วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
“มันลงตัวตั้งแต่เป็นคนที่ใช่” จากใจ ตั๊ก บงกช ถึงสามี เจ้าสัวบุญขัย

“มันลงตัวตั้งแต่เป็นคนที่ใช่” จากใจ ตั๊ก บงกช ถึงสามี เจ้าสัวบุญขัย

  • Share:

เรียกว่าเป็นผู้หญิงเก่งที่ใครหลายคนต้องอิจฉา เพราะนอกจากนางเอกสาวมากฝีมือ ตั๊ก บงกช เบญจรงคกุล จะได้มีโอกาสทำตามความฝันตัวเองด้วยการเป็นผู้สร้างภาพยนตร์แบบเต็มตัวครั้งแรกใน “Sad Beauty เพื่อนฉัน...ฝันสลาย” นำแสดงโดย โฟร์เร้นซ์ เฟรเว่อร์ และ แอม ภัควดี เพ็งสุวรรณ แถมยังนั่งแท่นเขียนบทและกำกับภาพยนตร์เอง ด้านชีวิตส่วนตัวก็น่าอิจฉาสุดๆ เพราะสามีอย่างนักธุรกิจรุ่นใหญ่ เจ้าสัวบุญชัย เบญจรงคกุล ยังคอยดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี ไม่มีเรื่องสาวๆ เข้ามากวนใจ แม้จะมีความต่างทั้งนิสัยและอายุ แต่ไม่สามารถทำให้ความรักต้องสั่นคลอนด้วย ส่วนเรื่องสุขภาพช่วงนี้เรียกว่าดีสุดๆ เพราะมุ่งมั่นตั้งใจลดน้ำหนักแบบจริงจังจนสามารถลดลงไปถึง 25 กก. ภายในระยะเวลาเพียง 8 เดือนด้วย “บันเทิงไทยรัฐออนไลน์” ชวนตั๊กมาพูดคุยทุกเรื่องแบบหมดเปลือก

ถามถึงการทำหนัง “เพื่อนฉันฝันสลาย” เห็นว่าทำทุกอย่าง ทั้งเป็นผู้จัด ผู้กำกับ ดูแลทุกอย่าง?
“เหนื่อยมากเลย (หัวเราะ) เหนื่อยจนต้องไปเจอหมอเลยเพราะน้ำในหูไม่เท่ากัน พักผ่อนน้อย ขั้นตอนการทำงานก็ต้องหาโปรดิวเซอร์ที่เดินไปจุดเดียวกับเรา เข้าใจตั๊กด้วย แต่ว่าหาไม่เจอหรอก ก็เลยแยกหน้าที่กันทำ พี่โขมก็จะทำเรื่องฆาตกรรม ดีไซน์ความน่ากลัว ตั๊กดีไซน์แล้ว พี่โขมก็ทำภาพให้สมบูรณ์ขึ้น แต่พี่โขมบอกว่าพี่ไม่เหมาะกับหนังเรื่องนี้เพราะว่ามันเป็นหนังผู้หญิง แต่เราก็บอกว่าพี่โขมพาผู้หญิงไปตกเหวเลย พี่พาไปได้ไหม พานักแสดงไปที่ที่น่ากลัว เขาก็บอกว่าเออๆ ลองดู พอออกมาสำหรับตั๊กโอเค แต่สำหรับคนดูตั๊กไม่รู้

นอกจากนี้ก็ดึงพี่โฟร์เร้นซ์ซึ่งติดต่อยาก เป็นเพราะเขาอยู่ไกลมากคืออยู่นิวยอร์ก แล้วต้องติดต่อผ่านคุณแม่เขา คุณแม่ก็ไปติดต่ออีกที พี่โฟร์ก็อ่านภาษาไทยไม่เข้าใจด้วย เราเขียนบทไทยได้ แต่เราเขียนบทอังกฤษไม่ได้ เราก็ต้องให้แม่พี่โฟร์ช่วยแปลให้ฟัง แล้วเราก็ตัดหนังตัวอย่าง ดึงซีนหนังเรื่องนั้นเรื่องนี้มาประกอบกันจนมาเป็นหนังตัวอย่างคร่าวๆ ส่งให้เขาดูว่าเราจะเล่าไปทางนี้ ซึ่งเขาชอบ เขาเลยตัดสินใจมาเล่นให้ เขาบินมาจากนิวยอร์กเพื่อมาเล่นให้เราค่ะ

ส่วนน้องแอม เราเจอกันครั้งแรกที่ศาลย่านาคพระโขนง ตั๊กไปไหว้ย่า น้องไปรำถวายพระพร น้องเขาหน้าตาน่ารักดี เราก็บอกน้องเขาว่าเขาดูเป็นธรรมชาติดี สนใจเล่นหนังไหม ตอนแรกเขาก็กลัวว่าจะเล่นไม่ได้ เราก็บอกว่าลองมาแคสติ้งก่อนไหม วันที่น้องมาก็เกร็งๆ ดูไม่มั่นใจ เราก็เลยบอกน้องว่าไม่ต้องกลัวนะ พี่เป็นนักแสดง ดูคนเล่นหนังมาเยอะแล้ว การที่น้องเล่นอะไรออกมาไม่ต้องกลัวว่าจะเชยหรือเด๋ออะไร ปล่อยออกมาให้สุดเลย เลยให้เขาแคสต์ฉากที่รู้ว่าตัวเองเป็นมะเร็งเลย แล้วเขาเล่นได้ดีมาก ซึ่งเขาเองก็เอาประสบการณ์ตัวเองตอนที่รู้ว่าเป็นโรคภูมิแพ้ ต้องไป รพ. บ่อย คุณแม่ก็ไม่ค่อยสบาย เราก็รู้สึกว่าเริ่มต้นน้องเขาดีแล้ว เลือกเอาประสบการณ์จริงเข้ามา ก็เลยเลือกให้น้องเขามาเล่น”

เหมือนเราคอยช่วยน้องแอมเรื่องการแสดงด้วย?
“ตั๊กสอนแอ็กติ้งน้องตามที่ตั๊กเคยเรียนมากับหม่อมน้อย ทุกอย่างที่เคยเรียนมาก็ถ่ายทอดให้น้องเขารู้ เพียงแต่บางทีเขาจะขี้เกรงใจ บางทีเขาทำไม่ได้ก็จะไม่บอกเราว่าเขาไม่เข้าใจตรงไหน น้องเขากลัวเราจะผิดหวัง จนเรารู้สึกว่าอันนี้ไม่ได้นะ เราเลยคุยกับน้องเขา เขาก็ยอมรับว่าไม่เข้าใจ แต่ไม่ถามเพราะเกรงใจ เราก็บอกว่าไม่ต้องเกรงใจ พี่จะเสียเวลามากกว่าที่จะอธิบายให้ฟังด้วยซ้ำ เพราะพอออกไปหน้าเซตแล้วมันจะมีปัญหาเยอะมาก เขาก็แอบไปร้องไห้ในห้องน้ำ

เราก็ถามว่าร้องทำไม เขาก็บอกว่าหนูรู้สึกทำให้พี่ตั๊กเสียใจ เราก็รู้สึกว่าน้องเขาเป็นผู้หญิงไทย ขี้เกรงใจ ซึ่งต่างจากพี่โฟร์ที่มีความเป็นฝรั่ง เขามีความอยากรู้เยอะมาก เขาจะถามๆๆๆ จนเรารู้สึกว่าเฮ้ย เราชอบคนแบบนี้ แต่แอมกลัวมาก เราก็เลยให้แอมไปเที่ยวกับพี่โฟร์ทั้งวัน แล้วพี่โฟร์พาไปนั่งกินเหล้า (หัวเราะ) ปรากฏว่ากลับมาสนิทกันยังกับเพื่อนจริงจังคบกันมานานเลย

แล้วทีนี้น้องแอมมีปัญหาเรื่องร้องไห้ ในเรื่องเขาเป็นมะเร็งตาซ้าย เราปิดตาซ้าย แต่น้ำตาเขาออกตาซ้าย กลายเป็นว่าอีกข้างน้ำตาไม่ออก เราก็เลยถามแอมว่าเคยมีเรื่องที่ไม่อยากบอกใครไหมและเสียใจที่สุด เขาก็มองหน้าตั๊กแล้วบอกว่าหนูเล่าไม่ได้ แล้วเขาก็ร้องไห้ออกมาเต็มเลย (หัวเราะ) ตั๊กก็เลยบอกว่าถ่ายเลยๆ และมีอีกครั้งที่เข้าฉากโทรหาพี่โฟร์ก่อนผ่าตัด น้องก็ร้องไม่ได้เพราะว่าเขาเหนื่อยถ่ายมาตั้งแต่เช้าถึงเย็น เราก็เลยถามเขาว่าเรื่องที่เขาเล่าไม่ได้คือเรื่องอะไร เขาก็ยอมเล่าเพราะเราเคลียร์คนออกหมด พอเล่าเท่านั้นละน้ำตามาเยอะมาก เราก็ให้ถ่ายเลยค่ะ”

น้องต้องใช้เวลาปรับตัวเยอะไหม?
“ตั๊กว่าน้องเขาเรื่องเดียวได้ขนาดนี้ถือว่าเก่งมากแล้วนะ เพราะเรื่องแรกตั๊กก็โดนด่ายับเหมือนกัน ถ้าเขาเจอแบบนั้นคงยิ่งกดดันไปอีก นี่เราไม่เคยว่าเขากลางกองเลยนะ เราเข้าใจเพราะเราเคยโดน กดดันไปก็ไม่มีประโยชน์”

กว่าจะมาเป็นหนังเรื่องนี้ค่อนข้างลำบากเหมือนกัน ไหนจะเรื่องงบประมาณและเรื่องอื่นๆ อีก?
“คือตั๊กเครียดกับเรื่องเงินมาก ตั๊กรู้เลยว่าพอเรามาคุมเงินเองแล้ว ตั๊กไม่อายเลยนะที่จะยกมือไหว้เจ้าของสถานที่ว่าหนูขออีกแค่ ชม.เดียว หนูไม่จ่ายเพิ่ม คือมันเกินงบไม่ได้จริงๆ หนังนี่ถ้ามันเกินปุ๊บ มันต้องเกินเรื่องอื่นอีก กลายเป็นว่าเราเป็นคนไปเร่ง จริงๆ โปรดิวเซอร์ต้องมาเร่งเรา แต่เราต่างหากที่ไปเร่งโปรดิวเซอร์ (หัวเราะ) บางทีแต่งหน้านานเราก็จะบอกว่าให้ออกมาดูก่อน แต่แอมกับพี่โฟร์เร้นซ์มีวินัยมาก เขามาตรงเวลา ทำงานมืออาชีพมาก”

มีอะไรหนักใจอีกไหมระหว่างทำหนังเรื่องนี้?
“จระเข้ค่ะ ทำให้ตั๊กรู้ตัวเลยว่าตั๊กไม่สามารถทำสารคดีสัตว์ได้ละ ตั๊กไม่สามารถรอมันได้ ตั๊กรอจระเข้อ้าปากตั้งแต่ 9 โมงถึง 1 ทุ่ม ตั๊กไปไหว้ขอศาล คือเราไม่รู้จะทำยังไงแล้ว พอไหว้เสร็จจระเข้มันอ้าปากนิดเดียวและอ้าอยู่แบบนั้น พี่ต้องการให้มันงับ เขาก็บอกว่ามันเป็นจระเข้เลี้ยง มันกลัวคน เราก็อ้าว ทำไมไม่บอก ก็หลบกันฤทธิ์ คนก็กลัวจระเข้ จระเข้ก็กลัวคน สุดท้ายมันกลัวหุ่นที่เราไปให้มันกิน คือเยลลี่ที่มันเป็นขนมปัง มันเหมือนคนมากไงคะ ทีนี้เราก็เอาเนื้อไก่สับแล้วยัดไปในขนมปัง จระเข้มันก็ไม่รู้ พอมันงับก็ค้างอยู่อย่างนั้น กลับกลายเป็นภาพสวยมากเพราะภาพที่งับคือหัว แล้วหน้าของคนมันออกมาพอดีค่ะ”

เราท้อไหมเพราะปัญหามันเยอะมากเลย?
“ท้อค่ะ เรื่องคนนี่แหละ คือปัญหาการดีลงาน เจ้าของสถานที่บางทีบอกว่าให้ แต่พอจะถ่ายก็บอกว่าไม่ให้ เราก็อ้าว จะไปหาที่ไหนทันละ ถามว่าทำยังไงให้กลับมาสู้ต่อ ก็เราจ่ายเงินไปเยอะมากแล้วค่ะ มันก็ต้องทำให้จบ ถามว่าปรึกษาใครบ้าง ก็ปรึกษาพี่โขมกับคุณบุญชัยว่าเราจะทำยังไง คุณบุญชัยเขาเป็นนักธุรกิจแหละ เขาก็ต้องสู้ คือถ้าปรึกษาเขาเรื่องงาน เขาก็บอกว่าเอาให้เสร็จน่ะ ถึงแม้มันจะต้องเหนื่อยยังไง อันไหนที่คิดว่าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องถ่าย ก็ตัดไปเยอะเหมือนกันค่ะ”

คาดหวังยังไงบ้าง?
“ตั๊กไม่รู้ว่าคนจะชอบหนังเรื่องนี้รึเปล่า แต่ว่าตั๊กทำด้วยเจตนาที่ดี คือตั๊กทำหนังเทรลเลอร์ฆาตกรรม มันเป็นมุมมอง ตั๊กคิดว่ามันน่าจะอยู่ในยุคในสมัยที่คนอยากได้ความตื่นเต้น แต่ส่วนเรื่องความเป็นเพื่อนกับความรู้สึกดีๆ ที่ในหนังมี ตั๊กเชื่อว่ามันเป็นเรื่องของความทรงจำเก่าๆ ที่ตั๊กมีกับเพื่อนค่ะ ตั๊กโชคร้ายที่มีเพื่อนน้อย พ้นจากแม่มาก็มีเพื่อนคนนี้เลย และเพื่อนคนนี้เขาก็ดีกับตั๊กมาก ไปไหนมาไหนกับตั๊กตลอด และเขาน่ารัก จนวันนึงเขาเป็นมะเร็งและเสียชีวิต เราก็รู้สึกว่าทำไมเพื่อนที่ดีๆ จะต้องตายก่อน

ตั๊กอยากให้คนไปดูหนังเรื่องนี้เพราะว่าถ้าคุณดูหนังเรื่องนี้ คุณจะรักเพื่อนมากขึ้น อาจจะแคร์คนรอบข้างมากขึ้น บางครั้งคุณอาจจะรู้สึกว่าเพื่อนคนนี้ไม่โอเค ไม่ดีกับเราเลย แต่ถ้าเกิดเขาเคยดีกับเรา เป็นเพื่อนที่ดีกับเรา ก็ดีกับเขาไปเถอะ เพราะเราไม่รู้ว่าวันนึงเราตายก่อนหรือเขาตายก่อน คือเส้นเรื่องนี้มาจากชีวิตจริงของเราที่เจอมา แต่ก็จะมีบางอันที่แต่งขึ้นมาค่ะ ถ้าเพื่อนคนนั้นได้ดู เราก็คงดีใจค่ะ

กับเรื่องรายได้นี่ ตั๊กอยากให้คนไปดูมากกว่า ถ้าไม่ชอบยังไงก็เข้ามาที่เฟซบุ๊กเพื่อนฉันฝันสลายได้ค่ะ แล้วบอกว่าคุณไม่ชอบอะไรตรงไหน เราจะได้รับรู้ปรับปรุง เพราะตั๊กเองเป็นคนดูหนัง หนังไทยบางเรื่องทำให้ตั๊กผิดหวัง แต่ว่าตั๊กไม่ย่อท้อและไม่เหมารวมว่าทุกเรื่องจะต้องไม่ดีค่ะ ถามว่าพอใจกับงานมากน้อยแค่ไหน สำหรับตั๊กมันก็ยังมีอะไรที่ตะขิดตะขวงใจ ความเป็นผู้กำกับมันก็อยากได้ไปหมด กดดันมากค่ะ แต่ว่าความกดดันเจอมาตั้งแต่ตอนเด็กอยู่แล้ว ตั๊กชอบแบกความกดดันเก่ง อาจเป็นเพราะด้วยความที่เราอยู่ในวงการภาพยนตร์ตั้งแต่เด็ก เจอผู้กำกับสอนให้เราเข้มแข็งค่ะ”

จะมีโปรเจกต์ต่อไปอีกไหม?
“เนี่ยตั๊กถึงบอกว่างบทำหนังของตั๊กน่ะเป็นงบก้อนสุดท้ายที่จะมาลงทุนแล้ว ถ้าเกิดมีคนอุดหนุนตั๊กหรือดูหนังเรื่องนี้ มันก็ยังมีทุนที่จะได้ไปต่อ ตั๊กก็หวังไว้อย่างนั้นเหมือนกัน ถ้ามีคนดูสักแสนคน ได้สัก 10 ล้านก็โอเคแล้วค่ะ ส่วนหนังเรื่องต่อไปมีพล็อตเรื่องใหม่แล้ว ตั๊กอยากทำหนังผี เพราะชอบเรื่องเร้นลับ และมันเป็นอะไรที่เมืองไทยเรารู้กันดีอยู่แล้วค่ะว่ามันสนุก ดูง่าย แต่ต้องเป็นหนังผีที่ต้องมีเส้นเรื่องที่ดีค่ะ แต่จริงๆ เราไม่สามารถรู้ได้เลยเกี่ยวกับภาพยนตร์เนี่ย เดายากสุดๆ แล้วค่ะ”

เห็นช่วงนี้ผอมลงเยอะ มีแรงบันดาลใจยังไงในการลดน้ำหนัก?
“ลดมาตั้งแต่แม่เสีย ตอนนั้นหนัก 87 กก. ตอนนี้เหลือ 62 กก. ลดไป 25 กก. ถ้าลดอีก 5 กก. ก็เท่าเดิมตอนอยู่ในวงการค่ะ คือต้นทุนตั๊กตอนเข้าวงการมันสูงมากไง ผอมมากอะ จะให้ตั๊กกลับไปผอมแบบนั้น แต่ตั๊กมีลูกแล้ว มันคงเป็นไปไม่ได้

ก็มีลูกเป็นแรงบันดาลใจ เราอยากให้ลูกเรามีหน้ามีตา ไปรับลูกแล้วเพื่อนไม่ล้อว่าแม่อ้วน ก็ต้องไว้หน้าลูกนิดนึง (ยิ้ม) ถามว่าเราคิดไปเองรึเปล่า มันก็ต้องคิดนะ อย่างลูกเรายังมาถามเลยว่าคุณแม่เป็นดารารึเปล่า เราก็อ้าว รู้ได้ไง แสดงว่าต้องมีคนพูดหรือไปได้ยินอะไรมาจากไหน แล้วสุขภาพเราก็ต้องดูแล”

ช่วงที่น้ำหนักขึ้นเยอะมากๆ มันส่งกระทบกับสุขภาพยังไงบ้าง?
“มันอ่อนเพลีย ไม่กระฉับกระเฉง มีความเสี่ยงที่จะเป็นเบาหวานเหมือนแม่ด้วย เคยไปตรวจแล้วหมอบอกว่าแน่นอน ถ้าคุณแม่มีเชื้อเบาหวาน ตั๊กก็เป็นได้ค่ะ ถ้าเป็นจริงๆ คือเรื่องใหญ่มากค่ะ แล้วเรามีลูกที่ต้องดูแล เราก็เป็นห่วงเขามาก ตอนนั้นก็พบหมอและตรวจว่าตั๊กเป็นอะไร ก็ไปเช็กร่างกาย หมอก็บอกว่าไทรอยด์ไม่ผิดปกติ มันเป็นที่การกินของตั๊กเอง ตั๊กกินเยอะ กินขนมเยอะมาก กินไปเรื่อยๆ ทั้งวัน ตอนถ่ายหนังเรื่องนี้เบื้องหลังจะอ้วนมาก (หัวเราะ) พอตรวจเสร็จหมอส่งไปที่โภชนาการ เขาก็แนะนำผลไม้ที่มีกากใย แล้วเขาจะมีจานผลไม้ให้เราดูเลยว่ากินได้เท่าไร ข้าวกินแค่ครึ่งถ้วย กินข้าวคีนัว”

ตอนแรกทำใจได้ไหมที่จะต้องลดน้ำหนัก?
“เราก็บอกว่าหนูทำไม่ได้ (หัวเราะ) มันยาก มีตัวช่วยอื่นไหม เขาก็บอกว่ามี คุณตั๊กต้องไปพบจิตแพทย์ (หัวเราะ) ต้องไปทำความเข้าใจก่อนว่าทำไมต้องทำ เราก็ไปเพราะว่าอยากรู้ หมอก็ทำกราฟมาให้เลยและบอกว่าถ้าทำตามนี้มันลงแน่นอน อย่าคิดว่าวันนี้ท้อ วันนี้คือสิ่งที่เรากำลังจะเป็นพรุ่งนี้ พรุ่งนี้ก็จะเป็นสิ่งที่เป็นอีกวันนึง และคิดดูว่าเดือนนึงลดเดือนละ กก. 9 เดือนลดได้ 9 กก. ถ้าเดือนนึงลดได้ 4 กก. 9 เดือนจะลดได้กี่ กก. อย่าคิดว่ามันยาก ต้องคิดไปข้างหน้า แล้วจะมีร่างกายที่แข็งแรง มีความมั่นใจขึ้น รักตัวเองมากขึ้น อยากทำอะไรมากขึ้น เขาจะพูดให้เรามีพลัง มีกำลังใจ เขาก็บอกว่าถ้ายังอ้วนอยู่ โรคจะรุมเร้านะ พอฟังที่เขาพูดก็รู้สึกว่าสิ่งที่เขาพูดเป็นความจริง ก็ลดเหอะ (หัวเราะ)”

ใช้เวลากี่เดือนในการลดน้ำหนัก?
“ตั้งแต่ช่วงแม่ตั๊กเสียเดือน เม.ย. ปีที่แล้ว จนมาถึงตอนนี้ก็ประมาณ 8-9 เดือนค่ะ”

เรื่องอาหารละ?
“ตั๊กกินตามกรุ๊ปเลือด ตั๊กเลือดกรุ๊ปโอ ซึ่งต้องเน้นเนื้อ แต่เราก็ไม่อยากกินเนื้อเนอะ คือตั๊กเคยไปถือศีลแล้วไม่กินเนื้อเลย กินแต่ผัก คือทานผักกับข้าวได้ ผักกับเนื้อได้ แต่ถ้าเป็นหมู ผัก ชีส อย่างนี้ไม่โอเค ผักกับชีสได้ ผักกับเนื้อได้ แต่ถ้าชีสกับเนื้อไม่ได้ คือกินเพื่อให้เลือดมาช่วยเรา อย่างเนื้อเราก็ต้องอบ นึ่ง ทอดได้แต่ต้องเป็นน้ำมันมะกอกค่ะ จริงๆ พยายามไม่ปรุงเยอะจะดี เพราะร่างกายมันจะช่วยเผาผลาญให้เร็วขึ้น แต่เผาผลาญเร็วยิ่งหิวนะ เขาบอกว่าร่างกายเผาผลาญเร็วยิ่งผอม มันกำลังเอาของเก่ามาใช้ แต่หมอจะให้แคลเซียมกับตัวทำให้อิ่มที่เป็นไฟเบอร์มาชงดื่มค่ะ ช่วงนั้นแม่ตั๊กเสียและวุ่นๆ กับหนังก็เลยลองดูค่ะ”

แล้วการออกกำลังกาย เราทำไงบ้าง?
“เริ่มจากเดินก่อน เดินแกว่งแขน พอเดินไปเรื่อยๆ ร่างกายมันร้อนแล้ว มันติดเครื่อง มันอยากวิ่ง คราวนี้วิ่งไม่หยุดเลย (หัวเราะ) ใช้เวลาออกกำลังกายวันละไม่ถึง 3 ชม. ตั๊กวิ่งข้างนอก ตั๊กได้พลังงานถึง 700 แคลอรีเลยนะ เพราะมันขับเคลื่อนด้วยตัวเรา แต่วิ่งลู่นี่ได้น้อยมากเพราะมันถูกขับเคลื่อนด้วยเครื่องที่ช่วยให้ขามันก้าวไป มันซัพพอร์ตเข่า แต่พอเราผอมได้สักพักนึง เข่าไม่ต้องซัพพอร์ตแล้วไง เราแค่ซัพพอร์ตตัวเอง วิ่งเหยาะๆ ก่อน วิ่งไปเรื่อยๆ คิดถึงแต่เรื่องแม่ เรื่องงาน เช้ามาลดไป 1 กก. แล้วค่ะ

หิวทีก็เอาผักกาดหอมมาเทรวมกัน 3 ถุงเลย แล้วใส่แอปเปิลไซเดอร์ บีบมะนาว ใส่โรสแมรี่ลงไป แล้วกินเข้าไปค่ะ หิวจริงๆ ก็ซื้อผลไม้มากินให้อิ่ม ทำทุกวันค่ะ ทำอาหารเองเลย กินอะโวคาโด แป้งก็กินโฮลวีต แล้วซื้อแซลมอนรมควันมา ตัดอะโวคาโดเรียง หาอะไรที่ทำมาจากผักมาทาและกิน กินไข่ต้มแต่กินแต่ไข่ขาวค่ะ มีช่วงนึงตั๊กไปถือศีล 15 วันถวายรัชกาลที่ 9 และหลวงปู่สด ตั๊กไม่กินเนื้อสัตว์เลย 15 วัน กินแค่มื้อเช้ากับเที่ยง น้ำหนักตั๊กลงไป 4 กก. และที่ลงคือไขมันล้วนๆ ค่ะ”

พอเห็นเราผอมลง คุณบุญชัยว่าไงบ้าง?
“เขาก็ให้กำลังใจ แต่เขาไม่ลดด้วย เขาบอกว่าเขาไม่สามารถที่จะทำแบบตั๊กได้ เพราะเขาไม่ได้ขึ้นเยอะแบบตั๊ก แต่เขาเป็นผู้ชาย ไม่เคยมีลูก เขาออกกำลังกายนิดนึงก็ลงแล้ว เขาระบบเผาผลาญดีจะตายค่ะ เป็นคนเดินไปนิดนึงก็เหงื่อออก เขาก็ดูผอมแล้ว พอเขาเห็นเราผอมลงก็บอกว่าโห ถ้ามากไปกว่านี้คือหน้าโทรมแล้วนะ เราก็จริงเหรอ ก็เลยไปหาหมอ ไปนวดหน้าบ้างค่ะ”

จริงๆ เราเคยคิดไหมว่าจะทำได้ขนาดนี้?
“คิดแต่ไม่เคยทำได้เลย แต่ครั้งนี้ทำได้ คิดมาตลอดว่าอยากลดความอ้วน เวลาไปข้างนอก คนก็ทักว่าทำไมอ้วนจัง ตอนนี้คนทักทำไมผอมลง ทำยังไง ตั๊กก็ไม่คิดว่าจะทำได้ ทุกคนก็ไม่คิดว่าตั๊กจะทำได้ แฟนตั๊กก็ไม่คิด เขาบอกว่าไม่เป็นไรหรอก เอาแค่พอดี ไม่ต้องลงเยอะค่ะ แต่เราก็คิดว่าไหนๆ ก็ลดแล้วก็ลงไปซะ และแม่เป็นคนพูด วันนั้นก่อนแม่จะนอน วันนั้นเป็นวันสิ้นปี แม่ตั๊กเส้นเลือดในสมองตีบ แล้ววันนั้นตั๊กไปหาแม่ เอาของขวัญไปให้แม่ แม่บอกว่าทำไมอ้วนจัง ผอมกว่านี้หน่อยได้ไหมจะได้สวยๆ นะลูก และพอหลังจากนั้นแม่ก็หลับไป ตอนนั้นไปหา 9 โมงเช้า พอบ่ายแม่ก็สโตรกเลย ตั๊กก็เลยจำคำไว้ ก็อยากทำในสิ่งที่คุณแม่ขอไว้”

ถามถึงเรื่องน้องข้าวหอม ลูกชาย เป็นไงบ้าง?
“ตอนนี้ 4 ขวบค่ะ เริ่มไปเรียนแล้ว เขาก็น่ารัก มีความเป็นตัวของตัวเองสูง ชอบเล่นรถไฟ การ์ตูนเขาก็ดูนะคะ เขาชอบวาดรูป ชอบร้องเพลง ระหว่างทำการบ้านเขาก็ฮัมเพลงไปเรื่อยๆ ตอนนี้เขาเรียน 4 ภาษา ไทย อังกฤษ จีน เยอรมัน อย่างภาษาเยอรมันจ้างมาสอนที่บ้าน ภาษาจีนเรียนที่โรงเรียนค่ะ คือตอนนี้เขาก็เร็วขึ้นนะคะ ความจำเขาน่ะค่ะ แต่เวลาปิดเทอมใหญ่ก็ต้องไม่เรียนพิเศษแล้วนะ ให้เขาได้พัก ช่วงปิดเทอมก็ให้เขาไปเล่นแล้ว แต่เราเข้าใจว่าเด็กรุ่นนี้ต้องเรียน ถามว่าน้องชอบไหม เขาก็จะมีความขี้เกียจตื่นนอนเป็นธรรมดาของเด็ก แต่พอไปเรียนแล้วเขาก็จะบอกว่าวันนี้เรียนสนุกจังเลย ได้ไปเจอเพื่อน แต่เวลาปลุกไม่ค่อยลุกหรอก (หัวเราะ)”

แพลนอนาคตน้องไว้ยังไงบ้าง?
“ตั๊กไม่ได้แพลนนะ เราแล้วแต่ลูกค่ะ ดูเป็นปีๆ ไปค่ะ ส่วนคุณบุญชัยเขาก็มีคิดไว้บ้าง เขาอยากให้เรียนเมืองไทย ส่วนเรื่องที่คนชอบส่งลูกไปเรียนเมืองนอก ตั้กไม่ได้คิดนะ เพราะตั๊กอยากให้เขาอยู่ใกล้ตั๊กทุกวันค่ะ”

ชีวิตครอบครัวตอนนี้เป็นไงบ้าง?
“ก็โอเคค่ะ ต่างคนต่างทำงานเลี้ยงลูก ช่วยกันเลี้ยงลูก ถามว่ายังมีอะไรต้องปรับจูนไหมหลังจากแต่งงานมาหลายปี มันก็มีเรื่องลูกมั้งคะที่ทะเลาะกันบ่อยๆ อย่างเวลาเขาสอนลูก เขาก็บอกว่าเราไม่ต้องไปปกป้องได้ไหม เดี๋ยวเขาสอนเอง”

ด้วยความที่อายุห่างกันเยอะ นิสัยก็มีทั้งเหมือนและต่างกัน เรามีวิธีปรับตัวเข้าหากันยังไง?
“เราต้องทำความเข้าใจว่าเขากับเราต่างกันอยู่แล้วค่ะ เพราะเป็นเรื่องการเลี้ยงดู พอเรารู้ว่าเราต่างกัน มันก็เป็นจุดที่เราให้อภัยกันได้ทุกเรื่อง ถามว่ามีเหตุการณ์ที่ทำให้รู้สึกท้อในการใช้ชีวิตคู่และรู้สึกว่าจะไปต่อไหวไหม ช่วงแต่งงานแรกๆ ก็มีนะ อาจจะเพราะเราคลอดลูกด้วยมั้ง ฮอร์โมนก็ขึ้นๆ ลงๆ พูดอะไรนิดนึงอาจจะเสียใจ น้อยใจ ถามว่ามีการปรับความเข้าใจยังไง ก็จะบอกเขาไปตรงๆ ว่าถ้าพูดแบบนี้อีกไม่ไหวนะ รู้สึกไม่ดีเลย บางทีคนเราก็ไม่ต้องพูดให้เราเสียใจก็ได้ พูดดีๆ ก็ได้ บางทีตั๊กทำอะไรไม่ดี ตั๊กก็ขอโทษเขา มีอะไรก็คุยกันตรงๆ ดีกว่า ตัวพี่เขาเองก็เป็นผู้ใหญ่อยู่แล้ว เวลาเขาทำอะไรเขาก็คิดเยอะค่ะ เราก็เข้าใจเขาแหละ บางทีเขาก็ต้องระวังอะไรหลายเรื่อง”

เราเติมความหวานในชีวิตคู่ยังไงในแบบของเราที่ทำให้ความรักยังแฮปปี้ทุกวัน?
“สิ่งเดียวคือความซื่อสัตย์ ความไว้ใจ คือคนเราไม่ต้องหวานด้วยกันตลอดค่ะ แต่ถ้าอยู่กันไปแล้ว เรารู้ว่าเขาดีกับเรา แล้วเราจำได้ เราไม่ลืม ถามว่าเทศกาลต้องมีให้ของกันไหม มันไม่มีวันไหนสำคัญเท่ากับทุกวันหรอก ทำทุกวันให้ดี พูดกันดีๆ วันนี้ไม่ทะเลาะกัน หรือถ้าทะเลาะกันก็รีบดีกัน ไม่ปล่อยปัญหาไว้นาน ประเด็นคือหนึ่งเราแต่งงานกันแล้ว สองเรามีลูกแล้ว เราเป็นผู้หญิง เราก็ต้องประคับประคองไป

แล้วเขาก็ดีกับตั๊ก ไม่เคยว่าตั๊ก อาจจะเคยมีทะเลาะกัน เถียงกัน พูดกันไม่ดี ทำให้เสียใจกันก็เป็นธรรมดาของคนที่กำลังโกรธ ถ้าเราเข้าใจตรงนี้ได้ มันก็เข้าใจกันได้ค่ะ อะไรที่ผ่านเข้ามาในชีวิตก็ถือเป็นบททดสอบ อย่างน้อยเรามองหน้าลูกแล้วยังบอกกับลูกได้ว่าไม่มีอะไรลูก พ่อกับแม่ก็แค่เถียงกันบ้างเป็นธรรมดาเพราะเป็นชีวิตคู่ เดี๋ยวลูกก็มีค่ะ”

เรียกว่าลูกมาเติมเต็มชีวิตคู่ได้ไหม?
“เป็นแรงบันดาลใจทำให้เราปรับเปลี่ยนทัศนคติใหม่ จากที่เราเป็นคนไม่ยอมคนเลย ไม่ยอมฟังเหตุผล เอาแต่ตัวเอง หรือเอาชนะ บทจะเลิกก็เลิก แต่พอมีลูกมันไม่ใช่แล้วค่ะ ถ้าทำเพื่อเขาอย่างเดียวมันก็ไม่มีความสุข มันต้องทำให้เรามีความสุขด้วย เราจะอยู่ยังไงให้เรามีความสุข เราต้องมานั่งคุยกัน อะไรที่เราทำได้เราก็ทำ อะไรที่ตั๊กบอกเขาว่าถ้าพี่ทำแบบนี้อีก ตั๊กรู้สึกไม่ดี พี่อย่าทำได้ไหม พี่พูดกับตั๊กตรงๆ ก็ได้ ใช้คำพูดใหม่ได้ไหม หรือถ้าตั๊กทำอะไรไม่ดี พี่บอกตั๊กก็ได้ ไม่ต้องพูดรุนแรงกับตั๊ก

คือตกลงกันตอนที่เราไม่มีอารมณ์โกรธ แต่ถ้าตอนอารมณ์ร้อนก็เงียบๆ กันก่อน รอให้เขาได้มีเวลามีระยะของเขาก่อน พอถึงจุดนึงแล้วเราค่อยคุยกันค่ะ เราก็ต้องเกรงใจเขาเพราะเขาผู้ใหญ่กว่าเราค่ะ ทุกอย่างมันอยู่ที่ยอมค่ะ ยอมเพื่อมีชีวิตอยู่คู่กันค่ะ พอมีลูกมันทำให้เราใจเย็นขึ้น เพราะว่าเราต้องรอลูก เร่งลูกก็ไม่ได้ เพราะเขายังเด็กอยู่ ทำให้เราใจเย็นค่ะ”

หาจุดที่ลงตัวในชีวิตคู่ได้แล้ว หรือยังต้องปรับไปตามสถานการณ์?
“มันลงตัวตั้งแต่เรารู้ว่าคนนี้คือคนที่ใช่ เพราะคุณบุญชัยเป็นผู้ชายที่น่ารัก ไม่มีคู่ไหนหรอกที่อยู่ด้วยกันและไม่ทะเลาะกัน เราอยู่คนเดียวแล้วบางทีเรายังเซ็งตัวเองเลย มันก็เป็นธรรมดาแหละ มองในมุมที่ดีที่สุดไว้ก่อน อย่างเมื่อก่อนเขาตื่นตี 4 เพื่อไปถอยรถให้รถพยาบาลเข้ามารับแม่ไปฟอกไตอยู่ประมาณ 7 เดือน อาทิตย์ละ 3 ครั้ง เขาตื่นทุกครั้ง เพราะช่วงนั้นเรามึนอึนกับชีวิต เราตื่นเป็นบางครั้ง เราไม่ว่างเพราะทำหนัง

เขาไปเยี่ยมแม่ให้เรา ไปจับมือแม่เราใส่บาตร นิมนต์พระจากวัดมาให้แม่ใส่บาตรกับมือ คือเขาทำทุกอย่างเพื่อเราและครอบครัว บางทีเราเผลอหลับไปทั้งที่เรายังไม่ได้ลบหน้า เขาก็เอาครีมที่เราใช้สำหรับลบหน้ามาลบให้เรา เอาสำลีจุ่มน้ำเช็ดให้เรา เช็ดเสร็จก็เอาครีมมาทาให้เราอีก เขาน่ารักมากค่ะ เขามีมุมนั้นจริงๆ ทำให้เรารู้สึกชื่นใจค่ะ

คือปัญหาครอบครัวมันไม่ได้มีเรื่องผู้หญิงหรืออะไรหรอก เพียงแต่บางทีมันมีเรื่องหลากหลายในชีวิตเรา อย่างของเราก็มีเรื่องแม่ การตัดสินใจในช่วงที่แม่ป่วย แม่เสีย มันก็มีผลกับการดูแลสามีเนอะ สามีกลับบ้านมา เมียยังนั่งเซ็งอยู่กับชีวิต สามีก็ไม่เคยพูดอะไร ถ้าเป็นสามีคนอื่นก็คงรู้สึกแล้วว่าข้าวก็ไม่หาให้เรากิน เขาไม่เคยพูดอะไรเลยเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา พอเรากลับตัวได้ก็ต้องรีบทำให้สิ เราก็ไว้ใจเขา”

ที่ผ่านมาปัญหาที่เกิดขึ้นไม่มีเรื่องของผู้หญิงหรือมือที่ 3?
“คุณบุญชัยไม่มีเรื่องนั้นเลยค่ะ แต่ถ้ามันมีค่อยคิด แต่ตอนนี้ยืนยันว่าตั้งแต่แต่งงานมาไม่มีเลยค่ะ”

สุดท้ายฝากอะไรถึงแฟนๆ?
“ก็อยากฝากหนังเรื่องนี้ค่ะ ตั๊กทำหนังเรื่องนี้ก็อยากให้คนเข้าไปดู เพราะมันเข้าวันที่ 8 ก.พ. พอดี เป็นเดือนแห่งความรัก อยากให้ทุกคนไปดูหนังเรื่องนี้กับเพื่อนกับแฟน ถ้าไม่ดียังไงก็เข้ามาคอมเมนต์ที่เฟซบุ๊ก Sad Beauty เพื่อนฉันฝันสลาย ได้นะคะ ส่วนผลงานต่อไปตอนนี้ยังไม่มี ละครก็ยังไม่มี รอไปก่อนค่ะ”.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้