วันอาทิตย์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ศาลยกฟ้อง 4 นศ.ประชาธิปไตยใหม่ 1 นักข่าว มีใบปลิวโหวตโน รับร่าง รธน.

ศาลชั้นต้น ตัดสินยกฟ้อง 4 นักศึกษากลุ่มประชาธิปไตยใหม่ กับ 1 นักข่าวเว็บประชาไท ผู้ครอบครองใบปลิวรณรงค์โหวตโน รับร่าง รธน. ฝ่าฝืน พ.ร.บ.ประชามติฯ ชี้พยานหลักฐานโจทก์ ไม่มีน้ำหนักเพียงพอ ฝ่ายที่ถูกฟ้องกำลังหารือ อาจฟ้องกลับ...

กรณี นายปกรณ์ อารีกุล, นายอนันต์ โลเกตุ, นายอนุชา รุ่งมรกต, นายภาณุวัฒน์ ทรงสวัสดิ์ชัย ซึ่งเป็นนักศึกษากลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่ (NDM) และนายทวีศักดิ์ เกิดโภคา ผู้สื่อข่าวเว็บไซต์ประชาไท รวมทั้งสิ้น 5 คน ได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี จับกุมและดำเนินคดี ข้อหา "ร่วมกันดำเนินการเผยแพร่ข้อความ ภาพ เสียง ในสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือในช่องทางอื่นใดที่ผิดไปจากข้อเท็จจริง หรือมีลักษณะรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่ โดยมุ่งหวังเพื่อให้ผู้มีสิทธิ์ออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิ์ออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียง" อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 ม.61 วรรค 2 เหตุเกิดที่บริเวณ สภ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี เมื่อวันที่ 10 ก.ค. 2559 

ในเรื่องนี้ เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 29 ม.ค. ศาลชั้นต้นโดยศาลจังหวัดราชบุรี ได้นัดหมายผู้ต้องหาทั้ง 5 คนดังกล่าวมาฟังคำพิพากษา ตามคดีหมายเลขดำที่ อ.2418/59 ในบัลลังก์ 3 โดยคดีนี้มีพนักงานอัยการจังหวัดราชบุรีเป็นโจทก์

ศาลพิจารณาเห็นว่า การที่จำเลยที่ 1-4 ซึ่งเป็น นศ.ในกลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่ ได้นำใบปลิว เอกสาร แผ่นพับ สติกเกอร์ ที่คั่นหนังสือ และแผ่นป้ายไวนิล รวมถึงสิ่งของอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องมาในบริเวณ สภ.บ้านโป่ง โดยใส่ไว้ในรถของจำลยที่ 5 (ผู้สื่อข่าวประชาไท) ในวันที่เดินทางมาจากกรุงเทพฯ เพื่อให้กำลังใจแก่นายบริบูรณ์ เกียงวรางกูร แกนนำ นปช.อ.บ้านโป่ง ที่ถูกจับในคดีฝ่าฝืน พ.ร.บ.ประชามติฯ ซึ่งสติกเกอร์ที่นำมาจะเป็นชนิดเดียวกับสติกเกอร์ที่นายบริบูรณ์ติดไว้ตรงหน้าอกเสื้อด้านขวา และมีข้อความว่า "7 สิงหา ร่วมกันโหวตโน กับอนาคตที่ไม่ได้เลือก" ก็ตาม แต่เนื่องจากในการเบิกความของพยานฝ่ายโจทก์ที่เกี่ยวข้อง ได้ปรากฏข้อเท็จจริงว่าไม่พบเห็นว่ากลุ่มจำเลยมีการแจกจ่ายสติกเกอร์หรือเอกสารเหล่านั้นให้แก่ผู้หนึ่งผู้ใดแต่อย่างใด 

สำหรับสติกเกอร์ที่พบในรถของจำเลยที่ 5 แม้ว่าจะมีลักษณะเป็นชนิดเดียวกับสติกเกอร์ที่ติดอกเสื้อนายบริบูรณ์ก็ตาม แต่ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าไม่ใช่เรื่องแปลก เนื่องจากกลุ่มจำเลยกับนายบริบูรณ์เป็นพวกที่มีความคิดเห็นทางการเมืองในแนวทางเดียวกัน ดังนั้น ศาลจึงเห็นว่าพยานหลักฐานฝ่ายโจทก์ยังไม่มีน้ำหนักชัดเจนเพียงพอ ทรัพย์สินที่เป็นของกลางซึ่งยึดมาในคดีฯ จึงยังไม่ถือเป็นทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิดหรือพึงริบ ศาลจึงตัดสินเพียงให้ลงโทษจำเลยที่ 5 ฐานไม่ให้ความร่วมมือแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ สภ.บ้านโป่ง ในการพิมพ์ลายนิ้วมือ โดยปรับเป็นเงิน 1,000 บาทเท่านั้น สำหรับจำเลยที่ 1-4 ให้การเป็นประโยชน์ จึงลดโทษลงกึ่งหนึ่ง โดยให้ปรับเป็นเงินคนละ 500 บาท ข้อหาอื่นๆ เป็นอันยกฟ้อง และให้เจ้าพนักงานฯ คืนของกลางที่ยึดมาทั้งหมดให้แก่เจ้าของทรัพย์

ด้านนายปกรณ์ อารีกุล กล่าว่า ศาลได้ตัดสินยกฟ้องในคดีที่อัยการได้ฟ้องตามมาตรา 63 (1) โดยมีเนื้อหาในคำตัดสินว่า พฤติกรรมของจำเลยทั้ง 5 ยังไม่ถือว่าเป็นการกระทำความผิดที่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด และในส่วนของคดีที่ไม่พิมพ์ลายนิ้วมือ เนื่องจากในวันที่ได้มีการจับกุม เราได้มีแนวทางว่าจะไม่พิมพ์ลายนิ้วมือ จึงได้ไม่ได้พิมพ์ในวันนั้น ซึ่งในคดีนี้ทางเราได้รับสารภาพต่อชั้นศาล ทางศาลจึงได้สั่งปรับคนละ 1 พันบาท เนื่องจากรับสารภาพจึงเหลือลดโทษกึ่งหนึ่งคือปรับ 500 บาท แต่เนื่องจากในวันที่มีการควบคุมตัวที่ สภ.บ้านโป่งได้มีการขังพวกเราไปแล้ว 1 คืน ทำให้ไม่ต้องเสียค่าปรับนี้ให้ใช้การขังแทนค่าปรับไป 

"ส่วนการจะดำเนินการต่อไปหรือไม่ คงต้องรอปรึกษากับทีมทนายเพราะว่าจริงๆ แล้วคดีนี้ เราซึ่งเป็นผู้ที่ทำผิดทางการเมืองนั้น คิดว่าเรายังไม่ได้ทำอะไรตั้งแต่ต้น พยายามยืนยันกับเจ้าหน้าที่ในวันที่มีการจับกุมว่าเราเป็นผู้บริสุทธิ์ ยังไม่ได้ดำเนินการใดๆ ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นมาตลอด 1 ปี 6 เดือนในการสืบพยานในชั้นศาล เราก็ได้ยืนยันแบบนั้นไปตลอด เมื่อคำตัดสินออกมาเป็นแบบนี้ ในส่วนของความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะกับคนที่เป็นนักศึกษา เพื่อนๆ ที่ไปสมัครงานที่อื่นไม่ได้ ไม่สามารถใช้ชีวิตปกติได้ คงจะต้องมีการพูดคุยกัน ถ้าจะมีการฟ้องกลับว่าจะฟ้องในข้อหาอะไร มีความเสียหายแค่ไหน เพราะเราก็เชื่อว่าเราบริสุทธิ์มาตลอดในคดีนี้" 

ขณะที่ นายทวีศักดิ์ เกิดโภคา ผู้สื่อข่าวเว็บไซต์ประชาไท กล่าวว่า ตนเองรู้สึกว่าถูกริดรอนสิทธิเสรีภาพ เนื่องจากว่าตั้งแต่ตอนที่ถูกจับกุมก็ได้แสดงตัว แสดงบัตรแล้วว่าเป็นผู้สื่อข่าว ซึ่งทางเจ้าหน้าที่สามารถโทรสอบถามต้นสังกัดได้ และในช่วงที่มีการสืบพยาน ทางผู้จับกุมก็ไม่สามารถระบุได้ว่าตนไปมีส่วนร่วมกับนักกิจกรรมทั้ง 4 คนหรือไม่ ส่วนที่จะมีการฟ้องกลับหรือไม่นั้นคงต้องขอปรึกษากับทนายความก่อน เพราะตั้งแต่ถูกจับก็รู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม.