วันศุกร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

มหา’ลัยตื่นตัว เรียกความเชื่อมั่นหลักสูตรไม่ได้มาตรฐาน ยันไม่กระทบนศ.หลังแก้ไขจบ

หลังจากที่ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) โชว์ลิสต์รายชื่อ 40 มหาวิทยาลัย ที่เปิดหลักสูตรไม่ได้มาตรฐานขึ้นเว็บไซต์สกอ. ‘คุ้ยเบื้องหลัง สกอ.จ่ายยาแรง เชือดหลักสูตรไม่ได้มาตรฐาน นศ.รับกรรม’ ในวันนี้ จะเป็นฝั่งของทางมหาวิทยาลัยออกมาแก้ข่าวที่เกิดขึ้น พร้อมยืนยันว่า นักศึกษาจะไม่ได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน และไม่มีผลต่อความเชื่อมั่นของมหาวิทยาลัย ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยจะอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างไร ติดตามได้ตั้งแต่บรรทัดล่างเป็นต้นไป...

PART 1 มหา'ลัย แจงยิบ แก้ไข-ปิด หลักสูตรแล้ว เผยอาจารย์เกษียณ-ลาออกระหว่างตรวจสอบ ยันมีมาตรฐานเหมือนเดิม

มรภ.เชียงราย ปรับปรุง 22 หลักสูตร ลั่น ไม่กระทบความเชื่อมั่น โวเด็กจบมีงานทำ 90%

ผศ.ดร.ศรชัย มุ่งไธสง อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ชี้แจงว่า ปัจจุบันมหาวิทยาลัย เปิดสอนอยู่ 72 หลักสูตร ผ่านความเห็นชอบทั้งหมดจาก สกอ. ส่วน 22 หลักสูตร ในปีการศึกษา 2558-2559 นั้น ส่วนมากเป็นหลักสูตรปริญญาโท–เอก และเป็นการประเมินเฉพาะประเด็นองค์ประกอบที่ 1 เรื่องจำนวนอาจารย์รับผิดชอบหลักสูตร และคุณวุฒิ มีน้อยกว่าเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตร

ทั้งนี้ เมื่อทราบผลการประเมินได้งดรับนักศึกษาเข้าเรียนทุกหลักสูตรที่ไม่ผ่านการประเมิน พร้อมกับปรับปรุงหลักสูตรที่มีความพร้อม ปิดหลักสูตรที่ไม่สามารถปรับปรุงตามเกณฑ์ ทำแผนดูแลนักศึกษาที่คงค้างในระบบจนกว่าจะสำเร็จการศึกษา

จากนั้น ได้รายงานการปรับปรุงหลักสูตรที่ไม่ผ่านการประเมิน รอบ ส.ค.58 ถึง มิ.ย. 59 แก่ สกอ. เมื่อ ก.ย. 59 ส่วนการประเมินรอบ ส.ค. 59 - มิ.ย. 60 ได้จัดส่งข้อมูลให้แก่ สกอ. เมื่อ ต.ค. 60 สำหรับหลักสูตรที่ สกอ.เผยแพร่ตามข่าว เป็นหลักสูตรที่ปรับปรุงเสร็จเรียบร้อย และสภามหาวิทยาลัยอนุมัติแล้ว อยู่ในขั้นตอนรอ สกอ.รับทราบ 8 หลักสูตร สกอ.รับทราบคืนมาแล้ว 2 หลักสูตร อยู่ระหว่างรอเสนอขออนุมัติต่อสภามหาวิทยาลัย 1 หลักสูตร รอเสนอที่ประชุมคณบดีและสภาวิชาการ 4 หลักสูตร อยู่ในขั้นตอนการปิดหลักสูตรอีก 3 หลักสูตร ที่เหลือเป็นหลักสูตรที่อยู่ระหว่างการปรับปรุงระดับสาขาวิชา

ผศ.ดร.ศรชัย เปิดเผยกับทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ด้วยว่า หลักสูตรที่เกิดปัญหานั้น เปิดมาตั้งแต่ปี 56 โดยตามมาตรฐานแล้วหลักสูตรหนึ่งจะต้องมีอาจารย์ 5 คน และต้องมีผลงานการตีพิมพ์เผยแพร่ ซึ่งกรณีที่มีปัญหานั้น เกิดขึ้นระหว่างที่อาจารย์เกษียณอายุราชการ ลาออก หรือรอการตีพิมพ์ผลงาน ประจวบเหมาะกับคณะประกันคุณภาพการศึกษาเข้ามาตรวจในช่วงนั้นพอดี

ทั้งนี้ ทางมหาวิทยาลัยไม่นิ่งนอนใจ ได้แก้ไขดังนี้ 1. ขออนุมัติอาจารย์เติมส่วนที่ขาดไป ซึ่งจะต้องผ่านที่ประชุมคณบดี สภาวิชาการ สภามหาวิทยาลัย เมื่อผ่านจึงส่งต่อไปยัง สกอ.เพื่อรอการตอบรับว่าตรงตามคุณสมบัติ 90 วัน จึงส่งเรื่องกลับมายังมหาวิทยาลัย แต่เรื่องทั้งหมดถูกแช่อยู่ที่ สกอ.นานมาก จึงยังไม่ได้รับอาจารย์ และการหาอาจารย์มาสอนนั้น ยากมาก เมื่อสอบได้แล้วก็ต้องมีคุณสมบัติครบตามเกณฑ์ที่กำหนดด้วย

2. การปิดรับนักศึกษา ตั้งแต่ปี 60 เป็นต้นไป เพราะต้องรอให้มีอาจารย์ครบตามมาตรฐานของ สกอ.

3. หากอาจารย์ยังไม่มีผลงานตีพิมพ์ มหาวิทยาลัยจะให้ทุนทำวิจัย เพื่อไปนำเสนองานวิชาการระดับชาติ และตีพิมพ์เผยแพร่ให้เข้าเกณฑ์ ซึ่งเมื่อปรับปรุงเสร็จก็จะคืนสภาพกลับไปสู่การรับรองมาตรฐานและรับรองปริญญา

4. ปรับปรุงหลักสูตร โดยควบรวมกับหลักสูตรที่ตอบโจทย์นโยบายของรัฐบาล

ส่วนนักศึกษาที่เรียนในหลักสูตรที่เกิดปัญหานั้น จะไม่ได้รับผลกระทบ ไม่ต้องลงเรียนใหม่ และไม่มีผลย้อนหลังกับนักศึกษาที่เรียนจบไปแล้ว เนื่องจากหลักสูตรเหล่านี้ได้รับการรับรองจาก สกอ.แล้วเรียบร้อย และได้รับการรับรองเรื่องปริญญา เพียงแต่ว่าระหว่างที่เปิดสอนมีอาจารย์ไม่ครบ กลายเป็นตีความว่าไม่มีมาตรฐาน และที่ว่าอาจารย์ประจำหลักสูตรไม่ครบเป็นเพียงองค์ประกอบ 1 ใน 6 ข้อเท่านั้น แต่มีอาจารย์พิเศษ วิทยากรผู้เชี่ยวชาญมากมาย เรื่องการสอนจึงไม่มีปัญหา ดำเนินไปอย่างปกติ

“มีข้อหนึ่งระบุไว้ในมาตรฐานหลักสูตร คือ ภาวะการมีงานทำของบัณฑิต ปรากฏว่า เด็กเรามีภาวะการมีงานทำตั้งแต่ 80-90% ขึ้นไปในหลักสูตรที่มีปัญหา และเรามีผลงานชนะเลิศในระดับประเทศมากมาย นั่นหมายความว่า การเรียนการสอนเรามีคุณภาพ เมื่อเด็กสามารถประยุกต์ไปใช้ได้ เรื่องนี้จึงไม่กระทบต่อความเชื่อมั่นของมหาวิทยาลัย” อธิการบดี มรภ.เชียงราย ย้ำถึงคุณภาพมหาวิทยาลัย

ม.ขอนแก่น ยอมรับ ไม่ได้เสริมอาจารย์ ยังไม่ถึงรอบปรับหลักสูตร แจง เนื้อหายังมีมาตรฐาน

ขณะที่ ทางฝั่งของ ม.ขอนแก่น ก็ได้ออกมาแถลงข่าวด้วยเช่นกัน โดย รศ.ดร.เด่นพงษ์ สุดภักดี รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) อธิบายว่า มหาวิทยาลัยเปิดสอนกว่า 340 หลักสูตร โดยมีเพียง 4 หลักสูตรเท่านั้น ที่ไม่ผ่านมาตรฐาน คือ ระดับปริญญาตรี 2 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ สาขาวิชาธุรกิจระหว่างประเทศ และหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีมัลติมีเดียและแอนิเมชั่น (หลักสูตรนานาชาติ) ระดับปริญญาโท 1 หลักสูตร คือ หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาชาวิชาศาสตรเขตร้อน (หลักสูตรนานาชาติ) และ ระดับปริญญาเอก 1 หลักสูตร คือ หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาเวชศาสตร์เขตร้อน (หลักสูตรนานาชาติ)

ทั้งนี้ ตามองค์ประกอบที่ 1 สกอ.กำหนดให้มีอาจารย์ประจำหลักสูตรละ 5 คน เป็นเวลา 9 เดือน แต่ในช่วงระยะเวลาดังกล่าวมีอาจารย์ลาไปศึกษาต่อบ้างในระหว่างปี และอาจารย์บางคนเกษียณอายุราชการบ้างในระหว่างปี ทำให้คุณสมบัติในข้อดังกล่าวนี้ตกไป แต่ก็ให้มาเป็นอาจารย์พิเศษสอนดูแลนักศึกษาเหมือนเดิม ระหว่างนั้นได้เปิดอัตรารับอาจารย์เพิ่มให้ครบตามเกณฑ์ ซึ่งจะต้องใช้เวลาหาอาจารย์ที่มีคุณสมบัติตรง และมหาวิทยาลัยรับทราบพร้อมดำเนินการแก้ไขมาโดยตลอด เพียงแต่มีบางช่วงระยะเวลาหนึ่งที่อาจารย์ไม่ครบ 5 คนในหลักสูตรดังกล่าวเท่านั้น

รศ.ดร.กิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) เผยกับทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ว่า 4 หลักสูตรที่เกิดปัญหานั้น ได้เปิดสอนมาหลายปีแล้ว และตอนเปิดหลักสูตรต้องมีครบจึงจะเปิดได้ไม่เช่นนั้น สกอ.จะไม่เห็นชอบให้เปิดหลักสูตร กระทั่งเมื่อปี 58-59 มีอาจารย์ประจำหลักสูตรไปเรียนต่อ แต่การปรับเปลี่ยนเสริมอาจารย์เข้ามาแทนนั้น ไม่ได้ดำเนินการ เพราะยังไม่อยู่ในรอบของการปรับปรุงหลักสูตร คือทุกๆ 5 ปี หรือบางทีอาจจะเป็นความเผอเรอของผู้รับผิดชอบหลักสูตร ที่ไม่ได้รีบขอมหาวิทยาลัยเปลี่ยนแปลงรายชื่อหรือหลักสูตรใหม่

ขณะที่ อาจารย์ผู้สอนไม่ได้ขาด ไม่มีปัญหาในเรื่องมาตรฐานและคุณภาพทางวิชาการ แต่เมื่อมีการตรวจประกันคุณภาพภายใน ซึ่งมหาวิทยาลัยทำเอง และรายงานอย่างตรงไปตรงมากับ สกอ. และเมื่อมีหนังสือมาให้ปรับปรุง ทางมหาวิทยาลัยก็ได้สั่งเจ้าของหลักสูตรดำเนินการแก้ไขจนเรียบร้อยแล้ว

“ผมขอยืนยันว่า ไม่มีผลต่อนักศึกษาครับ เพราะจำนวนอาจารย์ที่รับผิดชอบหลักสูตรมีไม่ครบ แต่ผู้สอนครบเกณฑ์และเกินเกณฑ์ด้วยซ้ำไป มีอาจารย์ที่มีคุณวุฒิระดับปริญญาเอกทุกคน เป็นศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์มาช่วยสอน ไม่ได้เป็นปัญหาเรื่องเนื้อหาหลักสูตรไม่ได้มาตรฐาน เพราะฉะนั้น อาจารย์ประจำหลักสูตรไม่ครบ แต่อาจารย์ผู้สอนมีครบ จึงไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เด็กที่จบไปก็ได้คุณภาพมาตรฐานเหมือนกันกับรุ่นก่อนหน้า” อธิการบดี ม.ขอนแก่น ยันไม่มีผลกระทบต่อนักศึกษา

ส่วนบัณฑิตที่จบออกมาจาก 4 หลักสูตรที่ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน จะได้รับผลกระทบด้วยหรือไม่ รศ.ดร.กิตติชัย ตอบว่า ไม่มีผลกระทบต่อการมีงานทำของบัณฑิตเช่นกัน เพราะเด็กที่จบไปมีงานทำร้อยละ 95 และมองว่าผู้ประกอบการจะดูเรื่องชื่อเสียงของสถาบันประกอบไปด้วย ดังนั้น เรื่องนี้มีผลกระทบตอนรับเด็กรุ่นใหม่เข้าเรียนมากกว่า และมีคนถามเรื่องนี้เช่นกัน ซึ่งก็ได้ชี้แจงไปตามข้อเท็จจริงว่าแก้ไขปรับปรุงแล้ว

“การประกาศออกมาแบบนี้ มีผลต่อความเชื่อมั่นของมหาวิทยาลัยแน่นอน เพราะประกาศออกมาในช่วงที่นักเรียนกำลังคัดเลือกสอบเข้าเรียนมหาวิทยาลัยด้วย ผมจึงคิดว่าทาง สกอ.น่าจะยกหูโทรศัพท์สอบถามกันสักนิด ค่าโทรศัพท์เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยแพงเท่าไร บอกให้มหาวิทยาลัยส่งหลักฐานไปให้ดูว่าปรับปรุงอย่างไรบ้าง เพราะการแก้ไขเราทำเสร็จนานแล้ว แต่การรีบเอาหลักสูตรไปแขวนไว้ น่าจะเป็นมาตรการสุดท้าย หากมหาวิทยาลัยไม่ให้ความร่วมมือ” อธิการบดี ม.ขอนแก่น ติง สกอ.

ม.รามฯ แจง 40 หลักสูตร แก้ไขแล้ว ฉุน สกอ.ทำเสื่อมเสียชื่อ

ผศ.วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ อธิการบดี ม.รามคำแหง ออกมาตั้งโต๊ะแถลงข่าว ระบุว่า ได้ปิดหลักสูตรไปแล้ว 23 หลักสูตร มีหลักสูตรที่ไม่เคยเปิดรับนักศึกษา 1 หลักสูตร หลักสูตรที่งดรับนักศึกษาในปีการศึกษา 2560 จำนวน 6 หลักสูตร และปีการศึกษา 2561 จำนวน 1 หลักสูตร ส่วนหลักสูตรที่เหลือได้ดำเนินการปรับปรุงเพื่อให้เป็นไปตามเกณฑ์และส่ง สกอ. รับทราบแล้ว

ส่วนสาเหตุที่อาจารย์ประจำหลักสูตรไม่เป็นไปตามเกณฑ์นั้น ทาง ม.รามฯ ให้เหตุผลว่า มีอาจารย์บางคนเกษียณอายุราชการ และลาศึกษาต่อ ซึ่งขณะนี้มหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้เปิดรับอาจารย์ประจำหลักสูตรมาทดแทนแล้ว และหลักสูตรส่วนใหญ่เป็นหลักสูตรปี 2555 ซึ่งจะครบรอบการประเมินและปรับปรุงหลักสูตรตามเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตร พ.ศ. 2558 ในปี 2560 ซึ่งมหาวิทยาลัยได้ดำเนินการไปแล้ว และกำลังติดตามให้หลักสูตรเหล่านี้ ดำเนินการให้ผ่านองค์ประกอบที่ 1 ในปีการศึกษา 2560

ทีมข่าวได้ติดต่อไปยัง ม.รามคำแหง ได้รับคำตอบว่า ช่วงนี้ยังไม่สะดวกในการให้สัมภาษณ์ประเด็นดังกล่าว และได้ชี้แจงไปหมดแล้วในวันแถลงข่าว หากมีประเด็นเพิ่มเติมทางมหาวิทยาลัยจะออกมาชี้แจงอีกครั้ง

PART 2 สกอ.ย้ำคุ้มครองผู้บริโภค อ.ไม่ครบก็ถือว่าขาดมาตรฐาน หากปรับปรุงทันไม่กระทบนักศึกษา

นำร่อง ประเมินระดับหลักสูตรครั้งแรก เผย ฟีดแบ็กสังคมเชียร์ ส่วน ม.ได้รับผลกระทบ

ต่อมา ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ พูดคุยถึงสถานการณ์ล่าสุดกับ นางอรสา ภาววิมล รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) โดยเผยว่า สถาบันการศึกษาตื่นตัวมากขึ้น ทั้งอธิการบดี และรองอธิการบดีที่ดูแลงานวิชาการ ก็ออกมาเปิดเผยว่า กำลังปรับปรุง หรือปิดหลักสูตร และมีฟีดแบ็กจากสังคมเข้ามาพอสมควรว่าเป็นเรื่องดีที่ สกอ.จะเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้ เพื่อเป็นการคุ้มครองผู้บริโภค และมหาวิทยาลัยได้กลับมาดูแลปรับปรุง ขณะที่ ฟีดแบ็กของทางสถาบันการศึกษา มองว่า ทำให้พวกเขาได้รับผลกระทบ แต่ก็เป็นหน้าที่ที่ สกอ. ต้องทำ

ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าว เป็นของปี 58-59 ที่ไม่ผ่านสองปีซ้อน ขณะที่ ข้อมูลปี 60 ผลยังไม่ออกโดยที่ผ่านมามีการประเมินเฉพาะระดับคณะกับสถาบันการศึกษา กกอ.จึงมีมติว่าให้นำร่องประเมินระดับหลักสูตร พอไปนำร่องประเมินระดับหลักสูตรก็มีผลออกมารายงาน กกอ.ว่ามีผลแบบนี้ กกอ.ก็ให้เผยแพร่ข้อมูล เพราะเป็นสิ่งที่ต้องควรเผยแพร่ผลประกันคุณภาพให้สาธารณชนทราบอยู่แล้วตามกฎกระทรวง ครั้งนี้จึงเป็นระดับหลักสูตรครั้งแรกที่ยังไม่เคยเผยแพร่มาก่อน

“ตอนนี้สภามหาวิทยาลัยลงมากำกับดูแลแล้ว ให้ปรับปรุงภายใน 90 วัน หากไม่พร้อมก็ปิดหลักสูตร ซึ่งจากเดิมคิดว่าบางทีสภามหาวิทยาลัยอาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำ หลักสูตรที่อนุมัติไปขาดอาจารย์ หรือภาควิชาอาจจะไม่ได้รายงานให้ทราบ เพราะกำลังแก้ปัญหาอยู่ พอ สกอ.ประกาศไปผู้หลักผู้ใหญ่ในสภาลงมาเห็นแล้วและดูแล ซึ่งคิดว่ามันจะต้องมีระบบการรายงานทุกปีก็ได้ สภาจะได้ช่วยแก้ปัญหาตรงนี้” รองเลขาฯ กกอ. ให้ความเห็น

ม.อ้าง อ.เกษียณ-ลาออก? รองเลขาฯ กกอ. ยัน หากปรับปรุงเสร็จทัน ไม่กระทบ นศ.

นางอรสา กล่าวต่อว่า ก่อนเปิดหลักสูตรแน่นอนว่ามหาวิทยาลัยต้องส่งรายละเอียดให้ สกอ.รับทราบ และเมื่อถึงเวลาการประเมินคุณภาพภายในที่มหาวิทยาลัยต้องทำเอง เพียงแต่ผลการตรวจไม่ตรงกับรายละเอียดตอนเปิดหลักสูตร โดยเข้าใจว่าคงจะมีการเปลี่ยนแปลง เช่น อาจารย์ลาออก เกษียณ ก็เลยเกิดจำนวนไม่ครบ ซึ่งก็เป็นเหตุที่ฟังขึ้น เพราะเป็นข้อเท็จจริง แต่เมื่ออาจารย์ลาออกหรือเกษียณ มหาวิทยาลัยจะต้องเร่งหาอาจารย์ท่านใหม่มาแทน และเป็นจังหวะที่ต้องประเมินพอดีก็เลยไม่ครบตามเกณฑ์ ซึ่งมองว่าถ้าหากไม่ครบก็ทำให้ครบตามเกณฑ์ไปปรับปรุง เพื่อปีการศึกษาหน้าจะได้ไม่มีปัญหาแบบนี้อีก

ถามว่า ช่วงที่ขาดอาจารย์ยาวนานแค่ไหนนั้น ตนไม่มีข้อมูลในมือ ซึ่งอาจจะไม่ครบในเทอมนั้น ที่ตรงกับจังหวะตรวจประกันคุณภาพก็ได้

“ยืนยันว่าเมื่อจบไปไม่มีผลกระทบแน่นอน เพราะสกอ.รับทราบแล้วว่า หลักสูตรนี้เป็นไปตามเกณฑ์ แต่ระหว่างทางเกิดมีปัญหาอาจารย์ขาดก็ต้องรีบเติมเข้ามา จึงแนะนำมหาวิทยาลัยว่า หากยังไม่เรียบร้อย ขอให้ชะลอการรับนักศึกษารุ่นใหม่ไว้ก่อน และดูแลเด็กรุ่นเก่าให้จบให้เรียบร้อยตามมาตรฐาน จนกว่าจะพร้อมเมื่อไหร่ค่อยเปิดรับเด็กรุ่นใหม่ได้ แต่ถ้าไม่พร้อม สกอ.ก็เสนอให้ปิดหลักสูตร นี่คือสิ่งที่ สกอ. จะแนะนำมหาวิทยาลัยตลอด แต่ถ้าเขาไม่ปิด สกอ.ก็ไม่สามารถไปบังคับให้ปิดได้ เพราะการอนุมัติให้เปิดหลักสูตรเป็นเรื่องของสภาฯ” รองเลขาฯ กกอ. ระบุ

อ.ประจำหลักสูตรไม่ครบ แต่ อ.ผู้สอนครบเกณฑ์ ยังถือว่าได้มาตรฐานอยู่หรือไม่?

ผู้สื่อข่าวตั้งคำถามจากการที่มหาวิทยาลัยกล่าวอ้างมา โดยนางอรสา ตอบว่า การเปิดหลักสูตรจำเป็นจะต้องมีอาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรให้ครบ เพื่อดูตั้งแต่กระบวนการพัฒนาหลักสูตร กำกับ ประเมินติดตามทุกอย่าง และทุกๆ 5 ปีที่เปิดหลักสูตร อาจารย์ชุดนี้จะต้องดูแลรับผิดชอบตลอด ส่วนอาจารย์ประจำหลักสูตร จะต้องดูแลหลักสูตรนี้ไปตลอด ขณะที่ อาจารย์ผู้สอน จะอยู่คณะไหนมาช่วยสอนก็ได้ ถึงแม้ว่าจะมีอาจารย์ผู้สอนครบ แต่ก็จำเป็นจะต้องมีอาจารย์ประจำและอาจารย์ผู้รับผิดชอบ เพื่อให้ตรงตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้

รองเลขาฯ กกอ. ระบุ เป็นหน้าที่ ม.ชี้แจง ผลประเมินไม่ได้มาตรฐาน กระทบมีงานทำของบัณฑิต

การออกมาเปิดเผยรายชื่อหลักสูตรที่ไม่ผ่านมาตรฐานของ สกอ.นั้น อาจจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของการผลิตบัณฑิตในหลักสูตรของสถาบันการศึกษาแห่งนั้น เพื่อป้อนสู่หน่วยงานต่างๆ ประเด็นนี้ รองเลขาธิการ กกอ. มองว่า เป็นหน้าที่ของมหาวิทยาลัยที่ต้องออกมาชี้แจง และมีหลายมหาวิทยาลัยออกมาชี้แจงแล้วในหลักสูตรที่ไม่พร้อม โดยจะปิดหลักสูตรจนกว่าจะพร้อม ส่วนเด็กที่ยังอยู่ในระบบจะส่งเด็กเหล่านี้ให้จบ

“การอนุมัติให้เปิดหลักสูตรเป็นเรื่องของสภาฯ แต่เมื่อถึงเวลาพบว่า ไม่ได้มาตรฐาน จะแก้ปัญหาอย่างไร ก็เป็นหน้าที่ของสภาฯ กับผู้บริหารต้องออกมาชี้แจง เพื่อให้ไม่กระทบกับเด็ก ซึ่งมีมหาวิทยาลัยหลายแห่งออกมาเปิดเผยว่า จะปิดหลักสูตร ส่วนเด็กที่อยู่ในระบบเขาต้องดูแลจนกว่าเด็กจะจบไป เพราะขาดแค่องค์ประกอบเรื่องอาจารย์อย่างเดียว ซึ่งหากแก้ปัญหาด้วยความจริงใจได้ คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาต่อความเชื่อมั่นในการรับบัณฑิตที่จบเข้าทำงาน” รองเลขาฯ กกอ. ระบุ

เตรียมจับมือแลกอาจารย์ เปิดวิชาสอดคล้องความต้องการ ป้องกันปัญหาเปิดหลักสูตรเฟ้อ-อาจารย์ไม่พอ

นางอรสา กล่าวถึงเรื่องการแก้ปัญหามหาวิทยาลัยเปิดหลักสูตรเฟ้อ ว่า รัฐบาลมีนโยบายว่า ต่อไปนี้ การเปิดหลักสูตรต้องเปิดในสาขาวิชาที่สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ เด็กที่จะจบไปเป็นบัณฑิตใหม่ ไม่จำเป็นต้องเรียนศาสตร์เดียว อาจจะวิศวะบวกกับบริหาร แพทย์บวกกับวิศวะ หรือเกษตรบวกไอที เรื่องนี้มหาวิทยาลัยเริ่มตื่นตัวมากขึ้น และมหาวิทยาลัยจะเหลียวกลับมามองว่า สาขาไหนที่ควรผลิตบัณฑิตออกมา ทำหลักสูตรใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ประเทศ และแชร์ทรัพยากร ร่วมมือกันระหว่างคณะ หรือสถาบันการศึกษา อาจจะไปจับมือข้ามคณะ หากอาจารย์ไม่พอ จับมือข้ามมหาวิทยาลัย ดังนั้น อาจารย์ประจำหลักสูตรตามเกณฑ์ที่ต้องมีไม่น่าจะมีปัญหา คิดว่าเป็นเรื่องที่ดี ปัญหาเกิดจากอะไรก็ต้องไปแก้ไขตรงนั้น

นอกจากนี้ เกณฑ์มาตรฐานใหม่ยังเปิดกว้างมากขึ้นด้วย ในกรณีที่มหาวิทยาลัยจับมือกับภาคเอกชน ในหน่วยงานที่ต้องการใช้บัณฑิตสาขานั้น โดยเป็นการเปิดโอกาสให้สามารถนำภาคเอกชนมาป็นอาจารย์สอนได้ แต่ไม่เกิน 2 คน เพราะฉะนั้น ปัญหาเรื่องการขาดแคลนอาจารย์จะค่อยๆ ลดลงไป เพราะเกณฑ์ยืดหยุ่นมากขึ้น และไม่ได้เรียนเฉพาะในชั้นเรียนแล้ว ต่อไปนี้ ต้องออกไปสถานประกอบการ อยู่ในหน่วยที่ต้องไปประกอบอาชีพ

“การเปิดหลักสูตรเฟ้อนั้น เป็นเรื่องในอดีต เพราะกระทรวง ส่งสัญญาณไปที่มหาวิทยาลัยว่า ต่อไปนี้จะเปิดหลักสูตรใดๆ ถ้าไม่สอดคล้องกับความต้องการกำลังคนของประเทศ จะไม่ได้รับงบประมาณสนับสนุน ถามว่าเปิดได้ไหมก็เปิดได้ แต่มหาวิทยาลัยต้องพึ่งตัวเอง แต่ถ้าเปิดหลักสูตรสาขาที่ประเทศต้องการนั้น ทางรัฐบาลสนับสนุนแน่นอน คิดว่าจะเป็นเทรนด์ที่ดีขึ้นเรื่อยๆ มหาวิทยาลัยจะคำนึงถึงเรื่องนี้มากขึ้น” รองเลขาฯ สกอ. กล่าวสรุป

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน

หลังจากที่ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) โชว์ลิสต์รายชื่อ 40 มหาวิทยาลัย ที่เปิดหลักสูตรไม่ได้มาตรฐานขึ้นเว็บไซต์ สกอ.ไปเมื่อเดือนที่ผ่านมานั้น หลายมหาวิทยาลัยก็ตื่นตัวกับเรื่องนี้มากขึ้น 1 ก.พ. 2561 14:17 4 ก.พ. 2561 05:33 ไทยรัฐ