วันอังคารที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

'บิ๊กป้อม' สั่งเร่งพิสูจน์แรงงานต่างด้าว ทันขีดเส้นตาย 30 มิ.ย.นี้

"บิ๊กป้อม" เข้มกำชับเร่งพิสูจน์สัญชาติแรงงานต่างด้าว ทันขีดเส้นตาย 30 มิ.ย.นี้ เพื่อหลุดใบเหลือง ย้ำต้องไม่มีทุจริต-เรียกรับผลประโยชน์ ด้าน "บิ๊กอู๋" ระบุปรับแผนพิสูจน์สัญชาติแรงงาน บูรณาการร่วม สธ.-ตร.ยันเสร็จทันกรอบ ขณะที่ปลัดแรงงานแจงเหลือแรงงานต่างด้าว 8 แสนคนรอพิสูจน์

เมื่อวันที่ 2 ก.พ. 61 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เป็นประธานการแถลงแผนปฏิบัติการสนับสนุนการพิสูจน์สัญชาติแรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ และการดำเนินการออกใบอนุญาตทำงานให้ถูกต้องตามกฎหมาย (ตรีเทพ) ของคณะกรรมการนโยบายการจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าว และการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน (กนร.) พร้อมมอบนโยบาย โดยมี พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.แรงงาน นายจรินทร์ จักกะพาก ปลัดกระทรวงแรงงาน นายอนุรักษ์ ทศรัตน์ อธิบดีกรมการจัดหางาน ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงแรงงาน ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการประจำจังหวัด เอกอัครราชทูตเมียนมา ประจำประเทศไทย ทูตแรงงานกัมพูชาประจำประเทศไทย อัครรัฐทูต สปป.ลาว ประจำประเทศไทย องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ไอแอลโอ) และองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (ไอโอเอ็ม) เข้าร่วมประชุม

โดย พล.อ.ประวิตร กล่าวมอบนโยบายตอนหนึ่งว่า เพื่อให้แผนการปฏิบัติงานตามแผนเป็นไปด้วยความเรียบร้อย จึงให้ทุกหน่วยงานปฏิบัติดังนี้ 1. ให้ทุกหน่วยงานร่วมมือกันปฏิบัติ โดยทำให้เกิดความสะดวก ลดขั้นตอน ระยะเวลา และไม่มีการเรียกรับผลประโยชน์ พร้อมสร้างความพึงพอใจแก่ผู้ใช้บริการ 2. ให้หัวหน้าส่วนราชการทั้งส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค เป็นหลักในการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการ โดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง 3. ประสานขอความร่วมมือจากเอกอัครราชทูต เมียนมา ลาว และกัมพูชา ในการบริหารศูนย์พิสูจน์สัญชาติให้เกิดประสิทธิภาพ โดยอาจต้องมีการปรับระบบการทำงานภายในศูนย์ฯ ตลอดจนเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่และเครื่องมือ ให้เพียงพอต่อปริมาณงานในแต่ละวัน โดยประเทศไทยจะให้การสนับสนุนต่อการดำเนินการดังกล่าว เพื่อให้แล้วเสร็จตามกรอบเวลาที่กำหนด

"แผนปฏิบัติการตรีเทพจะสำเร็จลุล่วงและมีประสิทธิภาพได้ ต้องเกิดจากการบูรณาการและการทำงานร่วมกันของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง ทำงานอย่างเป็นระบบ ไม่มีการทุจริต หรือแสวงหาผลประโยชน์ใดๆ และต้องแล้วเสร็จภายในเวลาที่กำหนด และขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกคนที่เสียสละทำงานกันมาตลอด หากเราแก้ปัญหาค้ามนุษย์ ได้เป็นผลสำเร็จ ไทยจะได้ปลดจากใบเหลืองได้ด้วยการแก้ปัญหาแรงงานต่างด้าว เรื่องประมงผิดกฎหมายและเรื่องอื่นๆ ฝากทุกท่านช่วยดำเนินการด้วย" พล.อ.ประวิตร กล่าว

ด้านนายจรินทร์ กล่าวว่า ปี 2560 ที่ผ่านมา มีแรงงานจาก เมียนมา สปป.ลาว และกัมพูชา จำนวน 3.8 ล้านคน เข้ามาทำงานในประเทศไทย โดยเข้ามาอย่างถูกกฎหมาย 1.8 ล้านคน ขณะที่แรงงาน 2 ล้านคน เข้ามายังประเทศไทยโดยไม่ถูกกฎหมาย ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่นานาชาติ ตำหนิประเทศไทยที่ไม่สามารถดูแลคนเหล่านี้ได้ จนเกิดปัญหาค้ามนุษย์ การใช้แรงงานเด็ก และแรงงานบังคับต่างๆ จนประเทศไทยโดนจำกัดสิทธิในการค้าสินค้าทางทะเลกับประเทศในกลุ่มอียู และสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตาม การพยามดำเนินการรัฐบาลเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ยังพบปัญหาอุปสรรค 2 ประการ คือ 1. ไม่สามารถพิสูจน์แรงงานจากประเทศต้นทางได้ จำนวน 8 แสนคน 2. ยังไม่มีฐานข้อมูลรวมสำหรับการพิสูจน์ทราบรายละเอียดของแรงงานบางส่วน อย่างไรก็ตาม ภายหลังมติ ครม.เรื่องการขยายเวลาพิสูจน์สัญชาติแรงงาน ไปจนถึงวันที่ 30 มิ.ย. 61 โดยภายใต้ 2 แนวทางหลัก ได้แก่ 1. ต้องจัดทำทะเบียนประวัติแรงงานต่างด้าวที่เข้าประเทศไทยอย่างผิดกฎหมาย ให้เป็นฐานข้อมูลเดียวกัน 2. ต้องพิสูจน์สัญชาติแรงงานที่มีปัญหา จำนวน 8 แสนราย ให้เสร็จในเดือน มิ.ย. 61 โดยมีเป้าหมายให้แรงงานทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายไทย และได้รับความคุ้มครองตามหลักกฎหมาย และสิทธิประโยชน์เทียบเท่าคนไทยคนหนึ่งตามหลักสากลต่อไป

ต่อมา พล.ต.อ.อดุลย์ ให้สัมภาษณ์ว่า การดำเนินการพิสูจน์สัญชาติแรงงานต่างด้าวว่า แรงงานต่างด้าวในประเทศไทย มีประมาณ 3.8 ล้านคน ในจำนวนนี้เข้ามาอย่างถูกต้องประมาณ 1.8 ล้านคน ที่เหลือต้องเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สัญชาติ ที่เราดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ยังเหลืออยู่ประมาณ 8 แสนราย ที่ได้มีการขยายระยะเวลาไปถึงวันที่ 30 มิ.ย.โดยมีการปรับแผนเพื่อดำเนินการให้ทัน ที่จะมีการเชื่อมโยงกับนายจ้างและปรับวิธีการทำงานให้เร็วขึ้น จากเดิมใช้เวลาประมาณ 10 ชั่วโมง ก็จะเหลือประมาณ 6 ชั่วโมง อีกทั้งจะมีการบูรณาการต้นทางระหว่าง กระทรวงสาธารณสุข ตำรวจ และกระทรวงแรงงาน เชื่อว่าจะเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สัญชาติได้ตามเวลาที่กำหนด ทั้งนี้ แรงงานกลุ่มดังกล่าวแบ่งเป็นแรงงานเมียนมา 3 แสนกว่า กับพูชา 4 แสน และลาว 1 แสน ขณะเดียวกันก็จะดำเนินการในส่วนแต่ละจังหวัด ที่จะมีการตั้งศูนย์เคาน์เตอร์เซอร์วิส เพื่อให้แรงงานต่างด้าวเข้ามาลงทะเบียน ขอวีซ่า โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 5 ก.พ.