมชัย มีเพียง 2-3 กระบอก ที่เป็นของลูกชาย ทั้งนี้ การมีปืนจำนวนมากและบางชนิดอานุภาพรุนแรงไว้ในครอบครอง เป็นดุลพินิจของนายทะเบียนฝ่ายปกครองอนุมัติใบอนุญาต ตำรวจจะตรวจสอบใบอนุญาตต่อไป โดยทนายความของนายเปรมชัยจะนำหลักฐานการครอบครองปืนทั้งหมดมาให้พนักงานสอบสวน สภ.ทองผาภูมิ อย่างไรก็ตามภายในบ้านไม่พบร่องรอยรื้อค้นเคลื่อนย้ายทรัพย์สิน ซึ่งหนังเสือโคร่งที่ประดับบนเก้าอี้ที่เป็นข่าวทางออนไลน์ก็ไม่พบในบ้าน สำหรับข้อที่ว่านายเปรมชัยอยู่ที่ไหนนั้น เปิดเผยไม่ได้เพราะอยู่ในสำนวนสอบสวน วันนี้เจ้าหน้าที่ยังเข้าค้นอีก 5 จุด คือที่ จ.ราชบุรี จ.นครราชสีมา และ จ.กาญจนบุรี ก็ไม่พบของผิดกฎหมายแต่อย่างใด และยังได้ไปตรวจร้านอาหารของนายธานี ที่ร้านแซ่บอีสานและร้านท่าทุ่งนา ย่านบางกรวย จ.นนทบุรี ซึ่งคาดว่าจะนำเนื้อสัตว์คุ้มครองมาทำอาหารขาย แต่ก็ไม่พบเช่นกัน

ชี้ช่องป่าไม้ค้านประกันตัวได้

ด้าน พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รอง ผบ.ตร. กล่าวถึงการดำเนินคดีนายเปรมชัยกับพวกว่า ได้สั่งการไปยัง พล.ต.ท.กิตติพงษ์ เงามุข ผบช.ภ.7 ให้ลงไปควบคุมดูแลคดีด้วยตนเอง และมอบให้ พล.ต.ท.ศักดา ชื่นภักดี ผู้ช่วย ผบ.ตร. ดูแลเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงไปควบคุมดูแลอีกชั้นหนึ่ง การสอบสวนเป็นไปตามขั้นตอนกระบวนการ เรื่องนี้ไม่มีใครสั่งอะไรที่นอกเหนือที่กฎหมายกำหนด ทุกอย่างเป็นไปตามปกติ ส่วนประเด็นเรื่องการ ประกันตัว เป็นการประกันตัวในชั้นศาล เบื้องต้นตำรวจได้คัดค้านการประกันตัว ทุกอย่างอยู่ในดุลพินิจของ ศาล อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ป่าไม้สามารถยื่นอุทธรณ์การประกันตัวต่อศาล โดยผ่านพนักงานสอบสวนได้ เป็นวิธีการทางด้านกฎหมาย เรื่องนี้มีวิธีการอยู่

เน้นหลักฐานนิติวิทยาศาสตร์

พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติกล่าวต่อว่า คดีนี้ผู้ต้องหาจะให้การปฏิเสธอย่างไรเป็นเรื่องของบุคคล แต่พนักงานสอบสวนต้องรวบรวมพยานหลักฐานให้ได้มากที่สุด เพื่อทำสำนวนส่งอัยการ ดำเนินการฟ้องศาลต่อไป พนักงานสอบสวนต้องเน้นนำนิติวิทยาศาสตร์และหลักฐานต่างๆ มาใช้ เรื่องนี้ตำรวจไม่มีความกดดัน แม้ผู้ต้องหาจะเป็นบุคคลมีชื่อเสียง ตำรวจจะดำเนินการตามความผิดตามข้อกฎหมาย ขณะนี้กองพิสูจน์หลักฐานอยู่ระหว่างตรวจพิสูจน์พยานหลักฐานต่างๆ เพื่อประกอบสำนวน หากสอบสวนพบว่ามีใครเข้าไปเกี่ยวข้องจะดำเนินการทั้งหมด

สอบใครอนุญาตให้เข้าพื้นที่

ส่วนกรณีมีข่าวว่านายเปรมชัย กรรณสูต ไม่มีรายชื่อในเอกสารการขออนุญาตเข้าไปในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก จ.กาญจนบุรี นั้น นายธรรมรัฐ วงศ์โสภา รักษาการผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) กล่าวว่า หลังจากเกิดเหตุได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมาย ลงพื้นที่เข้าไปตรวจสอบดูเอกสารในรูปคดี ถึงความถูกต้องของข้อกฎหมายว่า มีการอนุญาตเข้าพื้นที่โดยชอบหรือไม่ชอบอย่างไร รวมทั้งข้อกฎหมายที่จะต้องตั้งข้อกล่าวหากับผู้ที่กระทำผิดในครั้งนี้ให้ครบถ้วน เรื่องนี้กรมอุทยานฯ ได้ตระหนักถึงการดำเนินคดีเป็นเรื่องสำคัญ และจะต้องให้กำลังใจกับเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม ส่วนเรื่องที่มีการจับกุมบุคคลผู้ที่มีชื่อเสียง ไม่ว่าจะเป็นใครก็จะต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกันเฉกเช่นประชาชนทั่วไป อย่างไรก็ตามต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายด้วย

อ้างอดีตบิ๊กอุทยานฯโทร.ขอ

นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กล่าวถึงกรณีที่มีการระบุว่ามีอดีตข้าราชการผู้ใหญ่ในกรมอุทยานฯ ซึ่งเกษียณอายุราชการไปแล้วและไปเป็นที่ปรึกษาบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง เป็นคนโทรศัพท์ประสานกับ น.ส.กาญจนา นิตยะ ผอ.สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า เพื่อให้คณะของนายเปรมชัยเข้าพื้นที่ว่า ส่วนตัวรู้จักอดีตข้าราชการคนดังกล่าว แต่ไม่ทราบว่าเป็นผู้ประสานกับ ผอ.สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่าเพื่อขอเข้าพื้นที่ และก่อนที่นายเปรมชัยจะเข้าพื้นที่ ตนก็ไม่ทราบมาก่อน เพราะติดตาม พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรฯไปประชุม ครม. มารู้จากหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์ฯ หลังมีการจับกุมนายเปรมชัยแล้ว และได้สั่งการให้ดำเนินคดีตามกฎหมายทันที

แฉเสือดำยังเป็นแค่ลูกเสือ

นายสมโภชน์ ดวงจันทราศิริ หัวหน้าสถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญเรื่องเสือ กล่าวถึงเสือดำที่ตกเป็นเหยื่อการล่าของก๊วนพรานไฮโซ ว่า น่าจะเป็นลูกเสือดำ ไม่น่าจะใช่เสือโตเต็มวัย เสือดาวที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าทุ่งใหญ่ฝั่งตะวันตกมีอยู่ราว 100-130 ตัว ทั้งนี้ เสือดาวและเสือดำเป็นสัตว์ชนิดเดียวกัน สามารถผสมพันธุ์กันได้ ลูกเสือ 1 คลอกที่ออกมาจากแม่เสือดาวจะเป็นลูกเสือดาว 2 ตัว ลูกเสือดำ 1 ตัว ซึ่งปริมาณเสือดำในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรจะมีประมาณ 20% ของปริมาณเสือดาวทั้งหมด เสือดาวเสือดำเป็นสัตว์ที่มีความปราดเปรียว และมีความคล่องแคล่วค่อนข้างสูง ปีนต้นไม้ได้ ล่าเหยื่อที่อยู่บนต้นไม้ได้ เหยื่อของเสือดำจะเป็นสัตว์ขนาดเล็กกว่าเหยื่อของเสือโคร่ง เช่น เก้ง กวาง หมูป่าขนาดเล็ก หรือลิง ค่าง เป็นต้น

สูญเสียเสือแค่ 1 ตัวเรื่องใหญ่

เมื่อถามว่า การออกล่าเสือดำโดยการยิงนั้นต้องเตรียมตัวนานแค่ไหน และทำอะไรบ้าง นายสมโภชน์ กล่าวว่า คิดว่าไม่น่าจะเจาะจงว่าจะต้องยิงเสือ หรือยิงอะไร แต่เห็นสัตว์อะไรผ่านมาคงจะยิงหมด และบังเอิญว่าลูกเสือดำตัวดังกล่าวคงจะเคราะห์ร้ายเดินผ่านมาเข้าทางปืนพอดีเลยโดนยิง ซึ่งการสูญเสียเสือดำในธรรมชาติในลักษณะที่ผิดธรรมชาติ แม้เพียง 1 ตัว ก็ถือว่าเป็นความสูญเสียยิ่งใหญ่ที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น เพราะเสือเป็นสัตว์นักล่าที่อยู่บนสุดของห่วงโซ่อาหาร หากเสียสัตว์นักล่าไปมากๆจะทำให้ระบบนิเวศขาดความสมดุล

เชื่อพรานอาชีพนำไปยิงเสือ

นายสมศักดิ์ ภู่เพ็ชร ผอ.ส่วนยุทธการด้านการป้องกันฯ สำนักป้องกันปราบปรามและควบคุมไฟป่า กรมอุทยานฯ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาการล่าสัตว์ป่าในพื้นที่ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ส่วนมากเป็นสัตว์ขนาดเล็ก เช่น กระจง เก้ง นก ส่วนการล่าสัตว์ขนาดใหญ่เช่น เสือโคร่ง เคยเกิดขึ้นในพื้นที่ป่าตะวันตกแถบ อ.อุ้มผาง และป่าห้วยขาแข้ง คนที่เข้ามาล่าเป็นกลุ่มชาติพันธุ์หรือชาวต่างชาติจากประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนการล่าเสือดำเพิ่งพบในกรณีกลุ่มของนายเปรมชัย เสือเป็นสัตว์ที่อยู่ในป่าลึก ไม่ได้เดินป่าแล้วพบเจอได้ง่ายๆ แม้แต่เจ้าหน้าที่ที่เดินลาดตระเวนในพื้นที่ป่า อาจต้องใช้เวลาหลายวันจะเจอเสือแต่ละชนิด กลุ่มที่เข้าไปยิงเสือดำได้ครั้งนี้ น่าจะมีพรานมืออาชีพหรือชาวบ้านในพื้นที่ที่ทราบจุดที่เสือดำปรากฏตัวบ่อย เป็นคนนำทางหรือชี้จุดให้เข้าไปล่าโดยไม่ต้องเสียเวลารอในป่านานหลายวัน ซึ่งโทษสูงสุดของการล่าสัตว์ป่าคุ้มครองคือ จำคุก 7 ปี ปรับไม่เกิน 2 แสนบาท

ชี้คดีฉาวไม่โยงสัมปทานรัฐ

นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม รองอธิบดีอัยการ สำนักงานชี้ขาดคดีอัยการสูงสุด กล่าวถึงการจับนายเปรมชัย กรรณสูต ที่มีตำแหน่งประธานบริษัทก่อสร้างขนาดใหญ่ที่ได้รับสัมปทานจากหน่วยงานรัฐก่อสร้างอุโมงค์-ทางข้ามให้สัตว์ป่าในพื้นที่ป่า จะมีผลต่อ สัญญาทางธุรกิจกับรัฐ และจะมีปัญหาทางแพ่งต่อบริษัทหรือไม่ว่า เรื่องนี้ต้องดูว่าการได้สัมปทานตัดถนนที่ผ่านป่าที่ว่านี้ นายเปรมชัยที่ตกเป็นผู้ต้องหาลงไปดำเนินการเองในโครงการหรือไม่ หากเป็นรูปแบบการทำงานของบริษัท เรื่องสัมปทานก็จะเป็นเรื่องของบริษัท นายเปรมชัยที่มีตำแหน่งประธานไม่น่าจะโยงกันได้ เพราะตัวประธานบริหารสามารถเปลี่ยนตัวได้ แต่เมื่อมีคดีนี้แล้วเชื่อว่าเจ้าหน้าที่จะใช้การตรวจสอบมากยิ่งขึ้น อย่างที่เมื่อมีข่าวเรื่องนี้ออกมาหุ้นของบริษัทอิตาเลียนไทยตก หุ้นในต่างประเทศก็ตกด้วย อันนี้เป็นสัญญาณเตือนให้เห็นว่าสังคมตระหนักในเรื่องเหล่านี้ คนที่ทำงานมีฐานะตรงนี้จะต้องอยู่ในธรรมาภิบาล ใครจะทำอะไรต้องคิดหน้าคิดหลัง

“วิษณุ” ส่ายหัวไม่น่าเกิด พ.ศ.นี้

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวถึงการจับกุมนายเปรมชัย กรรณสูต ว่า ไม่รู้จะพูดอะไร พูดได้อย่างเดียวว่าไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ใน พ.ศ.นี้ เมื่อเป็นอย่างนี้ก็ต้องดำเนินคดีไปตามกฎหมาย ดีแล้วที่สื่อติดตาม การเสนอข่าวถือว่าชัดเจนมาก อย่างน้อยได้ความรู้ ชาวบ้านรู้เลยว่ามันเสี่ยงต่อการผิดข้อหาอะไรบ้าง ถือเป็นบทเรียนสำหรับคนที่จะไปทำแบบนี้ จะรู้ว่าการล่าสัตว์ในป่าสงวน หรือในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าไม่ได้ผิดแค่นี้ แต่ยังผิดอีกหลายเรื่อง ทั้งผิด พ.ร.บ.อาวุธปืน ผิด พ.ร.บ.ป่าสงวน ผิด พ.ร.บ.สงวนรักษาพันธุ์สัตว์ป่า

มั่นใจคดีไม่เงียบ–ทั้งโลกจับตา

เมื่อถามว่า สังคมเป็นห่วงเรื่องจะเงียบหาย เพราะบริษัทอิตาเลียนไทยกำลังจะมีการก่อสร้างทางลอดให้สัตว์เดินกับกรมอุทยานแห่งชาติฯนั้น นายวิษณุกล่าวว่า “ไม่มีใครกล้าเบี่ยงเบนหรอกเขาเฝ้าดูกันทั้งโลก เขาไม่กล้าหรอก” เมื่อถามว่าหากเรื่องนี้มีความเชื่อมโยงไปถึงเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ที่มีการอนุญาตให้นำอาวุธเข้าไปล่าสัตว์ นายวิษณุกล่าวว่า “ต้องถือว่าผิด ไม่มีปัญหาเหมือนที่นายกฯพูด หากทำโดยเจ้าหน้าที่ไม่เกี่ยว ผู้ที่ทำก็ผิด แต่ถ้าโดยเจ้าหน้าที่เกี่ยว เจ้าหน้าที่ก็ผิด ถ้าร่วมกันทำก็ถือว่าสมคบร่วมกันทำ แค่นั้น ไม่มีใครเบี่ยงเบนไปได้หรอก”

“บิ๊กฉัตร” ให้กำลังใจชุดจับกุม

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรีและรองหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คสช. กล่าวถึงคดีของนายเปรมชัยว่า ยุคของ คสช.ทุกคนทำผิดต้องถูกดำเนินคดีเหมือนกัน กระทรวงทรัพยากรฯได้แจ้งความไปแล้ว เมื่อถามว่า นายเปรมชัยมีชื่อเสียงจะเกิดกรณีให้คนอื่นมารับผิดแทนหรือไม่ พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวว่าอย่าเพิ่งมองไปถึงจุดนั้น นายกฯยืนยันแล้วว่าให้ดำเนินการตามกฎหมาย เมื่อถามว่าหลายคนเป็นห่วงเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมเป็นเจ้าหน้าที่ตัวเล็กๆ อาจถูกกลั่นแกล้ง พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวว่า ไม่น่าจะทำอะไรได้ เจ้าหน้าที่ทำตามหน้าที่ ต้องให้กำลังใจด้วยซ้ำ ถ้าไม่ให้กำลังใจ เจ้าหน้าที่เหล่านี้อาจจะท้อถอยหมดกำลังใจในการทำงานได้ ต้องชื่นชมที่เขาปฏิบัติงานอย่างถูกต้อง เมื่อถามว่าสังคมเป็นห่วงเรื่องจะเงียบหาย พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวว่าไม่น่าจะเป็นอย่างนั้น นายกฯย้ำว่าต้องเป็นไปตามกฎหมาย

“ประวิตร” ลั่นยึดตามกฎหมาย

ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงการจับกุมนายเปรมชัย พร้อมพวกในข้อหาร่วมกันล่าสัตว์ และมีอาวุธปืนในครอบครองว่า ไม่ต้องกังวล ทุกอย่างต้องดำเนินการไปตามกฎหมาย ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และอดีตนายกฯ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติอย่างตรงไปตรงมาเพราะอยู่ในความสนใจของสังคม และเป็นเรื่องที่สะเทือนใจคนจำนวนมาก จึงอยากให้ดำเนินการอย่างจริงจังและโปร่งใส สามารถอธิบายกับประชาชนให้ได้ว่า คนกลุ่มดังกล่าวเข้าไปอยู่ในสถานที่นั้นได้อย่างไร ทั้งนี้ เห็นว่าหากใครคิดจะเบี่ยงเบนเรื่องนี้คงไม่ใช่เรื่องง่าย

คลังไม่ห่วงกระทบตลาดหุ้น

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวถึงกรณีผู้บริหารอิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD ถูกจับข้อหาร่วมกันล่าสัตว์ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าว่า เป็นเรื่องส่วนตัว กรรมการใน ITD มีกว่า 10 รายที่จะบริหารงานต่อไปได้ เชื่อว่าคงไม่ส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยแน่นอน ขณะที่ความผิดหรือความรับผิดชอบต่อหลักธรรมาภิบาล จะเป็นเรื่องที่ ก.ล.ต. จะพิจารณาว่าผิดหลักธรรมาภิบาลในข้อใดบ้าง ยืนยันว่าเรื่องดังกล่าวไม่กระทบต่องานภาครัฐ เพราะปกติภาครัฐจะพิจารณาในเรื่องผลการดำเนินงานเป็นหลัก ส่วนผู้บริหารของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต้องทำอย่างไร มีสถาบันที่ส่งเสริมเรื่องธรรมาภิบาลของบริษัทจด ทะเบียนฯ ดูแลอยู่แล้ว แต่กรณีที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องความประพฤติส่วนตัว ซึ่งไม่ได้กำหนดไว้ในระเบียบ ส่วนจะมีผลกระทบกับการประมูลโครงการของรัฐด้วยไหม คงไม่มีผลกระทบเพราะการประมูลจะดูที่ความสามารถของบริษัท ไม่ได้ดูที่ตัวบุคคล

“เปรมชัย” ไม่ผิด พ.ร.บ.หลักทรัพย์

นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ เผยถึงกรณีนายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหารและกรรมการบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) (ITD) ถูกจับคดีล่าสัตว์ป่า ว่าหากพิจารณาถึงคุณสมบัติการเป็นผู้บริหารและกรรมการบริษัทจดทะเบียน ไม่ถือเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์ ซึ่งเน้นความผิดที่เกี่ยวกับการทุจริต สิ่งที่เกิดขึ้นต้องว่ากันไปด้วยเรื่องกฎหมายที่เกี่ยวข้องและจริยธรรม หรือการมีธรรมาภิบาลของบริษัทและผู้บริหาร ซึ่งเมื่อปี 2560 สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (ไอโอดี) ได้ประเมินธรรมาภิบาล (ซีจี) ของ ITD ไว้ที่ระดับ 4 ดาว เมื่อมี เหตุเช่นนี้ก็อาจต้องนำกลับมาพิจารณาและทบทวน ซึ่งเป็นเรื่องของไอโอดี

หนุนใช้ “พลังสังคม” ช่วยกดดัน

ด้านนายสันติ กีระนันทน์ ผู้แทนสภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวว่า ปกติกฎหมายเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องปฏิบัติตามอยู่แล้ว แต่ผู้ที่มีความข้องเกี่ยวกับมหาชน อาจต้องแสดงถึงความรับผิดชอบว่าสิ่งไหนควรทำหรือไม่ควร หมายถึงการกำหนดเป็นนโยบายของหลักธรรมาภิบาลของบริษัท ซึ่งถ้าทำไม่ได้อย่างที่มีข้อตกลงไว้ ก็ต้องมีส่วนแสดงความรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น “กรรมการและผู้บริหารของบริษัทอาจต้องมีการพิจารณาถึงกรณีที่เกิดขึ้นด้วย หากไม่สามารถดูแลได้ก็ต้องใช้มาตรการทางสังคมเป็นตัวบังคับ หรือใช้มาตรการ Social Force” นายสันติกล่าว

แนะคณะกรรมการบริษัทเช็กบิล

ขณะที่นางวรวรรณ ธาราภูมิ ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวว่า โดยความเห็นส่วนตัว จากที่ได้อ่านข้อกำหนดหลักบรรษัทภิบาลของบริษัทอิตาเลียน–ไทย ดีเวล๊อปเมนต์ (ITD) ที่ระบุไว้ในข้อ 1.6ระบุไว้ชัดเจนว่า ผู้บริหารต้องไม่กระทำการใดๆ ที่จะมีผลเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติและสภาพแวดล้อมเด็ดขาดแสดงว่าบริษัทได้กำหนดหลักธรรมนูญเพื่อยึดเป็นหลักปฏิบัติไว้อย่างชัดเจนแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นถ้าเขาทำผิดจริงก็แสดงว่าเขาไม่ได้ปฏิบัติตามธรรมนูญที่ให้ไว้ ซึ่งคณะกรรมการของบริษัทก็ควรต้องดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง นอกเหนือจากที่ไอโอดีจะมีการพิจารณาเรื่องการประเมินธรรมาภิบาลของบริษัท

โซเชียลคุ้ยหลักฐานไม่ใช่ครั้งแรก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่โซเชียลมีเดีย ได้ขุดคุ้ยกรณีนายเปรมชัย กรรณสูต อ้างว่าเพิ่งเข้ามาเที่ยวป่าครั้งแรกเพราะจะแก่ตายอยู่แล้ว ว่า ไม่เป็นความจริง โดยในเพจ “คนอนุรักษ์” โพสต์ภาพเฟซบุ๊กของ 1 ใน 4 ผู้ต้องหาที่เป็นคนสนิทของนายเปรมชัย ที่ได้ถ่ายรูปไว้เมื่อครั้งออกเที่ยวป่าล่าสัตว์ พร้อมกับนายเปรมชัย และเขียนบรรยายไว้ว่า “ไปเที่ยวกับนายมาครับที่ จ.กาญจนบุรี” โดยภาพนี้โพสต์เมื่อวันที่ 7 ธ.ค.2559 ส่วนเพจ “แหม่มโพธิ์ดำ” ได้โพสต์รูปเดียวกันและมีผู้เข้ามาเขียนคอนเมนต์ว่า “หนุกไหมพี่” “ไปมาตอนไหน” และ “พี่ไปทำอะไร” ซึ่ง 1 ใน 4 ผู้ต้องหาตอบคอมเมนต์กลับไปว่า “ไปเที่ยวล่าสัตว์” โดยเพจแหม่มโพธิ์ดำ ระบุว่าภาษากฎหมายเรียกว่า #จำนนด้วยหลักฐาน ค้านกับคำว่า แก่จะตายแล้ว ขอออกป่าใหญ่สักครั้งในชีวิต นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทำ