วันอังคารที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

มิติใหม่แห่งความร่วมมือ ช่วยผู้ต้องขังหลังพ้นโทษ

ในโอกาสครบรอบ 7 ปี ของการรับรอง “ข้อกำหนดกรุงเทพ” (the Bangkok Rule) ข้อกำหนดสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงและมาตรการที่มิใช่การคุมขังผู้กระทำความผิดหญิง จากการริเริ่มของ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา จนเป็นที่ยอมรับไปทั่วโลก สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) จึงร่วมกับโครงการกำลังใจ ในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา จัดเสวนาขึ้นในหัวข้อ “ก้าวที่พลาดกับโอกาสในการแก้ไข มิติใหม่แห่งความร่วมมือเพื่อช่วยเหลือผู้ต้องขังหลังพ้นโทษ” เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แนวทางความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่างๆ ทั้งรัฐ, เอกชน และภาคประชาสังคม โดยเชิญผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมาร่วมงาน ที่ทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ พร้อมทั้งเยี่ยมชมทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ ซึ่งเป็นหนึ่งใน “เรือนจำต้นแบบ” ในการปรับปรุงมาตรฐานและแนวปฏิบัติในเรือนจำของประเทศไทย

โอกาสนี้ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ในฐานะทูตสันถวไมตรี ด้านการส่งเสริมหลักนิติธรรม ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำนักงานป้องกันยาเสพติดและปราบปรามอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ได้เสด็จเป็นองค์ประธานของงาน โดยมี นายเจเรมี ดักลาส ผู้แทน UNODC ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก พร้อมด้วยคณะทูตานุทูตของประเทศต่างๆ และผู้แทนระดับสูงจากทัณฑสถานในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มาร่วมกิจกรรมด้วย โอกาสนี้ พระองค์ภา ทรงนำคณะฯ ตรวจเยี่ยมสภาพแวดล้อม และการดำเนินงาน ตลอดจนพบปะผู้ต้องขัง ณ จุดต่างๆ ภายในศูนย์ฝึกวิชาชีพทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ รวมทั้งการดูแลผู้ต้องขังหญิง ที่ตั้งครรภ์หรือมีลูกติดในเรือนจำ การฝึกอาชีพตามความต้องการของตลาด เช่น นวดแผนไทย การทอผ้า รวมถึงการศึกษาและพัฒนาด้านจิตใจ

พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา มีพระดำรัสว่า หลายปีที่ผ่านมากรมราชทัณฑ์ของไทยและทัณฑสถานหญิง พยายามอย่างต่อเนื่อง ที่จะริเริ่มและดำเนินการปฏิรูประบบงานด้านการปฏิบัติและการฟื้นฟูผู้กระทำผิด การปฏิรูปต่างๆนี้จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขัง อีกทั้งยังมีส่วนสนับสนุน เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติในภาพรวมด้วย ซึ่งทำได้โดยอาศัยการตอบสนองความต้อง การของผู้กระทำผิดในการกลับตัวเป็นคนดี ช่วยลดความเสี่ยงในการกระทำความผิดซ้ำ ซึ่งถือเป็นกลไกหนึ่งของการป้องกันอาชญากรรม สิ่งที่พวกเราได้พบในการเยี่ยมชมครั้งนี้ ผู้ต้องขังหญิงมีศักยภาพที่จะทำประโยชน์ให้แก่สังคมและชุมชนอีกมาก และทุกฝ่ายควรจะต้องร่วมกันสนับสนุนพวกเขาต่อไป

สำหรับเนื้อหาในการเสวนา ได้พูดถึงการเตรียมความพร้อมให้กับผู้ต้องขัง ด้วยการสนับสนุนด้านการศึกษา ควบคู่ไปกับการฝึกอาชีพตามความถนัดและสนใจ ซึ่งมีส่วนสำคัญที่จะทำให้ผู้ต้องขังมีทางเลือกในการใช้ชีวิตมากขึ้นเมื่อพ้นโทษ พร้อมทั้งอยากให้สังคมยอมให้พวกเขากลับเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน และกลับสู่ตลาดแรงงานด้วย

ท่านทูต เมรี่ โจ เอ. เบอร์นาร์โด-อารากอน เอกอัครราชทูต ฟิลิปปินส์และผู้แทนถาวรประจำสหประชาชาติ ที่ได้มาร่วมกิจกรรมครั้งนี้ด้วย เปิดเผยว่า ตนได้รับข้อมูลในหลายๆด้าน สิ่งที่แตกต่างจากเรือนจำทั่วไป ภายใต้ข้อกำหนดกรุงเทพของทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ คือ การจัดสภาพแวดล้อมที่ทำให้ไม่รู้สึกหดหู่ สะท้อนการเคารพในสิทธิมนุษยชนในด้านศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มีการจัดห้องเฉพาะสำหรับแม่ที่มีลูกเล็ก ให้การศึกษาในเชิงวิชาการ สอนภาษา ซึ่งแม้แต่ผู้ต้องขังที่เป็นชาวต่างชาติ ก็ยังได้รับโอกาสเช่นเดียวกัน และตนยังได้มีโอกาสเยี่ยมชมโครงการดอยตุง ซึ่งตนเชื่อมั่นในแนวทางของหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่นำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งจะช่วยให้คนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีความเคารพและเห็นคุณค่าของตนเอง ไม่เลือกที่จะกระทำความผิด และแม้จะก้าวพลาด เรือนจำก็จะยังเป็นที่ให้โอกาส ให้เขากลับคืนสู่สังคมได้ โดยไม่กลับไปทำผิดซ้ำ.

ในโอกาสครบรอบ 7 ปี ของการรับรอง “ข้อกำหนดกรุงเทพ” (the Bangkok Rule) ข้อกำหนดสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงและมาตรการที่มิใช่การคุมขังผู้กระทำความผิดหญิง จากการริเริ่มของ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา 31 ม.ค. 2561 15:31 ไทยรัฐ