วันอังคารที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

นาฬิกาเพื่อนทำพิษ ผอ.นิด้าโพลออก

อธิการบดีระงับ แพร่ผล-สำรวจความเห็นผู้คน ว่ายืมมาใช้จริง หรือ‘บิดเบือน’ กรธ.ฉะแหลก! สนช.รื้อจนเละการได้มาซึ่งส.ว.

ผอ.นิด้าโพลประกาศลาออก หลังผลสำรวจความเห็นเรื่อง “นาฬิกาที่ยืมเพื่อน เป็นเรื่องบิดเบือนหรือเรื่องจริง” ถูกอธิการสั่งระงับเผยแพร่ เพราะเข้าข่ายชี้นำเรื่องที่ยังไม่ตัดสิน เจ้าตัวยกเหตุผลโต้แหลก ทำโพลไม่ต้องรอผลสอบ ต้องการสะท้อนความเห็นประชาชนแต่ละช่วงเวลา การชี้นำสังคมเป็นหน้าที่ของนักวิชาการ รัฐบาลยันไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแทรกแซง “เรืองไกร” เตรียมร้องนายกฯสั่งศุลกากรอายัดนาฬิกาหรูสอบภาษี สนช.เมินซักฟอก “บิ๊กป้อม” มองเป็นเรื่องส่วนตัว กรธ.นัดถก 30 ม.ค. ตั้ง กมธ.ร่วมกฎหมายลูก ส.ว.หรือไม่ ข้องใจ สนช.รื้อหลายปมส่อขัด รธน. “นิพิฏฐ์” หวั่นใช้เชิงกฎหมายคว่ำกฎหมายลูก ส.ว.ยื้อเวลาอีก พท.เย้ยเล่าปาหี่จนกองหนุนเอือมพลิกบทไปต่อต้านแทน “เต้น” แฉต่อเวลาเพื่อเดินเกมล้วงลูก โพลไม่เห็นด้วยเลื่อนเลือกตั้ง ชี้คนไม่พอใจจะออกมาต่อต้าน คสช.มากขึ้น

กรณีตรวจสอบการครอบครองนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ที่ฝ่ายการเมือง รวมทั้งสื่อโซเชียลเกาะติดขุดคุ้ยอย่างต่อเนื่อง ว่าเป็นของใครและได้ยื่นแจ้งทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.ไว้หรือไม่ โดย พล.อ.ประวิตร ออกมาเผยว่ายืมนาฬิกาเพื่อนมาใส่นั้น ล่าสุดประเด็นดังกล่าวได้สร้างแรงสั่นสะเทือนในวงการการทำโพล

ผอ.นิด้าโพลประกาศลาออก

เมื่อวันที่ 28 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือนิด้า ในฐานะ ผอ.ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่ง ผอ.นิด้าโพลผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยโพสต์เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 27 ม.ค. ระบุว่า “ผมลาออกจากตำแหน่ง ผอ.นิด้าโพลพรุ่งนี้เช้าครับ เสรีภาพทางวิชาการและการให้เกียรติกันสำคัญที่สุดสำหรับผม แม้ไม่มีตำแหน่งใดๆ ผมก็มีที่ยืนในสังคมได้ เพราะยืนอยู่บนความถูกต้องมาโดยตลอด ผมสนับสนุนรัฐประหารและสนับสนุนรัฐบาลอยู่ แต่ถ้าสิ่งใดที่ไม่ถูกต้องหรือไม่เป็นธรรม ผมก็ไม่จำเป็นต้องเลีย top boot นะครับ ยิ่งมีหลักฐานทางวิชาการที่รัดกุมเป็นความคิดเห็นของประชาชน หน้าที่ผมในฐานะนักวิชาการยิ่งต้องนำเสนออย่างตรงไปตรงมา ตำแหน่งบริหารใดๆในสถาบัน ผมไม่รับเงินค่าตอบแทนอยู่แล้ว เพราะถือว่าเป็นตำแหน่งทางการเมือง ต้องทำด้วยความเสียสละ และยืนอยู่บนความกล้าหาญทางวิชาการ เสรีภาพทางวิชาการ และความกล้าหาญทางจริยธรรม หากไม่สามารถธำรงสิ่งเหล่านี้ไว้ได้ก็ไม่มีเหตุผลที่จะอยู่ในตำแหน่ง ผอ.นิด้าโพล ซึ่งต้องทำหน้าที่สะท้อนความคิดเห็นของประชาชนอย่างซื่อสัตย์และกล้าหาญ ผมจะไม่มีวันทรยศต่อประชาชนและความถูกต้อง”

ถูกบล็อกโพล “นาฬิกายืมเพื่อน”

นายพิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต คณบดีคณะพัฒนาสังคม นิด้า โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “เหตุที่นายอานนท์เตรียมลาออกจากตำแหน่ง ผอ.นิด้าโพล ได้ข่าวยืนยันมาแล้วว่าโพลสุดท้ายที่ทำเสร็จแล้วแต่ยังไม่เผยแพร่สัปดาห์นี้ของ ผอ.นิด้าโพล เป็นเรื่องเกี่ยวกับการยืมนาฬิกา ถูกผู้บริหารสถาบันระงับการเผยแพร่ ท่าน ผอ.จึงตัดสินใจลาออกเอวัง...ครับ สำหรับเสรีภาพทางวิชาการในสถาบันการศึกษาระดับสูงของประเทศ หากผู้บริหารมีวิธีคิดเช่นนั้น”

อธิการเผยสั่งระงับ–เข้าข่ายชี้นำ

ด้านนายประดิษฐ์ วรรณรัตน์ อธิการบดีนิด้า เปิดเผยว่า สาเหตุที่ตนระงับการเผยแพร่ผลโพลเรื่องนาฬิกายืมเพื่อน เพราะเข้าข่ายชี้นำ เพราะเรื่องนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และโพลก็มุ่งไปที่ตัวบุคคล ในขณะที่เรื่องยังไม่ได้มีการตัดสิน ซึ่งหลักการหรือกรอบการทำงานของนิด้าโพลก็ยึดแนวทางนี้มาโดยตลอด เรื่องการลาออกของนายอานนท์ ตนทราบแล้ว และจะพูดคุยกับนายอานนท์ในวันที่ 29 ม.ค. เพื่อทำความเข้าใจกัน

เจ้าตัวโต้ชี้นำคือหน้าที่นักวิชาการ

วันเดียวกัน นายอานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ ผอ.นิด้าโพล ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า เพิ่งเข้ารับตำแหน่ง ผอ.นิด้าโพลมาได้ 2 สัปดาห์ โดยทำโพลมาแล้ว 2 เรื่องคือ ผลสำรวจเรื่องคุณธรรมจริยธรรมของนักการเมือง และเรื่องความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการตรวจสอบของ ป.ป.ช. และเรื่องที่สามคือ เรื่องนาฬิกาที่ยืมเพื่อน เป็นเรื่องบิดเบือนหรือเรื่องจริง โดยสำรวจความเห็นประชาชนเมื่อวันที่ 24-25 ม.ค.ที่ผ่านมา แต่ถูกอธิการบดีระงับการเผยแพร่ ยืนยันว่าได้สำรวจโดยอาศัยหลักวิชาการ ที่สำคัญการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเป็นสิ่งที่ทำได้ทันที ไม่จำเป็นต้องรอผลสอบของ ป.ป.ช. ประชาชนอาจเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับผลสอบของ ป.ป.ช.ก็ได้ เราอาศัยสถิติต่างๆมาประมวลเพื่อสะท้อนความเห็นในช่วงเวลานั้นๆ การที่อธิการบดีระบุว่าโพลชี้นำนั้น ขอเรียนว่าการชี้นำสังคมเป็นหน้าที่ของนักวิชาการอยู่แล้ว และนิด้าก็ประกาศปรัชญาว่าจะสร้างปัญญา เพื่อการเปลี่ยนแปลง ซึ่งการจะเกิดปัญญาได้ ต้องมีการชี้นำ และเป็นหนึ่งในหน้าที่ของนักวิชาการ ในฐานะประชาชนคนหนึ่งก็ต้องการพูดในสิ่งที่ถูกต้อง ส่วนที่อธิการบดีนิด้าจะพบเพื่อทำความเข้าใจกับในวันที่ 29 ม.ค.นั้น ยินดีพบ แต่ยืนยันว่าจะไม่ทำโพลต่อแน่นอน

รบ.ยันไม่เกี่ยวข้องแทรกแซง

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เรื่องการทำโพลต่างๆ นายกฯพูดมาตลอดว่าโพลคือโพล คือการสำรวจความคิดเห็น ส่วนผู้บริหารโพลใครจะลาออกหรือจะอยู่เป็นเรื่องของท่าน ใครจะกดดันหรือไม่นั้นตนไม่ทราบ แต่รัฐบาลไม่เคยมีแนวคิดทำเช่นนั้น ยืนยันได้จากสิ่งที่เห็นในปัจจุบัน ที่สื่อมวลชนมีทั้งชื่นชมและตำหนิรัฐบาล เป็นไปไม่ได้ที่จะบอกให้เสนออะไร อย่างไร การไปกดดันสื่อหรือโพล รัฐบาลทำไม่ได้ เพราะไม่เกิดประโยชน์อะไร ถ้าใครเคยถูกกดดันก็ออกมาบอกผ่านสื่อได้เลย

จ่อร้องนายกฯยึดนาฬิกาหรูสอบภาษี

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กรณีที่ ป.ป.ช.แถลงถึงการตรวจสอบนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม มีข้อเท็จจริงโดยรวมเชื่อได้ว่ามีนาฬิกาหรู 25 เรือน ซึ่ง พล.อ.ประวิตรชี้แจงว่าเป็นของเพื่อน ทำให้มีประเด็นพิจารณาตามมาในเรื่องภาษี เพราะนาฬิกาหรูเหล่านี้ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ มีทั้งแบบถูกต้อง หรือแบบหลบเลี่ยงการเสียภาษีนำเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม ถ้านำเข้าโดยถูกต้องจะตรวจสอบได้จากเอกสารนำเข้าหรือใบเสร็จรับเงิน แต่ถ้ามีการหลบเลี่ยงจะไม่มีเอกสารมาแสดงและทำให้รัฐเสียหายจากการเก็บภาษีไม่ได้ ถือเป็นเรื่องเกี่ยวกับงบประมาณแผ่นดิน ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวอย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ระบุไว้ กรณีนี้กรมศุลกากรคงไม่กล้าตรวจสอบเหมือนคนทั่วไปที่มีการยึดทรัพย์มาตรวจสอบ ดังนั้นวันที่ 30 ม.ค. ตนจะไปยื่นหนังสือร้องนายกฯที่ศูนย์บริการประชาชน ให้สั่งการให้เจ้าหน้าที่กรมศุลกากรทำหน้าที่ตรงไปตรงมา ด้วยการอายัดนาฬิกาหรูมาตรวจสอบว่าเสียภาษีครบถ้วนหรือไม่ และนายกฯควรสั่ง พล.อ.ประวิตรให้ความร่วมมือ เรื่องนี้ไม่ต้องใช้มาตรา 44 ใช้อำนาจนายกฯก็เพียงพอแล้ว

สนช.เมินซักฟอกชี้เรื่องส่วนตัว

พล.อ.อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวถึงข้อเรียกร้องของนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว แกนนำกลุ่มสตาร์ทอัพพีเพิล ที่ให้ สนช.เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล คสช. โดยเฉพาะเรื่อง 25 นาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ว่า นายกฯระบุว่าเป็นเรื่องส่วนตัว สภาเองต้องไตร่ตรองให้ดีว่ามีผลกระทบต่อส่วนรวมหรือไม่ เพราะตามรัฐธรรมนูญการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นหน้าที่การตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล ว่าเป็นไปตามนโยบายและงบประมาณแผ่นดินที่แถลงไว้ต่อสภาหรือไม่ อีกทั้งเรื่องนี้ไปถึง ป.ป.ช.แล้ว ก็ต้องรอฟัง 

กรธ.ถก 30 ม.ค. ตั้ง กมธ.ร่วม ก.ม.ลูก ส.ว.

นายชาติชาย ณ เชียงใหม่ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงกรณีที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ผ่านร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว.ว่า ไม่คิดว่า สนช.จะรื้อร่างของ กรธ.มากขนาดนี้ เนื้อหาหลายประเด็น อาทิ การลดกลุ่มอาชีพเหลือ 10 กลุ่ม และการเลือกกันเองในกลุ่มอาจจะดูไม่ค่อยสวยงาม แต่ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพราะในรัฐธรรมนูญเขียนเผื่อไว้อยู่แล้ว เป็นการเห็น ต่างกันในเหตุและผลของทั้งสองฝ่าย ประเด็นเหล่านี้ กรธ.ไม่ได้ขัดข้องอะไร แต่ที่เป็นห่วงว่าอาจจะขัดต่อรัฐธรรมนูญคือประเด็นเรื่องการแบ่งประเภทของผู้สมัครเป็น 2 ประเภท คือแบบอิสระและตัวแทนจากองค์กร โดย กรธ.จะประชุมเพื่อหารือในวันที่ 30 ม.ค.นี้ว่าจะส่งประเด็นแย้งเพื่อตั้ง กมธ.ร่วม 3 ฝ่าย หรือไม่

ห่วงแยกประเภทเป็นปลา 2 น้ำ

นายชาติชายกล่าวว่า ในร่างที่ กรธ.ส่งให้ สนช.พิจารณานั้น เรากำหนดการสมัครแบบอิสระเสรี ใครที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่กำหนดก็สามารถมาสมัครได้ และให้คัดกรองกันเอง แต่การที่ สนช.ปรับแก้ให้แบ่งประเภทการสมัคร ส.ว.เป็น 2 ส่วน คือ 1.ประเภทที่สมัครโดยอิสระ 100 คน กับ 2.ประเภทที่ต้องได้รับการเสนอชื่อจากองค์กรต่างๆ อีก 100 คน ค่อนข้างจะเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเท่ากับแยก ส.ว.ออกเป็น 2 กล่อง ส่วนละ 100 คน และอาจจะขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 107 ว่าด้วยวิธีการเลือก ส.ว. ซึ่งจะทำให้โอกาสที่ผู้สมัครในแต่ละกลุ่มที่ต้องเลือกกันเองหายไป และอาจจะกลายเป็นลักษณะของปลาสองน้ำเหมือนวิธีการแบบเก่าที่ถูกวิจารณ์ได้ ดังนั้น กรธ.ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบในเรื่องนี้

ข้องใจ สนช.รื้อหลายปมส่อขัด รธน.

นายอมร วาณิชวิวัฒน์ กรธ. กล่าวว่า การที่ สนช.ผ่านร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว.แบบนั้น ก็ต้องอธิบายต่อสังคมให้ชัดเจนว่ามีเหตุผลอย่างไร กรธ.ไม่สามารถไปทำอะไรเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ได้ เราทำได้เพียงร่างกฎหมายตามที่เราเห็นว่าดีที่สุดและผ่านการรับฟังจากประชาชนมาแล้ว และพิจารณาว่ามีส่วนไหนหรือประเด็นใดที่จะขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ หลังจากที่ สนช.โหวตผ่าน หากเราเห็นว่าตรงไหนขัดหรือไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ เราก็จะทำเรื่องโต้แย้งและขอตั้ง กมธ.ร่วม 3 ฝ่าย หรือหากใครเห็นว่าไม่ถูกต้องก็มีสิทธิที่จะไปร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อตีความได้ ซึ่งตนก็มีหลายเรื่องที่ห่วงว่าอาจจะขัดต่อรัฐธรรมนูญ แต่ทั้งนี้ต้องรอร่างกฎหมายฉบับสมบูรณ์จาก สนช. และฟังความคิดเห็นของ กรธ.แต่ละท่านว่ามีความเห็นอย่างไรบ้าง

สนช.ย้ำยืดเวลาช่วยพรรคการเมือง

พล.อ.อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ สนช. กล่าวถึงกระแสคัดค้านร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ที่ขยายเวลาบังคับใช้ 90 วัน ส่งผลให้โรดแม็ปเลือกตั้งเลื่อนไปว่า เป็นเรื่องธรรมดาของสังคม เข้าใจแต่ละฝ่ายที่ออกมาแสดงความเห็นต้องทำไปตามบทบาทหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายการเมืองหรือฝ่ายนักศึกษาที่ทำหน้าที่ในฐานะภาคประชาสังคม แต่ต้องคำนึงถึงกฎหมายการชุมนุมสาธารณะ ต้องไม่ใช้ความรุนแรงหรือวุ่นวาย จนไปรบกวนความเป็นอยู่อย่างปกติสุขของผู้อื่น สำหรับการขยายเวลากฎหมายลูกเลือกตั้ง ส.ส. ให้ใช้บังคับหลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา 90 วันนั้น สนช.ให้ความสำคัญในแง่การชดเชยให้พรรคการเมืองที่ติดล็อกตามคำสั่ง คสช.ได้มีเวลาทำกิจกรรม ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีการเลือกตั้ง และโรดแม็ปไม่ได้ตายตัวสามารถยืดหยุ่นได้ เป็นการแก้กฎหมายเพื่อให้พรรคสามารถทำตามขั้นตอนได้

“นิพิฏฐ์” หวั่นคว่ำ ก.ม.ลูก ส.ว.ยื้ออีก

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า นอกจากการเลื่อนการบังคับใช้กฎหมายลูกเลือกตั้ง ส.ส.ออกไป 90 วัน จะกระทบโรดแม็ปเลือกตั้งออกไปเป็นปี 62 แล้ว ยังมีปัจจัยยื้อเวลาอีกหนึ่งข้อที่จะเป็นข้ออ้างเลื่อนและยื้อเวลาครั้งต่อไปได้อีกคือ มี กรธ.ท่านหนึ่งบอกว่า ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว.มีปัญหา เพราะ สนช.ไปแก้หลักการ อาทิ ประเด็นการเลือกไขว้ รวมถึงการลดจำนวนกลุ่มการเลือกกันเองจาก 20 กลุ่ม ให้เหลือ 10 กลุ่ม จนน่าจะมีการตั้ง กมธ.ร่วมหรือไม่ ตรงนี้พอ กมธ. หรือ สนช. ออกความเห็นแบบนี้ทีไร มักเป็นไปตามคำพูดเขาทุกครั้ง ตนจึงคิดว่าน่าจะตั้ง กมธ.ร่วมตามคำพูดของเขา และถ้าหากมติ กมธ.ร่วม ไม่สอดคล้องกับ มติของ สนช.อีก ทีนี้ก็เป็นช่องให้ สนช.อาจคว่ำร่างได้ จึงกลายเป็นอีกช่องทางในการยื้อโรดแม็ปออกไปอีก

หนักใจแทน คสช.ถูกมวลชนกดดัน

นายนิพิฏฐ์กล่าวถึงการเคลื่อนไหวที่ลานสกายวอล์ก สี่แยกปทุมวัน หน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพ ของกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย หรือ ดีอาร์จี ต่อต้านการสืบอำนาจของ คสช. เมื่อวันที่ 27 ม.ค. ว่า การเคลื่อนไหวอย่างนี้จะมีมากขึ้น คสช.อาจจะดำเนินคดีกับคนที่ออกมาเคลื่อนไหว แต่บ้านเมืองก็จะมีปัญหาอีก คือถ้าไม่ดำเนินคดีกับคนที่ออกมาเคลื่อนไหวเมื่อวาน ก็จะมีประเด็นว่าเลือกปฏิบัติไหม เพราะก่อนหน้านี้ คสช.ได้จับกุมกลุ่มที่เขามาเดินเพื่อเสรีภาพไปแล้ว อย่างไรก็ตาม คิดว่า คนที่ออกมาชุมนุมคงไม่กลัว ทางออกคือ คสช.ต้องพูดให้ชัดว่าจะเลือกตั้งเมื่อไหร่ แต่ถึงแม้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. จะออกมาพูดให้ชัดในเวลานี้คงไม่ทันแล้ว เพราะคนคง ไม่เชื่ออีกต่อไป ความเชื่อถือไม่มีแล้ว พอคนไม่เชื่อ ก็จะกดดันให้มีการเลือกตั้ง สถานการณ์อย่างนี้ไม่ดีเลยสำหรับรัฐบาล คสช. นายกฯจึงต้องบอกความจริงกับประชาชนดีกว่า ว่าแท้จริงต้องการอะไร

“องอาจ” วอนหยุดใช้เล่ห์ยื้อเวลา

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรค ประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี สนช.มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ขยายเวลาบังคับใช้ออกไป 90 วันว่า ถึงแม้ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. จะประกาศว่าไม่ได้ก้าวล่วงกับการแก้ไขกฎหมายของ สนช.เพื่อขยายเวลา แต่คำกล่าวอ้างของ สนช.เพื่อขยายเวลานั้น มาจากคำสั่งที่ 53/2560 ซึ่งเป็นคำสั่งที่ออกโดยนายกฯ พฤติกรรมต่างๆที่แสดงออก พอจะบอกความนัยได้ว่าสมคบคิดกันหรือไม่ ส่วนที่ สนช.บางคนบอกว่า พรรคการเมืองไม่เห็นด้วยกับการขยายเวลา เพราะไม่อยากทำไพรมารีโหวตนั้นไม่เป็นความจริง พรรคพร้อมทำ แต่ควรเป็นไพรมารีโหวตที่ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างแท้จริง ไม่ใช่ทำเป็นเพียงแค่พิธีกรรมเท่านั้น การขยายเวลากฎหมายลูกเลือกตั้ง ส.ส. ย่อมทำให้การเลือกตั้งเลื่อนออกไปอีก 90 วัน จะกระทบความเชื่อมั่นของตัวนายกฯที่เคยให้สัญญาว่าจะให้เลือกตั้งเดือน พ.ย.61 หวังว่าการใช้เล่ห์เพทุบายทางกฎหมาย เพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมืองของกลุ่มผู้มีอำนาจ จะไม่เกิดขึ้นอีก ขอให้ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย

จี้ คสช.เลิกพฤติกรรมแทรกแซง

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การกำหนดวันเลือกตั้งเดือน พ.ย.61 เป็นเรื่องที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ให้สัญญาไว้ต่อประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา อียู และสหประชาชาติ มีสัญญาณขานรับจากหุ้นที่ขึ้นติดต่อกันหลายวันอย่างมีนัยสำคัญ แปรความได้ว่า สังคมไทยต้องการให้มีการเลือกตั้งตามกำหนดที่หัวหน้า คสช.ให้สัญญาประชาคมไว้กับโลก แต่ล่าสุดการที่ คสช.ใช้มาตรา 44 ออก คำสั่งที่ 53/2560 และ สนช.มีมติเลื่อนวันบังคับใช้กฎหมายลูกเลือกตั้ง ส.ส.ออกไปอีก 90 วัน ทำให้การ เลือกตั้งน่าจะเลื่อนออกไปอย่างน้อยเป็น มี.ค.62 และยังไม่มีท่าทีว่าจะเป็นคำตอบสุดท้าย ประกอบกับสัญญาณการปิดหู ปิดปาก แทรกแซงการทำหน้าที่ของมหาวิทยาลัย เป็นเรื่องที่ขัดรัฐธรรมนูญอย่างชัดแจ้ง เป็นการกดดันความรู้สึกของพี่น้องคนไทย ที่ คสช.และรัฐบาลจะต้องทบทวนความคิดลักษณะนี้โดยด่วน

ร้องเอาผิด สนช.เอื้อประโยชน์ตัวเอง

นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย กล่าวว่า กรณี สนช.ผ่านร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. กำหนดให้มีผลบังคับใช้หลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา 90 วัน อันจะมีผลให้การเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไปนั้น การที่ สนช.ใช้อำนาจดังกล่าวจะทำให้ได้รับประโยชน์จากเงินประจำตำแหน่งและผลประโยชน์ตอบแทนอื่นอีกคนละ 1-2 แสนบาทต่อเดือนต่อไปจนกว่าจะมีการเรียกประชุมรัฐสภาหลังการเลือกตั้ง จะทำให้ประเทศชาติเสียหายจากระบบการเงินการคลังอีกกว่า 100 ล้านบาท ตนเชื่อว่าสนช.ทั้ง 213 คนจงใจใช้อำนาจไปในทางเอื้อประโยชน์ให้กับ คสช. และตนเอง เข้าข่ายการทุจริตต่อหน้าที่ จงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ หรืออาจทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริต เพราะอาจเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับพรรค การเมืองใหม่ที่ส่อไปในทางสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ให้เป็นนายกฯ คนต่อไปด้วย ดังนั้น จะเดินทางไปร้องเรียนต่อคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และผู้ว่าการ สตง. ในวันที่ 29 ม.ค. เพื่อดำเนินการตรวจสอบร่วมกับ ป.ป.ช. และ กกต. เพื่อลงโทษ สนช.ต่อไป

เลื่อนเลือกตั้งกระทบเชื่อมั่น–ลงทุน

นายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศและแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการเลื่อนการเลือกตั้งที่เป็นผลจากการแก้ไขร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ให้มีผลใช้บังคับ 90 วัน หลังประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาว่า การเลื่อนเลือกตั้งจากที่บอกว่าจะมีขึ้นในปี 2561 ไปเป็นปี 2562 จะมีผลเสียและเป็นภาระประเทศมากกว่าที่คิด ทั้งการทำให้ความเชื่อถือของคนพูดลดลง ไม่มีหลัก ประกันว่าจะรักษาคำพูด ย่อมซ้ำเติมปัญหาเศรษฐกิจ การพูดและตกลงกับมิตรประเทศแล้วไม่เป็นไปตามที่พูด ย่อมส่งผลกระทบต่อเกียรติภูมิของประเทศ และที่แน่ๆ คือสหภาพยุโรปจะไม่เจรจาและลงนามในข้อตกลงการค้าเสรีกับไทยจนกว่าจะมีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ทำให้ผู้ส่งออกเสียประโยชน์ อีกทั้งการเลื่อนการเลือกตั้งนำไปสู่ความขัดแย้งทางความคิดของคนในสังคม มองไม่เห็นทางว่าการสร้างความปรองดองจะสำเร็จ เพราะกระบวนการแก้ปัญหาความขัดแย้งอย่างสันติผ่านการออกเสียงเลือกตั้งยังไม่มีกำหนดชัดเจน

เล่นปาหี่จนกองหนุนพลิกบทต้าน

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ความจริงถ้าต้องการจะเลื่อนการเลือกตั้งหรืออยู่ในอำนาจให้นานที่สุด ควรจะชี้แจงกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมา ไม่ควรลับลวงพราง วางแผนเป็นขั้นเป็นตอน ทำกันเป็นกระบวนการเล่นปาหี่หลอกชาวบ้าน ซึ่งจะกระทบต่อความเชื่อมั่นของรัฐบาลและ คสช.เอง ถ้ารัฐบาล คสช.มีผลงาน โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของประชาชน คงไม่มีเสียงเรียกร้องเลือกตั้งหนักขนาดนี้ คสช.ต้องอธิบายว่าเพราะเหตุใดถึงยังไม่พร้อมจัดการเลือกตั้ง แนวทางต่อจากนี้ไปคืออะไร ยุทธศาสตร์ชาติท่านยังวางแผนล่วงหน้า 20 ปี แต่กลับไม่รู้ว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ภาคประชาสังคมและกลุ่มองค์กรต่างๆ ทั้งในประเทศ ต่างประเทศจะกดดัน คสช.มากขึ้น แม้แต่กองหนุนก็หดหาย กลายเป็นแนวต้านโต้กลับ

“ณัฐวุฒิ” แฉต่อเวลาเดินเกมล้วงลูก

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. กล่าวว่า ฟังคำอธิบายของนายกฯ ที่ว่าไม่มีใบสั่งและไม่อาจก้าวล่วง สนช.ที่ขยายเวลาบังคับใช้กฎหมายลูกว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ออกไปอีก 90 วัน ยอมรับว่า มุกนี้สร้างอารมณ์ขันได้มากไม่แพ้คำอธิบายเรื่องนาฬิกาหรู ในมุมการเมือง 90 วัน ไม่ทำให้พรรคใหม่ได้เปรียบกันเท่าไหร่ เชื่อว่าในสนามเลือกตั้งนอกจากนโยบายปากท้องแล้ว การต่อสู้ระหว่างเผด็จการกับประชาธิปไตยจะเป็นกระแสสูง ใครเดินแบกป้ายคสช.เข้าหาประชาชนอย่าคิดว่าง่าย ตนเข้าใจว่าที่ช้าจนต้องขยายเวลา ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะนักการเมืองที่ถูกทาบทามยังลังเลใจ ไม่มีใครกล้าประมาทประชาชน เพราะตัดสินใจผิดชีวิตเปลี่ยนได้ง่ายๆ ระหว่างกำลังล้วงหน้าตักคนอื่น อยากให้ผู้มีอำนาจสำรวจหน้าตักตัวเองบ้าง อำนาจอาจยังมีเต็มมือ งบ ประมาณอาจยังเต็มคลัง แต่ถ้าไม่มีความเชื่อถือในใจประชาชน ทุกอย่างก็ไม่มีความหมาย

“ยะใส” สับเลื่อนซ้ำซากจนคนหลอน

นายสุริยะใส กตะศิลา รองคณบดีฯ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต กล่าวว่า ประเด็นการเลื่อนเลือกตั้งจะกลายเป็นประเด็นอ่อนไหวทางการเมืองที่อาจลุกลามขยายผลได้ในวงกว้าง แม้ คสช.จะพยา– ยามออกมาดับกระแสว่าเป็นการเลื่อนครั้งสุดท้าย แต่ที่ผ่านมามีการใช้เทคนิคทางกฎหมายเลื่อนมาแล้ว 4 ครั้ง จึงเป็นเรื่องยากที่จะทำให้สังคมเชื่อใจว่าจะไม่เลื่อนอีกแล้ว แต่ในขณะเดียวกันสถานการณ์เลยมาไกลขนาดนี้แล้ว ร่างกฎหมายลูกเลือกตั้ง ส.ส.ก็ผ่านวาระ 3 แล้ว คงเป็นเรื่องยากที่จะปรับแก้ใดๆได้ ประเด็นจึงอยู่ที่ว่า คสช.จะฟื้นความเชื่อมั่นกลับมาได้หรือไม่ในช่วงเวลาที่เหลืออยู่

“สมชัย” เย้ยเดินเกมพลาดจัดมหรสพ

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า การให้มีมหรสพในการเลือกตั้งทำประเทศไทยถอยหลังแค่ 43 ปี การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 4 เม.ย.2519 เป็นการเลือกตั้งครั้งสุดท้าย ที่กฎหมายยอมให้ผู้สมัครและพรรคการเมืองสามารถใช้มหรสพในการหาเสียงได้ หากการเลือกตั้งครั้งต่อไปเกิดขึ้นในต้นปี 2562 นั่นหมายความว่าเรากำลังกลับไปใช้กฎหมายที่ย้อนยุคไปถึง 43 ปี เชื่อว่าการตัดสินใจของ สนช.คงอยากให้การเลือกตั้งครื้นเครง คึกคัก ให้ประชาชนมาสนใจการปราศรัยหาเสียงของนักการเมืองและพรรคการเมือง แม้จะกำหนดกรอบวงเงินที่เท่ากัน แต่คงยากในการกำกับดูแลของ กกต.ชุดใหม่ให้เกิดความสุจริต เที่ยงธรรม และเชื่อว่าคงเป็นการตัดสินใจเองของสนช. มิได้มีใบสั่งจากใคร เพราะหากมีใครก็ตามที่สั่งเรื่องนี้ หรือกุนซือคนใดที่แนะนำในเรื่องนี้ โดยคิดว่า พรรคที่เขาสนับสนุนจะได้เปรียบในการหาเสียง พอถึงเวลานั้นจริงจะรู้ว่าตัวเองโง่มากที่ไปยื่นเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพให้กับพรรคการเมืองใหญ่ ที่มีทั้งทุนและความสัมพันธ์กับธุรกิจบันเทิง และยังสามารถใช้เครื่องมือดังกล่าวอย่างถูกกฎหมายเพื่อผลการเลือกตั้งที่ตื่นตาตื่นใจได้

ปลื้มคนแห่ฟังเกณฑ์ตั้งพรรคใหม่

พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา รักษาการรองเลขาธิการ กกต. กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมการจัดประชุมชี้แจงทำความเข้าใจแนวทางการจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ให้กับผู้ประสงค์จะจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ในวันที่ 9 ก.พ. ว่า รู้สึกพอใจมาก มีผู้ตอบรับเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมากกว่า 100 กลุ่ม เกือบ 300 คน ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะการเมืองนิ่งมาเป็นเวลานาน เมื่อร่างกฎหมายพิจารณาเสร็จก็มีผู้ให้ความสนใจต้องการมีส่วนร่วมและจัดตั้งพรรคการเมืองเป็นจำนวนมาก ซึ่งการส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยถือว่าเป็นวัตถุประสงค์ของ กกต.ในการทำงานด้วย

โพลไม่เห็นด้วยเลื่อนเลือกตั้ง

วันเดียวกัน สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,341 คน ระหว่างวันที่ 24-27 ม.ค. เรื่องประชาชนคิดอย่างไรกรณีเลื่อนการเลือกตั้ง พบว่า ร้อยละ 48.27 อยากให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย ร้อยละ 27.81 ถ้าเลื่อนการเลือกตั้งแล้วส่งผลดี ก็ยอมรับได้ และร้อยละ 26.07 กระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ เป็นการสืบทอดอำนาจ เมื่อถามว่าเห็นด้วยหรือไม่หากต้องเลื่อนเลือกตั้งออกไป ร้อยละ 47.05 ระบุไม่เห็นด้วย อยากให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว เลื่อนมาหลายครั้งแล้ว กระทบต่อเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ประเทศ ร้อยละ 32.44 เฉยๆ เพราะเลือกตั้งช้าหรือเร็วก็ได้พรรคการเมือง เดิมๆ การเมืองไม่เปลี่ยนแปลง นักการเมืองเห็นแก่อำนาจและผลประโยชน์ และร้อยละ 20.51 เห็นด้วย เพราะสถานการณ์ยังไม่แน่นอน ยังมีความขัดแย้ง ระยะเวลาที่เลื่อนออกไปไม่มาก

บรรยากาศไม่ดี-กลุ่มกดดันเพิ่ม

เมื่อถามว่าประชาชนผิดหวังกับการเลื่อนเลือกตั้ง ครั้งนี้หรือไม่ พบว่า ร้อยละ 39.97 เฉยๆ เพราะร้อยละ 37.14 ผิดหวัง และร้อยละ 22.89 ไม่ผิดหวัง ต่อข้อถามถึงความนิยมของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลกรณีเลื่อนเลือกตั้ง ร้อยละ 56.22 เหมือนเดิม เพราะเลือกตั้งหรือไม่ก็ยังมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ลำบาก ข้าวของแพง เศรษฐกิจไม่ดี ร้อยละ 39.45 ลดลง เพราะรู้สึกผิดหวัง ไม่เป็นไปตามโรดแม็ป ต้องการสืบทอดอำนาจ และร้อยละ 4.33 เพิ่มขึ้น เพราะอยากให้รัฐบาลบริหารประเทศต่อไป เป็นกำลังใจให้นายกฯ ทำเพื่อส่วนรวม เมื่อถามว่า ถ้ามีการเลื่อนการเลือกตั้ง คิดว่าบรรยากาศทางการเมืองไทยต่อไปนี้จะเป็นอย่างไร ร้อยละ 36.87 ยังมีการทะเลาะเบาะแว้ง โจมตีกันไปมา ร้อยละ 35.19 อาจมีกลุ่มที่ไม่พอใจออกมาเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาล และร้อยละ 34.68 รัฐบาลยังบริหารประเทศต่อไป อยู่ภายใต้มาตรา 44

คุณภาพนักการเมืองไม่พัฒนา

ด้านสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เปิดเผยผลสำรวจ เรื่อง อนาคตประเทศ กับ คุณภาพนักการเมือง กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพ จำนวน 1,299 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 10-27 ม.ค. พบว่าร้อยละ 60.9 ยังมองไม่เห็นชัดเจนในอนาคตของประเทศ ร้อยละ 35.0 เห็นชัดเจนแล้ว และร้อยละ 4.1 ไม่แน่ใจ และเมื่อถามถึง ความชัดเจนของความขัดแย้งเดิมๆ จากนักการเมือง พบว่า ร้อยละ 67.1 ระบุเห็นชัดเจน ร้อยละ 29.9 ระบุไม่ชัดเจน และร้อยละ 3.0 ไม่แน่ใจ เมื่อถามต่อไปว่า คุณภาพนักการเมืองปัจจุบันกับความสุขของผู้ตอบแบบสอบถาม พบว่า ร้อยละ 58.0 ระบุคุณภาพนักการเมืองทำให้มีความสุขน้อยถึงไม่สุขเลย ร้อยละ 30.8 ระบุทำให้สุขปานกลาง และร้อยละ 11.2 ระบุคุณภาพนักการเมืองปัจจุบันทำให้สุขมาก ถึงมากที่สุด

กก.ไทยนิยมแก้ปัญหาฐานราก

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนัก นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. กล่าวถึงการแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศตามโครงการไทยนิยมยั่งยืน ว่ารัฐบาลตั้งใจให้ปี 2561 เป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงประเทศในทุกด้าน ทั้งการทำงานของหน่วยราชการ เศรษฐกิจการค้าการลงทุน และการช่วยเหลือประชาชนในระดับฐานราก นายกฯ เน้นย้ำว่าการพัฒนาความเจริญในทุกจังหวัดต้องอาศัยความร่วมมือของทุกส่วน ตั้งแต่ระดับประเทศ จังหวัด อำเภอ จนถึงตำบล ลงไปขับเคลื่อนกับประชาชน ตามศักยภาพที่เป็นจุดแข็งนำสิ่งใดไปต่อยอดให้ดีขึ้น ปัญหาและอุปสรรคที่กรรมการทุกระดับจะลงไปแก้ไขครอบคลุม ทุกมิติ โดยเฉพาะการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยที่ลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ 11.4 ล้านคน เมื่อแต่ละจังหวัดรู้ว่าตนเองมีศักยภาพหรือปัญหาเรื่องใด รัฐบาลจะส่งทีมงานลงไปเพื่อทำงานร่วมกับกรรมการระดับต่างๆ วางแผนพัฒนาแก้ไขปัญหา จัดสรรงบประมาณตาม ความจำเป็น โดยการขับเคลื่อนแต่ละจังหวัดจะสอดคล้อง กับการลงพื้นที่ของนายกฯ คณะทำงานในพื้นที่มีถึง 7,463 ทีม สนับสนุนให้เกิดการพัฒนาที่ตอบโจทย์ของพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน

พท.จวกซิกแซ็กใช้งบฯหาเสียง

นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรค เพื่อไทย กล่าวว่า การตั้งกรรมการไทยนิยม คงเป็นการขับเคลื่อนงานให้สอดคล้องกับประชาธิปไตยไทยนิยมที่นายกฯ พูดไว้ และสอดรับการขยับเวลาเลือกตั้งออกไปอีก 3 เดือน มองเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากการใช้งบประมาณของประเทศเพื่อสร้างความนิยมให้ตัวท่านและกลุ่มการเมืองที่จะสนับสนุนท่านในอนาคต พยายามหาเสียงทุกวิถีทางในช่วงที่มีอำนาจอยู่ใช่หรือไม่

ขณะที่นายสามารถ แก้วมีชัย อดีต ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เป็นการตั้งทีมขึ้นมาเพื่อหวังประโยชน์ทางการเมืองในการเลือกตั้งครั้งต่อไป โดยใช้งบประมาณและบุคลากรของราชการ แถมยังเอาจิตอาสาที่เป็นพลังบริสุทธิ์เข้ามาแปดเปื้อนการเมืองด้วย อย่างไรก็ตาม การจะได้คะแนนเสียงประชาชนไม่ใช่เรื่องง่าย อย่าคิดว่าขยายเวลาเลือกตั้งออกไปแล้วจัดทีมลงไปหาประชาชนจะทำให้ได้เปรียบ คิดง่ายเกินไป พวกตนที่เป็นผู้แทนราษฎร กว่าประชาชนจะเลือกมาต้องใช้เวลาไปคลุกคลีกับเขาเหมือนญาติพี่น้อง ซึ่งตรงนี้พวกท่านคงไม่เข้าใจ

ถูกอธิการสั่งระงับเผยแพร่ เพราะเข้าข่ายชี้นำเรื่องที่ยังไม่ตัดสิน เจ้าตัวยกเหตุผลโต้แหลก ทำโพลไม่ต้องรอผลสอบ 29 ม.ค. 2561 04:03 ไทยรัฐ