วันเสาร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ตาลีบัน-ไอเอส “แท็กทีม” ?

ถล่มโรงแรม-กองกำลังความมั่นคงอัฟกานิสถานตรึงกำลังรอบโรงแรม “อินเตอร์คอนติเนนตัล” ในกรุงคาบูล ซึ่งถูกนักรบกลุ่มตาลีบันบุกโจมตีไฟไหม้ควันโขมง เมื่อ 20 ม.ค. มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 22 คน ขณะที่ประธานาธิบดีอัสราฟ กานีแห่งอัฟกาฯ (รูปเล็ก) ต้องต่อสู้กับทั้งกลุ่มตาลีบันและไอเอส (รอยเตอร์/เอพี)

สงครามในต่างแดนที่สหรัฐอเมริกา “พี่ใหญ่หมายเลข 1” ของโลกเข้าไปแทรกแซงยาวนานที่สุดในยุคใหม่คือ ศึก “อัฟกานิสถาน” ซึ่งยืดเยื้อมานานกว่า 16 ปีแล้ว และยังไม่มีท่าทีจบลงง่ายๆ

แม้สหรัฐฯและพันธมิตรจะถอนทหารหน่วยรบเกือบทั้งหมดออกมาจากอัฟกาฯแล้วในปี 2557 แต่สถานการณ์กลับแย่ลง เพราะกองกำลัง “ตาลีบัน” ที่เคยปกครองอัฟกาฯช่วงหนึ่ง ยิ่งฟื้นตัวกล้าแข็งขึ้นเรื่อยๆ แถมยังมีกองกำลังรัฐอิสลาม (ไอเอส) ซึ่งแตกพ่ายจากสงครามในอิรักและซีเรีย กระโจนเข้าร่วมสมรภูมิเลือดด้วย

รายงานของ “บีบีซี” ระบุว่า ขณะนี้ตาลีบันควบคุม หรือคุกคามดินแดนอัฟกาฯอยู่ถึง 70% มากกว่าปี 2557 ที่สหรัฐฯและพันธมิตรถอนทหาร แต่รัฐบาลอัฟกาฯโต้ว่า ตนยังควบคุมพื้นที่ส่วนใหญ่ได้ แต่การโจมตีของตาลีบันอย่างถี่ยิบในหลายภูมิภาคในพักหลังๆ โดยเฉพาะในกรุงคาบูล เป็นข้อบ่งชี้ว่าอาจไม่เป็นอย่างนั้น!

ไม่ถึง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ตาลีบันโจมตีกรุงคาบูลครั้งใหญ่แล้ว 2 ครั้งซ้อน โดยเมื่อ 20 ม.ค. โจมตีโรงแรมหรู “อินเตอร์คอนติเนนตัล” นานถึง 12 ชม. มีผู้เสียชีวิต 22 คน รวมทั้งชาวต่างชาติ 14 คน ต่อมาอีก 7 วัน ก็โจมตีด้วยรถพยาบาลติดระเบิดกลางฝูงชนในเขตปลอดภัยสูง “กรีนโซน” มีผู้เสียชีวิตถึง 103 คน บาดเจ็บ 235 คน และเดือน ต.ค.ปีที่แล้ว ตาลีบันก็โจมตีรถบัสนักเรียนเตรียมทหาร มีผู้เสียชีวิต 15 คน

ซ้ำร้ายเมื่อ 5 วันที่ผ่านมา กลุ่มไอเอสก็ผสมโรง โจมตีโรงเรียนเตรียมทหาร “มาร์แชล ฟาฮิม” ในกรุงคาบูล ทำให้ทหาร 11 นาย และคนร้าย 4 คนเสียชีวิต การโจมตีเหล่านี้ทำให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐฯ ประกาศกร้าวว่าจะไม่เจรจากับตาลีบันตามยุทธศาสตร์เดิม และจะบดขยี้ไอเอสหนักหน่วงยิ่งขึ้น

การโจมตีอุกอาจชนิดสะท้านฟ้าสะเทือนดิน 3 ครั้งหลัง ทำให้ชาวอัฟกันโกรธแค้นหวาดผวา และเกิดคำถามเรื่อง “ประสิทธิภาพ” ของหน่วยข่าวกรองและกองกำลังความมั่นคงของอัฟกาฯ ซึ่งมีสหรัฐฯช่วยเหลืออยู่อย่างเข้มข้นว่า “ล้มเหลว” หรือไม่? ทั้งที่กรุงคาบูลมีมาตรการรักษาความปลอดภัยเข้มงวดที่สุดแห่งหนึ่งในโลก

แต่นายโมฮัมหมัด มาซูม สตาเนคไซ หัวหน้าหน่วยข่าวกรองอัฟกาฯ แก้ตัวว่า ผู้ก่อการร้ายปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ใหม่ๆตลอดเวลา จึงยากจะป้องกันได้ 100% ที่จริงรัฐบาลสามารถทลายแผนโจมตีได้ก่อนหลายครั้งแล้ว แต่บางครั้งก็ยากควบคุมเพราะกรุงคาบูลมีเส้นทางเข้าเมืองมากมายกว่า 100 เส้นทาง

ผู้เชี่ยวชาญตะวันตกเผยว่า กลุ่มหัวรุนแรง รวมทั้งตาลีบันและไอเอส ปรับตัวเอาชนะมาตรการรักษาความปลอดภัยใหม่ๆอยู่เสมอ ดังเช่นมาตรการที่ถูกนำมาใช้หลังเหตุโจมตีด้วยระเบิดพลีชีพในรถบรรทุกในกรุงคาบูลเมื่อเดือน พ.ค.ปีที่แล้ว มีผู้เสียชีวิตกว่า 150 คน บาดเจ็บกว่า 400 คน เป็นการโจมตีที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในคาบูล นับตั้งแต่สหรัฐฯและพันธมิตรบุกยึดอัฟกาฯ ในปี 2544 หลังเหตุวินาศกรรมช็อกโลก “9/11” ในสหรัฐฯ

มาตรการเหล่านี้ รวมทั้งการติดตั้งแท่งแบริเออร์สกัดรถบรรทุกนับร้อยแห่ง การตั้งด่านตรวจและติดกล้องโทรทัศน์วงจรปิดเป็นตาสับปะรดทั่วใจกลางเมือง ย่านที่ทำการรัฐบาลและที่ตั้งสถานทูตต่างชาติ โดยรถบรรทุกและรถยนต์ที่จะเข้าสู่กรุงคาบูลผ่านถนนสายหลักๆ จะถูกตรวจค้นสุดเข้มงวดจากทั้งเจ้าหน้าที่ สุนัขดมกลิ่น และเครื่องสแกนเนอร์ล้ำสมัย เพื่อป้องกันการลอบขนระเบิด จรวด หรือเข็มขัดติดระเบิดพลีชีพ

การตรวจเช็กสุดเข้มทำให้เสียเวลามาก รถบรรทุกติดยาวเหยียดหลายร้อยคัน บางครั้งต้องรอหลายชั่วโมงกว่าจะผ่านเข้าเมืองได้ หลายคันที่ไม่มีเอกสารถูกต้องถูกไล่กลับ แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่เพียงพอ พวกผู้ก่อการร้ายยังสามารถเล็ดลอดเข้าไปโจมตีจนได้

พวกหัวรุนแรง เช่น กลุ่มตาลีบันและไอเอส ยังใช้วิธีเกณฑ์สมาชิกใหม่ที่อยู่ในกรุงคาบูลอยู่แล้ว รวมทั้งนักศึกษา คนขายของ ไปจนถึงศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยและคนสาขาอาชีพอื่นๆ ที่มีอุดมการณ์เดียวกันให้ช่วยสนับสนุนการโจมตี แนวร่วมเหล่านี้จึงเปรียบเสมือนผู้ที่ “หลบซ่อนอยู่ในที่แจ้ง” ยากที่จะระบุตัวได้ ถึงแม้สหรัฐฯจะส่งบุคลากรเข้าไปช่วยฝึกอบรมยุทธวิถีรับมือมานานหลายปี แต่ก็ยังไม่เพียงพออยู่ดี

ที่สำคัญ การจะเลือกเป้าหมายโจมตีผู้ก่อ การร้ายในกรุงคาบูล รวมทั้งการโจมตีทางอากาศก็ทำไม่ได้ เพราะพวกนี้แฝงฝังกระจายตัวอยู่ในเมืองใหญ่ ไม่ได้อยู่รวมกันเป็นกลุ่มเหมือนในพื้นที่อื่นๆ

ตาลีบันมีแนวทางชัดเจนคือ โค่นล้มรัฐบาลและขับไล่กองกำลังต่างชาติออกไปให้หมด ขณะที่ไอเอสเร่งแผ่ขยายฐานที่มั่นและอิทธิพลเข้าไปในอัฟกาฯ หลังแตกพ่ายจากสงครามในอิรักและซีเรีย การโจมตีครั้งใหญ่ๆในกรุงคาบูลจึงเป็นการ “ประกาศ ศักดา” ว่า พวกตนเข้มแข็งมีพิษสงร้ายกาจ ขณะที่เผชิญแรงกดดันจากการถูกโจมตีอย่างหนักในพื้นที่อื่นๆ

การโจมตีกรุงคาบูลซึ่งเปรียบเสมือน “กล่องดวงใจ” ของประเทศซ้ำแล้วซ้ำเล่า จะทำให้ผู้คนแตกตื่นขวัญผวา ไม่มั่นใจในความปลอดภัย และโกรธแค้นรัฐบาลที่ไม่สามารถปกป้องประชาชนได้ กรุงคาบูลจึงกลายเป็น “แม่เหล็ก” ดึงดูดให้ทั้งตาลีบันและไอเอสเข้าไปทำสงครามเลือดเต็มรูปแบบ

แม้การโจมตี 3 ครั้งล่าสุด ดูเหมือนว่าตาลีบันและไอเอสจะแยกกันลงมือ แต่ในอนาคตก็ไม่แน่ว่าจะร่วมมือกันถ้ามีผลประโยชน์ร่วม สถานการณ์จะยิ่งยุ่งยาก และไม่แปลกถ้าจะเห็นการโจมตีครั้งใหม่ เพียงแต่ว่าจะรับมือได้หรือไม่ขนาดไหนเท่านั้น!

บวร โทศรีแก้ว