วันศุกร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ความน่าเชื่อถือ! ทำไมบางคนไม่หลีกทางรถกู้ชีพ ดูอย่างไรมีคนป่วยจริง หรือหลอก

ความน่าเชื่อถือ! ทำไมบางคนไม่หลีกทางรถกู้ชีพ ดูอย่างไรมีคนป่วยจริง หรือหลอก

  • Share:

อีกปัญหาของสังคมไทย ที่พบเห็นเกิดขึ้นเป็นประจำ นั่นคือ การขวาง หรือไม่หลีกทางให้กับรถกู้ชีพ กู้ภัยของมูลนิธิและรถฉุกเฉินโรงพยาบาล เหตุล่าสุด เกิดขึ้นเมื่อต้นเดือน กับกรณี คนขับรถฉุกเฉินแจ้งตร.นำคนใกล้ตายส่งรพ. รถเก๋งขวาง-คว้าขวานจะฟัน(คลิป)

เหตุการณ์ครั้งนี้ นับว่าโชคดีที่สามารถช่วยชีวิตผู้โชคร้ายให้รอดตายได้อย่างหวุดหวิด กับกรณีบางคนไม่หลบหลีกทางให้รถฉุกเฉิน รถกู้ชีพหรือกู้ภัยนั้น จริงหรือที่ว่ามีสาเหตุจากความไม่น่าเชื่อถือ แล้วทีมกู้ชีพ กู้ภัยจัดการรับมืออย่างไร ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์มีคำตอบ

แยกสีไฟสัญญาณสีน้ำเงิน-แดง ใช้เยอะจนหมดความศักดิ์สิทธิ์

นายดุสิต พิบูลย์สวัสดิ์ อาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู ขับรถกู้ชีพด้วยงบของตัวเองมา 20 กว่าปีประจำอยู่จุดทวีวัฒนา ซึ่งมีดาราดังไทด์ เอกพัน บรรลือฤทธิ์ ก็เป็นอาสาสมัครที่มูลนิธิประจำจุดนี้ด้วย กล่าวกับทีมข่าวว่า ตนนั้นเจอรถที่ไม่ให้ทางบ่อยมาก

ส่วนสาเหตุไม่หลีกทางให้นั้น มองกว้างๆ ใน 2 ประเด็น คือ 1. อาจขับรถโดยเหม่อลอย ขับไปเรื่อยๆ ไม่ตั้งใจขับ หรืออาจเล่นโทรศัพท์ จนไม่ได้ยินเสียงสัญญาณไฟ หรือ 2. บางคนมีปมกับรถฉุกเฉิน เพราะเมืองไทยมีรถฉุกเฉินเยอะเกินไป ทำให้ความศักดิ์สิทธิ์ของสัญญาณไฟหายไปด้วย

สำหรับกฎหมายไทย ได้แยกสีไฟไว้ชัดเจนว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้สัญญาณสีแดง รถกู้ชีพจะใช้สีน้ำเงิน-แดง แต่ปัจจุบันสีไฟฉุกเฉินบนถนนเมืองไทย มีสีน้ำเงิน-แดง เยอะมาก ทำให้คนไทยแยกไม่ออกว่าเป็นรถกู้ชีพ กู้ภัย หรือรถยก เพราะตอนนี้มีการใช้สัญญาณไฟไม่ถูกประเภทกันเยอะ เช่น รถยกก็ใช้ไฟสัญญาณสีน้ำเงิน-แดง หรือรถเก๋งกู้ชีพใช้สัญลักษณ์ไฟสีน้ำเงิน-สีแดง ซึ่งชาวบ้านมองว่าเป็นรถเก๋ง ช่วยเหลือคนเจ็บไม่ได้ แม้แต่รถบัส รถนำขบวนก็ใช้สีน้ำเงิน-แดง เนื่องจากมีการใช้ไฟสัญญาณสีน้ำเงิน-แดง เยอะเกินไป จึงทำให้ความศักดิ์สิทธิ์ไม่มี หากเป็นรถกู้ภัยจะใช้ไฟสัญญาณสีเหลือง

นายดุสิต พิบูลย์สวัสดิ์ อาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู

อย่างไรก็ตาม เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง นายดุสิตชี้แจงว่า รถกู้ชีพแบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ 1. รถขั้นสูง จะเป็นรถตู้ และมีพยาบาลอยู่ด้วย 2.รถกระบะที่มีหลังคาแครี่บอยเท่านั้น จึงจะสามารถดำเนินการช่วยเหลือและเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บส่งต่อให้กับโรงพยาบาลได้ ส่วนรถกระบะไม่มีหลังคา แต่ติดสัญญาณไฟฉุกเฉินสีน้ำเงิน-แดง ตามกฎหมายใช้ไม่ได้ ทั้งนี้หากจะดูว่ารถกู้ชีพใดถูกกฎหมาย นายดุสิตย้ำว่าต้องดูสีไฟสัญญาณเป็นที่ตั้ง และสภาพรถ หากเป็นรถตู้ ควรหลีกทางให้ทันที

อาการโคม่ามากน้อยแค่ไหน ดูได้จากเสียงและสัญญาณไฟ

สำหรับการเปิดเสียงสัญญาณขอทาง มีกำหนดไว้อย่างไรหรือไม่ นายดุสิตเปิดเผยว่า ขึ้นอยู่กับอาการของผู้บาดเจ็บว่าวิกฤติขนาดไหน หากเป็นเจ้าหน้าที่กู้ชีพที่ผ่านการอบรมแล้ว จะสามารถประเมินเบื้องต้นได้ว่าผู้บาดเจ็บคนนี้ต้องเปิดเสียง เปิดสัญญาณไฟไหม และจำเป็นต้องใช้ความเร็วในการขับแค่ไหน หากพิจารณาแล้วว่าเป็นผู้ป่วยขั้นวิกฤติจริงๆ ก็ต้องมีการใช้ความเร็ว แต่ก็มีบางเคสที่ผู้บาดเจ็บมีอาการไม่หนักมาก แต่อยากไปโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่กู้ชีพที่มีจิตสำนึกจริงๆ ก็จะเปิดแค่ไฟ ไม่เปิดเสียง ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานั้นเป็นข้อปฏิบัติที่ถูกต้อง

“ผมเคยเจอรถติดมากๆ จนไม่สามารถจะเลี่ยงได้ และไม่มีวิธีแก้ใดๆ ด้วย เพราะสภาพถนนเมืองไทยแคบ แม้จะมีการรณรงค์ให้หลีกทาง แต่เลนรถพยาบาล รถเมล์ก็วิ่งเต็มเลนแล้ว ไม่มีช่องหลบให้รถฉุกเฉิน จริงๆ อีกหนึ่งกองกำลังสนับสนุนสำคัญในการกู้ชีพ คือ ตำรวจตรงจุดนั้นๆ มีกฎหมายระบุไว้ว่า รถฉุกเฉินต้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในแยกนั้นๆ อำนวยการจราจรให้ ที่สัมฤทธิผลคือ ตรงอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิที่มีโรงพยาบาลราชวิถี ตำรวจแถวนั้นจะรู้เลยหากมีรถกู้ชีพเข้าออกก็จะช่วยอำนวยความสะดวกโดยเปิดสัญญาณไฟเขียวให้” นายดุสิตอธิบายปัญหาการทำงาน

เปิดไฟไซเรนเล่นๆ โดยไม่มีเหตุร้าย ถือว่าผิดวินัย พบเห็นแจ้งเตือนได้

ด้านนายเกียรติศักดิ์ จันอินทร์ อาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู ได้อธิบายเพิ่มเติมถึงประเด็นที่บางคนไม่ยอมหลีกทาง เปิดทางให้รถพยาบาล รถกู้ชีพ กู้ภัยนั้น สาเหตุส่วนหนึ่งเป็นเพราะ "ความน่าเชื่อถือ" ที่บางคนไม่เชื่อว่า รถพยาบาล รถกู้ชีพ กู้ภัย ที่เปิดสัญญาณไฟไซเรนนั้น ข้างในรถจะมีผู้ป่วยจริง และบางคนเคยเจอสถานการณ์เจ้าหน้าที่อาสาเปิดไฟไซเรนเพื่อที่ตัวเองจะได้วิ่งเร็วๆ ไม่ต้องรถติด ทางมูลนิธิร่วมกตัญญูมีมาตรการป้องกันอย่างไรนั้น นายเกียรติศักดิ์อธิบายว่า หากมีเจ้าหน้าที่เปิดไซเรนโดยไม่มีเหตุร้ายเกิดขึ้น จะมีมาตรการทำโทษขั้นแรกคือตักเตือน และมาตรการต่อไปหากทำผิดซ้ำก็จะพักงานจิตอาสาไปชั่วขณะ

“มูลนิธิเราไม่เคยมีประวัติเปิดไฟไซเรนโดยไม่จำเป็น เพราะปกติ เมื่อมีการเกิดเหตุ ต้องแจ้งศูนย์นเรนทรให้ทราบก่อนออกวิ่งไปช่วยเหลือคน แต่ไม่มีใครทำผิดหรอก เพราะจะมีหน่วยงานที่สามารถตรวจสอบว่าเกิดเหตุขึ้นจริง หรือไม่จริงได้ หากประชาชนเห็นว่ารถกู้ชีพ กู้ภัย รถอาสาเปิดไฟโดยไม่มีเหตุร้ายก็สามารถโทรแจ้งกับมูลนิธินั้นๆ ได้เลย”

พร้อมนี้นายเกียรติศักดิ์ในฐานะที่ทำจิตอาสาช่วยเหลือคนมาหลายสิบปี พูดตัดพ้อด้วยความรู้สึกเสียใจที่บางคนไม่ชอบรถกู้ชีพ กู้ภัย จนพาลไม่ให้ทาง

“คนเกลียดก็มี คนไม่ชอบรถกู้ชีพก็มี พอไม่ชอบก็ไม่หลบทางให้ ที่เคยเจอ คือทำไม่รู้ไม่ชี้ แต่คนมีน้ำใจก็มี เวลาต้องขอทางเพื่อไปช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ ก็จะเปิดเสียงไมค์พูดขอทางว่า ข้างหน้ามีอุบัติเหตุ ขอทางไปรับผู้บาดเจ็บ ที่พูดขอทางก็เพราะ พอมีเหตุร้าย เลนรถก็เหลือเลนเดียว รถก็ติด ถ้าไปถึงที่แล้ว บาดเจ็บไม่มาก ขาหัก ก็จะนำขึ้นรถกู้ภัย รถอาสา แต่ถ้าเป็นเคสหนักๆ ต้องขึ้นรถกู้ชีพอย่างเดียว”

หากเจอคนไม่หลีกทางให้ ก็แก้ปัญหาโดยการเลี่ยงหาช่องทางอื่นแทน

นายอนุวัต ศรีสืบ พนักงานดับเพลิงเทศบาลแม่เมาะ และอาสาสมัครสมาคมกู้ภัยลำปาง ที่ทำมา 22 ปี ก็บอกว่าตนก็เคยเจอคนไม่ให้ทางเหมือนกัน โดยเฉพาะหากเหตุเกิด ในช่วงเช้าที่เป็นเวลาคนเดินทางไปทำงาน และเมื่อเจอคนไม่ให้ทางก็จะเปิดไฟ เปิดเสียงแจ้งออกไมค์ให้หลบ เพื่อไปให้ถึงจุดเกิดเหตุให้เร็วที่สุด เพราะเราไม่รู้ว่าผู้บาดเจ็บมีอาการมากน้อยแค่ไหน ถ้าเขาไม่หลบหลีก ก็แก้ปัญหาโดยการหาเลี่ยงหาช่องทางอื่น และรู้สึกน้อยใจ แต่ก็เข้าใจที่บางคนไม่หลบทางให้

นายอนุวัต ศรีสืบ อาสาสมัครสมาคมกู้ภัยลำปาง

“ผมรู้สึกน้อยใจ คนไทยน่าจะช่วยๆ กัน หลบรถพยาบาล หลบรถกู้ภัย กู้ชีพ เพราะบางทีเราก็ไม่รู้ว่าคนป่วย อาการเป็นแบบไหน ถ้ากู้ภัย ไปถึงจุดเกิดเหตุแล้วพบว่าอาการผู้ป่วยหนักก็จะขอทีมสนับสนุน เป็นทีมแอดวานซ์จากโรงพยาบาล เพื่อเปลี่ยนถ่ายผู้ป่วยไปโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด ผมเคยเจอเคสผู้ป่วยแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก รถทาง รพ มาช้า เราก็ช่วยกันปั๊มหัวใจผู้ป่วยในรถ แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถช่วยชีวิตได้ รู้สึกเสียใจ แต่เราก็ได้ทำหน้าที่อย่างดีที่สุดแล้ว”

นายอนุวัต ศรีสืบ กับเพื่อนๆ อาสาสมัครสมาคมกู้ภัยลำปาง

ท้ายนี้นายอนุวัตได้ฝากข้อคิดคนไทยให้ช่วยหลบทางให้รถกู้ภัย กู้ชีพ เพราะผู้ป่วยอาการหนัก ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาล เพื่อให้ถึงมือหมอให้เร็วที่สุดจะได้ช่วยชีวิตได้ทัน

หลีกทาง เท่ากับให้ชีวิต อย่ารอให้เกิดกับครอบครัวตัวเองจึงคิดได้

รถกู้ภัย กู้ชีพ รถฉุกเฉิน มีความจำเป็นและสำคัญอย่างไร คุณกุ๊กกิ๊ก จ.นครศรีธรรมราช ผู้ที่เคยมีประสบการณ์กับการเรียกใช้รถฉุกเฉิน ย้อนเล่าเหตุการณ์กับทีมข่าวถึงความจำเป็นของรถฉุกเฉิน ซึ่งสามารถช่วยต่อชีวิตลมหายใจของพ่อเธอให้อยู่ด้วยกันมาจนถึงวันนี้

“เหตุเกิดเมื่อวันที่ 4 ม.ค. 61 คุณพ่อเส้นเลือดในสมองแตก มือไม่มีแรงซีกหนึ่ง ถือจานข้าวอยู่แล้วก็ร่วง แต่ก็กินข้าวต่อ พอลุกขึ้นยืนแล้วล้ม เพราะไม่มีแรงไปซีกหนึ่ง ทีแรกว่าจะเอารถพาไปโรงพยาบาลเอง แต่เห็นอาการของพ่อเป็นหนัก เลยเรียกรถฉุกเฉินของมูลนิธิใต้เต็กเซี่ยงตึ๊ง เพราะมีอุปกรณ์พร้อม เครื่องมือครบ ระหว่างทางเจ้าหน้าที่ก็ให้ออกซิเจนพ่อ พร้อมแจ้งทางโรงพยาบาล บอกอาการให้ตลอดเวลา เมื่อไปถึงก็ได้เข้ารักษาห้องฉุกเฉินทันที สุดท้ายพ่อก็ปลอดภัยดี นี่ ถ้าขับรถพาพ่อไปเองคงต้องไปยืนรอคิว รอตรวจรอซักประวัติ รอทำบัตร คนไข้จะแย่เสียก่อน ‪ขอบคุณรถฉุกเฉิน‪ ขอบคุณพี่ๆ อาสาทุกคนค่ะ”

อย่างไรก็ดี แม้ คุณกุ๊กกิ๊กจะเคยเจอเจ้าหน้าที่อาสาบางคน บางคัน เปิดไฟไซเรนเล่น โดยที่ไม่มีเหตุร้าย ไม่มีคนไข้ ซึ่งก็ทำให้บางคนไม่ค่อยหลบทาง เมื่อเกิดเหตุร้ายขึ้นจริงๆ แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์กับพ่อของเธอดังที่เล่ามา เมื่อมีรถกู้ภัย กู้ชีพ หรือรถพยาบาลเปิดหวอ เปิดไฟ เธอหลบทางให้ทุกครั้ง เพราะถ้ามีคนป่วยจริงอย่างที่พ่อเป็น หากไป รพ.ช้ากว่านี้อาจอันตรายถึงขั้นพิการหรือเสียชีวิตได้ บางครั้งเจอคนไม่หลีกทางก็ช่วยบีบแตรบอกคันหน้าอีกด้วย

คนป่วยต้องการไป รพ.ให้เร็วที่สุด ฉะนั้นขอให้ทุกคนช่วยหลบหลีก เปิดทางให้กับรถฉุกเฉินทุกชนิด อย่าไปอคติ ใจเขาใจเรา น้ำใจคือสิ่งที่ค้ำจุนให้สังคมนี้ยังไม่เป็นมิคสัญญี ใครจะรู้ วันหนึ่ง ตัวเรา หรือคนที่เรารัก อาจจะอยู่ในรถพยาบาลหรือ รถกู้ชีพ กู้ภัย บ้างก็ได้

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้