วันพฤหัสบดีที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ปั่นไปไม่ทิ้งกัน สานต่องานที่พ่อทำ

“งานช่วยคนพิการนี้ ก็มีความสำคัญอย่างยิ่งเพราะว่าผู้พิการมิได้เป็นผู้ที่อยากพิการแต่อยากช่วยตนเอง ถ้าเราไม่สามารถช่วยเขาให้สามารถที่จะปฏิบัติงานอะไรเพื่อชีวิตและมีเศรษฐกิจของครอบครัวจะทำให้เกิดสิ่งที่หนักในครอบครัว หนักแก่ส่วนรวม ฉะนั้น นโยบายที่จะทำก็คือ ช่วยเขาให้ช่วยตนเองได้ เพื่อที่จะให้เขาสามารถเป็นประโยชน์ต่อสังคม”

พระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 พระราชทานพระราชดำรัสแก่คณะกรรมการมูลนิธิอนุเคราะห์คนพิการในพระราชูปถัมภ์ของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน วันศุกร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ.2527

ศาสตราจารย์วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ประธานมูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ เล่าให้ฟังว่า ถึงวันนี้ผมเป็นหลายอย่างแล้ว แต่บทบาทที่คนจะรู้จักผมก็คือผู้ชายตาบอดอายุ 66 ปี เป็นพ่อที่มีลูก 3 คน เป็นศาสตราจารย์สอน อยู่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์...เป็นผู้ก่อตั้งและเป็นประธานมูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ

“ผมยังเคยเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ...สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ...สมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ปัจจุบันเป็นคณะกรรมการอิสระเพื่อปฏิรูปการศึกษา ตามรัฐธรรมนูญฯ พ.ศ.2560 และเป็นอีกหลายๆอย่างที่มีโอกาสได้ทำหน้าที่ตามความสามารถที่มี”

ย้อนอดีตอุบัติเหตุจากการเล่นระเบิดเมื่อปลายปี 2510 ขณะที่มีอายุได้ 15 ปี ทำให้ตาบอดมองไม่เห็น...ตอนนั้นนึกไม่ออกเลยว่าคนตาบอดจะทำอะไรได้นอกจากขอทานหรือพึ่งญาติพี่น้องให้เลี้ยงดูตลอดไป

ในโชคร้ายก็ยังมีโชคดีเมื่อได้พบกับมิส เจเนวีฟ คอลฟิลด์ สตรีตาบอดชาวอเมริกันผู้ก่อตั้งโรงเรียน และซิสเตอร์โรส มัวร์ แม่ชีชาวไอริช ซึ่งเป็นแม่อธิการโรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ ท่านทั้งสองได้ให้ความกรุณารับเข้าเรียน หลังจากได้ฝึกหัดในการช่วยเหลือตัวเอง ได้เรียนหนังสืออักษรเบรลล์และการใช้เครื่องพิมพ์ดีดที่พิมพ์ อักษรเบรลล์และเครื่องพิมพ์ดีดทั่วไปก็ได้รับโอกาสไปเรียนร่วมกับนักเรียนทั่วไปที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียลในปี 2511

เรียนที่โรงเรียนอัสสัมชัญบางรักในปี 2513 และคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในปี 2515 เมื่อศึกษาจบแล้วได้สอบคัดเลือกเป็นอาจารย์ ในปี 2519 ได้รับทุนจากรัฐบาลไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทสาขากฎหมายภาษีอากรจากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกา

“การได้รับโอกาส การฝึกฝน ได้รับการอบรมมาเป็นอย่างดี จึงทำให้ประสบความสำเร็จอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้...ผมจึงมีความมุ่งมั่นแน่วแน่ ที่จะสร้างโอกาสให้คนพิการในประเทศไทยให้ได้รับ ดังที่เคยได้รับมาแล้ว”

ตอกย้ำเจตนารมณ์ด้วยประโยคสำคัญที่จำได้ขึ้นใจในวันวาน “วิริยะ...ถ้าพวกเธอเติบโตขึ้นแล้วประสบความสำเร็จ เธอไม่ต้องตอบแทนฉัน แต่ให้เธอไปช่วยเหลือคนพิการในประเทศไทย”

“ปั่นไปไม่ทิ้งกัน”...สานต่องานที่พ่อทำ อีกหนึ่งกิจกรรมดีๆเพื่อคนพิการ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 มกราคม-5 กุมภาพันธ์ 2561 บนเส้นทาง กรุงเทพฯ...สุพรรณบุรี...ชัยนาท...นครสวรรค์...พิษณุโลก...อุตรดิตถ์...แพร่... ลำปาง...เชียงใหม่” รวมระยะทางทั้งสิ้น 867 กิโลเมตร

ศาสตราจารย์วิริยะ บอกว่า จุดเริ่มสำคัญของโครงการนี้ก็คือ...คนตาดี ช่วยคนตาบอด ปั่นไปไม่ทิ้งกัน รายได้จากการบริจาคจะนำไปสมทบทุนสร้างศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการอาเซียนที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ สำหรับคนพิการทุกประเภท ซึ่งหลายคนอาจจะได้ยินคำเชิญการร่วมทำบุญเป็นเจ้าภาพทอดผ้าป่าสามัคคี “คนตาดี ช่วยคนตาบอด” ซึ่งจะทำพิธีทอดถวาย ณ วัดในจังหวัดกรุงเทพมหานคร, สุพรรณบุรี, ชัยนาท, นครสวรรค์, พิษณุโลก, อุตรดิตถ์, แพร่, ลำปาง, เชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 29 มกราคม-4 กุมภาพันธ์ 2561 ที่จะถึงนี้

คนตาบอด คิดดีทำดี รวมพลังสามัคคี...ขออวยพรให้ทุกท่าน ประสบแต่ความสุข ความเจริญ ตลอดไป

ปัจจุบันมีผู้พิการในประเทศไทยที่จดทะเบียนแล้ว คิดเป็นร้อยละ 2.72 ของประชากรทั้งประเทศ หรือราว 1,802,375 คน ในจำนวนนี้มีผู้พิการเกือบ 6 แสนคน ที่เป็นผู้ไม่มีงานทำและขาดผู้ดูแล รวมถึงขาดโอกาสในการเข้าถึงสิทธิ...สวัสดิการต่างๆตามที่กฎหมายกำหนด

โดยเฉพาะอย่างยิ่งโอกาสในการประกอบอาชีพ

นี่คือโจทย์ท้าทายสำคัญว่าเราจะสามารถช่วยเหลือคนกลุ่มนี้ให้มีอาชีพ รายได้ได้อย่างไร ด้วยเหตุนี้ มูลนิธิสากลเพื่อคนพิการจึงได้มุ่งเน้นไปที่การ empowerment...สร้างพลังผู้พิการ ด้วยการสร้างงาน สร้างอาชีพ

สร้างให้เขามีรายได้ สร้างให้เกิดการรวมกลุ่มเพื่อช่วยเหลือให้คนพิการก้าวพ้นความยากจนให้สามารถประกอบอาชีพอิสระ มีรายได้เพียงพอและยั่งยืน จึงเป็นที่มาของการจัดตั้ง “ศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการอาเซียน”

เงื่อนปัญหาสำคัญมีว่า...ปัจจุบันศูนย์ฯได้เปิดอยู่ที่อำเภอแม่ริมนั้นมีพื้นที่คับแคบ ไม่เพียงพอต่อการฝึกอบรมอาชีพต่างๆ มูลนิธิฯจึงมีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ในการร่วมกันสานต่องานที่พ่อทำด้วยการเปลี่ยนภาระให้เป็นพลัง ในการพัฒนาและสร้างสรรค์สังคม ด้วยการสร้างงานสร้างอาชีพให้กับผู้พิการทั่วประเทศ

ภายใต้การดำเนินงานของ “ศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการอาเซียน” แห่งใหม่นี้บนพื้นที่ 33 ไร่ สามารถรองรับผู้พิการ กระทั่งผู้ดูแลคนพิการได้เป็นจำนวนมาก รวมถึงยังเป็นต้นแบบของศูนย์ฝึกอาชีพสำหรับคนพิการใน ระดับภูมิภาคอาเซียน เพื่อพัฒนาผู้พิการให้เป็นประชากรที่พึ่งตนเองได้...มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้

“ปั่นไปไม่ทิ้งกัน สานต่องานที่พ่อทำ...No One Left Behind” จะเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่คนตาบอดจะปั่นจักรยานจากกรุงเทพฯ ถึงเชียงใหม่ หาทุนเพื่อก่อสร้างศูนย์ฝึกอาชีพให้เกิดขึ้นได้เป็นรูปธรรม

“ขอเชิญคนไทยทุกคนร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์ร่วมกับผู้พิการ ร่วมกันขยาย...สร้างโอกาสให้คนพิการ เพื่อที่จะเปลี่ยนผู้พิการที่ถูกสังคมมองว่าเป็นภาระ ให้กลายเป็นอีกหนึ่งพลังในการสร้างสรรค์...พัฒนาสังคมต่อไป”

ไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง...ปั่นไปไม่ทิ้งกัน นับเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่ผู้พิการตาบอด 20 ชีวิต ร่วมปั่นกับนักปั่นจิตอาสานำปั่น 20 ชีวิต รวมพลังสามัคคีปั่นจากกรุงเทพฯถึงเชียงใหม่ รวม 9 วัน 9 จังหวัด

ผู้ที่สนใจสนับสนุน สามารถบริจาคผ่านช่องทางต่างๆดังนี้ ช่องทางที่ 1 : บริจาค 100 บาท ผ่านโทรศัพท์มือถือทุกเครือข่าย กด*948* 6666*100# แล้วโทร.ออก ช่องทางที่ 2 : พิมพ์ Y100 แล้วส่งเอสเอ็มเอสไปที่หมายเลข 4899666 แล้วกดโทร.ออก เพื่อบริจาค 100 บาท สำหรับทุกเครือข่าย

ช่องทางที่ 3 : โอนเงินเข้าบัญชีกระแสรายวัน ธนาคารกรุงเทพ 162-3-07772-2, ธนาคารกรุงไทย 196-6-00208-4, ธนาคารไทยพาณิชย์ 264-3-001530, ธนาคารกสิกรไทย 758-1-01398-6, ธนาคารกรุงศรี 494-0-00140-9 ชื่อบัญชีมูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ นอกจากนี้ยังสามารถร่วมสมทบทุนซื้อของที่ระลึก (เสื้อ) จากโครงการได้ตามจุดกิจกรรมต่างๆ หรือสั่งผ่านได้ทางเฟซบุ๊ก “มูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ

ช่องทางที่ 4 : บริจาค 100 ทรูพอยท์ แทนเงิน 10 บาท ผ่านแอพทรูยู หรือกด *878*2828# โทร.ออกฟรีเฉพาะเครือข่ายทรูมูฟเอชเท่านั้น ช่องทางที่ 5 : ร่วมบริจาคผ่านแอพพลิเคชั่นบนมือถือ “ทรูมันนี่ วอลเล็ท” ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ดาวน์โหลดแอพฟรีทางแอพสโตร์และเพลย์สโตร์ คุณสามารถทำดีง่ายๆด้วยปลายนิ้ว

ปั่นไปไม่ทิ้งกัน..เราคนไทยรวมพลังไม่ทิ้งกัน ร่วมด้วยช่วยกัน เพื่อให้คนพิการพึ่งพาตนเองยิ้มสู้ชีวิตได้อย่างมั่นคง ยั่งยืน.

งานช่วยคนพิการนี้ ก็มีความสำคัญอย่างยิ่งเพราะว่าผู้พิการมิได้เป็นผู้ที่อยากพิการแต่อยากช่วยตนเอง ถ้าเราไม่สามารถช่วยเขาให้สามารถที่จะปฏิบัติงานอะไรเพื่อชีวิตและมีเศรษฐกิจของครอบครัวจะทำให้เกิดสิ่งที่หนักในครอบครัว... 29 ม.ค. 2561 09:42 ไทยรัฐ