วันอังคารที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

แม่ชีศันสนีย์ เปิดหัวใจเคยมีความรัก จนนำพาไปสู่การบวชแบบไม่สึก (คลิป)

หากพูดถึงชื่อของ แม่ชีศันสนีย์ เชื่อว่าไม่มีใครไม่รู้จัก เธอถือผู้ก่อตั้งเสถียรธรรมสถาน ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานที่ปฏิบัติธรรมที่คนให้ความสนใจ นับถือและเลื่อมใสเป็นอย่างมาก หากแต่ในความเป็นจริงแล้ว ครั้งหนึ่งในชีวิตของแม่ชีศันสนีย์ ก็เคยมีความรักกับ คุณเสถียร เสถียรสุต หนึ่งในผู้ก่อตั้งเสถียรธรรมสถาน

แต่มันได้กลายเป็นรักต้องห้าม และสุดท้ายแล้ว ทั้ง แม่ชีศันสนีย์ และ คุณเสถียร ก็แปรเปลี่ยนความรักของหนุ่มสาวไปสู่ความรักอันบริสุทธิ์ ให้กลายเป็นความรักในแบบที่ไม่ต้องครอบครอง โดย แม่ชีศันสนีย์ ได้เปิดใจครั้งแรกกับเรื่องนี้ ผ่านทางรายการ คลับ ฟรายเดย์ โชว์ ทางช่อง GMM25 

ตอนนี้อาการป่วยเป็นยังไงบ้าง? “ขอบพระคุณที่ทุกคนเป็นห่วง ช่วงที่เรียนรู้กับมะเร็งมันเป็นความรักมากเลย และรู้สึกว่ามะเร็งมันเป็นคุณนะ ทำให้คุณแม่กลับมารักตัวเองอย่างอ่อนโยนอีกครั้ง หลังจากที่เราทำงานมาหนัก คุณแม่ไม่เคยคิดจะทำร้ายมะเร็งนะ คือจริงๆ แล้วเซลล์มะเร็งยังมีอยู่ในตัวคุณแม่นะ ถึงจะมีมะเร็งแต่ว่าเราจะไปด้วยกันด้วยดี

ตอนที่ตรวจเจอครั้งแรกมันมีความผิดปกติก่อน แล้วคุณแม่รู้แล้วล่ะว่ามันจะต้องมีอะไรผิดปกติสักอย่าง คือมันเจ็บที่ลิ้นปี่ ปวดที่ท้องเป็นเดือน แต่เราต้องไปทำงาน แต่ผ่าน รพ.ศิริราช ก็เลยแวะตรวจเลย ก็เจอเลย ส่องกล้องก็พบเลย เป็นที่กระเพาะ 2 ก้อน ก้อนละ 10 ซม. ตอนที่รู้ว่าเป็น เราก็นิ่งได้ เพราะเราฝึกจิตเรา แต่ถ้าเป็นคนธรรมดาเรารู้เลยว่าจะแกว่ง เพราะเค้าต้องนึกถึงคนอื่น

จากนั้น 2 เดือนต่อมาก็ไปตรวจอีก พบว่าก้อนเนื้อนั้นเล็กลง จากการคุยกับมันทุกวัน เราภาวนาทุกวัน คุยกับร่างกายเราทุกวัน สื่อสารกับเซลล์ในร่างกายเราทุกวัน ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของเรา คือใจเรามันไม่เป็นมะเร็ง มันยังให้ความรักได้ รักร่างกายเรา เซลล์มะเร็งมันก็เล็กลงเหลือ 3 ซม.

เราไม่ได้ทำอะไรกับมันทั้งนั้น ไม่ได้ฆ่าเค้า ไม่ได้ผ่าตัด ไม่ได้ให้คีโม ตอนที่เริ่มบอกคนอื่นว่าเราเป็นมะเร็ง ตอนนั้นประมาณเดือน ส.ค. เซลล์มะเร็งมันเล็กลงเหลือ 1 ซม. แล้ว แสดงว่ามันได้ผล”

อีกเรื่องก็คือการสูญเสียคนสำคัญในชีวิตของแม่ชี? “ใช่ๆ คือคุณเสถียรนั้นเป็นคนใกล้ตัว แต่ไม่ทราบเรื่องที่คุณแม่เป็นมะเร็ง ช่วงที่อายุ 90 ปีเนี่ย ช่วงเดือน เม.ย. คุณเสถียรมาที่นี่ ยังมานั่งไขว่ห้างดมดอกไม้ ตอนนั้นคือตอนที่คุณแม่เจ็บแล้ว น้ำหนักลดลง เค้าก็บอกว่า ดูผอมไป แต่ดีแล้วที่ผอม ซึ่งเค้าไม่รู้ว่าป่วย เราไม่บอกไม่พูดเลย

คือกะว่าพอหายแล้วจะบอก จนกระทั่งเดือน พ.ย. ก่อนที่คุณเสถียรจะเสีย ในวันที่ 9 ธ.ค. ทราบข่าวจากคนบอกเล่า เธอก็คงจะห่วง แล้วเธอก็มาโดยไม่ได้นัดหมาย แต่งตัวแบบมีสีสันมาเลย คือเธอไม่ยอมแก่ มาให้พาไปดูโน่นนี่นั่นหน่อย มาแบบไม่เคยเป็น เหมือนมาสั่งลา ดูทุกอย่าง เราก็คิดว่า ดีอะ คือวันนั้นเป็นวันที่ 3 แล้วเสียวันที่ 9 เสร็จแล้วเค้าก็กลับไป ก็คือเหมือนมาลาแล้วก็กลับไป ซึ่งคุณแม่ก็ไม่ได้บอกนะว่าเป็นมะเร็ง แต่เค้าทราบจากคนอื่นแล้วว่าคุณแม่เป็นมะเร็ง

เธอแค่ถามว่าเจ็บมั้ย คุณแม่ก็บอกว่า ไม่เจ็บแล้ว หายแล้ว และวันที่เธอกลับไป ก็ไม่บอกเลยว่าล้ม คงไถลจากเตียงแล้วลุกไม่ได้ นอนเจ็บอยู่ 2 วัน จนต้องไปหาหมอ หมอบอกว่าต้องผ่าตัด เพราะกระดูกมันแตก เราก็วางแผนกันจะผ่าตัดกัน คุณหมอนัดผ่าตัดวันเสาร์ 8โมงครึ่ง ซึ่งร่างกายคุณเสถียรก็ปฏิเสธการบล็อกหลัง การผ่าตัด แล้วก็ไปอย่างสงบ”

ยังไม่ได้ผ่า? “ไม่ผ่า”

หลังจากทราบว่าคุณแม่ป่วยมะเร็ง ได้มีการพูดคุยอะไรนอกเหนือจากโรคภัย นอกเหนือจากความเป็นห่วงเป็นใยมั้ย? “ก็ได้คุยว่า แล้วจะอยู่อย่างไร ลักษณะที่หลายคนพูดถึงมะเร็ง คุณแม่ก็เข้าใจว่า หลายคนคงนึกถึงความตาย เราก็บอกว่าไม่ตายหรอก ยังไม่ตาย อย่าคิดอย่างนั้น”

จะอยู่อย่างไรนี่คือถามว่าคุณแม่จะอยู่อย่างไร หรือเค้าพูดถึงตัวเค้าเอง? “คงทั้งสองส่วนมั้ง เราก็พูดกันอยู่ว่า คุณจะอยู่ยังไง ถ้าเผื่อเป็นอะไรขึ้น ก็คงต้องนึกถึงตัวเองด้วยนะ แต่คุณแม่ไม่ได้ตอบคำถามนั้น เพราะเราไม่ได้คิดว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นไง เราเข้มแข็ง เราก็มองคนที่เรารักว่า ต้องเข้มแข็งนะ”

บางคนอาจจะไม่รู้ว่า คุณเสถียร เป็นรักแรก และรักเดียวของแม่ชีศันสนีย์? “คุณแม่ก็ไม่ได้เป็นผู้หญิงที่รักใครง่าย”

ชีวิตคุณแม่ที่หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน เคยเป็นนางแบบ เป็นพิธีกร มือถือไมค์ไฟส่องหน้ามาด้วยเหมือนกัน? “ตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียน คุณแม่ก็ไม่มีแฟนนะ ช่วงนั้นเป็นช่วงที่เราน่าจะมีแฟน เพราะเราหน้าตาก็ไม่ขี้เหร่ แต่ไม่มีใครกล้าจีบ ไม่ดุนะ แต่เรามีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง เป็นลีดเดอร์ได้ เป็นคนอ่อนโยน แต่ว่าเชื่อมั่น นุ่มนวล ไม่ได้เป็นคนก้าวร้าวด้วยนะ แต่ว่าไม่มีใครกล้าจีบ ก็เรียนมาเรื่อยๆ”

ตอนที่พลิกผันเข้าสู่แสงสีเสียง ตอนนั้นมันเป็นยังไง? “คือจริงๆ แล้วแม่ตายตอนอายุ 15 มันเหมือนโลกถล่มเลย ตอนนั้นมันถูกกระชากความมั่นใจเยอะมากเลยนะ แล้วเราก็ต้องอยู่ต่อให้ได้ ต้องแข็งแรง ต้องช่วยตัวเอง ก็เลยเข้ามากรุงเทพฯ เริ่มเป็นนางแบบ ก็เลยกลายเป็นคนที่มีลักษณะที่พึ่งตัวเองได้สูง และได้เป็นประชาสัมพันธ์ของ Health Club ด้วย ซึ่งดังมาก เราเป็นคนรักสวยรักงาม แต่ไม่ได้หมายถึงว่าชอบแต่งตัว แต่งหน้านะ”

ทำไมถึงได้เข้ามาเป็นนางแบบ? “เป็นช่วงที่มีการประกาศว่า อยากได้นางแบบ 10 คน ที่เป็น 10 ยอดนางแบบ เราก็เป็นหนึ่งใน 10 ยอดนางแบบที่เข้าไป และได้เป็น 10 ยอดนางแบบ ตอนนั้นการประกวดนางสาวไทยยังไม่มี ออด๊าซเค้าก็จัดเป็นมิสออด๊าซ ซึ่งแทนการประกวดนางสาวไทย พอได้มาก็ไปเป็นพิธีกรคู่กับ พี่ดำรง พุฒตาล ตอนนั้นไม่มีสคริปต์รายการนะ ก็สดหมดเลย รายการ Happy Day”

เริ่มมีชื่อเสียงแล้ว มีคนกล้ามาจีบรึยัง? “ตั้งแต่ตอนเป็นมิสออด๊าซ เราไปงานปีใหม่ ซึ่งเป็นของ บ.เพลินจิตอาเขต เราก็ไปกันเป็นกลุ่มที่เค้าเชิญแบบปกติ ก็มีพิธีกรขึ้นไปบนเวที ตอนที่คุณแม่ขึ้นไป ก็เห็นสายตาของคนๆ หนึ่งที่ไม่กะพริบเลย ก็พยักหน้าเหมือนเราคุยกัน แต่ไม่รู้จักกันมาก่อน เราก็สงสัยว่าทำไมคนนี้ไม่เปลี่ยนสายตาไปที่อื่น”

คุณเสถียรคือคนแรกและคนเดียวที่เข้ามาจีบ? “คือจริงๆ แล้วตอนสมัยที่เริ่มมีสังคม ก็มีคนเข้ามาเยอะ แต่รู้สึกว่ามันไม่ใช่”

แล้วปฏิเสธยังไง? “ไม่ๆ คุณแม่ไม่ได้มีตัวเลือกเยอะ แต่ถ้าเราไม่ได้ให้เวลากับใคร แสดงว่าคนนั้นยังไม่ใช่ มันคือการให้เวลากันและกันถ้าเป็นคนที่ใช่ เราก็ทำงานไป เจอกันในสังคม แต่ว่าไม่ได้ให้เวลา”

ทำไมคุณเสถียรถึงได้มาคุยกับเราในวันนั้น? “คือเค้าเป็นเจ้าของ บ.ไง ที่จ้างเรา เสร็จแล้วก็เดินมาส่งที่รถ เราก็ไปหลายคน เค้าก็ยืนจนเราปิดกระจกไป เราก็คิดว่าจบแล้ว เพราะเค้าเป็นเจ้าภาพไง เจ้าภาพก็ต้องส่งแขก วันรุ่งขึ้นมีดอกไม้ส่งตามมา โทรมาหาตามเวลา ถึงเวลาเค้าก็โทรเข้ามา เราก็คิดว่ามันแปลกดี มันเป็นความสม่ำเสมอ”

ทำไมถึงไม่ปฏิเสธ? “คุณแม่ว่า คุณเสถียรรู้จักการก้าวทีละก้าวนะ ไม่ได้ต้องการเซ็กซ์จากเรา คนที่เราปฏิเสธคือเค้ามาอย่างนั้น มันไม่ได้เป็นความรัก คุณเสถียรอบอุ่นมากนะ สม่ำเสมอ นุ่มนวล”

วันแรกที่คุณเสถียรโทรมา ถามว่าอะไร? “ก็ถามว่า ทานข้าวรึยัง วันนี้ทำอะไร ถามแค่นี้เราก็รู้สึกดีแล้ว ถามง่ายๆ ถามได้ทุกวันแล้วก็เป็นปกติด้วย แต่พอเค้าโทรมาเรื่อยๆ เป็นแบบนี้เรื่อยๆ ส่งดอกไม้มาแม้ไม่มีเทศกาล เค้าจะส่งมาปกติ มันเหมือนเป็นส่วนหนึ่ง ทำให้เรารู้สึกได้ว่ามันเป็นความผูกพัน”

คุณเสถียรเป็นคนโรแมนติกมั้ย? “เป็นคนโรแมนติกมาก มีความเป็นสุภาพบุรุษมาก และก็ไม่ใช้อำนาจและเงินในการซื้อความรักเลย”

ใช้เวลานานมั้ย กว่าจะตัดสินใจคบกัน? “ความรักของคุณแม่เนี่ย มันเริ่มต้นจากความสม่ำเสมอ เราเองก็เป็นลูกแม่เลี้ยงเดี่ยว และเราเองพอแม่หายไปเราก็เริ่มโหยหาที่พึ่ง ที่ยึดเหนี่ยวและมั่นคง และก็ต้องเป็นความมั่นคงที่อบอุ่น พอคุณเสถียรเข้ามาแทนที่ความอบอุ่น มันก็กลายเป็นความไว้วางใจ ถ้าเราเริ่มให้ใจใครมันก็จะกลายเป็นลงรายละเอียดว่า เอ๊ะ มีใครรึเปล่า คุณเสถียรก็พูดง่ายๆ บอกว่า โตขนาดนี้แล้ว”

เหมือนกับว่าเราถามว่า มีครอบครัวแล้วรึยัง? “คือเราก็ถามว่า มีใครแล้วรึยัง คือพอเราเริ่มรัก เราก็เริ่มลงในรายละเอียด ก่อนหน้าเราไม่ได้ถามอะไรเลย และเราก็ไม่ได้ไปไหนมาไหนด้วยกันด้วย พอเราเริ่มมีใจ เราก็เริ่มถาม แล้วเราก็พบว่า อ๋อ อายุขนาดนี้ เราก็เริ่มรู้สึกเลยนะ มันก็บอกตรงไปตรงมาว่ามันไม่ถูกต้อง คือคุณแม่ก็ไม่ได้ตอบนะ แต่เราเห็นเลยนะว่ามันรู้สึกยังไง เราเริ่มเห็นความไม่เสถียรในใจของเรา”

เรียกว่า อกหักมั้ย? “ก็ไม่อกหักนะ แต่เรารู้สึกว่ามันไม่มั่นคง สำหรับตัวคุณแม่ ถ้าเริ่มรู้สึกไม่มั่นคงก็เริ่มจะถอยห่าง แต่มันไม่ใช่การหนี”

ก่อนหน้านั้นได้ตกลงคบกันเป็นแฟนมั้ย ก่อนที่จะถามคำถามนี้? “โอ๊ย พูดกันทุกวัน จะไม่คบกันได้ไง ก็คบกันแหละ แต่ก็คุยกันอยู่ทุกวัน”

ทำไมถึงเพิ่งจะมาถามว่า มีใครรึยัง ตอนที่เป็นแฟนกันไปแล้ว? “อ้าว เวลาที่เรามีใครสักคนหนึ่ง เราก็อยากมีครอบครัวที่อบอุ่น ถูกมั้ย คุณแม่ว่าผู้หญิงทุกคน ต้องการความมั่นคง ต้องการความปลอดภัย คือตอนที่เราเริ่มมีความรู้สึกเหมือนกับเราไม่มั่นคง คุณแม่ก็มีเลือกนะคะ ตอนนั้นเลยตัดสินใจไปต่างประเทศ เหมือนเราก็ตัดสินใจด้วยว่า เราจะไม่ทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องอย่างนี้เพื่ออะไร”

ได้ถามคุณเสถียรต่อมั้ยว่า มีแฟนหรือมีภรรยาแล้ว?​ “คุณเสถียรเป็นคนที่มีโลกส่วนตัว เราไม่คุยอะไรกันมาก โดยอายุของเราก็ห่างกันมาก จะไม่คุยหนุงหนิงกัน เพราะฉะนั้นจะไม่เข้าไปในรายละเอียด เพียงแต่ว่า พอเรารู้สึก เราก็พยายามหาทางของเราที่จะหยุด แล้วก็ออกไปจากสิ่งที่ไม่ถูกต้อง”

“ที่แรกที่คุณแม่ตัดสินใจไปเลยก็คือไปอังกฤษ ซึ่งเค้าก็รู้ เพราะเราคุยกันแล้วว่า รักของเรามันไม่ถูกกต้อง ก็เลยหาเรื่องออกมาจากความไม่ถูกต้อง”

ถ้าเป็นคนอื่น อาจจะหมายความว่าอย่างอื่นก็ได้นะ ที่พูดว่าอายุขนาดนี้แล้ว อาจจะหมายถึงมีความรักมามากแล้วก็ได้? “คุณแม่ไม่ตีความอย่างนั้นเลย ตัวเรามีความชัดเจนอยู่เรื่องหนึ่งคือ คุณแม่จะไม่ทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง คุณแม่ก็เดินออกมาได้สวยมากเลย ไม่มีความเกรี้ยวกราด หรือการแย่งชิงใดๆ วิธีการของคุณแม่ก็คือไปต่างประเทศ ไปสัก 3 เดือน อย่างน้อยเราก็ได้ถอยออกไป”

คุณเสถียรตามมั้ย?​ “ไม่ตามค่ะ”

“คือเราไปดูงานของ Health Club ที่เราทำงานอยู่ แต่พอบริษัทเรียกตัวกลับมา คุณแม่ก็กลับมา คุณเสถียรก็กลับมา แต่เราพยายามออกมาจากคุณเสถียรแล้วนะ ช่วงที่เราหาทางที่จะหยุด มันเป็นเพียงเวลาสั้นๆ คือ อายุ 24-25-26 แล้วพออายุ 27 คุณแม่ก็บวชเลย มันเป็นช่วงเวลาความรักที่สั้นมาก”

ก่อนหน้านั้นคุณแม่ปฏิบัติธรรมรึยัง? “ไม่เลย คุณแม่ก็เป็นคนปกติ ไม่ใช่แบบนี้ คนปฏิบัติธรรมแล้วไปแย่งของคนอื่น ก็มีเยอะแยะไป”

เราอาจะรู้สึกว่า เราจะไม่สามารถอยู่ในสังคมได้ ถ้ามันเป็นรักที่ไม่ถูกต้อง จริงๆ มันคือการรักตัวเองนะ จะเรียกว่ามันคือความเห็นแก่ตัวก็ได้ แต่มันเป็นความเห็นแก่ตัวในฝ่ายดี ถ้ามันเป็นความเห็นแก่ตัวในฝ่ายร้ายคือการไปแย่งมา แต่คุณแม่รู้สึกว่ามันอับอายที่จะอยู่ในความไม่ถูกต้องเช่นนั้น

คุณแม่ว่ามันเป็นความสำนึกที่คุณแม่จะหยุด แล้วคุณแม่ก็เลือกเองที่จะไป เลือกที่จะทำอย่างอื่นก่อน เช่น ไปเรียนต่อ และพยายามเลือกที่จะดิ้นรนไม่ให้ปล่อยไหลไป และคุณเสถียรรับรู้เรื่องนี้ เป็นการรับรู้ที่ไม่ได้เหมือนว่าเราจะต้องสูญเสียกัน คือเราอาจจะไม่ได้มีเซ็กซ์ด้วยกัน แต่ว่าเรายังมีความปรารถนาดีต่อกัน

จนในที่สุดคุณเสถียรก็มีตัวเลือกให้เลย มันดีมาก แค่เค้าเปิดโอกาส มันก็เป็นความรัก ในระหว่างที่คุณแม่กำลังคิดว่าจะทำยังไง ไปเรียนก็แล้ว หรือจะมีครอบครัวใหม่ คุณแม่ก็คิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ แต่คุณเสถียรให้โอกาสที่ดี บอกว่าถ้าไม่สบาย หรือรู้สึกว่ามันอึดอัด มันไม่ใช่ ลองบวชดูมั้ย”

“คือตอนได้ยิน คุณแม่รู้ว่ามันเป็นโอกาส ความรักมันต้องให้โอกาสคนที่เรารัก ไม่ได้รู้สึกเลยว่าจะบวชนาน แต่อย่างน้อยมันทำให้เรารู้สึกว่า เป็นการตัดสินใจที่ดี ความรักมันต้องหยุด ต้องทบทวน ได้อยู่กับตัวเอง ทำให้เราพิสูจน์ได้ว่า ความรักมันต้องให้โอกาส และไม่ต้องครอบครองก็ได้”

“คุณเสถียรพาคุณแม่ไปบวชด้วยการพาไปเจอกับอาจารย์ท่านหนึ่ง และคุณแม่ได้ตัดสินใจตรงนั้น ทำให้ความรักของคุณแม่ เป็นความรักที่ไม่มีเงื่อนไขของการครอบครอง”

การที่จะบวช ในก่อนหน้านั้นมันเป็นความทุรนทุรายมากมาย ที่จะหนีจากคุณเสถียร? “มันเป็นความทุกข์ การไปอังกฤษมันก็เป็นการดิ้นรนอย่างหนึ่ง การสร้างครอบครัวใหม่เพื่อที่เธอจะได้ไม่ต้องมารักเราอีกแล้ว มันเป็นการดิ้นรนที่มันจะเอาชีวิตไปอยู่ในฝ่ายต่ำลง คุณแม่ว่ามันไม่น่าเป็นปัญญา แต่นี่มันเป็นการยกสติปัญญาขึ้นมา”

“และหลังจากที่บวช คุณเสถียรก็ยังมาทำหน้าที่ทุกวันเป็นประจำ จำได้เลยว่าวันบวชแรกๆ หลวงพ่อก็ถามว่า จะบวชนานเท่าไร คุณแม่ก็บอกว่า บวชไปเรื่อยๆ เจ้าค่ะ

คุณเสถียรหันขวับมามองแต่ไม่ถาม เพราะเค้าคิดว่าจะไม่ได้บวชนาน คิดแค่บวชเพื่อหยุดทบทวน และจากการที่คุณเสถียรมาทุกวัน ก็ทำให้คุณแม่เข้าใจความรักมากขึ้น ว่าความรักไม่ใช่การครอบครอง หากแต่คือการสนับสนุนซึ่งกันและกัน”

จนกระทั่งหลวงพ่อท่านมรณภาพ ซึ่งตอนนั้นบวชได้ 7 ปีแล้ว ท่านก็เรียกคุณแม่ไป คุณเสถียรก็ยังมาทุกวันๆ เป็นเวลา 7 ปี ไม่ใช่ว่ามาแบบธรรมดาด้วยนะ แบบที่ว่ามาวันว่าง

แต่ทุกเช้าเค้าจะมาตอนตี 5 ที่คุณแม่ลุกทำวัตร เหมือนมาทำวัตรด้วย เป็นอย่างนั้นอยู่เป็นปี ถามว่าเคยคิดสึกมั้ย มีนะคะ ช่วงที่บวช เพราะเรารู้แล้ว มีความมั่นคงดีแล้ว เราคงออกมาจากสถานภาพการเป็นนักบวชได้แล้ว

แต่หลวงพ่อฉลาดมาก ท่านคงรู้ว่าเรายังไม่ได้แข็งแรงนัก ท่านก็พยายามให้บวชไปเรื่อยๆ จนกระทั่งปีสุดท้าย เราเป็นผู้อุปถัมภ์หลวงพ่อเรื่องสุขภาพ จนกระทั่งท่านเข้าโรงพยาบาล และบอกให้คุณแม่ซื้อที่ดินไว้

เมื่อหลวงพ่อมรณภาพ ก็มีการปรับปรุงที่ดิน ซึ่งสมเด็จพระพุฒาจารย์ อาจ อาสภะ ได้มีการถามไถ่ และท่านก็ให้ตั้งชื่อว่า เสถียรธรรมสถาน ซึ่งแปลว่า สถานที่ที่มีธรรมะอันมั่นคง ซึ่งไม่ใช่ความจริงเลยที่ว่า เสถียรธรรมสถาน ตั้งตามชื่อ คุณเสถียร”

คุณแม่เรียกความรักในครั้งนี้ว่า มันเป็นระยะเวลาสั้นๆ แต่ยั่งยืน? “มันยั่งยืน มาถึงวันนี้ก็ยังยั่งยืน ศพคุณเสถียรก็ยังอยู่ที่เสถียรธรรมสถาน ในถ้ำนิพพานชิมลอง เราก็สวดกันทุกวัน มีความรักให้กันทุกวัน แต่เป็นความรักที่ไม่ได้มีมิติของความเห็นแก่ตัวอีกแล้ว เรารักกัน 2 คน แต่ว่าความรักของเรา ออกไปรักคนอื่นได้มาก”

“คือความรักของเรายังอยู่ แม้เราจะไม่ได้ครอบครอง ช่วงเวลาสั้นที่ๆ ที่รู้จักคุณเสถียร ใน 2-3 ปี กับการมีชีวิตที่คุณแม่บวชใน 38 ปี คุณแม่ขอยืนยันว่ามันไม่ได้เป็นอย่างที่คนอื่นลือเลย”.