วันอังคารที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ชาวีน เด อวนตาร์ ศูนย์กลางพิธีกรรมหลอนจิตในอเมริกาใต้

วันนี้คอลัมน์ไทยรัฐซันเดย์สเปเชียลโดยทีมงานนิตยสารต่วย’ตูน จะพาท่านไปพบกับปฐมบทของอารยธรรมที่รุ่งเรืองอยู่บนเทือกเขาแอนดีสในประเทศเปรู ทวีปอเมริกาใต้ ซึ่งถือกำเนิดขึ้นมาพร้อมกับวัฒนธรรมที่มีชื่อว่า “ชาวีน” (Chavin) พวกเขารุ่งเรืองอยู่บริเวณตอนเหนือและตอนกลางของเทือกเขาแอนดีส ตั้งแต่เมื่อประมาณ 1,500 ถึงประมาณ 200 ปีก่อนคริสตกาล

จุดเด่นของชาวีนอยู่ที่ความเชื่อทางด้านศาสนา และพิธีกรรมที่พอจะเรียกได้ว่าเป็นพิธีกรรม “หลอนจิต” นครหลวงของชาวชาวีนเป็นที่รู้จักกันในชื่อ “ชาวีน เด อวนตาร์” (Chavin de Huantar) ซึ่งตั้งอยู่เหนือระดับน้ำทะเลราวสามกิโลเมตร ห่างจากกรุงลิมา เมืองหลวงของประเทศเปรู ขึ้นมาทางตอนเหนือประมาณ 250 กิโลเมตร นักโบราณคดีที่เข้าไปขุดค้นในนครแห่งนี้ล้วนฉงนสงสัย เพราะวัฒนธรรมชาวีนขาดแคลนสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่ชนเผ่าโบราณอื่นๆ ขาดแทบจะไม่ได้เลย นั่นก็คือ “ทหาร” ครับ เมืองโบราณของชาวชาวีนไม่มีหลักฐานของป้อมปราการหรือกองทหารใดๆ นั่นจึงทำให้นักโบราณคดีสงสัยเป็นอย่างยิ่งว่าในนครที่ไร้ ซึ่งกำลังทหารนั้น ชาวเมืองจะอยู่กันได้อย่างไรโดยไม่ให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในนคร

หนึ่งในคำตอบที่นักโบราณคดีค้นพบจากหลักฐานในเมืองชาวีน เด อวนตาร์ คือซากของวิหารขนาดยักษ์และหลักฐานของพิธีกรรมสะกดจิตหมู่ ที่ทำให้นักโบราณคดีสรุปว่าชาวีน เด อวนตาร์นั้นเปรียบเสมือน “แหล่งแสวงบุญ” ขนาดใหญ่ ที่มีความสำคัญเทียบเท่ากับกรุงเยรูซาเลม (Jerusalem) ในประเทศอิสราเอล หรือนครเมกกะ (Mecca) ในประเทศซาอุดีอาระเบีย ชาวเมืองในวัฒนธรรมชาวีนจากดินแดนอันห่างไกลจะร่วมเดินทางหลายร้อยกิโลเมตรเข้ามาประกอบพิธีกรรมในเมืองแห่งนี้ ซึ่งการปกครองด้วยระบบความเชื่อเช่นนี้อาจจะทำให้ชาวชาวีนไม่ต้องใช้กองทหารหรือป้อมปราการเพื่อควบคุมกลุ่มชนก็เป็นได้

ดังนั้นศาสนาและพิธีกรรมของชาวชาวีนจึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจศึกษาเป็นอย่างยิ่ง เทพเจ้าองค์สำคัญของชาวชาวีนเป็นที่รู้จักกันในชื่อ “เทพเจ้าไม้เท้า” (Staff Deity) แต่ชื่อนี้ไม่ใช่ “พระนาม” ของเทพเจ้าหรอกนะครับ ยังไม่มีใครทราบพระนามที่แท้จริงของเทพเจ้าองค์นี้ แต่ที่เราเรียกกันว่าเทพเจ้าไม้เท้านั่นก็เป็นเพราะว่ารูปลักษณ์ของเทพเจ้าองค์นี้ที่อยู่ในท่าทางของการกางแขนออกทั้งสองข้าง โดยที่มือทั้งสองถือไม้เท้าเอาไว้ สิ่งที่น่า สนใจก็คือเทพเจ้าไม้เท้าเช่นนี้ปรากฏในวัฒนธรรมเทือกเขาแอนดีสหลายแห่งด้วยกัน เช่น เทพเจ้าที่ชื่อ “วิราโคชา” (Viracocha) ซึ่งปรากฏพระองค์บน “ประตูสุริยะ” (Gateway of the Sun) ใน เมืองติอาวานาโก (Tiahuanaco) ประเทศโบลิเวีย ซึ่งเป็นเทพเจ้าที่เกี่ยวข้องกับความอุดมสมบูรณ์ทางเกษตรกรรมของชาวแอนดีสโบราณ ส่วนภาพเทพเจ้าไม้เท้าที่โดดเด่นของชาวชาวีนนั้นปรากฏอยู่บนศิลาที่เรียกว่า “ศิลาไรมอนดี” (Raimondi Stela) สกัดจากหินแกรนิตสูงราวสองเมตรเป็นภาพของเทพเจ้าไม้เท้าที่ค่อนข้างจะเลือนรางไปบ้างแล้ว ศิลาแผ่นนี้ค้นพบโดยนักเดินทางชาวอิตาลีชื่ออันโตนิโอ ไรมอนดี (Antonio Raimondi) ภาพที่ปรากฏบนศิลาก็น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าศิลาแผ่นนี้สามารถสื่อความหมายได้หลากหลายอารมณ์ ขึ้นกับว่าผู้ชมจะมองศิลาแผ่นนี้จากมุมใด ถือเป็นเทคนิคอันแพรวพราวที่ชาวชาวีนใช้ในงานศิลปะของเขาหลายต่อหลายครั้งเลยก็ว่าได้ครับ

เพราะเมื่อพิจารณาศิลาไรมอนดีจากมุมมองปกติแล้ว พื้นที่ราวหนึ่งในสามของศิลาแสดงภาพของ “เทพเจ้าไม้เท้า” ที่กางแขนออกทั้งสองข้าง ในมือมีไม้เท้าขนาดใหญ่ คล้ายคลึงกับภาพที่ปรากฏบนประตูสุริยะที่นครติอาวานาโก ด้านบนศีรษะของเทพเจ้าไม้เท้ากินพื้นที่ที่เหลืออีกสองในสามของศิลาแสดงภาพเครื่องประดับศีรษะของเทพเจ้าที่ตกแต่งด้วยภาพของอสรพิษและลวดลายคดโค้ง รูปคลื่นและก้นหอยดูน่าเกรงขามเป็นอย่างยิ่ง แต่เมื่อลอง “กลับหัว” ศิลาไรมอนดีดูบ้าง ก็จะพบว่าภาพที่ปรากฏนั้นยังคงสื่อความหมายได้อยู่ แถมภาพที่ได้เห็นยังแสดงอารมณ์ที่แตกต่างออกไปจากมุมมองเดิมอย่างสิ้นเชิงอีกด้วย เพราะก่อนที่จะกลับหัวศิลานั้น ภาพของเทพเจ้าไม้เท้าให้ความรู้สึกอันน่าสะพรึงกลัว แต่เมื่อกลับหัวแผ่นศิลาก็จะพบว่าภาพเครื่องประดับศีรษะของเทพเจ้าได้แสดงให้เห็นถึง “รอยยิ้ม” ของอสูรมีเขี้ยวที่ดูแล้วชวนให้ผ่อนคลาย นอกจากนั้นภาพของเทพเจ้าไม้เท้าที่ตีลังกาอยู่นั้นก็เสมือนว่ากำลังยิ้มอยู่ด้วยเช่นกัน และเทคนิคการแสดงออกทางศิลปะอันน่าทึ่งเช่นนี้ก็คือเอกลักษณ์อันโดดเด่นของช่างศิลป์ชาวชาวีนเขาล่ะครับ

กลับมาที่เรื่องราวของพิธีกรรมหลอนจิตอันแสนลึกลับของชาวชาวีนกันต่อดีกว่า เราทราบกันไปแล้วว่าชาวีน เด อวนตาร์ คือแหล่งแสวงบุญที่สำคัญ ของชาวชาวีน ที่นี่จะมีพิธีกรรมหลากหลายรวมทั้งการหลั่งเลือดและการบูชายัญด้วย นักโบราณคดีทราบว่าพิธีกรรมบูชายัญนั้นจะกระทำกันในลานสาธารณะที่มีประชาชนมาเข้าร่วมพิธีจำนวนมากถึงกว่า 1,500 คน พิธีกรรมส่วนใหญ่จะจัดโดยนักบวชหมอผีที่จะ ส่งจิตของพวกเขาเข้าสู่ภวังค์ด้วยสารหลอนประสาทจากพืชบางชนิดเช่นใบโคคาหรือเห็ดบางประเภท นอกจากนั้นแล้วพืชอีกชนิดหนึ่งที่ชาวชาวีนใช้ในพิธีกรรมสะกดจิตหมู่ก็คือ “กระบองเพชรซานเปโดร” (San Pedro Cactus) ที่จะช่วยให้พวกเขาสามารถเข้าถึง “เทพเจ้า” ตามความเชื่อของวัฒนธรรมชาวีนได้อย่างถ่องแท้ นักโบราณคดีค้นพบภาพสลักของกระบองเพชรซานเปโดรในศิลปะของชาวชาวีนที่แสดงภาพมนุษย์มีเขี้ยวและกรงเล็บดูน่าสะพรึงกลัว มือข้างหนึ่งของมนุษย์กึ่งเสือจากัวร์ร่างนี้ถือกระบองเพชรซานเปโดรเอาไว้ แสดงว่าเขาต้องใช้มันในพิธีกรรมลึกลับของวัฒนธรรมชาวีนด้วยเป็นแน่

หลักฐานของพิธีกรรมชวนหลอนนี้ปรากฏให้เห็นชัดเจนที่สุดในวิหารของเมืองชาวีน เด อวนตาร์ นี่ล่ะครับ ในยุครุ่งเรืองนั้น ชาวีน เด อวนตาร์ มีประชากรราว 2,000 ถึง 3,000 คน กินพื้นที่กว้างขวางถึงประมาณ 100 เอเคอร์ วิหารโบราณแห่งแรกๆ ที่สร้างขึ้นในเมืองแห่งนี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อ “วิหารเก่า” (Old Temple) สร้างขึ้นมาในช่วงประมาณ 750 ปีก่อนคริสตกาล ถือเป็นกลุ่มของวิหารขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นในรูปตัวยู (U) ตรงกลางของวิหารมีบันไดสองชุดทอดยาวลงไปยังลานกว้างรูปวงกลม ส่วนของกำแพงสร้างขึ้นมาจากหินสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่วางเรียงซ้อนกันขึ้นไป นอกจากนั้นแล้วบนผนังของกำแพงยังมีการสลักภาพตามสไตล์ของชาวชาวีนแสดงให้เห็นมนุษย์ที่กำลังเปลี่ยนร่างไปเป็นเสือจากัวร์ที่เต็มไปด้วยเขี้ยวและกรงเล็บดูน่าเกรงขามคล้ายกับภาพมนุษย์มีเขี้ยวที่กำลังถือกระบองเพชรซานเปโดรนั่นล่ะครับ นอกจากนั้นยังมีภาพของสัตว์ร้ายนานาชนิดปรากฏอยู่บนผนังของวิหารเก่าแห่งนี้ด้วยเช่นกัน

แต่ความโดดเด่นที่ แท้จริงของวิหารเก่าไม่ได้อยู่ที่กลุ่มโครงสร้างด้านบนหรอกครับ ทว่าอยู่ที่โครงสร้างชวนพิศวงคล้ายเขาวงกตทางด้านล่างของวิหารต่างหากล่ะ ชาวชาวีนสร้างเขาวงกตเป็นระยะทางยาวร่วมสามกิโลเมตรข้างใต้วิหาร ในอดีตทางเดินนี้จะมืดสนิท นักโบราณคดีไม่ค้นพบหลักฐานของการใช้แสงสว่างในการช่วยนำทางในความมืดสักเท่าใดนัก นั่นจึงทำให้มีการตั้งคำถามกันว่าแล้วชาวชาวีนในอดีตจะเดินเข้าไปประกอบพิธีกรรมในวิหารแห่งนี้ได้อย่างไรกัน และบางทีคำตอบอาจจะอยู่ที่กระบองเพชรซานเปโดรที่ให้ฤทธิ์หลอนประสาทก็เป็นได้ครับ!

โดยปกติแล้วรูม่านตาของมนุษย์จะขยายเมื่ออยู่ในที่มืด แต่ฤทธิ์หลอนประสาทที่ได้รับจากกระบองเพชรจะทำให้รูม่านตาเบิกกว้างมากกว่าเดิม และนั่นอาจจะทำให้ชาวชาวีนที่เข้าไปเดินอยู่ในเขาวงกตสามารถมองเห็นทางในความมืดได้ง่ายดายยิ่งขึ้น นอกจากนั้นนักโบราณคดียังค้นพบว่าชาวชาวีนได้มีการเบี่ยงน้ำจากแม่น้ำสายสำคัญสองสายที่อยู่ใกล้ๆกับชาวีน เด อวนตาร์ ให้ไหลเข้ามา ข้างใต้วิหารเก่าอันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ด้วยและสายน้ำที่ไหลเข้ามานี่ล่ะครับที่จะช่วยเพิ่มความขลังให้กับพิธีกรรมที่เกิดขึ้นในเขาวงกตใต้วิหารแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี

ลองจินตนาการตามนะครับว่าท่านกำลังตกอยู่ในภวังค์และกำลังเคลิ้มจากฤทธิ์ยา (ในอดีตคือฤทธิ์ของกระบองเพชรซานเปโดร) เบื้องหน้าคือเขาวงกตมืดมิดที่ต้องใช้มือคลำผนังเพื่อหาหนทางไปต่อ รอบๆตัวมีเสียงน้ำไหลก้องกังวานสะท้อนไปมาอยู่ในโถงทางเดิน ท่านกำลังเดินไปข้างหน้าโดยที่ไม่รู้แน่ชัดว่าจุดหมายปลายทางอยู่ที่ใด หลังจากเดินฟังเสียงน้ำไหลในความมืดไปได้สักพัก ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าคือห้องสี่เหลี่ยมขนาดไม่ใหญ่มาก ตรงกลางของห้องนี้คือเสาหินขนาดยักษ์สูงราว 4.5 เมตร ที่ได้รับการส่องสว่างจากแสงที่สาดลงมาผ่านช่องเปิดขนาดเล็กเพียงช่องเดียวทางด้านบนของเพดาน

สิ่งที่ปรากฏอยู่บนเสาหินลึกลับคือภาพของอสูรปริศนาที่มีเขี้ยวและกรงเล็บพร้อมด้วยภาพของอสรพิษที่ดูน่าเกรงขาม เชื่อได้เลยครับว่าไม่ว่าใครก็ตามที่กำลังมึนๆงงๆ โดยเฉพาะผู้มาใหม่ของวัฒนธรรมชาวีนที่เดินเข้ามาในความมืดและต้องเผชิญหน้ากับเสาหินที่ดูประหนึ่งเทพเจ้านี้เป็นครั้งแรกก็คงจะต้องหวาดกลัวกันบ้างล่ะ นอกจากนั้นเสียงสายน้ำที่ไหลผ่านคลองเล็กๆ ซึ่งดังก้องสะท้อนอยู่ในเขาวงกตก็ช่วยเพิ่มความน่าสะพรึงกลัวขึ้นไปอีกขั้น นั่นจึงไม่แปลกที่ผู้มาใหม่ของชาวชาวีนจะน้อมรับความศักดิ์สิทธิ์ของเทพเจ้าที่ปรากฏพระองค์บนเสาหินต้นนี้อย่างว่าง่าย ในปัจจุบันนักโบราณคดีเรียกเสาหินศักดิ์สิทธิ์ด้านในวิหารเก่าของเมืองชาวีน เด อวนตาร์ว่า “แลนซอน” (Lan– zón) หมายความถึง “หลาว” ในภาษาสเปนด้วยว่าเสาหินนี้มีรูปร่างสูงชะลูดคล้าย หลาวนั่นเองล่ะครับ

เมื่อประมาณ 500 ปีก่อนคริสตกาล ชาวชาวีนได้ต่อเติมวิหารเก่าให้ใหญ่โตขึ้นกว่าเดิม นักโบราณคดีเรียกวิหารในยุคหลังนี้ว่า “วิหารใหม่” (New Temple) ซึ่งหลักฐานของพิธีกรรมหลอนจิตที่แสดงให้เห็นถึงการใช้ยาหลอนประสาทจากพืชบางชนิดโดยเฉพาะกระบองเพชรซานเปโดรก็ยังปรากฏให้เห็นในงานประติมากรรมที่ประดับอยู่โดยรอบของวิหารใหม่ในเมืองชาวีน เด อวนตาร์นี้ด้วยเช่นกันครับ ผลงานที่ว่านั้นคือภาพสลักศีรษะที่อยู่ในรูปของเดือย (Tenon Head) ร่วมหนึ่งร้อยชิ้นที่เสมือนว่าโผล่ออกมาจากผนังวิหาร น่าเสียดายที่ในปัจจุบันศีรษะเหล่านี้เกือบทุกชิ้นไม่อยู่ในตำแหน่งเดิมของมันอีกต่อไปแล้ว มีเพียงแค่ชิ้นเดียวเท่านั้นที่ยังคงประดับอยู่บนผนังเฉกเช่นในอดีต ภาพของศีรษะเหล่านี้มีความโดดเด่นและน่าสนใจเป็นอย่างยิ่งด้วยว่าศีรษะบางชิ้นได้แสดงภาพของ “น้ำมูก” ที่ไหลออกมาจากรูจมูกเอาไว้อย่างชัดเจนด้วยน่ะสิครับ!!

ว่าแต่การแสดงภาพของภาพน้ำมูกชวนอี๋ในงานประติมากรรมของชาวชาวีนแสดงให้เห็นว่าน้ำมูกต้องเป็นสิ่งสำคัญบางอย่างในพิธีกรรมความเชื่อของพวกเขา และสิ่งที่นักโบราณคดีนำมาอธิบายตรงนี้ก็คือน้ำมูกนั้นเกิดจากการที่ชาวชาวีน ได้ “สูด” เอาสารหลอนประสาทบางอย่างเข้าไปทางรูจมูกระหว่างที่กำลังประกอบพิธีกรรมนั่นเองครับ และนักโบราณคดีก็ไม่ได้พูดลอยๆ เพราะว่ามีการค้นพบ “หลอดสูด” จำนวนมากจากแหล่งโบราณคดีของชาวชาวีนด้วยเช่นกัน (หลอดสูดบางชิ้นทำขึ้นมาจากกระดูกนก) แสดงให้เห็นว่าชาวชาวีนโบราณต้องเคยสูดดมสารหลอนประสาทบางชนิดระหว่างพิธีกรรมหลอนจิตที่จัดขึ้นในวิหารแห่งชาวีน เด อวนตาร์ เป็นแน่แท้ นักโบราณคดีเสนอว่า ชาวชาวีนมีความเชื่อว่าการตกอยู่ในภวังค์จากฤทธิ์ยานี้คือการที่พวกเขากำลังอยู่ในสภาวะเปลี่ยนผ่านจากมนุษย์ไปเป็นสัตว์ที่น่าเกรงขามอย่างเช่นเสือจากัวร์ นั่นก็เลยทำให้เราพบภาพของมนุษย์มีเขี้ยวและกรงเล็บได้บ่อยครั้งในศิลปะของพวกเขาตามไปด้วยยังไงล่ะครับ

นอกจากเสือจากัวร์แล้ว สัตว์อันทรงพลังอีกชนิดหนึ่งของชาวชาวีนคือจระเข้เคย์แมน (Cayman) ตัวเขื่อง ซึ่งปรากฏภาพอยู่บนเสาโอเบลิสก์ที่สลักขึ้นมาจากหินแกรนิตสูงราว 2.5 เมตร ที่ตั้ง อยู่กลางวิหารใหม่ของชาวีน เด อวนตาร์ ภาพที่สลัก เอาไว้บนเสาหินนี้ทำให้นักโบราณคดีเชื่อว่าต้นกำเนิดของชาวชาวีนอาจจะมาจากป่าอเมซอนอันห่างไกลก็เป็นได้ ด้วยว่าทั้งจระเข้เคย์แมนและพืชต่างๆ ที่ปรากฏอยู่บนเสาต้นนี้ ล้วนแล้วแต่มีถิ่นกำเนิดมาจากป่าอเมซอนทั้งนั้นเลยน่ะสิครับ

ในช่วงศตวรรษที่ 3 ก่อนคริสตกาล วัฒนธรรมชาวีนถึงกาลเสื่อมถอยโดยไม่ทราบสาเหตุ นักโบราณคดีค้นพบหลักฐานของฤดูแล้งอันแสนยาวนานประกอบกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวรุนแรง และบางทีภัยพิบัติทางธรรมชาติเหล่านี้อาจจะส่งผลต่อการล่มสลายของวัฒนธรรมชาวีนก็เป็นได้.

โดย : ชัค บาห์ลัม
ทีมงาน นิตยสาร ต่วย'ตูน