วันเสาร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

นายกฯไม่ตอบ ‘บิ๊กป้อม’ ออก ครม.สัญจรเร่งผลักดัน ไทย-มหาอำนาจผลไม้

ต้อนรับอบอุ่น ครม.สัญจรตะวันออก “บิ๊กตู่” เผยรับข้อเสนอมาเป็นเข่ง ย้ำมุ่งทำงานเปล่าหาเสียง ลั่นทำทุกอย่างเพื่อประชาชน ไม่มีหมกเม็ดประโยชน์เข้าตัว-เครือญาติ ยังพลิ้วไม่พูดชัดวันเลือกตั้ง ฉะพวกไม่ยอมรับกติกาจ้องต่อรองล้มคดีอุปสรรคปรองดอง “ทิชา” เตือนนายกฯยื้อยุดปกป้อง “บิ๊กป้อม” ประเมินประชาชนต่ำจะพังทั้งรัฐบาล “บิ๊กตู่” ตีมึนกระแสข่าว “พี่ป้อม” ลาออก “ไก่อู” หยันไม่ให้ราคาสารพัดโพลชี้ไม่หนักแน่นเหมือนประชามติ ม็อบอยากเลือกตั้งเจอบล็อกแถลงข่าว เร่งระดมเงินประกันตัวคนละ 6 หมื่น ข้องใจม็อบหนุนโดนปรับจิ๊บจ๊อย ยัน 10 ก.พ. ชุมนุมตามนัดแน่ ด้าน “ศรีวราห์” ลั่นใช้กฎหมายเฉียบขาด 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่มีผ่อนผัน รัฐบาล คสช.ตระเวนจัดการประชุม ครม.สัญจรทั่วประเทศครบทุกภาคแล้ว ล่าสุดประชุมที่ภาค ตะวันออก พุ่งเป้าสร้างประโยชน์จากเขตระเบียง เศรษฐกิจ และเป็นมหาอำนาจผลไม้เมืองร้อน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. เน้นย้ำจุดประสงค์การทำงานไม่มุ่งเชิงการเมืองหวังผลคะแนนเสียง ตามที่ฝ่ายการเมืองตั้งข้อสงสัย

ต้อนรับอบอุ่น ครม.สัญจร

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 6 ก.พ. ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี จ.จันทบุรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ครั้งที่ 1/2561 ก่อนเป็นประธานการประชุม ครม. นายกฯได้ขึ้นรถตู้อัลพาร์ด สีขาว ทะเบียน 6 กส 4077 กรุงเทพมหานครไปกราบสักการะพระบรมราชินยาอนุสาวรีย์สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 พระตำหนักสวนบ้านแก้วอนุสรณ์สถาน ภายในมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี จากนั้นไปยังอาคารวิทยาการจัดการสถานที่ประชุม ครม.พบปะผู้บริหาร คณาจารย์ และนักศึกษาที่มารอต้อนรับ โดยนักศึกษาได้บูมคำขวัญต้อนรับอย่างพร้อมเพรียงว่า “ชีวิตมั่นคง ดำรงมั่งคั่ง สามัคคีคือพลัง พาชาติยั่งยืน” นายกฯยิ้มกล่าวขอบคุณ และร่วมถ่ายรูปอย่างเป็นกันเอง

รับข้อเสนอพิจารณา 10 โครงการ

ต่อมาเวลา 14.30 น. ภายหลังประชุม ครม.สัญจร พล.อ.ประยุทธ์แถลงว่า การลงพื้นที่ จ.ตราด-จันทบุรี ประสบความสำเร็จในหลายๆด้านได้รับฟังความคิดเห็นภาคประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รับหลักการข้อเสนอต่างๆ กว่า 10 โครงการ จะนำไปพิจารณาเพื่อให้เกิดผลสำเร็จเป็นรูปธรรม โดยจะพัฒนาให้พื้นที่ของโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) เกิดผลประโยชน์กับประเทศไทยมากที่สุด นักท่องเที่ยวต่างประเทศได้ยืนยันกับตนว่ามีความสุขกับประเทศไทย ถือเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจแทนคนไทยทุกคน ดังนั้น เราจะต้องเป็นเจ้าบ้านที่ดี นอกจากนี้ รู้สึกยินดีที่ได้ไปเยี่ยมชุมชนริมน้ำจันทบูร แม้มีคนหลายกลุ่มหลายศาสนาแต่ก็สามารถอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข เป็นความปรองดองโดยประชาชนเอง ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของการอยู่ร่วมกันของคนไทย

ย้ำมาทำงานไม่ได้มาหาเสียง

“เคยคิดไหมว่าถ้าบ้านเมืองมันเสียหายมาตีกันวันนี้ ปรองดองไม่ได้ เลือกตั้งกันไม่ได้ เด็กเหล่านี้เขาเดือดร้อน เพราะฉะนั้นใครที่ทำให้เรื่องวุ่นวายขึ้นมา ตอบเด็กเหล่านี้ด้วยว่าจะทำอย่างไร เพราะผมพยายามทำให้เขาอยู่ ไม่ได้มาหาเสียง ผมต้องทำให้เกิดกิจกรรมในทุกพื้นที่ ประเทศไทยมี 76 บวก 1 ไม่มีจังหวัดของคนนั้นคนนี้ไม่ใช่ และรัฐบาลนี้จะลงทุนด้วยการคำนึงถึงสภาพธรรมชาติสิ่งแวดล้อมใช้ประโยชน์ให้สูงสุด ใช้พื้นที่ให้น้อยที่สุด เรื่องเหล่านี้มีอยู่ในยุทธศาสตร์ชาติ ดังนั้นทุกรัฐบาลต้องทำตามนี้” นายกฯกล่าว

พลิ้ววันเลือกตั้งเป็นไปตาม ก.ม.

ผู้สื่อข่าวถามถึงกระแสเรียกร้องให้นายกฯระบุวันเลือกตั้งที่ยังคลุมเครือให้ชัดเจน นายกฯตอบว่า กฎหมายลูกมีผลใช้เมื่อไหร่ ก็นั่นแหละวันเลือกตั้ง พ.ร.บ.เลือกตั้ง ส.ส.-ส.ว.ยังอยู่ในกระบวนการ เมื่อทุกอย่างพร้อม ทุกฝ่ายพร้อมก็โอเคก็เลือกตั้งไป เมื่อวันที่ 5 ก.พ.ตนคุยกับนักการเมืองท้องถิ่นภาคตะวันออกที่มาพบ ไม่ได้บังคับมา คุยกันปรับความเข้าใจกัน ไม่ได้ไปสู้รบปรบมือกับเขา ตนบอกไปว่าถ้าท่านเข้าใจอย่างนี้ ตนอธิบายอย่างนี้ แล้วไปหาทาง ออกกันว่าจะเป็นอย่างไร ไม่ได้พูดเรื่องการเมือง พูดเรื่องอีอีซี สาธารณสุข คุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม รับฟังตอบคำถามไปทั้งหมด ไม่ได้ไปปะทะขัดแย้งกัน เพียงแต่ไม่มีโอกาสพูดกันโดยตรงอาจจะไม่เข้าใจกัน อยากมาพบตนก็คุยด้วยได้ และไม่มีเฉพาะนักการเมือง มีทั้งอปท. อบต. ภาคประชาชน

ซัดต่อรองคดีไม่มีวันปรองดอง

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวด้วยว่า ความขัดแย้งต้องเริ่มจากเอาทุกคนมาพูดคุยกันในเวลาเดียวกัน แต่บางคนบางพวกไม่ยอมคุยกับใครเลย ถามว่าใครล่ะที่ทำให้เกิดความขัดแย้ง เรามองประเทศชาติหรือเปล่า หรือมองแต่เพียงว่าทำอย่างไรจะให้เลิกคดีความได้ ถ้าพูดแค่นั้นปรองดองไม่ได้หรอก คดีคือคดีเป็นเรื่องการดำเนินการทางกฎหมาย คนที่เข้าสู่กระบวนการก็สู้คดีไปได้ แล้วทำไมบางคนบางพวกรับไม่ได้ไม่เข้าใจเหมือนกัน หลายอย่างได้ประโยชน์จากกฎหมายก็รับได้ พอไม่ได้ประโยชน์ก็โทษกระบวนการยุติธรรม แบบนี้ไม่ยุติธรรม

ทำเพื่อ ปชช.ไม่มีส่วนตัว–เครือญาติ

จากนั้นเวลา 15.20 น. พล.อ.ประยุทธ์และคณะ เดินทางไปยังสหกรณ์การเกษตรมะขาม จำกัด ต.มะขาม อ.มะขาม จ.จันทบุรี เยี่ยมชมกระบวนการบริหารจัดการผลไม้อย่างครบวงจร พบกลุ่มเกษตรกรผู้ประกอบการแปรรูปผลไม้กว่า 2 พันคนที่มาต้อนรับ ก่อนเป็นสักขีพยานลงนามเอ็มโอยูร่วมผลักดันประเทศไทยเป็นมหาอำนาจด้านผลไม้เมืองร้อนของโลก เอ็มโอยูเชื่อมโยงตลาดผลไม้ ตามยุทธศาสตร์ผลไม้ และประธานสักขีพยาน รมว.เกษตรฯมอบเงินสนับสนุนส่งเสริมสหกรณ์การเกษตร จากนั้นนายกฯปราศรัยว่า วันนี้มาติดตามการแก้ไขปัญหาและรับฟังความคิดเห็นประชาชน มาดูของจริง ไม่ใช่จากรายงานทางเอกสารที่แหกตาตลอด ตนทำเสียงเหมือนนักการเมืองหรือเปล่า ไม่เหมือนนะ เพราะเป็นทหารที่พูดความจริง ไม่โกหก ถวายสัตย์ปฏิญาณไว้หมดแล้ว เป็นเสียงที่จริงใจ และเป็นรัฐบาลที่ไม่ได้ทำเพื่อเอื้อประโยชน์ให้คนรวย ลงทุนเพื่อประชาชน ไม่มีญาติมาลงทุนด้วย

ชูกำปั้นปลุกประชารัฐไทยนิยม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงท้าย พล.อ.ประยุทธ์ได้บอกให้ประชาชนลุกขึ้น พร้อมถามว่า “ที่ผมพูดเชื่อผมไหม” ประชาชนตอบว่า “เชื่อ” จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ชูกำปั้นพร้อมพูดว่า “ขอให้ความรุ่งเรืองเกิดขึ้นกับคนไทย เดินไปข้างหน้าด้วยความมั่นคง ประเทศไทยรวมเลือดชาติเชื้อไทย เป็นประชารัฐแบบไทยนิยม นั่นก็คือนิยมทำความดี” ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า นายกฯได้พบกับ ด.ญ.ณัชชา อินทรเจริญ หรือน้องกระทิ และ ด.ญ.ณัฏฐา อินทรเจริญ น้องกระถิน ซึ่งเป็นฝาแฝด อายุ 6 ปี เรียนชั้นอนุบาล 3 ที่มารอพบ ทั้ง 2 คนเป็นแฟนคลับดูรายการศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนทุกคืนวันศุกร์ โดยนายกฯได้อุ้มถ่ายรูปด้วย และเขียนลายเซ็นให้พร้อมข้อความ “รัก 2 คนเท่าๆกันขอให้เป็นเด็กดี สุขภาพแข็งแรง” รวมทั้งมอบทุนการศึกษาให้ ขณะที่เด็กทั้ง 2 คน ได้วาดภาพ พล.อ.ประยุทธ์เป็นเจ้าชายที่อยู่ที่สวนของบ้านมามอบให้

เตือน “บิ๊กตู่” ระวังพาชาติลงเหว

วันเดียวกัน นางทิชา ณ นคร อดีต สปช. ผู้ริเริ่มรณรงค์ให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ลาออกจากตำแหน่ง ผ่าน www.change.org  โพสเฟซบุ๊กส่วนตัวมีเนื้อหาเกี่ยวกับคำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ที่ระบุถึงประชาชนต้องรับ ต้องรัก คนของรับาลทุกคน การรับ การรักผมเพียงคนเดียวรัฐบาลทำงานไม่ได้ ว่า เป็นการตั้งโจทย์ผิด ประเมินปรากฏการณ์คลาดเคลื่อน เพราะที่ประชาชนเข้าชื่อสนับสนุนให้ พล.อ.ประวิตรลาออกจำนวน 65,000 รายชื่อ พัฒนามาจากบทบาทหน้าที่เข้าข่าย “ขัดต่อจริยธรรมอย่างร้ายแรง” โดยเฉพาะการไม่ยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. การตอบคำถามเรื่องนาฬิกาหรูจำนวนมากไม่ได้ ที่สำคัญ ป.ป.ช.เป็นองค์กรตรวจสอบความร่ำรวยผิดปกติของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ก็แถลงข่าวอย่างอ่อน อย่างเชื่อง อย่างปกป้อง อย่างชัดเจน พลเมืองที่เข้าชื่อจึงมีเจตนาที่ชัดเจนว่าต้องการให้ พล.อ.ประวิตรรับผิดชอบในสิ่งที่ได้ให้สัจจะวาจา และ พล.อ.ประยุทธ์ไม่ควรบิดเบือนให้เป็นอื่น ไม่ว่าจะตั้งใจหรือพลั้งเผลอ เพราะจะนำบ้านเมืองลงเหวโดยไม่จำเป็น

ปกป้อง “พี่ป้อม” จะพังทั้งรัฐบาล

นางทิชาให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า คำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ เข้าข่ายผู้นำที่คะนองในอำนาจ และประเมินพลังประชาชนต่ำเกินไป อยากให้ทบทวนอย่างน้อยที่สุดควรให้ พล.อ.ประวิตรลาออกจากตำแหน่ง แต่ถ้ายังปกป้องต่อไปอาจจะทำให้รัฐบาลพังทั้งพวง ส่วนการดำเนินการเพื่อยื่นลายชื่อให้นายกรัฐมนตรีนั้น ในขณะนี้ต้องรอเวลาให้ทาง change.org ทำการลบนามสกุลของผู้ที่ร่วมลงชื่อเพื่อเป็นการเก็บความลับให้กับผู้ที่เข้ามาสนับสนุนการรณรงค์ครั้งนี้ ก่อนที่จะนำรายชื่อไปใช้ ขณะนี้รายชื่อของประชาชนที่สนับสนุนให้พลเอกประวิตรลาออกสูงกว่า 65,000 รายชื่อแล้ว และยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คาดจะมากกว่า 5 หมื่นรายชื่อที่รัฐธรรมนูญปี 40 เคยกำหนดให้สามารถถอดถอนนักการเมืองได้แล้ว และรัฐธรรมนูญปี 50 ใช้เพียง 2 หมื่นรายชื่อเท่านั้น

“บิ๊กป้อม” ยังไม่แจงนาฬิกาหรูรอบ 3

ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ถึงความคืบหน้าการตรวจสอบกรณีครอบครองแหวนเพชรและนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ที่ ป.ป.ช.ขอให้ พล.อ.ประวิตรชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติมเป็นครั้งที่ 3 ว่า ขณะนี้ พล.อ.ประวิตรยังไม่ได้ส่งหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่มานาฬิกาหรูครั้งที่ 3 หลังจาก ป.ป.ช.ส่งหนังสือถึง พล.อ.ประวิตรไปเมื่อวันที่ 24 ม.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งจะครบกำหนด 15 วัน ในวันที่ 8 ก.พ.นี้ ส่วนกรณีการตรวจสอบข้อมูลบุคคลภายนอกที่เกี่ยวข้องกับนาฬิกาหรูตามที่ พล.อ.ประวิตรกล่าวอ้าง จำนวน 4 รายนั้น ป.ป.ช.ได้รับความร่วมมือในการให้ถ้อยคำและให้ข้อมูลเป็นอย่างดี รวมทั้งกรณีที่ ป.ป.ช.มีหนังสือไปยังบริษัทตัวแทนจำหน่ายนาฬิกาภายในประเทศที่ปรากฏเป็นข่าว เพื่อขอทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับนาฬิกา ก็ได้รับเอกสารจากบริษัทเอกชนบางส่วนมาแล้ว คาดว่าการตรวจสอบข้อมูลและสอบปากคำพยานผู้เกี่ยวข้องจะเสร็จภายในเดือน ก.พ.นี้

นายกฯตีมึนข่าว “พี่ป้อม” ลาออก

ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี จ.จันทบุรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.บ่ายเบี่ยงให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวถึงกรณี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ระบุว่า “วันนี้สื่อมวลชนอยากรู้เพียงไม่กี่เรื่อง และรู้ว่าเดี๋ยวสื่อจะถามคำถามอะไร แต่ผมก็จะตอบแค่นี้ ผมไม่เคยกลัวอะไรนอกจากนักข่าวที่จะถามคำถาม” เมื่อถามว่า หนักใจกรณีของ พล.อ.ประวิตรหรือไม่ เพราะกระแสสังคมยังไม่หยุดโจมตี พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า “ทำไม จะถามทำไมกันอีก วันนี้ท่านยังไม่กลับมา ประชุมอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ คิดถึงหรือ เอาคำถามต่อไป” เมื่อถามว่า มีกระแสข่าวการยื่นหนังสือลาออกของ พล.อ.ประวิตร นายกฯเลี่ยงตอบว่า “อะไรนะ เรื่องอะไร มีเรื่องอื่นอะไรอีกหรือไม่ ไม่มีก็สวัสดีครับ” ก่อนยุติการให้สัมภาษณ์ทันที

ไม่ให้ราคาโพลไม่ใช่ประชามติ

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีการจัดทำโพลสนับสนุนและคัดค้านการอยู่ในตำแหน่งของ พล.อ.ประวิตรในโลกออนไลน์ว่า รัฐบาลไม่มีนโยบายการทำโพลในลักษณะดังกล่าว นายกฯพูดมาตลอดว่าโพลคือการทำผลสำรวจความคิดเห็น ไม่ใช่เสียงของคนทั้งประเทศ เสียงของคนทั้งประเทศคือการลงประชามติ ปัจจุบันการทำโพลหรือเปิดเว็บไซต์ให้คนลงชื่อมีนัยทางการเมือง เราจึงไม่ให้ความสำคัญ นายกฯยึดมั่นกฎกติกาทางกฎหมาย เราไม่สนใจว่าใครจะร่วมลงชื่อหรือไม่ร่วมลงชื่อ เพราะไม่มีผลในการปฏิบัติ เป็นเพียงสิ่งที่ทำให้เกิดสีสันหรือจูงความคิดของคน วันนี้สังคมเริ่มปรับตัวได้ว่าโซเชียลคือโซเชียล เชื่อถือได้ในระดับหนึ่ง เมื่อถามว่า จะตรวจสอบไปยังบุคคลเบื้องหลังที่ทำโพลในเว็บไซต์หรือไม่ พล.ท.สรรเสริญตอบว่า คิดว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะติดตาม เมื่อไหร่ที่มีการทำผิดกฎหมายเขาจะหาว่าเป็นใครและแจ้งให้ทราบ ถ้าไม่หยุดต้องดำเนินคดี เมื่อถามว่า รัฐบาลจะขอความร่วมมือกับผู้ที่ทำโพลหรือไม่ พล.ท.สรรเสริญตอบว่า “คิดว่าขอแล้วมันจะได้หรือไม่ นายกฯ พูดมาหลายครั้งแล้ว ขอไปก็ไลฟ์บอย สิ่งที่ทำได้ คือให้ทุกคนเรียนรู้เรื่องราวเหล่านี้ด้วยตัวเอง”

บล็อกม็อบสกายวอล์กแถลงข่าว

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ อาคารมณียา ถนนเพลินจิต น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา แกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมรวมพลคนอยากเลือกตั้ง ที่ลานสกายวอล์ก หน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพ เมื่อวันที่ 27 ม.ค. ผู้ต้องหาความผิดฐาน ยุยงปลุกปั่น ตาม ป.อาญา มาตรา 116 ขัดคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 และฝ่าฝืน พ.ร.บ.การชุมนุม นัดสื่อมวลชนแถลงข่าวถึงการเตรียมพร้อมเข้ารับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 8 ก.พ. แต่ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ลุมพินี ได้ประสานขอความร่วมมือฝ่ายบริหารของเอฟซีซีที และฝ่ายบริหารอาคารมณียา ไม่อนุญาตให้ใช้สถานที่เด็ดขาด พร้อมส่งกำลังมารักษาการหน้าสโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศ

เร่งระดมเงินเตรียมประกันตัว

ทำให้ น.ส.ณัฏฐาและแนวร่วมอีกราว 10 คน ต้องปรับแผนมาแถลงข่าวนอกอาคารแทน โดยระบุว่า ขณะนี้ตำรวจ สน.ปทุมวัน ได้ส่งหมายเรียกให้แกนนำและกลุ่มผู้ชุมนุม 39 คน มารายงานตัวรอบสองในวันที่ 8 ก.พ. พร้อมตั้งข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช.เพิ่มอีกคดี ขณะที่ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. บอกผ่านมายังสื่อมวลชนว่าจะฝากขังและค้านประกันตัวผู้ชุมนุมและแกนนำทั้งหมด ทำให้ทางกลุ่มต้องเร่งระดมทุนหาเงินประกันให้ทั้งแกนนำและผู้ชุมนุม เฉลี่ยต่ำสุดคนละ 6 หมื่นบาท แต่เป็นที่น่าสังเกตว่ากลุ่มมวลชนที่ไปรวมตัวเชียร์ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม เสียค่าปรับแค่ 3 พันบาท อย่างไรก็ตามเชื่อมั่นในความยุติธรรมของศาลที่จะให้ประกันตัวผู้ถูกกล่าวหาทุกคน เพราะไม่ได้เป็นคดีร้ายแรง ทั้งนี้วันที่ 7 ก.พ. ตนจะไปยื่นหนังสือร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ขณะที่กลุ่มผู้ชุมนุมส่วนหนึ่งจะไปที่ สน.ปทุมวัน ทำกิจกรรมถ่ายภาพร่วมกัน เพื่อยืนยันว่าไม่หนีการรับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 8 ก.พ.

ไม่กลัว! ยัน 10 ก.พ.ชุมนุมแน่

น.ส.ณัฏฐากล่าวว่า สำหรับการชุมนุมในวันที่ 10 ก.พ.นั้น จะไปร่วมแน่ เพราะถือเป็นการชุมนุมที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ใช้เวลา 2-3 ชั่วโมงในการแสดงออกและกลับบ้าน โดยจะทำหนังสือแจ้งไปยังตำรวจพื้นที่ให้ทราบตาม พ.ร.บ.การชุมนุม ส่วนตัวมองว่าในสถานการณ์แบบนี้คาดเดายากว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่เชื่อว่าทุกคนที่จะเข้ามาร่วมคงประเมินความเสี่ยงด้วยตัวเองแล้ว และการแสดงออกโดยสันติไม่ควรมีเหตุอะไรที่เราต้องกลัว หรือจินตนาการไปก่อนล่วงหน้า เป็นสิ่งที่รัฐควรจะมีพื้นที่ให้ด้วย จากนั้น น.ส.ณัฏฐาได้เดินขึ้นไปบนสโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศ โดยฝ่าแนวของ รปภ.อาคารมณียา ที่เข้ามาขวางมาได้ และเมื่อมาถึงนายโจนาธาน เฮด ผู้สื่อข่าวบีบีซีประจำประเทศไทย ประธานสโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศ เข้ามาชี้แจงว่าจะอนุญาตให้พูดคุยจิบกาแฟกับสื่อมวลชนได้แบบส่วนตัว ที่ไม่ใช่การแถลงข่าวเท่านั้น โดยมีสื่อมวลชนต่างประเทศหลายสำนักเข้าร่วมซักถาม

บินเดี่ยวปฏิบัติการเย้ยหยาม

เวลา 17.00 น. ที่สกายวอล์กแยกสาทร-นราธิวาส ติดสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสช่องนนทรี พ.ต.อ.พรณรงค์ สุริยชัยวงศ์ ผกก.สน.ยานนาวา นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบ เข้าตรึงพื้นที่เตรียมสกัดกั้นการทำกิจกรรมล้อเลียนผู้นำประเทศ performance art “ปฏิบัติการขืนใจป้อม” ที่ศูนย์ประสานงานเยาวชนเพื่อสังคมประชาธิปไตย หรือ YPD ได้นัดหมายทางโซเชียลมีเดียเชิญชวนผู้สนใจมารับชม จนทำให้มีสื่อมวลชนมาสังเกตการณ์นับร้อยคน ปรากฏว่าเมื่อถึงเวลานัด กลับมีนายธัชพงศ์ แกดำ อายุ 34 ปี อดีตโฆษกเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศ หรือ คปค. ซึ่งเป็นแนวร่วมของกลุ่ม กปปส. เดินทางมาเพียงลำพัง พร้อมหน้ากากชายรูปร่างอ้วน มีข้อความว่า get out กระดาษเขียนข้อความประชดรัฐบาล เช่น ป้อม-คนดี-เคยพูดว่า ฯลฯ และลำโพงสำหรับเปิดเพลงเต้น นายธัชพงศ์เผยกับผู้สื่อข่าวว่า มาเพื่อเต้นเพลงปานามา และแสดงศิลปะ ไม่ได้มาชุมนุม แต่ ผกก.สน.ยานนาวาไม่เชื่อ เพราะเห็นมีกระดาษคำว่าป้อมอยู่ต่อหน้า จึงขอตรวจบัตรประชาชน แล้วสั่งการให้ตำรวจสืบสวนควบคุมตัวไปพูดคุยที่ สน.ยานนาวาทันที แต่ภายหลังต้องปล่อยตัวไม่ได้มีการตั้งข้อหา แต่จะสืบสวนรวบรวมหลักฐานว่าจะเข้าข่ายความผิดตาม ม.116 ยุยงปลุกปั่นหรือไม่

มือสเปรย์โวยถูกรังควานถึงที่พัก

ขณะที่นายมานพ แย้มอุทัย อดีตอาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บิดาของมือพ่นสีสเปรย์ภาพนาฬิกาซึ่งมีใบหน้าคล้ายกับพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว. กลาโหม บนสะพานลอยคนข้ามระหว่างซอยสุขุมวิท 56 กับ 58 มุ่งหน้าพระโขนง เข้าพบ พ.ต.อ.ชนิน วชิรปาณีกูล ผกก.สน.พระโขนง สอบถามแนวทางการดำเนินคดีของเจ้าหน้าที่ หลังทราบข่าวว่ามีการออกหมายเรียกลูกชายให้มารับทราบข้อกล่าวหาตามความผิด พ.ร.บ.สาธารณสุข ของกรุงเทพมหานคร โดยยืนยันว่าบุตรชายไม่มีเจตนาเกี่ยวข้องทางการเมือง ตอนนี้อยู่ต่างจังหวัด จะนำตัวมารับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 8 ก.พ. ขณะที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “Headache Stencil” ซึ่งรับว่าเป็นผู้สร้างผลงานดังกล่าว ได้โพสต์ข้อความว่า ถูกชายฉกรรจ์ 2 คน อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ ตามมาถึงคอนโดมิเนียมที่พัก

ม็อบเชียร์ “บิ๊กป้อม” รับทราบข้อหา

วันเดียวกัน ที่ สน.พระราชวัง นายนิธิโชติ นวมมณีรัตน์ อายุ 69 ปี นายสำรวม วัฒนเวช อายุ 67 ปี นายศุภชัย วังประภา อายุ 60 ปี นายศรัณรักษ์ ประสานพรรณ์ อายุ 60 ปี และนายกมล บุญลอย อายุ 49 ปี ชาว จ.สระแก้ว ทั้ง 5 คน กลุ่มผู้ชุมนุมชูป้ายให้กำลังใจ สนับสนุน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม บริเวณหน้ากระทรวงกลาโหม เมื่อวันที่ 1 ก.พ. เดินทางเข้าพบ ร.ต.อ.เทวินทร์ พิกุลทอง รอง สว. (สอบสวน) สน.พระราชวัง รับทราบข้อหาฐานความผิดตาม พ.ร.บ.ชุมนุมเกิน 5 คน โดยไม่ได้รับอนุญาต ชุมนุมในเขตพื้นที่ห่างไม่เกิน 150 เมตร จากเขตพระราชฐาน ส่งฟ้องศาลแขวงดุสิตดำเนินคดี โดยฝ่ายสืบสวนอยู่ระหว่างตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดและภาพถ่าย เตรียมออกหมายเรียกให้พบพนักงานสอบสวนอีกประมาณ 30 คน

“ศรีวราห์” ลั่น 10 ก.พ.ใช้ ก.ม.100%

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร.กล่าวว่า กรณีกลุ่มผู้ชุมนุมในพื้นที่ สน.พระราชวัง ได้รับรายงานว่ามีผู้ถูกออกหมายเรียกมาพบพนักงานสอบสวนอีก 5 ราย จากนี้จะนำตัวส่งฟ้อง ส่วนกลุ่มผู้ชุมนุมในพื้นที่ สน.ปทุมวันมีเข้ามามอบตัวอีก 1 ราย ส่วนผู้ที่ยังไม่เข้ามาพบพนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียกซ้ำไปหมดแล้ว ให้มาพบพนักงานสอบสวนในวันที่ 8 ก.พ. สำหรับกรณีที่จะมีกลุ่มผู้ชุมนุมมารวมตัวกันอีกครั้งในวันที่ 10 ก.พ. จะดำเนินการไปตามแผน ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง ตำรวจพร้อมรับมือ เน้นย้ำในเขตตามมาตรา 7 เราบังคับใช้กฎหมาย 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่มีการผ่อนผัน ทุกคนมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นแต่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ยืนยันตำรวจไม่ได้รับใบสั่งจากใครทำงาน เห็นว่าการฝ่าฝืนมาตรา 7 เป็นการไม่บังควรสำหรับคนไทยทุกคน แต่ยืนยันการชุมนุมก็คือการชุมนุมไม่ใช่การก่อการร้าย ตำรวจจับตาดูเป็นเรื่องปกติไม่มีอะไรเป็นพิเศษ แต่ต้องระวังมือที่ 3 กลัวจะเข้ามาก่อเหตุไม่สงบหรือไม่

ดักคอ คสช.เลี้ยงไข้หวังลากยาว

นายอุเทน ชาติภิญโญ หัวหน้าพรรคคนไทย กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ระบุว่าขอเวลาอีกระยะหนึ่ง โดยอ้างหลายครั้งว่าบ้านเมืองยังไม่สงบเรียบร้อย ถือเป็นการสร้างวาทกรรมเพื่อยืดเวลาครองอำนาจของตัวเองและพวกพ้องออกไปเรื่อยๆ ทั้งที่สาเหตุหลักที่ทำให้บ้านเมืองไม่สงบเรียบร้อย มาจากรัฐบาลและ คสช. ที่ต้องรับผิดชอบทั้งในส่วนของการเข้าไปเป็นคู่ขัดแย้ง หรือในฐานะผู้รักษากติกาให้บ้านเมือง ที่มีอำนาจล้นเหลือ กลับหยิบใช้แบบเลือกปฏิบัติ บังคับใช้กฎหมายแบบหลายมาตรฐาน จะเห็นได้ว่าในยุคคสช. มีการใช้กฎหมายแบบเลือกปฏิบัติสองมาตรฐานตลอดจนการใช้กฎหมายแบบชักเย่อ เป็นสาเหตุหลักของความขัดแย้ง

“มีชัย” โวย สนช.รื้อแหลก ก.ม.ลูก

เมื่อเวลา 13.30 น. ที่รัฐสภา นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงการพิจารณาร่างกฎหมายลูกว่าด้วยเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่งที่มาของ ส.ว. ที่ผ่านการพิจารณาของ สนช.ว่า สนช.แก้เยอะไปหมด จะรอคณะกรรมการที่ กรธ.ตั้งขึ้นมาดูว่ามีประเด็นไม่ตรงตามเจตนารมณ์หรือไม่ เจตนาสำคัญคือ ต้องลับ สุจริต เที่ยงธรรม เพื่อให้ประชาชนรู้คุณค่าของคะแนนเสียง หากผิดจากนี้ถือว่ามีปัญหา ส่วนที่แก้ไขห้ามรณรงค์โหวตโน เท่ากับมัดมือมัดเท้าประชาชน เพราะมันเป็นสิทธิ สำหรับการขยายเวลาลงคะแนนเป็น 07.00-17.00 น. เห็นว่า เป็นปัญหากับคนทำงาน เดิมเริ่ม 8 โมง ต้องตื่นตี 4 พอปรับเป็นเริ่ม 07.00 น. ก็ต้องตื่นตี 3 อีกทั้งยามวิกาลการเคลื่อนย้ายหีบบัตรนั้นอันตราย ส่วนการจัดมหรสพจะทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบกันเยอะ ยากในการควบคุมรายจ่าย ปิดบังได้ง่าย

กกต.นัดส่งโต้แย้ง 5 ประเด็น

ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.แถลงว่า ที่ประชุม กกต.มีมติจะทำความเห็นแย้งร่างกฎหมายลูกเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ส.ส.ใน 5 ประเด็น คือ 1. มาตรา 48 ให้ผู้สมัครพรรคการเมืองมีหมายเลขแตกต่างกันไปตามเขตเลือกตั้ง 2.มาตรา 73 ให้จัดมหรสพหาเสียงได้ 3.มาตรา 62 วรรค 2 กำหนดให้ค่าใช้จ่ายในการหาเสียงของพรรคการเมืองเท่ากัน การกำหนดค่าใช้จ่ายจะเป็นการตกลงร่วมกันระหว่าง กกต.กับพรรคการเมือง 4.มาตรา 133 ขอบเขตอำนาจศาลฎีกาที่ให้สั่งเลือกตั้งใหม่ (ใบเหลือง) ได้หลังประกาศผลเลือกตั้ง 5. มาตรา 138 หลังการประกาศเลือกตั้งให้ศาลฎีกามีเพิกถอนสิทธิสมัครเท่านั้น แต่รัฐธรรมนูญ มาตรา 226 บัญญัติให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง จึงถือว่าขัดรัฐธรรมนูญ โดยจะส่งข้อโต้แย้งให้ สนช.ภายในวันที่ 9 ก.พ.

นายกฯให้ลุ้นโรงไฟฟ้าเทพาอีก 3 ปี

อีกเรื่องหนึ่ง ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี จ.จันทบุรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กล่าวถึงกรณีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ที่ขณะนี้มีทั้งกลุ่มสนับสนุนและกลุ่มคัดค้านว่า วันนี้มีทั้งกลุ่มหนุนและคัดค้านที่มากดดันให้ต้องตอบ แต่ตอบไม่ได้หรอกว่าจะสร้างหรือไม่สร้าง เพราะไม่รู้ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น ตนไม่รู้ รอ 3 ปี ก็ต้อง 3 ปี ต้องไปศึกษาว่าไม่ทำแล้วจะเป็นอย่างไร วันนี้ก็มีบางพวกมาสนับสนุนให้ก่อสร้างอีกแล้ว แล้วแบบนี้บ้านเมืองจะเป็นอย่างไร สื่อมวลชนก็ต้องช่วยตนทำความเข้าใจตรงนี้ด้วย วันนี้เราต้องแก้ปัญหาว่าทำอย่างไรจะมีไฟฟ้าพอใช้ เราต้องไปแก้ปัญหาเรื่องสายส่งหรือหาพลังงานทดแทนจากภาคอื่น ก็ต้องพิจารณาว่าจะทำอย่างไรต่อไป

ต้อนรับอบอุ่น ครม.สัญจรตะวันออก “บิ๊กตู่” เผยรับข้อเสนอมาเป็นเข่ง ย้ำมุ่งทำงานเปล่าหาเสียง ลั่นทำทุกอย่างเพื่อประชาชน ไม่มีหมกเม็ดประโยชน์เข้าตัว-เครือญาติ ยังพลิ้วไม่พูดชัดวันเลือกตั้ง 7 ก.พ. 2561 01:19 ไทยรัฐ