วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
บช.ภ.4 รวบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ รัสเซีย-ไต้หวัน พร้อมสมุนหลอกเหยื่อสูญ1.6ล.

บช.ภ.4 รวบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ รัสเซีย-ไต้หวัน พร้อมสมุนหลอกเหยื่อสูญ1.6ล.

  • Share:

จนมุม!! ตร.ภ.4 รวบชาวรัสเซีย-ไต้หวัน ตั้งแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยมีคนไทยร่วมมือหลอกลวงเหยื่อทางภาคอีสาน ล่าสุดสาวใหญ่มุกดาหาร สูญเงินกว่า 1.6 ล้านบาท 


เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 30 ม.ค.61 ที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 พล.ต.ท.สุรชัย ควรเดชะคุปต์ ผบช.ภ.4 พร้อมด้วย พล.ต.ต.ธนาศักดิ์ ฤทธิเดชไพบูลย์ รอง ผบช.ภ.4 พล.ต.ต.เจริญวิชย์ ศรีวนิชย์ รอง ผบช.ภ.4 และพล.ต.ต.ยรรยง เวชโอสภ ผบก.สส.ภ.4 ร่วมกันแถลงข่าวผลการจับกุม นายดิมิทรี กอดีฟ (Mr.Dmitry Gordeev) อายุ 30 ปี ชาวรัสเซีย, นายซู เหวิน คง (Mr.Su Wern Kog) ชาว ไต้หวัน , น.ส.วราภรณ์ โพธิสาร อายุ 29 ปี อยู่บ้านเลขที่ 201 ม.5 ต.หนองหาน อ.หนองหาน จ.อุดรธานี, นางสายพิณ จันทร์แก้ว อายุ 36 ปี อยู่บ้านเลขที่ 1/1 ม.1 ต.อ่างทอง อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ น.ส.เปมิกา หนีภัย อายุ 33 ปี อยู่บ้านเลขที่ 79/4 ม.1 ต.อ่างทอง อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์, นายวินัย ชัยชนะมงคล อายุ 33 ปี อยู่บ้านเลขที่ 383 ม.2 ต.บ้านใหม่หนองไทร อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว และ น.ส.ชนิดา แพรแสง อายุ 27 ปี อยู่บ้านเลขที่ 27/2 ม.4 ต.แม่นาเติง อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน พร้อมของกลางสมุดบัญชีธนาคารพาณิชย์ รวมกว่า 10 เล่ม บัตรเอทีเอ็มและโทรศัพท์มือถือจำนวนมาก ซึ่งถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.สส.ภ.4 จับกุมตัวได้หลังร่วมกันตั้งแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกผู้เสียหายซึ่งมีฐานะ ชาว จ.มุกดาหาร ก่อนหลงเชื่อโอนเงินให้รวมเกือบ 1,600,000 บาท


พล.ต.ท.สุระชัย กล่าวว่า ผู้ต้องหาทั้งหมดถูกชุดสืบสวนสอบสวนแกะรอยติดตามจับกุมตัวมาตลอดทั้งปี 2560 หลังจากมีผู้เสียหาย ชาว จ.มุกดาหาร หลงเชื่อโอนเงินให้กลุ่มขบวนการดังกล่าวนี้ไปเมื่อวันที่ 7 ก.ค.60 รวมกว่า 1,600,000 บาท โดยมีพฤติกรรมเดียวกันคือแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ และแจ้งกับผู้เสียหายว่ามีส่วนพัวพันกับขบวนการยาเสพติดจึงทำการหลงเชื่อโอนเงินไปให้ ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์นี้มีการโอนเงินของผู้เสียหายไปใน 4 บัญชีหลักของธนาคารกสิกรไทย สาขาเมืองมุกดาหาร เจ้าหน้าที่จึงแกะรอยจากยอดเงินที่ถูกกดเงินสดไป ซึ่งพบว่ามีการกดเงินไปจาก 4 พื้นที่ของไทย โดยเฉพาะในเขตพัทยา จ.ชลบุรี ซึ่งมีภาพจากกล้องวงจรปิดของตู้เอทีเอ็มบันทึกภาพไว้ได้อย่างชัดเจน เจ้าหน้าที่จึงติดตามพฤติกรรมจนนำไปสู่การออกหมายจับผู้ต้องหาได้ทั้งหมด


"พฤติกรรมของแก๊งคอลเซ็นเตอร์กลุ่มนี้คล้ายคลึงกัน และเชื่อมโยงไปในหลายเครือข่ายที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเฝ้าไล่ล่าติดตามจับกุม โดยจะแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ไทย อ้างผู้พิพากษา, อัยการ, ตำรวจ, ปปง.,ป.ป.ช.และ ป.ป.ส. และเมื่อพบคนหลงเชื่อจึงกระทำการเป็นขบวนการไม่น้อยกว่า 10 คน โดยทำให้น่าเชื่อถือที่สุด แต่ที่พบพฤติกรรมที่แปลกไปคือจากเดิม คือให้ผู้เสียหายไปทำธุรกรรมทางการเงินที่ตู้เอทีเอ็มหรือที่ธนาคาร แต่ครั้งนี้มีการขอเลขบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลัก และเอกสารทางการเงิน ซึ่งผู้เสียหายหลงเชื่อให้ข้อมูลไปคนร้ายก็ทำธุรกรรมผ่านระบบอินเทอร์เน็ต หรือ E-Banking จุดนี้ตำรวจต้องทำงานให้ทันต่อพฤติกรมของคนร้ายเช่นกัน อย่างไรก็ดีกลุ่มคนร้ายกลุ่มเบื้องต้นจับกุมได้ทั้งหมด 7 คน และยังคงมีการเชื่อมโยงข้อมูลและพฤติกรรมไปอีกหลายคดี โดยเฉพาะสมุดบัญชีธนาคารที่ตรวจยึดได้มีทั้งที่มีการโอนเงินแล้ว และอีกจำนวนหนึ่งที่เป็นสมุดบัญชีเปล่าที่ยังไม่ใช้งาน ซึ่งทั้งหมดจะถูกตรวจสอบทั้งเจ้าของบัญชีและยอดเงินที่ทำการโอนเพื่อสืบสวนสอบสวนขยายผลจับกุมต่อไป" พล.ต.ท.สุรชัยกล่าว


ผบช.ภ.4 กล่าวต่ออีกว่า แก๊งคอลเซ็นเตอร์กลุ่มนี้ มีฐานสั่งการอยู่ที่ไต้หวัน อินเดีย รัสเซีย โดยทำการสุ่มหาหมายเลขโทรศัพท์ทุกวัน โดยเลือกเหยื่อหรือผู้เสียหายแบบกระจายไป หากพบว่าใครหลงเชื่อก็จะทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย เพราะมีการกระทำการเป็นขบวนการด้วยพฤติกรรมแอบอ้างต่างๆ โดยเฉพาะกับการเลือกเหยื่อในภาคอีสานที่ใช้ระบบ Voice over internet protocol หรือ VOIP ซึ่งเป็นระบบการโทรศัพท์ที่สามารถปลอมแปลงหมายเลขได้ ซึ่งพบว่า ผู้เสียหายรายล่าสุด ทั้งที่ จ.ขอนแก่น และมุกดาหาร หรือพื้นที่จังหวัดต่างๆ ในภาคอีสานจะถูกคนร้ายใช้เบอร์ 043-221666 ซึ่งเป็นเบอร์ของ สภ.เมืองขอนแก่น และเบอร์ 02-5731241 เป็นหมายเลขปลอมที่คนร้ายใช้โทรไปหาผู้เสียหายเพื่อก่อเหตุดังกล่าว อย่างไรก็ตามขณะนี้ได้คัดค้านการประกันตัวผู้ต้องหาทั้งหมดโดยเฉพาะชาวไต้หวัน และรัสเซีย ที่เชี่ยวชาญด้านการเงิน และมีข้อมูลที่เชื่อมโยงกับสถาบันการเงิน อีกทั้งผู้ต้องหาที่เป็นคนไทยที่ถูกจับกุมได้ บางคนเรียนวิชาการเงินและเศรษฐศาสตร์มาด้วย จึงมีความเชี่ยวชาญด้านตัวเลขและการทำธุรกรรมทางการเงินของกลุ่มสถาบันการเงินในไทยอย่างดี ทั้งหมดจะเป็นข้อมูลในการสืบสวนสอบสวนต่อไป และที่สำคัญผู้ต้องหาที่เป็นคนไทยนั้นให้การรับสารภาพว่าได้ค่าจ้างร้อยละ 2 จากยอดเงินที่หลอกผู้เสียหายโอนมาให้ โดยเมื่อทำการกดเงินมาแล้ว จะหักยอดค่าจ้างไปและส่งเงินทั้งหมดให้กับผู้ต้องหาที่เป็นชาวต่างชาติ เพื่อกระจายความเสี่ยงทันที อย่างไรก็ตามขณะนี้ได้ตั้งข้อกล่าวหาว่าร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่น และร่วมกันฉ้อโกงประชาชน.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้