วันจันทร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ถ้าปชช.ไม่เอา บิ๊กป้อม พร้อมลาออก ศาลปค.ให้สตช.จ่ายม็อบ26.2ล. (คลิป)

“บิ๊กป้อม” ชื่นชมหน่วยงานความมั่นคง ดูแลความสงบด้วยดีตลอดการบริหารงานรัฐบาล คสช. ซัดมีกลุ่มป่วนจ้องหาเรื่องโจมตี ประกาศพร้อมลาออกถ้าประชาชนไม่ต้องการ “วิษณุ” รับโรดแม็ปอาจขยับอีก ถ้ายื่นศาล รธน.ตีความกฎหมายลูก กกต.จ่อส่งความแย้งตั้ง กมธ.ร่วม “สมชัย” แฉ สนช.โทร.ชงให้ค้านปมใช้มหรสพหาเสียง ศาลปกครองสั่ง สตช.ชดใช้เงินเยียวยาผู้ชุมนุมกลุ่มพันธมิตร 254 ราย รวม 26.2 ล้าน กรณีสลายชุมนุม 7 ต.ค.51 ยกฟ้องนายกฯ-ครม. “ศรีวราห์” เผยแจ้งข้อหาหนัก 7 แนวร่วมฟื้นฟู ปชต. สน.ปทุมวันเรียก 32 ผู้ชุมนุมพบ พนง.สอบสวน 2 ก.พ.

ช่วงโค้งสุดท้ายปลายเทอมของรัฐบาล มักเจอแรงเสียดทานกระหน่ำถาโถม ไม่เว้นแม้กระทั่งรัฐบาล คสช. โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เปรยเชิงยอมรับว่าอยู่ในช่วงขาลง ระบุเป็นเรื่องธรรมชาติของทุกรัฐบาลเมื่อเข้าสู่ปีที่ 4 อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและ รมว.กลาโหม ชื่นชมผลงานที่เกี่ยวข้องในการดูแลความสงบของประเทศตลอดการทำงานของรัฐบาล พร้อมประกาศถ้าประชาชนไม่ต้องการ ยินดีลาออกจากตำแหน่ง

“บิ๊กป้อม” ชมผลงานดูแลความสงบ

เมื่อวันที่ 31 ม.ค. ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและ รมว.กลาโหม จัดงานเลี้ยงอาหารกลางวันให้หน่วยขึ้นตรงกระทรวงกลาโหม ผบ.เหล่าทัพ และข้าราชการกระทรวงกลาโหม รวมถึงสื่อมวลชนสายทหาร เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2561 โดย พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า กระทรวงกลาโหมได้สนับสนุนรัฐบาลมาตลอดเวลา 3 ปี 8 เดือน ทุกคนในกระทรวงทำงานให้เกิดความมั่นคงแก่รัฐบาลและประเทศชาติ จะเห็นชัดเจนในเรื่องความสงบเรียบร้อยของประเทศ ไม่มีเหตุการณ์ใดๆ ที่บั่นทอนหรือแตกแยกเกิดขึ้น เราทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และทำทุกอย่างเพื่อให้ประชาชนได้อยู่กันด้วยความสงบ สันติไม่แบ่งสีแบ่งฝ่าย ยอมรับว่าทำงานด้วยความยากลำบาก แต่ได้รับการสนับสนุนด้วยดีจากสื่อมวลชน

ซัดมีกลุ่มจ้องหาเรื่องโจมตีรัฐบาล

พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า แม้จะมีความยากลำบากและแรงเสียดทาน ซึ่งในแรงเสียดทานนั้นจะเห็นว่ามีคนจำพวกหนึ่งพยายามกล่าวหารัฐบาลทำงานไม่ได้ผล ไม่สมความมุ่งหมายของประชาชน ขอยืนยันว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมารัฐบาลทุ่มเททำทุกอย่างเพื่อประชาชนโดยแท้ ทั้งงานด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม จิตวิทยา แรงเสียดทานที่ดำเนินการอยู่ขณะนี้ เราพยายามที่จะต่อสู้ไป เราทำตามกฎหมายตามระเบียบแบบแผนทุกอย่างไม่มีนอกลู่นอกทาง และกองทัพยังมีจุดยืนที่เป็นกลไกของรัฐบาลทำหน้าที่เป็นแกนหลักด้านความมั่นคงเคียงข้างกับประชาชน ยึดประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ ชาติเป็นสำคัญ

ลั่นพร้อมลาออกถ้า ปชช.ไม่ต้องการ

“ทหารไม่ได้มีความขัดแย้งกับสื่อ การที่สื่อนำเสนอข่าวตรงไปตรงมาน่าจะเป็นสิ่งที่พวกเราทุกคนต้องการให้เป็นเช่นนั้น ผมไม่ได้มาขอร้องว่าจะต้องทำอย่างนั้นหรือทำอย่างนี้ แต่อยากจะบอกสื่อสายทหารว่า ผมรับราชการมาตั้งแต่ปี 2511 จนถึงขณะนี้ผ่านมา 50 ปีแล้ว ไม่เคยมีเรื่องอะไรหนักๆก็ดูเอาแล้วกันว่าผมได้ทำอะไรที่เสียหายกับประเทศชาติบ้านเมืองหรือไม่ ผมเข้ามาเพราะอยากจะช่วยเหลือบ้านเมือง อยากทำงานให้บ้านเมือง ถ้าประชาชนไม่ต้องการ ผมก็พร้อมที่จะไปจากตำแหน่งนี้ เพราะ ฉะนั้นอยากจะฝากกับสื่อว่าอยากให้ดูว่าผมทำงานมาตลอด 50 ปีได้ทำอะไรไว้บ้าง” พล.อ.ประวิตรกล่าว

“วิษณุ” ชี้ยื่นตีความโรดแม็ปขยับอีก

เมื่อเวลา 13.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการตั้งกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่าย เพื่อพิจารณาร่างกฎหมายลูกการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. ซึ่งอาจทำให้โรดแม็ปต้องขยับออกไปอีกว่า การตั้งกรรมาธิการร่วมจะไม่ทำให้การเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไปอีก เพราะอยู่ในโรดแม็ปที่คาดการณ์ไว้แล้ว แต่ถ้ามีอะไรที่คาดไม่ได้อาจทำให้เกิดปัญหาบ้างเล็กน้อย สำหรับกฎหมายทั้งสองฉบับนี้ สนช.มีเวลาพิจารณา 60 วัน ถ้าต้องตั้งกรรมาธิการร่วมจะใช้เวลาอีก 30 วัน กฎหมายจะเสร็จยาวกว่าเดือน ก.พ.ไม่ได้ ถ้าไม่มีอะไรกระทบให้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เมื่อถามว่า ถ้ามีผู้ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความถือเป็นอะไรที่ไม่ได้คาดการณ์ไว้ใช่หรือไม่ นายวิษณุตอบว่า การยื่นศาลรัฐธรรมนูญถือเป็นเหตุหนึ่งที่ไม่ได้อยู่ในการคาดการณ์ ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นได้ เหมือนกฎหมาย ป.ป.ช. ผู้ที่สามารถยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความได้หลังขั้นตอนการตั้งกรรมาธิการร่วม คือ นายกฯ และสมาชิก สนช. เมื่อถามว่า หากยื่นศาลรัฐธรรมนูญต้องบวกระยะเวลาออกไปอีกหรือไม่ นายวิษณุตอบว่า การใช้เวลาเท่าไรขึ้นอยู่กับศาล ที่ผ่านมามีทั้งเร็วกว่าหรือช้ากว่า 1 เดือน ขึ้นอยู่กับความยากง่ายและจำนวนประเด็น เคยมีกรณีที่ต้องใช้เวลา 2 เดือน มันเอาแน่ไม่ได้ เพราะศาลไม่มีกรอบระยะเวลาในการพิจารณา

กกต.จ่อค้าน 4 ปมกฎหมายลูก ส.ส.

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวว่า ขณะนี้ กกต.ยังไม่ได้รับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. ทั้ง 2 ฉบับที่ผ่านการพิจารณาจาก สนช. แต่เจ้าหน้าที่ กกต.ได้พิจารณาเนื้อหาร่างกฎหมายลูกการเลือกตั้ง ส.ส.เบื้องต้น เสนอความเห็นว่า พบปัญหา 4 ประเด็น คือ เรื่องการขยายเวลาบังคับใช้ 90 วัน การจำกัดสิทธิผู้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง การขยายเวลาเลือกตั้งเป็น 07.00-17.00 น. และการให้มีมหรสพในการหาเสียง ซึ่ง กกต.ได้ให้ความเห็นเบื้องต้นว่า ใน 3 ประเด็นแรกน่าจะไม่ขัดเจตนารมณ์ มีเพียงประเด็นมหรสพประเด็นเดียวที่อาจนำไปสู่การเลือกตั้งที่ไม่เที่ยงธรรม จึงให้สำนักงานไปศึกษาว่ามีข้อกฎหมายใดที่จะนำมาสนับสนุนในเชิงเหตุผลได้ และนำมาเสนอในการประชุม กกต.วันที่ 6 ก.พ.นี้ รวมทั้งประเด็นปัญหาในร่างกฎหมายลูกการได้มาซึ่ง ส.ว. ทั้งนี้ หาก กกต.มีข้อสรุปพบประเด็นปัญหาจะทำความเห็นแย้งกลับไป เพื่อตั้งกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่าย ซึ่งอาจส่งผลให้การประกาศใช้กฎหมายล่าช้าไปอีกประมาณ 1 เดือน

“สมชัย” แฉ สนช.ยุให้แย้งมหรสพ

นายสมชัยกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ในความเห็นส่วนตัวไม่น่าจะมีประเด็นใดที่ต้องทำความเห็นแย้ง รวมถึงประเด็นมหรสพ เพราะเป็นการกำหนดวิธีการหาเสียงที่ สนช.ยืนยันว่าเป็นสิ่งที่ดี และออกแบบด้วยความเป็นธรรมแล้ว แต่ที่แปลกประหลาดคือ หลังจากการลงมติของ สนช.และตนได้วิพากษ์วิจารณ์ประเด็นนี้ ว่าจะเข้าทางเอื้อพรรคใหญ่ ปรากฏว่ามี สนช.ในฝั่งผู้เสนอให้มีมหรสพโทร.มาหา บอกว่าจะพยายามแก้ไขประเด็นดังกล่าวให้กลับเป็นไม่มีมหรสพ และอยากให้ กกต.เสนอความเห็นแย้งในประเด็นดังกล่าว ซึ่งตนชี้แจงไปว่าคงยากแล้ว เพราะไม่ใช่ประเด็นขัดเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ เมื่อ สนช.ผูกเองก็ต้องไปหาทางแก้เอาเอง หรือเพิ่งจะมาเห็นเงาของโลงศพเลยกลัวต้องหลั่งน้ำตาในอนาคต

ผบ.ทบ.ไม่กังวลยืดเวลาเลือกตั้ง

พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. ในฐานะสมาชิก สนช. กล่าวถึงกรณี สนช.มีมติขยายเวลาบังคับใช้ร่างกฎหมายลูกการเลือกตั้ง ส.ส.ออกไป 90 วันว่า คิดว่าไม่ส่งผลกระทบอะไร ในทางปฏิบัติเป็นเรื่องกฎหมายที่สามารถดำเนินการได้ เรื่องนี้อาจมีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยออกมาแสดงความคิดเห็น แต่สถานการณ์ไม่น่ามีอะไรมากกว่านี้ ในอนาคตท้ายที่สุดจะมีการเลือกตั้งอย่างแน่นอนตามกรอบที่วางไว้ ซึ่งจะนำไปสู่ความสันติสุขของชาติบ้านเมือง และมีประโยชน์กับทุกคน มากกว่าไปเผชิญกับความขัดแย้ง เมื่อถามว่า รัฐบาลอยู่มา 3 ปีกว่าแต่ช่วงท้ายจะเกิดปัญหาต่อเนื่อง พล.อ.เฉลิมชัยตอบว่า เป็นเรื่องปกติของการบริหารงานของรัฐบาล นายกฯ พูดแล้วว่าต้องมีคนถูกใจ ไม่ถูกใจ และใจร้อน รัฐบาลกำลังวางรากฐานของประเทศ ถ้ารออีกนิดเชื่อว่าผลสัมฤทธิ์จะออกมา

“นิพิฏฐ์” เย้ยไทยนิยมฉบับทหาร-ตร.

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กว่า “ไทยนิยม เป็นไทยนิยมของฉัน หรือไทยนิยมของเรา” ว่า ฟังว่ารัฐบาลจะชี้แจงเรื่องไทยนิยมกับทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง จากนั้นจะส่งเจ้าหน้าที่เหล่านี้ลงไปทำความเข้าใจกับประชาชนทุกหมู่บ้าน ที่ผ่านมาเราขัดแย้งกันเรื่องประชาธิปไตยจนทำร้ายกัน ฆ่ากัน เพื่อบอกว่าประชาธิปไตยของฉันถูก ของคุณผิด คราวนี้รัฐบาลส่งทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง ลงไปทำความเข้าใจกับชาวบ้าน เราคงจะได้ประชาธิปไตยมาอีกตำรับหนึ่ง เป็นตำรับ “ทหาร-ตำรวจ-ปกครอง” ประเทศไทยก็เป็นอย่างนี้ ผู้มีอำนาจจะกำหนดนิยามให้เอง แต่อาจแย่ตรงที่ผู้มาจากการยึดอำนาจเป็นคนให้คำนิยามเอง คงจะเป็น “ประชาธิปไตยของฉัน” มิใช่ “ประชาธิปไตยของเรา” อีกเช่นเคย ผ่านไปทางบ้านตนเมื่อไหร่ อย่าลืมส่งข่าวด้วย จะไปฟังทหาร-ตำรวจ สอนประชาธิปไตยหน่อย

“วัฒนา” ฉะผู้นำไม่อายปัดเลื่อน ลต.

นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า “เปลืองข้าวสุก” ขอยกย่องวีรกรรมของประชาชนทุกคนที่ไปแสดงพลังที่สกายวอล์ก พร้อมกับขอคารวะให้กับจิตใจของน้องนักกิจกรรมทั้ง 7 คน ที่ถูก คสช.แจ้งความดำเนินคดีในข้อหามั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมืองเกินกว่า 5 คน และข้อหาปลุกปั่นยุยง ประชาชนจะไม่ทิ้งพวกคุณ เราจะต่อสู้กับเผด็จการด้วยกัน ทั้งนี้ การที่ประชาชนต้องไปรวมตัวเพื่อแสดงพลังต่อต้านการสืบทอดอำนาจ เรียกร้องให้มีการเลือกตั้งภายในปี 61 เนื่องจากหัวหน้า คสช.มีพฤติกรรมถ่วงเวลาการเลือกตั้ง สืบทอดอำนาจเผด็จการ ความผิดจึงเกิดจากหัวหน้า คสช. ที่เป็นคนไม่เคยอยู่กับร่องกับรอย ล่าสุด ออกมาปฏิเสธแบบไร้ยางอายว่าไม่เคยเลื่อนการเลือกตั้ง ไม่สำเหนียกเลยว่าอำนาจที่ถืออยู่นั้นเป็นของประชาชนที่ตัวเองและพรรคพวกไปยึดมา พอประชาชนมาทวงสิทธิกลับไปแจ้งความดำเนินคดีกับประชาชนที่เป็นเจ้าของอำนาจ

อัด จนท.ก้มหัวเผด็จการขอตำแหน่ง

นายวัฒนาระบุว่า เจ้าหน้าที่รัฐ ตำรวจ ทหาร ล้วนกินเงินเดือนที่มาจากภาษีของประชาชน สิ่งที่สมควรทำคือการปกป้องคุ้มครองเจ้าของภาษี แต่กลับไปรับใช้เผด็จการที่ยึดอำนาจ บางคนแสวงหาความก้าวหน้าจากเผด็จการ โดยเอาอิสรภาพของประชาชนเป็นบันได อ้างเพียงต้องทำตามหน้าที่โดยไม่เคยดูความถูกต้อง ไม่มีกระทั่งความกล้าหาญที่จะปกป้องความซื่อตรงในวิชาชีพ ยอมก้มหัวให้เผด็จการแลกตำแหน่ง บางคนออกมาสำรากข่มขู่ประชาชน โดยไม่มีสำนึกว่าข้าวแดงแกงร้อนที่ราดรดหัวตัวเองและครอบครัวทุกวันมาจากภาษีของประชาชน คนพวกนี้หากเปรียบเป็นหมาก็กัดเจ้าของไม่สมควรเลี้ยงให้เปลืองข้าวสุก ขอให้กำลังใจพี่น้องประชาชน วันหนึ่งอำนาจต้องกลับคืนมาเป็นของประชาชน ใครที่ทำกรรมไว้กับประชาชนให้ช่วยกันจำ อีกไม่นานเกินรอ

ตอก “ดอน” อย่าปกปิดความจริง

ร.ท.หญิง สุณิสา ทิวากรดำรง อดีตรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ ไปอยู่ที่ไหนมา ถึงไม่รู้ว่า ต่างชาติให้ความสำคัญกับการเลื่อนโรดแม็ป เพราะเอกอัครราชทูตสหภาพยุโรป และโฆษกสถานทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย ถึงกับออกแถลงการณ์ทันทีเพื่อทวงคำมั่นของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. ที่เคยสัญญาต่อประชาคมโลกว่าจะจัดการเลือกตั้งเดือน พ.ย.61 รัฐบาลไม่ควรทึกทักเอาเองว่าต่างชาติเขาเห็นดีเห็นงามกับการเลื่อนเลือกตั้ง ล่าสุดในการจัดอันดับเสรีภาพการเลือกตั้งทั่วโลก ประจำปี 2018 ไทยเกือบจะเป็นที่โหล่ของโลก อยู่ อันดับ 196 จาก 198 ประเทศทั่วโลก ถ้าต้องการยืนอยู่บนเวทีโลกไทยก็ต้องเคารพกติกาสากล การประจบสอพลอด้วยการปกปิดความจริงเพื่อเอาใจเผด็จการเพราะหวังอยู่ในอำนาจต่อไปนานๆ นอกจากจะทำให้เสียเกียรติภูมิของประเทศแล้วยังจะพากันพังทั้งหมด อย่าปล่อยให้ พล.อ.ประยุทธ์ดำเนินนโยบายต่างประเทศแบบนกกระจอกเทศที่เอาหัวซุกทราย โดยไม่สนใจโลกภายนอก

เดินหน้าอายัดทรัพย์ “ยิ่งลักษณ์”

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวถึงกรณีศาลปกครองยกคำร้องคำขอทุเลาการยึดทรัพย์ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ในคดีโครงการรับจำนำข้าวว่า กระทรวงการคลังสามารถเดินหน้าสืบทรัพย์ได้เลย คนที่เกี่ยวข้องมี 2 ส่วน คือ กระทรวงการคลังเป็นผู้ชี้ทรัพย์ และกรมบังคับคดี มีอำนาจในการยึดหรืออายัดตามที่กระทรวงการคลังในฐานะเจ้าหนี้ชี้ทรัพย์ มีระยะเวลา 10 ปี ตามอายุความ ระหว่างนั้นเจออะไรสามารถดำเนินการจนกว่าจะมีการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอทุเลาใหม่ ซึ่งร้องได้เรื่อยๆ แต่ต้องดูเป็นกรณีไป ผู้สื่อข่าวถามว่า ในคำสั่งยกคำร้องศาลระบุว่า มีการยักย้ายถ่ายเททรัพย์ นายวิษณุตอบว่า กระทรวงการคลังในฐานะเจ้าหนี้ต้องเป็นผู้เสาะหาทรัพย์ แล้วให้เจ้าหน้าที่กรมบังคับคดีไปจัดการ เรื่องนี้ตนไม่จำเป็นต้องเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาหารือแล้ว เมื่อศาลมีคำสั่งออกมาเช่นนี้ เขารู้หน้าที่ ไม่จำเป็นต้องไปบอกอะไร ที่ผ่านมาได้มีการอายัดอะไรไปพอสมควรแล้วเท่าที่ทำได้ แม้จะยังไม่มากเท่าจำนวนที่พึงยึดก็ตาม เมื่อถามว่า ทรัพย์สินที่อายัดหรือยึดไว้ได้นำเข้าคลังหรือยัง นายวิษณุตอบว่า ขณะนี้เป็นการอายัดไว้ก่อน แต่ไม่ต่างอะไรกับการยึด เพราะไม่สามารถจะทำอะไรกับทรัพย์นั้นหรือยักย้ายไม่ได้แล้ว แต่การจะนำทรัพย์ดังกล่าวเข้าคลังได้จะต้องให้แน่ใจว่าไม่มีปัญหาอะไรอีก

ปชป.ข้องใจ คสช.ยักคิ้วหลิ่วตา

ด้านนายวิรัช ร่มเย็น อดีต ส.ส.ระนอง พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ชัดเจนแล้วว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์มีพฤติการณ์ยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน เห็นได้ชัดจากกรณีเงินฝากในบัญชีธนาคารที่พบว่ามีเงินรวม 24.9 ล้านบาท แต่กระทรวงการคลัง และกรมบังคับคดียึดได้เพียง 1.9 ล้านบาท ตลอดเวลาเกือบ 4 ปี รัฐบาล คสช.เข้ามาบริหาร หากตั้งใจจริงติดตามทวงเงินเข้ารัฐ สามารถสั่งการแช่แข็งการยักย้ายถ่ายเททรัพย์ได้ตั้งแต่ปี 58 จะไม่เกิดความเสียหายซ้ำซ้อน แต่กลับเพิกเฉยเสมือนยักคิ้วหลิ่วตา ไม่น่าแปลกที่สังคมจะวิพากษ์ครหาว่าผู้มีอำนาจบางคนในรัฐบาล คสช.แอบจับมือเจรจาต่อรองกับนายใหญ่เพื่อช่วยน้องสาวใช่หรือไม่ นอกจากปล่อยให้ผู้ต้องรับผิดชอบหลบหนีคำสั่งศาลแล้ว คสช.ยังทำผิดพลาดบกพร่องต่อหน้าที่ซ้ำอีกในการป้องกันและติดตามทรัพย์สินเพื่อคืนแผ่นดิน

ศาลสั่ง สตช.ชดใช้ผู้ชุมนุม 7 ต.ค.51

วันเดียวกัน ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่นายชิงชัย อุดมเจริญกิจ กับพวกรวม 250 คน และนายกร เอี่ยมอิทธิพล กับพวกรวม 11 คน กรณีได้รับบาดเจ็บเสียหายจากเหตุการณ์ สตช.เข้าสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยบริเวณรอบรัฐสภา เมื่อวันที่ 7 ต.ค.2551 โดยแต่ละรายมีจำนวนเงินตั้งแต่ 7,120 บาทถึง 4,152,771.84 บาท พร้อมดอกเบี้ย โดยศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า การกระทำของผู้ชุมนุมเพื่อขัดขวางไม่ให้นายกรัฐมนตรีนำคณะรัฐมนตรีเข้าแถลงนโยบายต่อรัฐสภาไม่ใช่การก่ออาชญากรรมโดยแท้ จึงไม่อาจปฏิบัติต่อผู้ชุมนุมทั้งหมดด้วยวิธีการเดียวกับการจับกุมผู้กระทำความผิดอาญาได้ โดยต้องปฏิบัติต่อผู้ชุมนุมตามกฎหมาย ระเบียบ และขั้นตอนวิธีการที่เหมาะสม ไม่ว่าการชุมนุมจะเป็นไปโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่

ใช้วิธีไม่เหมาะสมสลายชุมนุม

ศาลปกครองสูงสุดระบุด้วยว่า ภายหลังเกิดเหตุคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงซึ่งรับฟังได้เป็นที่ยุติว่า ก่อนการใช้แก๊สน้ำตาเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้ใช้รถดับเพลิงฉีดน้ำตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ และยังมีกลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐที่มีความชำนาญเฉพาะด้านมายืนยันถึงความไม่เหมาะสมในวิธีการสลายการชุมนุมและการใช้แก๊สน้ำตาอีกด้วย จากพยานหลักฐานดังกล่าวจึงมีน้ำหนักมั่นคงให้รับฟังได้ว่าการปฏิบัติหน้าที่ของ สตช.มีข้อบกพร่องในขั้นตอนการเตรียมการหารถดับเพลิง และวิธีการยิงแก๊สน้ำตา โดยยิงในแนวตรงขนานกับพื้นซึ่งไม่เป็นไปตามวิธีการที่ถูกต้องที่ต้องยิงเป็นวิถีโค้ง ประกอบกับแก๊สน้ำตาที่นำมาใช้เป็นแก๊สน้ำตาที่ซื้อมาเป็นเวลานานจึงมีประสิทธิภาพต่ำ จึงต้องใช้แก๊สน้ำตาจำนวนมากเกินกว่าที่จะใช้โดยปกติทั่วไป ทำให้เกิดความปั่นป่วนชุลมุน เกิดความเสียหายต่อผู้ชุมนุมมากเกินกว่าผลตามปกติ และยังส่งผลเสียหายไปถึงการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ที่มาช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บ ไม่ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ปฏิบัติจะรู้ถึงข้อบกพร่องนั้นหรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อส่งผลให้เกิดความเสียหายแก่ชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของนายชิงชัยกับพวกแต่ละรายจึงเป็นการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมาย ละเมิดมาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สตช.จึงต้องรับผิดต่อผู้ได้รับความเสียหาย

นายกฯ–ครม.ไม่เกี่ยวสั่งยกฟ้อง

ศาลปกครองสูงสุดระบุว่า ส่วนสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีไม่ได้เป็นผู้กำหนดขั้นตอนและวิธีการในการสลายการชุมนุมแต่อย่างใด แต่อยู่ภายใต้อำนาจของ สตช. ที่สมควรติดตามสถานการณ์และเตรียมการป้องกันแก้ไขปัญหา หากจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงกำหนดนัดหรือสถานที่ประชุมทางรัฐสภาคงต้องปรึกษาหารือกันแล้วแจ้งคณะรัฐมนตรีทราบ อีกทั้งเมื่อเริ่มประชุมแล้วเกิดความเสียหายย่อมเป็นอำนาจประธานรัฐสภาที่จะสั่งปิดการประชุมเพื่อยุติเหตุการณ์ ดังนั้น นายกฯและสำนักนายกรัฐมนตรีจึงไม่ได้กระทำละเมิด

เยียวยา 254 ราย 26.2 ล้าน

ศาลปกครองสูงสุดระบุอีกว่า อย่างไรก็ตามสืบเนื่องจากการชุมนุมบางส่วนมีลักษณะทำให้ผู้อื่นเกรงกลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตร่างกาย เสรีภาพและทรัพย์สิน ซึ่งเป็นหน้าที่ของ สตช.ที่ต้องระงับยับยั้งการกระทำดังกล่าว เมื่อพิจารณาพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งการละเมิดแล้วเห็นว่าค่าเสียหายที่ศาลปกครองชั้นต้นกำหนดตั้งแต่ 8 พันบาทเศษถึง 5 ล้านบาทเศษ สูงเกินส่วน สมควรลดค่าเสียหายลงร้อยละ 20 จึงมีคำพิพากษาแก้เป็นให้ สตช.ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่นายชิงชัยกับพวกแต่ละราย รวม 254 ราย จำนวนตั้งแต่ 7,120 บาทถึง 4,152,771.84 บาท รวมเป็นเงิน 26,205,117.44 บาท พร้อมดอกเบี้ย และยกฟ้องสำนักนายกรัฐมนตรี

ผู้ชุมนุมพอใจคำพิพากษา

ด้านนายตี๋ แซ่เตียว หนึ่งในผู้ฟ้องคดีกล่าวว่า พอใจมากที่ศาลให้ความยุติธรรม เพราะที่ผ่านมาชีวิตการครองตัวลำบากมาก ไม่สามารถประกอบอาชีพอะไรได้ เนื่องจากยังมีอาการเจ็บป่วยทางร่างกายซึ่งเป็นผลกระทบจากการสลายการชุมนุมฯทำให้ภรรยาต้องประกอบอาชีพเลี้ยงครอบครัวเพียงคนเดียว อย่างไรก็ตาม จากเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้ทำให้ตนรู้สึกกลัวหรือไม่กล้าที่ไปชุมนุมทางการเมืองอีก หากอนาคตการบริหารบ้านเมืองเป็นไปโดยไม่ถูกต้องก็จะออกมาต่อสู้อีก เช่นเดียวกับนายชิงชัยที่กล่าวว่า ยอมรับคำพิพากษา แม้ว่าค่าสินไหมที่ได้รับเทียบไม่ได้กับสิ่งที่สูญเสียไป ทุกวันนี้สภาพร่างกายยังไม่ปกติ ต้องไปพบแพทย์ตรวจเป็นระยะ และไม่ได้รู้สึกกลัวกับการชุมนุม หากเห็นว่ามีการบริหารบ้านเมืองที่ไม่ถูกต้อง ก็จะไปร่วมเคลื่อนไหวอีก

สตช.พร้อมพิจารณาตามคำสั่งศาล

พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รอง ผบ.ตร.กล่าวว่า ทราบว่าศาลปกครองกลางได้อ่านคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด แต่ยังไม่เห็นรายละเอียด ต้องรอศาลส่งคำพิพากษามายัง สตช. อย่างไรก็ตาม เคารพในคำพิพากษาของศาลและต้องปฏิบัติตาม สำหรับขั้นตอนการเยียวยาต้องดูรายละเอียดว่าศาลพิพากษาว่าอย่างไร จากนั้น สตช.ต้องแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อดำเนินการตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ส่วนการดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ในขณะนั้น ยังต้องไปดูในรายละเอียดว่าเป็นการปฏิบัติการตามหน้าที่อย่างเหมาะสมหรือไม่ แค่ไหน อย่างไร แต่เท่าที่ทราบทุกท่านก็ปฏิบัติตามหน้าที่ด้วยความตั้งใจ เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายกับบ้านเมืองส่วนจะไปกระทบหรือลิดรอนสิทธิใครต้องดูในรายละเอียด

นายกฯสั่งจับตาเข้มกลุ่มมวลชน

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร.กล่าวว่า ตามที่ได้มีกลุ่มผู้ชุมนุมออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้รัฐบาลและ คสช.จัดให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว ที่ทางเชื่อมสกายวอล์ก แยกปทุมวัน เมื่อวันที่ 27 ม.ค. มีกลุ่มมวลชนบางกลุ่มมีพฤติการณ์ที่สื่อไปในทางก่อความไม่สงบ มีการยุยงปลุกปั่นประชาชนโดยการนำเสนอ ข้อมูลให้เกิดความสับสน บิดเบือนข้อเท็จจริง สร้างความแตกแยก เกลียดชังรัฐบาล และ คสช. อันเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายและคำสั่ง คสช. กรณีดังกล่าว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม สั่งการให้เฝ้าระวังความเคลื่อนไหว ให้อยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย

“บิ๊กปู” เผยเเจ้งข้อหาหนัก 7 แกนนำ

รอง ผบ.ตร.กล่าวว่า ต่อมา พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ นายทหารปฏิบัติการประจำกองบัญชาการกองทัพบก ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าส่วนปฏิบัติการคณะทำงานด้านกฎหมาย ส่วนงานการรักษาความสงบแห่งชาติ ได้รับมอบอำนาจจาก คสช. มาร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน สน.ปทุมวัน เพื่อดำเนินคดีกับนายรังสิมันต์ โรม นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา นายอานนท์ นำภา นายเอกชัย หงส์กังวาน นายสุกฤษฎ์ เพียรสุวรรณ และนายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล รวม 7 คน ในความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 และตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 พนักงานสอบสวน สน.ปทุมวัน ได้รับคำร้องทุกข์ไว้แล้ว ตามคดีอาญาเลขที่ 121/2561

เรียกพบ 32 รายข้อหาชุมนุมใกล้วัง

พล.ต.อ.ศรีวราห์กล่าวด้วยว่า ต่อมาในวันที่ 30 ม.ค. นางนวพร กลิ่นบัวแก้ว ผอ.สำนักงานเขตปทุมวัน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ได้ยืนยันว่าจุดที่จัดให้มีการชุมนุมเป็นพื้นที่สาธารณะ พ.ต.ท.สมัคร ปัญญาวงค์ รอง ผกก.หัวหน้างานสอบสวน สน.ปทุมวัน ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ชุมนุมเพิ่มเติมอีก 32 ราย อาทิ นายวีระ สมความคิด นายสมบัติ บุญงามอนงค์ นายโชคชัย ไพบูลย์รัชตะ นางมัทนา อัจจิมา น.ส.พัฒน์นรี ชาญกิจ นายเอกศักดิ์ สุพรรณขันธ์ นางรักษิณี แก้ววัชระสังสี นายกิตติธัช สุมาลย์นพ นายกันต์ แสงทอง นายสุวัฒน์ ลิ้มสุวรรณ นางกมลวรรณ หาสาลี นางนัตยา ภานุทัต นายอนุรักษ์ เจนตวนิชย์ นายวรัญชัย โชคชนะ นายนพเกล้า คงสุวรรณ นายคุณภัทร คะชะนา นายสามารถ เตชะธีรรัตน์ น.ส.อ้อมทิพย์ เกิดผลานนท์ ในความผิดฐานร่วมกันชุมนุมในที่สาธารณะในรัศมี 150 เมตร จากวังของพระรัชทายาทหรือของพระบรมวงศ์ตั้งแต่สมเด็จเจ้าฟ้าขึ้นไป อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 โดยทั้งหมดให้มาพบพนักงานสอบสวน สน.ปทุมวัน วันที่ 2 ก.พ.นี้

ห้ามกลุ่มวีวอล์คชุมนุมการเมือง

วันเดียวกัน ที่ บช.น. พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผบช.น. กล่าวถึงกรณีกลุ่ม we walk เดินมิตรภาพจะนัดรวมกันที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยในวันที่ 10 ก.พ.นี้ว่า อย่าเพิ่งพูดถึงวันนัดรวมตัวที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ดูวันที่ 31 ม.ค. กลุ่ม we walk ที่ถูกออกหมายเรียกนั้นจะเดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาในข้อหาขัดคำสั่งหัวหน้า คสช. ฐานชุมนุมมั่วสุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปโดยไม่ได้รับอนุญาต ที่ สน.ปทุมวันหรือไม่ ถ้าวันที่ 10 ก.พ.จะมีการชุมนุมก็จัดตำรวจไปดูแลรักษาความปลอดภัย แต่ต้องทำเรื่องขออนุญาตชุมนุม หากชุมนุมเรื่องการเมืองก็จะไม่อนุญาตเนื่องจากขัดคำสั่ง คสช.

ปล่อยตัว 8 แกนนำหลังเข้าพบ พงส.

ช่วงบ่ายวันเดียวกัน แกนนำกลุ่ม We Walk เดินมิตรภาพจำนวน 8 คน ที่ คสช.ได้แจ้งความดำเนินคดีฐานร่วมกันมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมืองที่มีจำนวนตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ได้เข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี โดยมีกลุ่มเครือข่าย people Go Network Forum เดินทางมาร่วมให้กำลังใจจำนวนมาก หลังการสอบสวนได้ปล่อยตัวเพื่อไปรวบรวมเอกสารประกอบคดีมาส่งในวันที่ 20 ก.พ. เพื่อพิจารณาสั่งฟ้องหรือไม่

ส่วนที่ จ.นครราชสีมา กลุ่ม We walk นำโดยนายเอกชัย อิสระทะ พร้อมแกนนำรวม 16 คน เดินทางไปปักหลักข้างอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี มีเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ตำรวจสันติบาล เจ้าหน้าที่คอยดูแลความสงบ

“บิ๊กป้อม” ชื่นชมหน่วยงานความมั่นคง ดูแลความสงบด้วยดีตลอดการบริหารงานรัฐบาล คสช. ซัดมีกลุ่มป่วนจ้องหาเรื่องโจมตี ประกาศพร้อมลาออกถ้าประชาชนไม่ต้องการ “วิษณุ” รับโรดแม็ปอาจขยับอีก 1 ก.พ. 2561 00:39 1 ก.พ. 2561 10:11 ไทยรัฐ