วันพฤหัสบดีที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ความหมายของคำอวยพร

ความหมายของคำอวยพร

  • Share:

สวัสดีค่ะคุณผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์ที่รัก เผลอแป๊บเดียวเข้าสู่เดือนที่สองของปีพุทธศักราช 2561 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เวลาผ่านไปรวดเร็วมากจริงๆ คุณผู้อ่านคะช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมาเรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขและเฉลิมฉลองเข้าสู่ปีใหม่กันอย่างสนุกสนาน บางคนได้รับโบนัส บางคนได้ขึ้นเงินเดือน บางคนได้เลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่งทางการงาน คุณครูลิลลี่ก็ต้องขอแสดงความยินดีด้วยนะคะ พูดถึงเรื่องราวของปีใหม่ และเดือนมกราคมที่ผ่านไป ก็ต้องยอมรับว่า ปีนี้เป็นปีที่คุณครูลิลลี่ได้รับความรู้สึกดีๆ มากมายจากเพื่อนฝูงและกัลยาณมิตรที่รักใคร่ ทั้งที่รู้จัก และทั้งไม่ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัว แต่รู้จักและทักทายกันผ่านโลกโซเชียล เรียกว่าได้รับคำอวยพรปีใหม่มากมายที่สุดตั้งแต่เกิดมาก็ว่าได้ค่ะ พูดถึงการอวยพรปีใหม่ ไหนๆ เราก็ได้ผ่านเข้าสู่เดือนกุมภาพันธ์ เรียกว่าส่งท้ายช่วงสุขสันต์วันปีใหม่ บ๊ายบายเดือนมกราคมกันแล้ว เราก็มาดูความรู้ภาษาไทยเกี่ยวกับเรื่องนี้กันดีกว่าค่ะ วันนี้คุณครูขอเสนอคำว่า อวยพรปีใหม่ ก็แล้วกันนะคะ

ก่อนจะไปดูคำว่าอวยพร เรามาย้อนเรื่องราวของวันปีใหม่กันสักหน่อยนะคะ คำว่า ปี คือ ระยะเวลาที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์รอบหนึ่ง ตามหลักวิทยาศาสตร์ว่าไว้ว่ามีระยะเวลาประมาณ ๓๖๕ วัน สันนิษฐานว่าแต่เดิมคนไทยถือเอาวันแรม ๑ ค่ำ เดือนอ้าย ประมาณเดือนธันวาคม เป็นวันเริ่มต้นของปี และไปสิ้นสุดในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ต่อมาคนไทยได้เปลี่ยนมาถือเอาวันขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๕ ก็จะประมาณเดือนเมษายน เป็นวันเริ่มปีใหม่ตามคติของมอญ ซึ่งรับมาจากอินเดียอีกทอดหนึ่ง วันขึ้น ๑ ค่ำเดือน ๕ นั้นก็จะเคลื่อนไปมาระหว่างประมาณเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายนนั่นเอง และเนื่องจากในปี พ.ศ. ๒๔๓๒ ตรงกับสมัยของรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว วันขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๕ ตรงกับวันที่ ๑ เมษายน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดเกล้าฯ ให้ถือเอาวันที่ ๑ เมษายนตามปฏิทินสากลเป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทยตั้งแต่ปีนั้นเป็นต้นมา อย่างไรก็ตาม เนื่องจากประเทศอื่นๆ นิยมใช้วันที่ ๑ มกราคมเป็นวันขึ้นต้นปี ดังนั้นใน พ.ศ. ๒๔๘๓ สมัยของจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น จึงได้มีการประกาศเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่อีกครั้งเป็นวันที่ ๑ มกราคม โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาตั้งแต่วันที่ ๑๗ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๓ เป็นต้นมาค่ะ

ทีนี้มาดูพระเอกของไทยรัฐออนไลน์วันนี้กันค่ะ คำว่า อวยพร แยกเป็น อวย และ พร นะคะ คำว่า อวย ถ้าเปิดพจนานุกรม จะพบว่าเป็นคำกริยา แปลว่า ให้ เช่น อวยชัย อวยพร โบราณมีการใช้คำว่า โอย ก็มีนะคะ เช่น โอยทาน เป็นต้น นอกจากนั้น คำว่า อวย ยังมีอีกหนึ่งความหมายคือ เป็นคำนาม แปลว่า หม้อดินหรือหม้อเคลือบที่มีด้ามหรือหูสำหรับจับหรือหิ้ว เรียกว่าหม้ออวย ทีนี้มาดู อวย ของเรากันต่อนะคะ คำว่า “อวย” ที่เป็นพระเอกของเราวันนี้จริงๆ แล้วมาจากภาษาเขมรค่ะ  แปลว่า ให้ อย่างที่คุณครูเปิดพจนานุกรมมาบอกไว้ข้างต้น ดังนั้นเราจึงถือกันว่าผู้ที่จะให้พรแก่ใครได้นั้น ย่อมต้องเป็นผู้มีอาวุโสมากกว่าหรือผู้มีอำนาจมากกว่า เรียกว่าต้องเป็นผู้ใหญ่ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของผู้ที่จะเป็นฝ่ายรับพรนั่นเอง สำหรับถ้อยคำที่ผู้มีอาวุโสมากกว่ามักจะใช้ในการเริ่มต้นอวยพร ก็จะเป็นในทำนองที่ว่า  "ขออวยพร หรือขออำนวยพรให้ (ชื่อผู้รับพร) จงประสบแต่ความสุขความเจริญตลอดปีใหม่" หรืออาจจะกล่าวสั้นๆ ตัดคำว่าอวยพรออก เหลือเพียงว่า "ขอให้ (ชื่อผู้รับพร) จงประสบแต่ความสุขความเจริญตลอดปีใหม่" ก็ได้เช่นกัน

พอคุณครูลิลลี่เขียนถึงตรงนี้หลายคนคงสงสัยว่า แล้วแบบนี้เด็กอวยพรผู้ใหญ่ไม่ได้กระนั้นหรือ เกี่ยวกับเรื่องนี้ ถ้าเอาตามศัพท์ เอาตามความหมาย เอาตามธรรมเนียมโบราณ เอาที่ปฏิบัติกันมา ก็คงจะบอกว่า ไม่เหมาะ แต่ไม่ใช่ ไม่ได้ การอวยพรเป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่กว่า ผู้มีอาวุโสกว่าจะเป็นผู้กระทำให้กับผู้น้อย แต่ปัจจุบันความรู้สึกที่ดี ความปรารถนาดี ก็สามารถส่งต่อกันได้โดยไม่ได้ถือว่าผิดร้ายแรงแต่อย่างใด ในกรณีนี้ ถ้าผู้น้อยอยากจะอวยพรผู้ใหญ่ก็สมควรที่จะกล่าวอ้างไปถึงผู้ที่ยิ่งใหญ่หรือมีอำนาจเหนือขึ้นไปอีกเช่น อ้างถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เช่น “ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยจงดลบันดาลให้” หรือ “ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลกโปรดดลบันดาลให้” เป็นต้น

และนี่คือเรื่องราวของการอวยพรปีใหม่ ที่แม้จะผ่านช่วงเทศกาลไปแล้ว ผ่านเดือนมกราคมไปแล้ว แต่ความรัก ความปรารถนาดี เราส่งถึงกันได้ตลอดนะคะ สวัสดีค่ะ

instagram : kru_lilly, facebook : ครูลิลลี่

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้