วันอาทิตย์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ยันบิ๊กป้อม ยังเข้มแข็ง ไม่ลาออก!

ครม.บิ๊กตู่สัญจร เยือนจันท์-ตราด การเมืองประกบ

“บิ๊กตู่” ยกทีม ครม.สัญจรตราด-เมืองจันท์ โอด 3 ปีรบกับหลายเรื่องยังไม่สงบ ขอเวลาหน่อย ลั่นยังมีกำลังใจลุยต่อ ยิงมุกแป๊กถามชาวบ้านจะเลือกใคร ไร้เสียงตอบ กล่อมผู้นำท้องถิ่นวอนอย่ามองสืบทอดอำนาจ “ประวิตร” หน้านิ่งงดยิ้มบินไปสิงคโปร์ถก รมว.กลาโหมอาเซียน ส่ง “คงชีพ” แจงสื่อสายทหารยันฟิตปั๋งดับข่าวลือไขก๊อก ศึกโซเชียลระอุเดือดเว็บ “คนรักษ์ป่า” โผล่ดึงทหาร-ข้าราชการลงชื่อหนุน “บิ๊กป้อม” ด้าน “ทิชา” ขยายผลต่อยอดล่าชื่อไล่ทะลุ 6 หมื่นคน พท.ยกย่องจุดยืนเด็กจุฬาฯ-มธ.ล้อการเมือง จี้ยกเลิกคำสั่ง คสช.คุ้มครองสิทธิการเมือง โบ้ย “เรืองไกร” ยื่นสอบขบวนพาเหรดฟุตบอลประเพณีเรื่องส่วนตัว “มาร์ค” ซัดเลื่อนโรดแม็ป ต้นตอ คสช.เสื่อม แนะรีบกู้วิกฤติศรัทธา แค่ปรับ ครม.ไม่พอแล้ว “สุรชัย” รับมหรสพหาเสียงข้อเสียอื้อ ไม่เชื่อ สนช.จ่อคว่ำ ก.ม.ลูก

กรณีคณะรักษาความสงบแห่งชาติและรัฐบาล ถูกมองว่ากำลังอยู่ในช่วงขาลง โดยเฉพาะมีกระแสกดดันอย่างหนักให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ลาออก จากกรณีแหวนเพชรและนาฬิกาหรู ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ยืนยันว่ายังคงมีกำลังใจในการทำงาน เช่นเดียวกันกับ พล.อ.ประวิตร ที่มีการยืนยันผ่านทีมงานด้วยว่าไม่มีการลาออกตามกระแสข่าวที่ออกมา

“บิ๊กตู่” ยก ครม.เยี่ยมเมืองจันท์–ตราด

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 5 ก.พ. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พร้อมด้วยนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกฯ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย เดินทางจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง ลงพื้นที่ตรวจราชการ จ.ตราด และประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่อย่างเป็นทางการ (ครม.สัญจร) จ.จันทบุรี ระหว่างวันที่ 5-6 ก.พ.จุดแรกนายกฯเดินทางด้วยรถตู้อัลพาร์ด ทะเบียน 4 กฉ 9929 กรุงเทพมหานคร ไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริบ้านเปร็ดใน จ.ตราด ชุมชนตัวอย่างการบริหารจัดการป่าชายเลน มีข้าราชการ นักเรียน ประชาชนกว่า 300 คน มา ต้อนรับ ได้กล่าวทักทายพร้อมถามว่า คนที่นี้ไปร่วมเดินกับกลุ่มวีวอล์กด้วยหรือไม่ ชาวบ้านตอบว่า “ไม่ได้ไป มาให้กำลังใจนายกฯ” นายกฯตอบว่า “ดีแล้ว อย่าไปวอล์กกับเขานะ เดี่ยวผมทำให้ทุกคน”

โอดรบ 3 ปียังไม่สงบขอเวลาหน่อย

จากนั้นได้ถามชาวบ้านว่ามีรายได้ต่อวันเท่าไหร่ ชาวบ้านตอบวันละ 1,000 บาท ทำให้นายกฯตอบว่า อย่างนี้รายได้ทั้งปี 360,000 บาทต้องเสียภาษีนะ อย่าให้ใครเขามาบิดเบือน อย่าปล่อยให้คนเหล่านั้นมาเล่นงานตนทุกวัน ช่วยตนบ้าง อย่ามองอะไรแคบ ถ้ามองเช่นนั้นจะก่อให้เกิดปัญหาเหมือนทุกวันนี้ อย่าให้ใครมาชักพาไปสู่ความขัดแย้ง วันนี้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. ท้องถิ่น ต้องคิดใหม่ รัฐบาลจะทำเท่าที่มีเวลาทำได้ 3 ปีมานี้รบกับหลายเรื่อง วันนี้บ้านเมืองยังไม่เรียบร้อยก็ขอเวลาหน่อย เพราะวันหน้าถ้ายังไม่เรียบร้อย ทุกอย่างก็วุ่นไปหมด อย่างที่รู้ว่าบ้านเมืองเรายังไม่สงบ เกิดจากคนไม่กี่คน เรื่องกระบวนการยุติธรรมไม่เคยไปก้าวล่วง ไม่ได้ไปเร่งรัด เรื่องรัฐบาลที่แล้วเข้าที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมไม่ได้ไปยุ่ง แล้วทำไมถึงยอมไม่ได้

เหวอถาม ปชช.เลือกใครไร้คำตอบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงหนึ่งนายกฯได้ถามว่า “นายกฯตัวจริงน่าเกลียดน่ากลัวหรือไม่” ชาวบ้าน ตอบว่า ไม่ และนายกฯได้กล่าวว่า วันนี้พยายามทำทุกอย่าง แต่ถ้าเราต่อต้านกันทั้งหมดก็ไปไม่ได้ ต้องคิดใหม่ว่าจะทำบ้านเมืองไปได้อย่างไร ถามว่าต้องมีประชาธิปไตยใช่ไหมตอบว่าใช่ ก็ต้องมี ไม่เคยคิดว่าไม่ต้องมี แต่ต้องเลือกให้เป็น จากนั้นถามชาวบ้านว่า “ รู้หรือยังจะเลือกใคร” แต่ไม่มีชาวบ้านคนใดตอบ จนนายกฯต้องแก้เก้อบอกว่าแสดงว่ารอถ่ายรูปอยู่ใช่ไหม ถ้าเลือกไม่ดีแล้วได้แบบเดิมมาจะเกิดอะไรขึ้นไม่รู้นะ และวันนี้ไม่ได้มาเพื่อการเมือง ส่วน พ.ร.บ.สถาบันการเงินชุมชนและ พ.ร.บ.วิสาหกิจชุมชน วันที่ 6 ก.พ.จะเร่งเข้า สนช.รวมถึง พ.ร.บ.รัฐวิสาหกิจชุมชนจะทำให้ มีรัฐบาลไหนทำไหมแบบนี้มีแต่มาหลอก แล้วทำไม่ได้ กฎหมายอื่นที่ออกมาไม่ได้ไปใช้จับใคร เพื่อประโยชน์ประชาชน ใครมีรายได้น้อยไปขึ้นทะเบียนเปิดให้ลงรอบ 2 แล้ว ต้องเรียนรู้ด้วยเอาเงินอย่างเดียวไม่ได้ เดี๋ยวหาว่าเอาเงินมาให้มาหาเสียงอีก

จากนั้นนายกฯและคณะลงเรือเยี่ยมชมจุดศึกษาดูงานบ้านเปร็ดใน 4 จุดที่ป่าชายเลนบ้านเปร็ดใน ระบบการบริหารจัดการน้ำจืด-น้ำเค็ม การสำรองและกักเก็บน้ำจืดที่พัฒนาบ่อกุ้งร้างเป็นสระแก้มลิง และเกษตรผสมผสานตามแนวทฤษฎีใหม่ และเป็นประธานเปิดสถานีโทรมาตรตรวจวัดสภาพอากาศและปริมาณน้ำฝนอัตโนมัติ ที่สถานีบ้านเปร็ดใน โดยลงนามสมุดเยี่ยมว่าเราต้องร่วมมือกันผ่านประชารัฐ มุ่งไทยนิยมทำคุณงามความดี

ยังมีกำลังใจลุยงานต่อถึงมีอุปสรรค

ต่อมาเวลา 12.45 น. นายกฯและคณะ เดินทางโดยเฮลิคอปเตอร์จากสนามบิน 207 อ.เมืองตราด ไปยัง อ.เกาะช้าง จ.ตราด ติดตามการพัฒนา การท่องเที่ยวเกาะช้างและรับฟังปัญหา มีข้าราชการภาคเอกชน และประชาชน คอยต้อนรับที่ศูนย์รักษาความปลอดภัยทางทะเล กองทัพเรือ (เกาะช้าง) โดยพื้นที่เสนอของบฯ พัฒนา 3 พันล้านบาท 7 โครงการ อาทิ ถนนเชื่อมรอบเกาะช้าง อ่างเก็บน้ำลองพร้าว พัฒนาท่าเรือสาธารณะเชื่อมโยง อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี เป็นต้น โดยนายกฯกล่าวว่า เกาะช้างมีศักยภาพแต่ต้องเริ่มต้นจากตัวเอง รัฐบาลถ้าทำอะไรได้ก็จะทำให้ หากยังทำไม่ได้ต้องคอย วันนี้มีนักการเมืองมาหรือเปล่าตนไม่เห็น เดี๋ยวจะหาว่ารังเกียจนักการเมืองเรากำลังเดินหน้าไปสู่ประชาธิปไตยที่ถูกต้อง สามารถเลือกตั้งคนที่มีคุณภาพ ตราบใดยังเลือกใครไม่ได้หรือไม่มีคนให้เลือกนั่นคือปัญหา ตนมาเริ่มต้นให้ไม่ได้มาเพื่อการเมือง ใครเข้ามาต้องทำต่อถ้าไม่ทำถือผิดสัญญาประชาชน เมื่อเราเป็นเจ้าของอำนาจต้องใช้อำนาจที่ถูกต้อง และตนยังมีกำลังใจทำงานต่อ แม้มีอุปสรรคที่อาจเกิดจากความหวังดีและไม่หวังดี

“สมคิด” ดันไทยนิยมจนกว่าหมดเวลา

ด้านนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯฝ่ายเศรษฐกิจ กล่าวว่า ดีใจที่วันนี้ประชาชนกล้าพูดความจริง ปัจจุบันเศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น เนื่องจากบ้านเมืองสงบ แต่แค่นี้รัฐบาลและนายกฯยังไม่พอใจ เพราะกระทรวง ทบวง กรม ยังไม่เข้าถึงประชาชน นายกฯต้องการให้มีคณะกรรมการพิเศษลงไปยังทุกจังหวัด ทุกตำบล หมู่บ้าน เช็กชาวบ้านต้องการอะไร เดือดร้อนอะไร โครงการไทยนิยม ยั่งยืนที่นายกฯสั่งการต้องการให้คนไทยคิดอ่านออกเองได้ จะไปทุกจังหวัดจนกว่าจะครบ และจนกว่าจะหมดเวลารัฐบาล แต่ไม่ใช่เพื่อหาเสียงอย่างที่เป็นข่าวหรือที่ชอบพูดกัน แต่เพื่อให้ผู้บริหารราชการแผ่นดินลงมาสัมผัสกับชาวบ้านรู้ถึงความเดือดร้อนและความต้องการ

ปชป.-พลังชลหารือร่วมนายกฯ

เมื่อเวลา 15.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคสช.และคณะเดินทางต่อไปที่ จ.จันทบุรี เพื่อพบผู้นำท้องถิ่นของภาคตะวันออก โดยเข้าสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้า ตากสินมหาราช ภายในค่ายตากสิน และสักการะพระ บรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่บริเวณหน้าหอจดหมายเหตุแห่งชาติ จ.จันทบุรี ก่อนหารือกับผู้นำท้องถิ่นของภาคตะวันออก โดยมีนักการเมืองระดับชาติและระดับท้องถิ่น 41 คนเข้าร่วม อาทิ นายสนธยา คุณปลื้ม หัวหน้าพรรคพลังชล นายสันตศักย์ จรูญงามพิเชษฐ์ อดีต ส.ส.พรรคพลังชล นายวิทยา คุณปลื้ม นายก อบจ.ชลบุรี นายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายทรงยศ เทียนทอง นายกฯอบจ.สระแก้ว เป็นต้น โดยนายสนธยากล่าวว่า มาร่วมประชุมร่วมกับนายกฯเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับการพัฒนาท้องถิ่นในภาคตะวันออก 8 จังหวัด จะนำเสนอเรื่องระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) การท่องเที่ยวและอุตสาหกรรม ต้องเชื่อมโยงกับท้องถิ่น พื้นที่ได้ติดตามการออกร่าง พ.ร.บ.ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก ที่มีทั้งหมด 168 โครงการ งบประมาณพันล้านบาท รวมทั้งอยากให้รัฐบาลดำเนินการเรื่องการขนส่งขนาดใหญ่ เพื่อรองรับอีอีซี ยืนยันจะไม่มีการพูดเรื่องการเมืองเกี่ยวกับการเลือกตั้ง เชื่อว่าพรรคการเมืองพร้อมอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว

“สาธิต” เสนอแนะดึงชาวบ้านร่วม

ด้านนายสาธิต กล่าวว่า การเข้าหารือกับนายกฯ จะไม่มีการพูดคุยเรื่องการเมือง จะพูดคุยเรื่องการ พัฒนาพื้นที่ภาคตะวันออกอยากให้รัฐบาลดำเนินการ ในส่วนของ จ.จันทบุรี และ จ.ตราด เป็นพื้นที่เรื่องการท่องเที่ยว เกษตรและโรงงานอุตสาหกรรมโครงการต่างๆที่ลงไปทั้ง 2 จังหวัด อยากให้ประชาชนมีส่วนร่วม เหมือนสมัยที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลที่ใช้คณะกรรมการกลางเข้ามาดูแล อยากให้สานต่อตรงนี้ รวมทั้งอยากให้ปฏิรูปเรื่องการศึกษา เพราะถือเป็นพื้นที่พิเศษที่ควรจะเข้ามาให้ความสำคัญ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ถือเป็นครั้งแรกที่นักการ เมืองพรรคประชาธิปัตย์มาพบ พล.อ.ประยุทธ์ ในการลงพื้นที่ขอผู้นำท้องถิ่นอย่ามองสืบอำนาจ

ต่อมาเวลา 16.00 น. ที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติจันทบุรี ต.วัดใหม่ อ.เมือง จ.จันทบุรี พล.อ.ประยุทธ์ได้พบปะกับผู้นำท้องถิ่นโดยกล่าวว่า ขอขอบคุณทุกคนที่ช่วยกันคิดทำเพื่อให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย ตนตั้งใจเข้ามาวางพื้นฐานให้กับทุกคน สิ่งที่เป็นปัญหาที่สุดคือ ความขัดแย้งระหว่างกัน ขณะนี้รัฐบาลกำลังดำเนินการเรื่องความปรองดอง แต่จะสั่งให้คนที่ขัดแย้งกันหยุดขัดแย้งก็ทำไม่ได้ ขอให้อย่าคิดว่านายกฯอยู่เพื่อสืบทอดอำนาจ ให้ทุกฝ่ายคุยกันว่าจะทำอย่างไรเพื่อบ้านเมือง ขอให้มองว่าจะเดินหน้าประเทศอย่างไร ผู้นำท้องถิ่นต้องทำตัวให้เป็นที่พึ่งของประชาชนในวันหน้ามีเรื่องใดขอให้คุยกัน ต้องทำให้ต่างชาติมีความเชื่อมั่นที่จะเข้ามาลงทุนในบ้านเรา

สวมบทพญาน้อยชมตลาด

ต่อมาเวลา 17.30 น. นายกฯร่วมถ่ายภาพหมู่กับผู้นำท้องถิ่นด้านหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 5 บริเวณหอจดหมายเหตุแห่งชาติจันทบุรี ก่อนเดินทักทายเด็กนักเรียนที่มายืนเกาะรั้วด้านนอกหอจดหมายเหตุฯ เพื่อรอพบนายกฯ ขอถ่ายรูปและให้กำลังใจ และขึ้นรถรางไปยังชุมชนริมน้ำจันทบูร ระหว่างทางมีเด็กนักเรียนมายืนรอพบนายกฯพร้อมตะโกนเรียก “ลุงตู่” ทำให้นายกฯสั่งหยุดรถและเดินลงไปร่วมถ่ายรูปกับเด็กนักเรียน ก่อนเดินเยี่ยมชมวิถีชีวิตของชุมชนริมน้ำจันทบูรและวิสาหกิจเพื่อสังคม ตลาดเก่าริมน้ำจันทบูร ทั้งนี้เมื่อเดินผ่านเด็กนักเรียนที่แต่งชุดไทยเล่นดนตรีไทยต้อนรับ นายกฯได้ขอให้เล่นเพลง “ต๊ะตุงตวง” ให้ฟัง และระหว่างเดินผ่านร้านค้าที่เลี้ยงสุนัขพันธุ์ปั๊ก นายกฯเข้าไปแหย่สุนัขว่า “อ้วนนะปั๊ก ออกกำลังกายบ้างหรือเปล่าปั๊กเอ้ย” จากนั้นไปชมการแสดงรำพัดหย่งชุนแบบจีนของนักเรียนโรงเรียนตังเอ็ง หน้าศาลเจ้าตั้วเล่าเอี๊ย พร้อมมอบซองเงินรางวัลให้เด็ก 3,000 บาท ก่อนเดินทางถึงโรงแรมมณีจันท์รีสอร์ท เพื่อเป็นประธานประชุมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมภาคตะวันออก

“สนธยา” เคลียร์ไม่มีดีลการเมือง

นายสนธยา คุณปลื้ม หัวหน้าพรรคพลังชล กล่าวถึงกรณีการตั้งข้อสังเกตว่าพรรคพลังชลสนับสนุนนายกฯคนนอกว่า เรายังไม่มองถึงขั้นนั้น ต้องรอให้ประกาศเลือกตั้งตามโรดแม็ปก่อน สถานการณ์แต่ละเวลามีหลายปัจจัย จะสนับสนุนใครยังเร็วเกินไป ยังไม่รู้สถานการณ์หลังเลือกตั้ง ยืนยันไม่มีการดีลทางการเมือง

นายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การมาหารือครั้งนี้ไม่ได้กดดันอะไรนายกฯ และไม่ได้มาเสริมภาพลักษณ์ทางการเมืองให้ใคร ไม่ได้มาเพื่อการเมือง แต่มาเพื่อจะพัฒนาจังหวัดภาคตะวันออก

นายกฯอ้อนช่วยรัก ครม.ด้วย

ช่วงค่ำ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ยังได้เดินต่อไปสักการะศาลเจ้าที่ตลาดล่างประจำชุมชนก่อนไปสักการะโบสถ์วัดแม่พระปฏิสนธินิรมล พร้อมกล่าวกับประชาชนช่วงหนึ่งว่า “ขณะนี้ผมต้องแข็งแรง เพราะต้องเร่งทำงาน หลายคนบอกว่าขอเวลาไม่นาน แต่นี่ 3 ปีกว่าแล้วแต่มันยังไม่เสร็จเลยต้องเร่งเดินหน้า ใครจะทำอะไรก็ทำไป แต่ผมจะวางรากฐานไว้ อย่าขัดแย้ง หลายอย่างเป็นปัญหาต้องแก้ไขทั้งหมด ที่ผ่านมามันล่าช้า โทษใครไม่ได้ต้องโทษตัวเอง เพราะผมก็อยู่ในเหตุการณ์นั้นมาตลอดเช่นเดียวกับทุกคน วันนี้อย่ารักผมคนเดียว รักรองนายกรัฐมนตรี รักรัฐมนตรี วันนี้มาทั้ง ครม. ประยุทธ์คนเดียวอยู่ไม่ได้ ต้องอยู่ด้วยกันทั้งหมดนี่แหละ ใครต้องออกไปออกมา มันวุ่นกันไปหมด ต้องอยู่ด้วยกันวันนี้ เพราะเป็นสิ่งที่เรามุ่งมั่น หากมีอะไรบกพร่องไปต้องขอโทษด้วย ไม่มีเจตนาเพื่ออะไรทั้งสิ้น อยู่ที่พวกเรา อย่ามาบอกว่าสืบทอดอำนาจ เพราะอำนาจอยู่ที่ประชาชนไปเลือกเอาเอง” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

“บิ๊กป้อม” นิ่งบินถก รมว.กห.อาเซียน

ขณะที่ความเคลื่อนไหวของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ที่ถูกกระแสกดดันให้ลาออกจากตำแหน่งจากกรณีแหวนเพชรและนาฬิกาหรูนั้น เมื่อเวลา 13.00 น.ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง พล.อ.ประวิตร พร้อมด้วย พล.อ.เทพพงศ์ ทิพยจันทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหมได้เดินทางไปร่วมประชุมกับ รมว.กลาโหมประเทศต่างๆในอาเซียน ณ สาธารณรัฐสิงคโปร์ เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือกันดูแลความมั่นคงของภูมิภาคระหว่างวันที่ 5-7 ก.พ. ทั้งนี้ ก่อนที่ พล.อ.ประวิตรเดินทางมาถึงห้องรับรองภายในท่าอากาศยานทหาร มีสื่อมวลชนไปรอขอสัมภาษณ์ถึงประเด็นหากประชาชนไม่ต้องการก็จะลาออกจากตำแหน่งรวมถึงประเด็นข่าวที่ประชาชนแสดงความเห็นไม่ต้องการให้อยู่ในตำแหน่งต่อไป โดย พล.อ.ประวิตร มีสีหน้าเรียบเฉย ไม่ตอบ และไม่ได้ยิ้มให้กับสื่อมวลชนแต่อย่างใด

โฆษก กห.ยันนายฟิตปั๋งคิวงานยาว

พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหมกล่าวถึงการแสดงความคิดเห็นกันในสังคมประชาธิปไตย ถือเป็นมุมมองที่ทุกฝ่ายต้องเคารพ เปิดกว้างรับฟังด้วยใจเป็นกลาง และพิจารณาร่วมกันอย่างสร้างสรรค์รอบด้าน เชื่อว่าทุกคนต่างมีประสบการณ์และบทเรียนร่วมกันมาแล้ว ความพยายามยับยั้งชั่งใจกันด้วยเหตุผล จะทำให้เราสามารถผ่านความยากลำบากนี้ไปด้วยกัน “ขอให้เชื่อมั่นร่วมกันว่า กองทัพยังเป็นเอกภาพและมีความเป็นหนึ่งเดียวกัน ที่จะทำหน้าที่หลักประกันความมั่นคงของประเทศเคียงข้างประชาชน พร้อมทั้งขอยืนยันว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ยังมีกำลังใจและสุขภาพแข็งแรงดี มีจิตใจเข้มแข็ง หนักแน่นและมั่นคง ที่จะทุ่มเทปฏิบัติหน้าที่ เป็นแกนหลักในการดูแลความมั่นคงของประเทศและรักษาความปลอดภัยของสังคมต่อไป” พล.ท.คงชีพ กล่าวและว่า วันที่ 5-7 ก.พ. พล.อ.ประวิตรมีภารกิจสำคัญเดินทางไปร่วมประชุมกับ รมว.กลาโหมประเทศต่างๆในอาเซียน ที่ประเทศสิงคโปร์ เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือกันดูแลความมั่นคงของภูมิภาคร่วมกัน และเมื่อเดินทางกลับมาถึงไทย วันที่ 7 ก.พ. เวลา 14.00 น. มีกำหนดการต้อนรับการเข้าเยี่ยมคำนับของ พล.อ.Joseph F. Dunford Jr. ประธานคณะเสนาธิการทหารร่วม กองทัพสหรัฐอเมริกา ณ ศาลาว่าการกลาโหม เพื่อหารือประเด็นความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และความร่วมมือทางทหารระหว่างไทยและสหรัฐฯ

ส่งไลน์ดับข่าวลือย้ำไม่ลาออก

ต่อมาเมื่อเวลา 17.35 น. พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม ได้ส่งข้อความทางไลน์มาถึงสื่อมวลชน ภายหลังคณะของ พล.อ.ประวิตร เดินทางถึงประเทศสิงคโปร์ ได้มีข้อความยืนยันอีกว่า “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ยังคงปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งรองนายกฯ และ รมว.กลาโหมต่อไป โดยไม่ลาออกตามที่เป็นข่าว”

เว็บ “คนรักษ์ป่า” โผล่ล่าชื่ออุ้มอยู่ต่อ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกัน มีการลงชื่อในเว็บไซต์ konrakpa.org หรือ “คนรักษ์ป่า” ซึ่งเป็นเว็บไซต์เกี่ยวกับป่าไม้ของประเทศไทย มีการนำรูปภาพอุทยานแห่งชาติต่างๆ มานำเสนอบนเว็บไซต์ พร้อมบทกลอนว่า “ป่าเอ๋ย...ป่าไม้ เป็นของใคร จงคิดครวญ ให้ถ้วนถี่ ของข้าราชการ พ่อค้า ผู้มากมี หรือของพี่ น้องไทย ในแผ่นดิน เป็นของเรา ชาวไทย ใช่ใครอื่น ทุกวันคืน ควรรักษา อย่าให้สิ้น เมื่อป่ายัง อยู่ยั้ง ไม่พังภินท์ ผองชีวิน ก็จะยังอยู่คู่ป่าเอย” โดยมีภาพ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม พร้อมเปิดให้ลงชื่อสนับสนุน พล.อ.ประวิตรให้อยู่ในตำแหน่งต่อไป โดยมีข้อความระบุว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รักป่า ปกป้องผืนป่า ดูแลป่า พวกเราจึงรัก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พวกเราขอเป็นแนวร่วมและขอให้กำลังใจ ให้ท่านอยู่ในคณะรัฐบาลและรับใช้ประเทศชาติต่อไป ล่าสุดเมื่อเวลา 16.00 น.ปรากฏว่ามีผู้ลงชื่อสนับสนุนกว่า 2.7 หมื่นคน ทั้งนี้ น่าสังเกตว่า ยอดการลงชื่อสนับสนุนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะช่วงบ่ายวันที่ 5 ก.พ. ท่ามกลางกระแสข่าวการระดมให้บุคลากรหน่วยงานทหารและราชการลงชื่อสนับสนุนในเครือข่ายสังคมออนไลน์ต่างๆให้อยู่ในตำแหน่ง

“ทิชา” ขยายผลเข้าชื่อไล่ทะลุ 6 หมื่น

วันเดียวกัน นางทิชา ณ นคร อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ผู้ริเริ่มรณรงค์ให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ให้ลาออกจากตำแหน่งตามที่เคยกล่าวไว้เมื่อวันที่ 31 ม.ค.ที่กระทรวงกลาโหมเปิดเผยว่า จะมีการหารือกันในเย็นวันที่ 5 ก.พ.ก่อนจะแถลงแนวทางดำเนินการต่อในวันที่ 6 ก.พ.โดยล่าสุดทราบว่ามีผู้ร่วมลงชื่อสนับสนุนให้ พล.อ.ประวิตรลาออกกว่า 6 หมื่นคนแล้ว ส่วนที่มีการรณรงค์ผ่านเว็บไซต์เดียวกันคือ change.org แต่เป็นการโหวตลงชื่อสนับสนุนให้ พล.อ.ประวิตร อยู่ต่อเพื่อความมั่นคงของประเทศและบอลโลก 2018 นั้น เป็นเรื่องที่ทำได้ แต่ทราบว่ามีการดำเนินการบางอย่างที่ไม่ปกติ เป็นความร้อนรนของผู้เกี่ยวข้อง

เพจคู่กัดแฉปั่นแต้มช่วยต่อลมหายใจ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเที่ยงวันที่ 5 ก.พ.เพจซีเอสไอ แอลเอ โพสต์ข้อความ “อายต่างชาติเขาไหม Change.org เขาจับได้ว่า ปั๊มยอดสนับสนุนให้บิ๊กป้อมอยู่ต่อจาก IP เดียวกัน ลดยอดจากที่มีคนเคยลงชื่อถึง 16,000 คนมาเป็น 250 คนเอง” ทั้งนี้เพจดังกล่าวได้นำลิงค์ Change.org ที่เปิดแคมเปญ รณรงค์เข้าชื่อสนับสนุนให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ให้อยู่ต่อเพื่อความมั่นคงของประเทศและบอลโลก 2018 พร้อมกันนี้เพจดังกล่าว ได้ลงภาพ พล.อ.ประวิตรและข้อความว่า “fifa world cup russia 2018 ลุงป้อมจัดให้

“แท็กซี่” เชียร์ “ลุงป้อม” ย่องมอบตัว

เวลา 08.30 น.ที่ สน.พระราชวัง นายอดุลย์ ธรรมจิตต์ อายุ 54 ปี โชเฟอร์แท็กซี่ หนึ่งในมวลชนให้กำลังใจ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม เข้ามอบตัวต่อ ร.ต.อ.เทวินทร์ พิกุลทอง รอง สว.(สอบสวน) สน.พระราชวัง มี พ.ต.อ.ชยุต มารยาทตร์ รอง ผบก.น.2 และ พ.ต.อ.ธนกฤต ไชยจารุวุฒิ ผกก.สน.พระราชวัง ร่วมสอบสวน พ.ต.อ.ชยุต เปิดเผยว่า นายอดุลย์รับสารภาพว่าเป็นคนยืนชูป้ายจริง วันเกิดเหตุมาไหว้ศาลหลักเมืองคนเดียว โดยชื่นชอบ พล.อ.ประวิตรจึงเข้าไปร่วมยืนถือป้ายด้วย ได้แจ้งข้อหาความผิดตาม พ.ร.บ.ชุมนุมเกิน 5 คนโดยไม่ได้รับอนุญาตตามคำสั่ง คสช.ที่ 3/2558 และชุมนุมในเขตพื้นที่ห่างไม่เกิน 150 เมตรจากเขตพระราชฐาน ตามมาตรา 7 มีอัตราปรับไม่เกิน 10,000 บาท โทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ควบคุมตัวนายอดุลย์ส่งฟ้องศาลแขวงดุสิต ดำเนินคดีต่อไป และยังมีบุคคลที่ปรากฏในภาพราว 30 คน ทราบชื่อนามสกุลจริง 4-5 คน แต่ไม่ขอเปิดเผยอยู่ระหว่างตรวจสอบเตรียมออกหมายเรียกเพิ่ม

ศาลชี้ผิด 2 กระทงสั่งปรับ 3 พัน

ที่ศาลแขวงดุสิต พนักงานอัยการส่งบันทึกฟ้องนายอดุลย์ด้วยวาจาว่า ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ ไม่ต้องสอบสวน ศาลพิพากษาว่า จำเลยทำผิดตามฟ้องรวม 2 กระทง ลงโทษปรับรวม 6 พันบาท คำรับสารภาพเป็นประโยชน์ลดให้กึ่งหนึ่งเหลือ 3,000 บาท จำเลยจึงไปชำระค่าปรับที่งานปรับพินัย

อธิการฯนิด้าเผยเหตุแบนผลโพล ที่ห้องประชุมจิระ บุญมาก สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) นายประดิษฐ์ วรรณรัตน์ อธิการบดีนิด้าชี้แจงต่อคณาจารย์ บุคลากรและนักศึกษา โดยไม่ให้สื่อมวลชนเข้ารับฟังถึงกรณีระงับการเผยแพร่ผลโพลเรื่องการยืมนาฬิกาหรูต่อสังคม จากนั้นนายประดิษฐ์แถลงสาเหตุที่สั่งระงับการเผยแพร่ผลโพลเพราะ 1.ยังอยู่ในการสอบสวนของ ป.ป.ช. ผลโพลอาจสร้างกระแสชี้นำสังคมนำไปสู่ความวุ่นวาย 2.ผิดหลักจรรยาบรรณ ใช้คำถามชี้นำ ไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ 3.คนทำโพลไม่เป็นกลาง มีอคติ กรณีนี้นายอานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อดีต ผอ.นิด้าโพล โพสต์เฟซบุ๊กก่อนวันทำโพล เช่น “ถ้าป้อมรอด ตู่กับ คสช.ก็จะไม่รอด อยู่ไม่ได้ ขาดความชอบธรรม” แสดงว่าตั้งธงในใจ ถือว่าโพลครั้งนี้ขาดคุณสมบัติการเป็นโพลที่ดี เป็นความผิดพลาดที่มี ผอ.สำนักโพลแบบนี้ ใช้นิด้าโพลเป็นเครื่องมือสร้างชื่อเสียงให้ตัวเอง แต่สร้างความเสียหายต่อสถาบัน ยืนยันว่าไม่มีคนในรัฐบาลและ คสช.ติดต่อ หากมีหลักฐานว่ามีใบสั่ง พร้อมจะลาออกจากตำแหน่งทันที

“เรืองไกร” ขอโทษยื่นสอบขบวนพาเหรด

อีกเรื่อง นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตส.ว. สรรหา ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงสื่อมวลชนกรณีส่งจดหมายถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ขอให้ตรวจสอบขบวนพาเหรดและการแปรอักษรในงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ว่ามีการกระทำเข้าข่ายการชุมนุมทางการเมืองฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช.หรือไม่ มีเนื้อหาว่า มีผู้กังวลถึงเรื่องดังกล่าวว่าจะทำให้เข้าทางฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือนำไปขยายผลทางการเมือง จนมีการสื่อสารเพื่อให้ตนชี้แจง พร้อมขอโทษบุคคลที่ถูกร้องให้ตรวจสอบ ยืนยันทำเหมือนทุกครั้งที่ตรงไปตรงมา เพื่อให้สาธารณชนเห็นว่ากฎหมายต้องใช้อย่างเป็นธรรม ไม่มีการเลือกปฏิบัติ แต่เมื่อมีการสื่อสารต้องการให้ตนขอโทษ เพราะเกรงจะมีผลกระทบทางการเมืองหรือมีองค์กรอื่นทั้งในและต่างประเทศมาตำหนิด้วย ตนก็ขอโทษได้ ไม่มีปัญหาอะไร แต่ไม่สามารถยกเลิกได้ เพราะทำด้วยตนเองโดยไตร่ตรองแล้ว ไม่มีสาเหตุโกรธเคืองบุคคลใด ขอใช้โอกาสนี้ขอโทษทุกคน ทั้งเรื่องนี้และเรื่องก่อนหน้านี้ แต่จะให้ทำเรื่องตรวจสอบร้องเรียน โดยเลือกว่าจะมีผลทางการเมืองหรือไม่ จนเข้าลักษณะเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์นั้น ขอยืนยันว่าทำไม่ได้ครับ

“โอ๊ค” รอฟังคำชี้แจงพรรคฝั่ง ปชต.

ด้านนายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯโพสต์เฟซบุ๊กว่า เชื่อว่าประชาชนฝ่ายประชาธิปไตย ตลอดจนนักศึกษาจากทุกสถาบัน รอฟังคำชี้แจงจากทางพรรคเพื่อไทย กรณีสมาชิกพรรคเรียกร้องให้ดำเนินการกับนักศึกษาที่ทำกิจกรรมล้อการเมือง ได้สอบถามคนในพรรค เบื้องต้นทราบว่าผู้พูดต้องการสื่อสารให้รัฐบาลเห็นว่า นักศึกษากลุ่มที่เรียกร้องประชาธิปไตยที่สกายวอล์ก หรือกลุ่ม we walk ไม่ควรต้องถูกรัฐดำเนินคดี ควรได้แสดงกิจกรรมอย่างสันติ เช่นเดียวกับที่รัฐบาลอนุญาตให้นักศึกษาธรรมศาสตร์และจุฬาฯกระทำ ถ้าผู้พูดๆในทางบวกประมาณว่า “ถ้าทำได้ ควรจะทำได้ทั้ง 2 กรณี” แบบนี้ไม่มีปัญหาอะไร แต่เมื่อสื่อสารในลักษณะ “ถ้าจะเอาผิด ก็ต้องเอาผิดทั้ง 2 กรณี” แบบนี้ไม่โอเค เชื่อว่าไม่มีใครอยากให้ กลุ่มไหนต้องโดนเอาผิด หวังว่านายกฯในฐานะหัวหน้าคสช. จะทำให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ด้วยการจะยกเว้นโทษให้กับบุคคลทุกกลุ่มที่ออกมาสะท้อนความคิดเห็นของสังคมอย่างสันติวิธี เมื่อคนของพรรคการเมืองที่อยู่ฝั่งประชาธิปไตย และอยู่ข้างนักศึกษามาโดยตลอด ออกมาแสดงความคิดเห็นแบบนี้ คิดว่าผู้พูดและพรรคการเมืองต้นสังกัด ควรรีบออกมาชี้แจงต่อสังคม แสดงจุดยืนให้ชัดเจน จะอยู่ข้างทหารหรืออยู่ข้างนักศึกษา เอาให้เคลียร์ๆชัดๆ ตนรอฟังอยู่

พท.ชื่นชมจุดยืนนักศึกษาจุฬาฯ–มธ.

ด้านนายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการ พรรคเพื่อไทย ออกจดหมายเปิดผนึกใจความว่า ขบวน พาเหรดล้อการเมืองในงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ เป็นไปอย่างบริสุทธิ์ สร้างสรรค์ตามกรอบของกฎหมายที่รัฐธรรมนูญรองรับ โดยไม่มีผลกระทบใดๆที่เป็นปัญหาหรือผลเสียหายต่อประเทศและสังคม ตรงกันข้ามสะท้อนจุดยืนและความคิดของนิสิตนักศึกษาทั้ง 2 สถาบัน ที่มีความรับผิดชอบและห่วงใยต่อประเทศชาติอย่างน่าชื่นชมยิ่ง ควรส่งเสริมสนับสนุนให้เป็นแบบอย่าง จึงไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการคัดค้านขัดขวางหรือกล่าวหา ที่ส่งผลกระทบทางลบต่อกลุ่มคนหรือกลุ่มเยาวชน นิสิตนักศึกษาของชาติ ไม่ว่าจะในงานฟุตบอลประเพณีหรือในพื้นที่งานอื่น ขอคัดค้านการตั้งข้อกล่าวหาต่อกลุ่มประชาชนที่เรียกร้องประชาธิปไตยและเรียกร้องให้รัฐคืนการเลือกตั้งตามที่เคยประกาศไว้ และเรียกร้องให้ยุติการตั้งข้อกล่าวหาต่อประชาชนทุกกลุ่มที่แสดงออกตามสิทธิเสรีภาพที่พึงมี

ตัดไฟมุมคิดต่างสมาชิกเรื่องส่วนตัว

จดหมายเปิดผนึกระบุด้วยว่า สำหรับกรณีที่มีสมาชิกบางคนของพรรคเพื่อไทยได้แสดงความคิดเห็นที่แตกต่างและขัดต่อเจตนารมณ์ดังกล่าวข้างต้นของพรรค ถือเป็นการกระทำและความคิดเห็นส่วนบุคคล และพรรคจะได้ทำความเข้าใจกับสมาชิกคนนั้นต่อไป ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ขอแสดงความเสียใจและขอโทษต่อเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นอันก่อให้เกิดความรู้สึกที่กระทบต่อจิตใจที่เป็นนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และขอยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยจะยังคงยึดมั่นและยืนหยัดในหนทางการต่อสู้เพื่อสิทธิประชาธิปไตยของประชาชนตลอดไป

จี้ยกเลิกคำสั่ง คสช.ป้องสิทธิ ปชช.

ด้านนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ออกมาแนะนำให้ดำเนินคดีนักศึกษาที่จัดขบวนล้อการเมืองฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช.ว่า การแสดงความเห็นของนายเรืองไกร เป็นการแสดงความเห็นส่วนตัว ไม่ใช่การแสดงความเห็นในนามพรรคเพื่อไทย และไม่ได้เป็นการดำเนินการตามแนวทางของพรรค จุดยืนของพรรคเพื่อไทยนั้น ทุกคนต้องได้รับการคุ้มครองและมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมืองตามสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานนักศึกษาและประชาชนที่เข้าร่วมกิจกรรมฟุตบอลประเพณี ไม่ใช่การชุมนุมทางการเมือง และขอชื่นชมพลังคนรุ่นใหม่ในการแสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งนอกจากไม่ควรจะดำเนินคดีใดๆกับนักศึกษาและประชาชนแล้ว พรรคเพื่อไทยขอเรียกร้อง ให้ยกเลิกคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 เพื่อคุ้มครองสิทธิทางการเมืองขั้นพื้นฐานด้วย

เด็ก มธ.ติงรัฐอย่าฝืนธรรมชาติสังคม

วันเดียวกัน นายลัทธพล ยิ้มละมัย นศ.คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แกนนำกลุ่มอิสระล้อการเมือง ออกแถลงการณ์ผ่านเฟซบุ๊กเรื่อง “ประกาศคืนความปกติให้คนในชาติ” สรุปว่าทางกลุ่มฯประมวลเพื่อถ่ายทอดถึงผู้มีอำนาจให้ครบถ้วนที่สุด หลังงานจบลง กระแสตอบรับจากสังคมต่อขบวนล้อการเมืองล้นหลาม ขอขอบพระคุณสังคมไทยและผู้จัดงานที่ต่างเข้าใจตรงกันว่า การแสดงออกทาง การเมือง ไม่ใช่การสร้างปัญหาแก่สังคม แต่ช่วยให้สังคมมองเห็นปัญหาจากมุมมองที่หลากหลายเป็นประโยชน์แก่ผู้มีอำนาจ ที่จะประมวลปัญหานั้นไปแก้ไขต่อในฐานะรัฐบาลที่ดี บทเรียนจากงานนี้ชี้ให้เห็นว่า หากรัฐไม่ฝ่าฝืนธรรมชาติของสังคมการเมืองที่มีความหลากหลาย รัฐย่อมจะได้รับมุมมองของปัญหาที่แตกต่างเพื่อประโยชน์ต่อการพัฒนา และส่งเสริมการขยายพื้นที่ของบรรยากาศแห่งเสรีภาพให้กว้างกว่างานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์

“อภิสิทธิ์” ชี้จุดเสื่อมเลื่อนโรดแม็ป

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีการใช้อำนาจรัฐไปหาผลประโยชน์และใช้หาเสียงว่า เป็นความถดถอยของความนิยม รวมถึงการสืบทอดอำนาจประกอบกับเลื่อนการเลือกตั้ง หากอธิบายตรงไปตรงมาสังคมพร้อมรับฟัง แต่พอการเลื่อนโรดแม็ปเหมือนเป็นเล่ห์กลใช้อภินิหารทางกฎหมาย เหตุผลก็ไม่ตรงตามข้อเท็จจริง โดยจุดเริ่มต้นปัญหาคือ การไม่ปลดล็อกคำสั่ง คสช.ที่เป็นปัญหาต่อการใช้กฎหมายพรรค การเมือง ตามด้วยการใช้มาตรา 44 มาแก้กฎหมาย เพิ่มภาระให้พรรคการเมืองแล้วให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) อ้างว่าจำเป็น ยืดการบังคับใช้กฎหมายอีก 90 วัน ทำให้ความนิยมถดถอย การแก้กฎหมายพรรคการเมืองชัดเจนว่าเพื่อตอบสนองกลุ่มการเมืองที่จะตั้งพรรค และทุกกลุ่มที่เคยประกาศชัดว่าสนับสนุน คสช. ซึ่งขณะนี้ คสช.ก็ยังไม่มีความชัดเจน หรือประกาศชัดๆว่าจะลงเล่นหรือไม่

แนะกู้วิกฤติศรัทธา–ปรับ ครม.ไม่พอ

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า เรามาถึงจุดน่ากังวลว่า การสำรวจความคิดเห็นของประชาชน บ้านเมืองไม่แน่นอน ไม่ใช่แค่เรียกร้องเลือกตั้ง แต่ผู้นำจริงใจที่จะให้ความมั่นใจกับประชาชนหรือไม่ จากเดิมการสำรวจคือกลัวเลือกตั้งแล้วจะขัดแย้ง แต่ตอนนี้มี 2 ทางคือ เลือกตั้งก็ขัดแย้ง ไม่เลือกตั้งก็อาจจะขัดแย้ง จึงขอให้รัฐบาลกอบกู้ภาวะตรงนี้โดยสร้างความมั่นใจ กฎหมายการเลือกตั้ง ส.ส.ไม่จำเป็นต้องเลื่อน 90 วัน แต่ให้ คสช.ใช้มาตรา 44 สิ่งที่น่ากังวลคือไม่อยากให้รัฐบาลและ คสช.ตายใจว่ามีอำนาจเบ็ดเสร็จ ไม่อยากให้ประมาท ขณะนี้อารมณ์สังคมหลากหลายมากขึ้น ดีที่สุด คสช.รีบกอบกู้ เพราะกำลังเข้าสู่ขั้นวิกฤติ ทบทวนดูว่าความเสื่อมถอยของความนิยมมาจากอะไรบ้าง ทั้งความน่าเชื่อถือ คำมั่นสัญญา ความโปร่งใสต้องรีบทำ โดยเฉพาะตัวรัฐมนตรี และการปรับ ครม.อาจมีผลชั่วขณะ ไม่ใช่เรื่องใหญ่เท่าทิศทางอนาคตประเทศ ที่ต้องการความแน่นอน ทำให้ระบบการเมืองดีขึ้นจะเป็นหลักประกันที่ดีที่สุด ถ้าคิดแต่เพียงว่าเปลี่ยนบุคคลแม้สังคมผ่อนคลาย แต่ถ้าเดินแบบเดิมไม่ได้ช่วยอะไร

“สุรชัย” รับจัดมหรสพหาเสียงข้อเสียอื้อ

อีกเรื่อง นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวถึงกรณีร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ตามที่ สนช.แก้ไขให้พรรคการเมืองจัดมหรสพช่วงหาเสียง ว่าจะทำให้การเลือกตั้งกลายเป็นการเมืองที่ต้องใช้เงิน ไม่เท่าเทียมตั้งแต่การหาเสียง ที่ผ่านมาก่อนปี 2522 ประเทศไทยยอมให้มีรูปแบบการหาเสียงที่มีการจัดมหรสพได้ แต่หลังจากการเปลี่ยนแปลงกฎหมายห้ามเรื่องนี้เพราะวิธีการหาเสียงควรเน้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการใช้สิทธิออกเสียงมากกว่า ส่วนตัวเห็นว่าการจัดมหรสพเป็นผลเสียมากกว่าผลดี แต่ต้องยอมรับเสียงข้างมากตามมติสนช.หลังจากนี้ขึ้นกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง กรธ. กกต. จะเห็นด้วยหรือไม่ หากเห็นต่างก็เข้าสู่ขั้นตอนการตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ร่วม 3 ฝ่าย ส่วน สนช.ในฐานะผู้ผ่านเห็นชอบกฎหมายนี้ คงไม่เหมาะสม หากไปเสนอความเห็นโต้แย้งมติของตัวเอง

ไม่เชื่อ สนช.จะคว่ำกฎหมายลูก

นายสุรชัยยังกล่าวถึงกรณีการขยายเวลาเลือกตั้ง 07.00-17.00 น. ตามที่ กกต.ระบุว่าต้องคิดถึงกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งในบางพื้นที่มีความไม่สงบ ว่า ควรมองที่ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นหลัก การขยายเวลาถือว่าเป็นผลดีเพื่อให้ประชาชนมีเวลามาใช้สิทธิเลือกตั้งได้มากขึ้น แต่หาก กกต.มองว่าเป็นอุปสรรคต่อผู้ปฏิบัติงาน สนช.ขอรอฟังเหตุผลของ กกต.ก่อน ส่วนเรื่องการแบ่งกลุ่มอาชีพตามกฎหมายว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว.ที่ยังมีความเห็นต่างกันระหว่าง สนช.กับ กรธ.นั้น หากต้องมีการตั้ง กมธ.ร่วม 3 ฝ่าย อาจต้องพิจารณาตามหลักการในรัฐธรรมนูญว่า แบบใดเกิดประโยชน์แก่ประชาชนมากกว่า ส่วนที่มีกระแสว่า สนช.จะคว่ำกฎหมายลูกที่ผ่านเห็นชอบจาก สนช.เองนั้น ไม่เชื่อว่าจะเกิดขึ้น

“ไทยศรีวิไลย์” ชง กกต.กาบัตรไฮเทค

เมื่อเวลา 11.00 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กลุ่มไทยศรีวิไลย์ นำโดย นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หัวหน้ากลุ่มไทยศรีวิไลย์ เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงนายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. ผ่านนายพลวัตน์ พิรติชัยธนกุล ผอ.สำนักกิจการ กกต.เพื่อเสนอให้จัดการเลือกตั้งปี พ.ศ.2562 แนวสมัยใหม่ยุคศรีวิไลย์หรือไทยแลนด์ 4.0 โดยนายมงคลกิตติ์กล่าวว่า ขอเสนอให้ กกต.จัดทำแอพพลิเคชั่นเพื่อจัดการเลือกตั้ง ให้ประชาชนเลือกตั้งผ่านโทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ตได้ ลงทะเบียนเลือกตั้งผ่านเลขประจำตัว 13 หลัก พร้อมตั้งพาสเวิร์ดและใช้ลายนิ้วหัวแม่มือ 2 ข้างบันทึก หรือใช้ระบบจดจำใบหน้าผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ไว้ก่อนวันลงคะแนน 15 วัน เชื่อว่าจะประหยัดงบประมาณได้ไม่ต้องใช้ถึง 5,800 ล้านบาท และจะทำให้ผู้มีสิทธิออกมาใช้สิทธิ 100 เปอร์เซ็นต์ ป้องกันการซื้อสิทธิขายเสียงได้อย่างแท้จริง

ร้องศาล รธน.ตีตราชุมนุมโดยชอบ

เมื่อเวลา 10.30 น. ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ กลุ่มยุติธรรมภิวัฒน์ นำโดยนายประยงค์ ไชยศรี พร้อมด้วยนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ พล.อ.ปรีชา เอี่ยมสุพรรณ เดินทางมายื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยข้อกฎหมายเกี่ยวกับการต่อสู้ของภาคประชาชน ทั้งกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) องค์การพิทักษ์สยามและกลุ่ม กปปส.ชอบด้วยกฎหมายรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยเจ้าหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่อง นายประยงค์กล่าวว่า การต่อสู้ของภาคประชาชน ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยว่ากระทำไปภายใต้รัฐธรรมนูญ ไม่เข้าข่ายการล้มล้างรัฐบาล เป็นสิทธิการชุมนุมโดยชอบ แต่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจปราบปราม เพื่อไม่ให้เราแสดงออกตามสิทธิที่ควรจะพึงมี การต่อสู้รัฐบาลที่กระทำการขัดรัฐธรรมนูญ ปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติ แต่กลับโดนข้อหาก่อการร้าย เป็นภัยต่อความมั่นคง เป็นกบฏต่อราชอาณาจักรได้อย่างไร กรณี กปปส.ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏต่อรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตำรวจและพนักงานอัยการที่เป็นผู้ฟ้องคดี ควรพิจารณาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และดูเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ไม่ควรตั้งข้อหากับประชาชน

ญาติ นปช.ร้อง อสส.เร่งคดีสลายชุมนุม

ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถนนแจ้งวัฒนะ นายโชคชัย อ่างแก้ว ทนายความและกลุ่มญาติผู้เสียชีวิตเหตุการณ์สลายการชุมนุมแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ปี 2553 ยื่นหนังสือถึงนายเข็มชัย ชุติวงศ์ อัยการสูงสุด (อสส.) ให้ติดตามความคืบหน้าคดีสลายการชุมนุม ผ่านนายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงาน อสส. นายโชคชัยกล่าวว่า ก่อนหน้านี้ดีเอสไอมีความเห็นสั่งฟ้อง ต่อมาศาลชี้ว่าคดีอยู่ในอำนาจคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แต่ยังมีผู้เกี่ยวข้องอื่นที่ทำผิดด้วย เช่น ผู้ลงมือทำ ผู้สั่งการระดับปฏิบัติงาน คดียังไม่สั่งฟ้องผู้มีส่วนทำผิด จึงมายื่นหนังสือต่อ อสส. ในคำสั่งไต่สวนชันสูตรพลิกศพ ส่วนใหญ่พบว่าผู้เสียชีวิตถูกกระสุนปืนจากฝั่งเจ้าหน้าที่ทหาร พนักงานสอบสวนต้องสอบสวนหาตัวผู้ทำความผิด จึงขอให้เร่งดำเนินการ เพราะญาติผู้เสียชีวิตและทนายยังไม่ทราบรายละเอียดว่าเห็นสมควรสั่งฟ้องหรือไม่ และฟ้องใครบ้าง

ด้านนายโกศลวัฒน์ รองโฆษกอัยการ กล่าวว่า ถ้าเรื่องใดอยู่ในอำนาจ อสส.จะนำเรื่องส่งให้ อสส. ขอให้เร่งรัดคดีตามคำร้อง จะแจ้งความคืบหน้าให้ทนายความและญาติผู้เสียชีวิตทราบ แต่หากสำนวนยังไม่มาถึงอัยการ จะเสนอผู้บังคับบัญชาว่าจะมีทางใดให้ความเป็นธรรมได้บ้าง

“ม็อบเทพา” ไม่กลับจนกว่าจะยุติ

ที่ศูนย์บริการประชาชน สำนักปลัดนายกฯ (ฝั่ง ก.พ.) นายมัธยม ชายเต็ม ตัวแทนเครือข่ายคนสงขลา-ปัตตานี ไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.เรียกร้องให้ยุติการพิจารณาการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จ.สงขลา เพราะสาระอีไอเอไม่ตรงกับข้อมูลความจริงในพื้นที่ จึงขอให้ประกาศยกเลิกอีไอเอฉบับนี้และเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการวางแผนนโยบาย รวมถึงให้ถอนฟ้อง 17 แกนนำ โดยยืนยันว่าจะปักหลักคัดค้านอยู่บริเวณหน้าสำนักงาน ก.พ.จนกว่านายกฯจะมีคำสั่งยกเลิกการสร้างโรงไฟฟ้าไม่ใช่ชะลอไว้ 3 ปี

ฝ่ายหนุนขู่ยื่นฎีกาดันสร้างต่อ

ขณะเดียวกัน ที่บริเวณด้านหลังสำนักงาน ก.พ. ม็อบฝ่ายสนับสนุนให้สร้างโรงไฟฟ้าฯ นำโดยนายหลี สาเมาะ ประธานเครือข่ายคนเทพาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน นายอำนวย สังรี กำนัน ต.เทพา นายมะแอ สะละ หรือหะยีสะมะแอ ท่าน้ำ อดีตแกนนำขบวนการพูโลและกำนัน 7 ตำบลใน อ.เทพา จ.สงขลา พร้อมมวลชนเข้ายื่นหนังสือถึงนายกฯเพื่อสนับสนุนให้เดินหน้าก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาต่อ โดยนายหลีกล่าวว่า ยืนยันชาวบ้านในพื้นที่เห็นด้วยกับการสร้างโรงไฟฟ้าฯเพราะจะเกิดประโยชน์ต่อชุมชน ช่วยสร้างงานและพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้จำเป็นที่รัฐบาลต้องเร่งสร้าง ไม่เห็นด้วยที่จะชะลอโครงการออกไปอีก 3 ปี หากนายกฯแก้ปัญหานี้ไม่ได้ เครือข่ายคนเทพาฯจะเข้ายื่นฎีกาต่อไป ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่รับเรื่องของทำเนียบรัฐบาลได้รับหนังสือที่ด้านหลังสำนักงาน ก.พ.เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าของมวลชนทั้งสองฝ่าย จากนั้นกลุ่มสนับสนุนโรงไฟฟ้าฯไปยื่นหนังสือที่กระทรวงทรัพยากรฯต่อไป

“ประวิตร” หน้านิ่งงดยิ้มบินไปสิงคโปร์ถก รมว.กลาโหมอาเซียน ส่ง “คงชีพ” แจงสื่อสายทหารยันฟิตปั๋งดับข่าวลือไขก๊อก 6 ก.พ. 2561 03:56 6 ก.พ. 2561 04:38 ไทยรัฐ