วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ตะลอนทัวร์เมือง ‘ดาร์จีลิง’ ดินแดนแห่งชา และเทือกเขาหิมาลัย

ตะลอนทัวร์เมือง ‘ดาร์จีลิง’ ดินแดนแห่งชา และเทือกเขาหิมาลัย

  • Share:

ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ได้รับคำเชิญชวนจาก ‘พี่ปุ๊’ คุณสมทรง สัจจาภิมุข รองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และ ผจก.ทั่วไปบริษัท เอส.เอส.แทรเวิลเซอร์วิส ให้ไปร่วมงาน ‘Destination East’ ครั้งที่ 8 ที่เมืองโกลกาตา เมืองเอกของรัฐเบลกอลตะวันตก เพื่อโปรโมทการท่องเที่ยวในภาคตะวันออกของอินเดีย ซึ่งนอกจากพวกเราจะได้ทัวร์ชมเมืองหลวงเก่าแห่งนี้แล้ว ยังเดินทางไปชมเมือง ดาร์จีลิง ซึ่งตั้งอยู่ที่ความสูง 6,700 ฟุต ในพื้นที่ทางตะวันออกของเทือกเขาหิมาลัยด้วย

เดินทาง 4 ชั่วโมงจากสนามบินสู่ดาร์จีลิง

คณะของเราออกเดินทางจากเมืองโกลกาตาไปยังสนามบินเมืองบักโดกราในข่วงบ่ายของวันที่ 21 ม.ค. เมื่อไปถึงผู้เขียนก็ต้องแปลกใจกับสภาพอากาศที่ไม่หนาวเย็นอย่างที่คิด ก่อนจะถึงบางอ้อว่า เรายังต้องนั่งรถขึ้นเขาอีกราว 4 ชั่วโมงจึงจะถึงเมืองดาร์จีลิง

ตึกรามบ้านช่องในเมืองดาร์จีลิง

พวกเราโดยสารรถยนต์โตโยต้า ‘อินโนวา’ เดินทางขึ้นเขาพร้อมกับโชเฟอร์หนุ่มเชื้อสายทิเบต ถนนหนทางนับว่าสร้างเอาไว้อย่างดีไม่มี เพียงแต่ทางเข้าโค้งเยอะมาก ทั้งโค้งตัวเอส, หักศอก หรือโค้งตัวยู สมกับเป็นถนนบนภูเขา ซึ่งโชเฟอร์ของเราก็แสดงฝีมือการขับรถอันเหนือชั้น ขนาดที่ผู้เขียนตื่นเต้นสุดๆ จนหลับไม่ลง

สเตอร์ลิง รีสอร์ต

ระหว่างที่กำลังระทึกใจอยู่นั้น พวกเราก็เดินทางถึงที่พักที่เราจะค้างแรมกันในคืนนี้คือรีสอร์ต ‘Darjeeling Khush Alaya’ หรือรีสอร์ตสเตอร์ลิง ซึ่งเมื่อมาถึงผู้เขียนก็ได้พบกับอากาศหนาวสมใจ ที่จริงออกจะหนาวเกินไปเสียด้วยซ้ำ ก่อนที่คณะของเราจะแยกย้ายไปนอนพักผ่อนในห้องของตัวเองพร้อมกับฮีทเตอร์ให้ความอบอุ่น เพื่อเอาแรงสำหรับการเดินทางในวันพรุ่งนี้ (22 ม.ค.)

วัดกูน

การทัวร์ดาร์จีลิงวันแรกของพวกเรา ประเดิมที่วัด ‘กูม’ (yiga choeling ghoom old monastry) วัดทิเบต ซึ่งตั้งอยู่ข้างโรงแรมที่เราพักพอดี วันแห่งนี้เป็นวัดเก่าแก่สร้างมาตั้งแต่ปี 1850 ภายในพบรูปปั้นคล้ายพระพุทธรูปขนาดใหญ่ ต่างกันตรงที่พระพุทธรูปองค์นี้แต่งองค์มากสีสรร และมีเหล่าสรรพสัตว์ในเทวนิยานรายล้อม เมื่อถามไกด์ เปมา ผู้นำทริปในครั้งนี้ จึงได้คำตอบว่า นี่คือรูปปั้นของ พระชัมปา (Jampa) ซึ่งตามความเชื่อท้องถิ่นเชื่อว่าท่านจะเป็นพระพุทธเจ้าองค์ต่อไป (the next buddha) ถัดจากองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเอง

พระชัมปา

ออกจาวัดกูม คณะของเราก็โดยสารรถยนต์ลงเขาเพื่อไปยังตัวเมืองดาร์จีลิง ผ่านอาคารสูงบ้านเรือนของชาวบ้านที่ตั้งเรียงราย 2 ข้างถนน กระทั่งถึงจุดหมายถัดไปคือสวนสัตว์ ‘ปัทมาชา ไนดู หิมาลายัน’ ที่นี่ พวกเราได้เห็นบรรดาสัตว์ต่างๆ รวมทั้งเสือโคร่งเบงกอลตัวเขื่อง กวางนานาชนิด รวมถึง จามรี (Yak) สัตว์อันมีชื่อเสียงของทิเบต และนกหลายหลายสายพันธุ์ ทั้งยังได้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ หิมาลัย ซึ่งเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเทือกเขาหิมาลัย เหล่านักปีนเขาที่พิชิตยอดเขา เอเวอเรสต์ และยอดเขาอื่นๆบนเทือกเขาแห่งนี้อีกด้วย

สวนสัตว์ ปัทมาชา ไนดู หิมาลายัน
ตัวจามรี
เสือดาวกำลังนอนหลับ

พอเต็มอิ่มกับบรรยากาศธรรมชาติและสัตว์นานาชนิดแล้ว พวกเราก็มุ่งหน้าต่อไปยัง ‘ศูนย์ศิลปะหัตถกรรมดาจีลิง’ อันเป็นที่ตั้งของค่ายพักพิงผู้ลี้ภัยชาวทิเบต ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 1959 จนปัจจุบันพวกเขาใช้ชีวิตประกอบอาชีพหัตถกรรม ทั้งเครื่องไม้และปั่นขนแกะทำพรม โดยจะใช้เวลาถักทอประมาณ 1 เดือนจึงจะได้พรมผืนงามออกมา 1 ผืน ที่นี่ยังมีรายขายผลงานฝีมือที่หาซื้อที่อื่นไม่ได้อีกด้วย

ผู้เฒ่าผู้แก่ปั่นขนแกะเป็นเส้นด้าย
เครื่องมือสำหรับผลิตพรมขนแกะ

หลังจากกลับมาทานอาหารกลางวันสไตล์ยุโรปผสมอินเดียนที่โรงแรมสเตอร์ลิง และเดินเที่ยวชมโรงแรมแล้ว คณะของเราก็ได้โอกาสลองโดยสารรถไฟสายดาร์จีลิงหิมาลายา (DHR) ที่สถานีกุม อันเป็นสถานีรถไฟหัวจักรไอน้ำที่สูงที่สุดในโลก (7,407 ฟุต) ซึ่งเปิดให้บริการมาตั้งแต่ ค.ศ. 1881 จนได้รับการยอมรับเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโก (UNESCO) ในปี 1999 คณะของเรานั่งเฮฮาบนรถไฟนานประมาณ 30 พรางชมทิวทัศน์ยามค่ำคืน จึงถึงจุดหมายที่สถานีดาร์จีลิง จึงเดินทางกลับโรงแรมที่พัก จบการทัวร์ดาร์จีลิงวันแรก

ท้องฟ้าเป็นแสงสีทองก่อนพระอาทิตย์ขึ้น

เช้าวันที่ 23 ม.ค. คณะของเราตื่นแต่เช้าตรู่ตั้งแต่ตี 4 เพื่อออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ ‘เขาพยัคฆ์’ (Tiger Hill) เพื่อชมพระอาทิตย์จากเส้นขอบฟ้าของเทืองเขาหิมาลัย อันเป็นหนึ่งในจุดขายของดาร์จีลิง ซึ่งผู้คนจำนวนมากไม่ว่าจะนักท่องเที่ยวทั้งชาวอินเดีย และชาวต่างชาติ รวมถึงชาวบ้านท้องถิ่น ต่างเดินทางมาชมแสงแรกของวันใหม่ไม่เว้นแต่ละวัน

คนมากมายรอชมพระอาทิตย์ขึ้น

เมื่อเดินทางมาถึงเขาพยัคฆ์ในเวลาประมาณ 5:30น. พวกเราก็พบกับรถยนต์ขนนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมากตามความคาดหมาย ทำให้คณะของเราต้องลงจากรถและเดินเท้าไปยังจุดชมวิวเลื่องชื่อ ท่ามกลางอากาศหนาวเย็นอุณหภูมิราวๆ 2-3 องศาเซลเซียส ซึ่งถือว่าอุ่นขึ้นมาหน่อยเพราะหากเย็นจริงๆอุณหภูมิอาจลงไปถึง -2 องศาเซลเซียสเลยทีเดียว

พระอาทิตย์ขึ้นที่ดาร์จีลิง

การชมตะวันเบิกฟ้าที่ Tiger Hill เปรียบเสมือนกับการต่อสู้ ผู้คนเบียดเสียดเพื่อแย่งที่ที่ดีที่สุด แต่ผู้เขียนโชคดีบังเอิญเจอช่องว่างบริเวณที่ไม่มีต้นไม้บดบังทัศนียภาพจึงเข้าไปจับจองอย่างรวดเร็วและไม่คิดจะขยับไปไหนจนกว่าจะได้เห็นดวงอาทิตย์ที่พวกเราเฝ้ารอคอย และเพียงประมาณ 40 นาทีให้หลังเท่านั้น ดวงตะวันก็โผล่ขึ้นจากเส้นขอบฟ้า แสงแดดสาดส่องผ่านกลุ่มเมฆและม่านหมอกกลายเป็นแสงสีทองสวยงาม ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อหันไปมองทางซ้ายก็ได้เห็นยอดเขาคันเชนจังก้า (ยอดเขาสูงอันดับ 3 ของโลก) ที่ถูกอาบด้วยแสงตะวันอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ เรียกได้ว่าคุ้มค่าที่ตื่นเช้าและทนยืนรอท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บ

ไร่ชาดาร์จีลิง

หลังจากชมพระอาทิตย์ยามเช้า และทิวทรรศน์ของคันเชนจังก้าแล้ว คณะของเราก็กลับไปพักผ่อนที่รีสอร์ตสักครู่หนึ่ง ก่อนจะออกเดินทางต่อไปยังไร่ชา ‘the Glenburn Tea Estate’ หนึ่งในสถานที่ผลิตชาดสร์ดาจีลิงอันเลื่องชื่อซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1859 และอยู่ในความดูแลของตระกูล “ไชวาลา” มานานถึง 5 รุ่น และปัจจุบันยังเปิดเป็นรีสอร์ตให้นักท่องเที่ยวเข้าพักอีกด้วย

ทางลงไปไร่ชาอันแสนวิบาก

การเดินทางไปยังไร่ชาค่อนข้างลำบากเอาเรื่อง เพราะต้องนั่งรถยนต์ลงเขาที่ต้องยอมรับว่า ขรุขระมาก ขณะของพวกเขานั่งกระเด้งกระดอนอยู่ในรถเป็นเวลาประมาณครึ่งชั่วโมงจึงถึงจุดหมาย แต่พอมาถึงและได้เห็นความสวยงามของรีสอร์ต ความเหนื่อยล้า ที่ผ่านมาก็หายเป็นปลิดทิ้งเลย

รีสอร์ต the Glenburn Tea Estate

คณะของเราได้รับการต้องรับอย่างอบอุ่นจากนาย ประเวซ ฮุสเซน ผู้จัดการไร่ชาแห่งนี้ ซึ่งพาเราเที่ยวชมโรงงานผลิตชา เล่าความเป็นมาของชาดาร์จีลิงอันเลื่องชื่อให้พวกเราฟัง โดยนายประเวซบอกว่าต้นกำเนิดชาในดาร์จีลิง ต้องย้อนกลับไปในยุคล่าอาณานิคม อังกฤษซึ่งเข้ายึดครองอินเดียอยากดื่มชา แต่การนำเข้าชาจากจีนเรื่อยๆ นั้นสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย พวกเขาจึงพันธ์ุชาจากจีนมาปลูกที่ดาร์จีลิง

ชาชนิดต่างๆ ซึ่งได้มาจากกรรมวิธีผลิตที่แตกต่างกัน

กระทั้งอังกฤษออกจากอินเดียไป แต่ไม่ไปเฉยๆ พวกเขานำรายชื่อลูกค้าที่ซื้อชาอินเดียไปด้วย ทำให้ชาวไร่อินเดียไม่รู้จะขายชาให้ใคร ก่อนจะได้รับความช่วยเหลือจากโซเวียต เข้ามารับซื้อชา แต่โซเวียตก็แตก แม้หลายประเทศที่แตกแขนงออกมาจะยังรับซื้อชาจากอินเดีย แต่สถานการณ์กลับไปย่ำแย่เหมือนเมื่อก่อน จนตลาดยุโรปเข้ามา จากนั้นไร่ชาก็กระจายไปอยู่ในมือของบริษัทของประเทศต่างๆ ในยุโรป มากขึ้นเรื่อยๆ

ระหว่างฟังผจก. ประเวซ บรรยายก็ต้องตกใจกับเสียงไซเรนที่จู่ๆ ก็ดังขึ้นมา ปรากฏว่ามันคือสัญญาณบอกหมดเวลาพักเที่ยง ซึ่งเป็นระบบของอังกฤษที่ยังใช้มาจนทุกวันนี้นั่นเอง

เขตแดนธรรมชาติที่คั่นระหว่างอินเดียกับเนปาล

เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก ระหว่างจิบชาดำดาร์จีลิงเพลินๆ ก็พลันถึงช่วงเย็นแล้ว คณะของเราบอกลาผู้จัดการประเวซ และเดินทางฝ่ายถนนขรุขระกลับที่พัก ซึ่งเราจะพักเป็นคืนสุดท้าย ก่อนที่ในวันพุธที่ 24 ม.ค. พวกเราจะโบกมือลาดาร์จีลิง และเดินทางออกจากแดนภารตะ กลับสู่สุวรรณภูมิ แผ่นดินทองของไทย...

...แต่ภาพความทรงจำของการผจญภัยในเมืองแห่งขุนเขา ภาพอรุณเบิกฟ้า กับกลิ่นชาอันนุ่มนวล จะยังคงอยู่ในความทรงจำของพวกเราไม่รู้ลืม พร้อมกับความรู้สึกว่า โชคดีจริงๆ ที่ได้มา

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้