วันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สนช.ถกยาว 4 ชม.ลดอาชีพ ส.ว.เหลือ 10 กลุ่ม โยน กกต.ตั้งกฎกันฮั้ว

สนช.ถก ม.11 กฎหมาย ส.ว.เกือบ 4 ชม.หลังมีมติ 166 ลดเหลือ 10 กลุ่มอาชีพนั่ง ส.ว.อ้างคำนวณง่าย โยน กกต.ทำคลอดกติกากันล็อกเก้าอี้

เมื่อวันที่ 26 ม.ค.61 ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) โดยมี นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ทำหน้าที่ประธานในการประชุม เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งวุฒิสภา(ส.ว.) ในวาระ 2 และ 3 ทั้งนี้ ในมาตรา 11 การแบ่งกลุ่มวิชาชีพนั้น นายชาติชาย ณ เชียงใหม่ ในฐานะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) ชี้แจงว่า รัฐธรรมนูญกำหนดในวรรคแรกของมาตรา 107 โดยให้แนวคิดว่า ส.ว.ต้องมีวิชาชีพที่หลากหลาย ดังนั้นการแบ่งกลุ่มจึงต้องมีความหลากหลายในส่วนต่างๆ เพื่อให้มีโอกาสได้รับเลือกเป็น ส.ว.ซึ่งตามทฤษฎีนั้นประเทศเรามีอาชีพ 240 กลุ่ม จึงน่าจะมี 240 กลุ่ม แต่ในทางปฏิบัติทำไม่ได้ เมื่อ กรธ.มีการถามประชาชนก็เห็นพ้องกันว่า ควรจะมี 20 กลุ่ม ทั้งนี้ทุกคนทุกวิชาชีพจะต้องมีโอกาสได้เข้ามาเป็นวุฒิสภา อย่างไรก็ตามร่างเดิมของ กรธ.นั้น กำหนดกลุ่มอาชีพไว้ 20 กลุ่ม โดยใช้หลักการนำเอากลุ่มคนที่มีความรู้ความสามารถ ในแนวทางที่ใกล้เคียงกันมาจับเป็นกลุ่ม

ด้าน นางสุวรรณี สิริเวชชะพันธ์ สมาชิก สนช.อภิปรายว่า ร่างเดิมที่ กรธ.เสนอมามีสัดส่วนของกลุ่มสตรีอยู่ใน ส.ว.ร้อยละ 14.5 ของสมาชิกทั้งหมด ซึ่งสัดส่วนตรงนี้ถือเป็นการร่างกฎหมายที่ทันสมัยสำหรับสิทธิสตรี แต่กรรมาธิการฯแก้ไขโดยนำกลุ่มสตรีไปรวมไว้กลับกลุ่มผู้สูงอายุ ผู้พิการ และกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งกลุ่มเหล่านี้เป็นกลุ่มคนที่มีอัตลักษณ์ ตนรู้สึกตกใจที่มีการเอากลุ่มสตรีมารวมกับกลุ่มอัตลักษณ์ ซึ่งเป็นเรื่องที่บอบบาง ดังนั้นเราต้องเสริมสร้างผู้หญิงในรัฐสภาอย่างเท่าเทียม โดยควรมีสัดส่วนผู้หญิงที่เท่ากับผู้ชาย

ขณะที่ นายสมชาย แสวงการ สมาชิก สนช.อภิปรายว่า การได้มาซึ่ง ส.ว.ยังมีปัญหา อาจทำให้เกิดการบล็อกโหวตในกลุ่มวิชาชีพได้ เพราะมีการจัดกลุ่มในรูปแบบที่ไม่ถูกต้อง อาจเกิดปัญหาและทำให้บ้านเมืองเกิดวิกฤติได้ในอนาคต จึงอยากเสนอให้ประชาชนเป็นผู้เลือกจัดกลุ่มอาชีพด้วยก่อนที่ คสช.จะเป็นผู้เลือก ส.ว.เพื่อให้ได้ ส.ว.ที่เป็นบุคคลที่มาจากผู้แทนของประชาชนอย่างแท้จริง ส่วนการแบ่งกลุ่มอาชีพนั้นตนเห็นด้วยกับเจตนารมณ์ที่ต้องการได้กลุ่มอาชีพที่หลากหลาย แต่การออกแบบให้มี 20 กลุ่มนั้น ถือว่าไม่ได้สะท้อนถึงความหลากหลายของอาชีพอย่างแท้จริง ทำให้เกิดการบล็อกโหวตได้ง่าย เพราะบางกลุ่มมีประชากรจำนวนหลักร้อย ขณะที่จำนวนผู้ทรงคุณวุฒิในแต่ละกลุ่มก็แตกต่างกัน อาจเป็นการเปิดโอกาสให้กลุ่มการเมืองสามารถส่งผู้แทนเข้ามาเป็น ส.ว.จำนวนมากได้ อย่างไรก็ตามการที่ตนเสนอให้เหลือ 10 กลุ่มนั้นไม่ได้ต้องการอยากจะเป็น ส.ว.ตามที่มีคนกล่าวหา ไม่ต้องกังวลว่าจะเป็นการอภิปรายเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับตัวเอง แต่ตนเห็นว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะชี้ชะตาอนาคตของประเทศ หากไม่พิจารณาให้ดีจะทำให้เกิดปัญหาว่า ผู้ที่มาเป็น ส.ส.และ ส.ว.มาจากกลุ่มเดียวกัน

นายสมคิด เลิศไพรฑูรย์ ประธานกรรมาธิการฯ ชี้แจงว่า จำนวนกลุ่มตามร่างเดิมที่ กรธ.ร่างมา 20 กลุ่ม มีผู้สงวนความเห็นไว้ 5 กลุ่มกับ 10 กลุ่ม แต่หลักการของรัฐธรรมนูญคือต้องให้ครอบคลุมทั้งหมด ทุกคนสามารถเข้าทุกกลุ่มได้ แต่ 5 กลุ่มนั้นน้อยเกินไป เพราะกลุ่มน้อยจะทำให้มีการฮั้วง่ายขึ้นหรือไม่ ถ้ามากกลุ่มการฮั้วหรือการบล็อกก็จะยากขึ้นกว่าเดิม ทั้งนี้กรรมาธิการฯมองว่า 20 กลุ่มนั้นละเอียดเกินไป จึงเอา 20 กลุ่มเป็นตัวตั้งแล้วพิจารณาใหม่เหลือ 15 กลุ่ม ส่วนกลุ่มสตรีนั้นมีหลายประเทศที่ไม่ได้กำหนดสตรีเป็นกลุ่มเฉพาะ แต่เอาไปรวมกับกลุ่มอื่นซึ่งก็มีสตรีเข้ามาทำงานในสภาฯได้อย่างไม่เป็นปัญหา ดังนั้นสตรีของเรามีความรู้ความสามารถ เชื่อว่า ส.ว.ครั้งนี้สตรีจะเข้าไปนั่งในสภาฯ ได้อย่างไม่เป็นปัญหา ทั้งนี้ไม่ติดใจหากจะลดจำนวนกลุ่มเหลือเพียง 10 กลุ่ม  

ขณะที่ นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิก สนช.อภิปรายว่า แม้การแบ่งกลุ่มเป็น 20 กลุ่มจะดูว่ามีการลักลั่นในเชิงประเด็นและเชิงตัวแทน แต่คนยากจน คนพิการ และผู้ด้อยโอกาสยังถูกขมวดปมให้อยู่ในจุดเล็กๆ ขณะที่การเลือกไขว้กันนั้นก็ยิ่งทำให้กลุ่มผู้ด้อยโอกาส สตรี คนพิการ คนที่ทำงานด้านสังคม มีโอกาสน้อยลงไปอีก ดังนั้นการแบ่งเป็น 20 กลุ่ม จึงน่าจะมีความหลากหลายทางอาชีพได้มากที่สุด

นายสมคิด จึงชี้แจงอีกครั้งว่า หลังจากที่ฟังสมาชิกอภิปรายและได้มีการหารือกันนอกรอบแล้วเห็นว่า 20 กลุ่มที่กรธ.เสนอมานั้นคิดว่ามากเกินไป ส่วน 15 กลุ่มที่กรรมาธิการฯ เสนอ และยังมีตัวเลือกอีกคือ 10 กลุ่มและ 5 กลุ่มนั้น  เมื่อหารือกันแล้วเห็นว่า ควรจะมี 10 กลุ่มก็น่าจะพอกับการคำนวณ เพราะจะได้กลุ่มละ 20 คน ขณะที่ 15 กลุ่มนั้นจะมีปัญหา เพราะจะมีกลุ่มละ 13 คน ซึ่งถือว่าไม่ลงตัวและลำบากต่อการคำนวณ ดังนั้น จึงนำ 20 กลุ่มมาแบ่งใหม่เป็น 10 กลุ่มได้แก่ 1.การบริหารราชการแผ่นดินและความมั่นคง ได้แก่ ผู้เคยเป็นข้าราชการ เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรืออื่นๆ ในทำนองเดียวกัน 2.กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ได้แก่ ผู้เป็นหรือเคยเป็นผู้พิพากษา อัยการ ตำรวจ ผู้ประกอบวิชาชีพด้านกฎหมาย หรืออื่นๆ ในทำนองเดียวกัน 3.การศึกษา และการสาธารณสุข ได้แก่ ผู้เป็นหรือเคยเป็นครู อาจารย์ นักวิจัย ผู้บริหารสถานการศึกษา บุคคลากรทางการศึกษา ผู้เป็นหรือเคยเป็นแพทย์ทุกประเภท เทคนิคการแพทย์สาธารณสุข พยาบาล เภสัชกร หรืออื่นๆ ในทำนองเดียวกัน

นายสมคิด กล่าวต่อว่า 4.อาชีพกสิกรรม ปลูกพืชล้มลุก ทำนา ทำสวน ป่าไม้ ปศุสัตว์ ประมง หรืออื่นๆ ในทำนองเดียวกัน 5.พนักงาน ลูกจ้าง ซึ่งไม่ใช่ส่วนราชการหรือหน่วยงานรัฐ ผู้ใช้แรงงาน ผู้ประกอบวิชาชีพ ผู้ประกอบวิชาชีพอิสระ หรืออื่นๆ ในทำนองเดียวกัน 6.ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสิ่งแวดล้อม ผังเมือง อสังหาริมทรัพย์ สาธารณูปโภค ทรัพยากรธรรมชาติ พลังงาน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การสื่อสาร การพัฒนานวัตกรรม หรืออื่นๆ ในทำนองเดียวกัน 7.ประกอบกิจการขนาดกลางและขนาดย่อม และผู้ประกอบกิจการอื่นๆ ผู้ประกอบธุรกิจ หรืออาชีพด้านการท่องเที่ยว ได้แก่ ผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยว  มัคคุเทศก์ ผู้ประกอบกิจการหรือพนักงานโรงแรม ผู้ประกอบการอุตสาหกรรม หรืออื่นๆ ในทำนองเดียวกัน 8.สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการหรือทุพพลภาพ กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มอัตลักษณ์ 9. ศิลปวัฒนธรรม ดนตรี การแสดงและบันเทิง นักกีฬา สื่อสารมวลชน ผู้สร้างวรรณกรรม หรืออื่นๆ ในทำนองเดียวกัน และ 10.กลุ่มอื่นๆ ทั้งนี้ กรรมาธิการเสียงข้างมากเห็นว่า การนำ 20 กลุ่มที่กรธ.เสนอมาแบ่งใหม่นั้นถือเป็นสายกลางแล้ว

จากนั้นเวลา 11.30 น. นายพรเพชร ได้แจ้งกับที่ประชุม สนช.ว่า การอภิปรายจากนี้ไปควรที่จะมีการหารือกันเฉพาะผู้ที่แปรญัตติไว้หรือไม่ เพราะเกรงว่าจะพิจารณาให้เสร็จได้ไม่ทันในวันนี้

ในเวลาต่อมา นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ สมาชิก สนช.จึงลุกขึ้นอภิปรายว่า ไม่มีเหตุผลว่าที่ลดเหลือ 10 กลุ่มนั้นดีกว่า 15 กลุ่มที่เสนอไว้ก่อนหน้าที่อย่างไร ทั้งๆ ที่เสนอมา 15 กลุ่ม แต่เมื่อมีสมาชิกเสนอ 10 กลุ่มกรรมาธิการฯก็เอาด้วย เห็นด้วยทันทีโดยไม่มีเหตุผลเลย การขยายเวลาบังคับใช้กฎหมาย ส.ส. 90 วัน ยังมีเหตุผลดีกว่าด้วยซ้ำ
               
นายสมคิด จึงชี้แจงอีกครั้งว่า กรรมาธิการฯคิดว่า กรธ.เองก็อธิบายไม่ได้ว่าทำไมต้องแบ่งเป็น 20 กลุ่ม จะดีกว่าหรือไม่อย่างไร เพราะหากถามว่าการแบ่งเป็น 20 กลุ่มตามที่ กรธ.เสนอมานั้นรอบคอบแล้วหรือไม่ก็คงไม่ ไม่เช่นนั้นคงจะไม่มีเสียงวิจารณ์ ขณะที่กรรมาธิการฯ เห็นว่าการแบ่ง 10 กลุ่มน่าจะดีเพราะคำนวณง่าย และการลดเหลือ 10 กลุ่มกรรมาธิการฯก็ไม่ได้ไปตัดสิทธิ์กลุ่มใด ไม่ได้ไปตัดสิทธิ์ใครทั้งสิ้น ยังมีครบทุกกลุ่มอาชีพอยู่ ทั้งนี้การแบ่งกลุ่มนั้นไม่ว่าจะ 10 กลุ่มหรือ 20 กลุ่มก็มีการฮั้วหรือการล็อกได้ไม่มากก็น้อยเหมือนกัน แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ที่จะต้องกำหนดกติกาด้วย
             
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังที่ประชุม สนช.อภิปรายมาตรา 11 นานเกือบ 4 ชั่วโมง ที่ประชุมจึงได้ลงมติเห็นด้วยกับการแก้ไขของกรรมาธิการฯ ที่ให้มีเพียง 10 กลุ่ม ด้วยคะแนนเห็นชอบ 166 ต่อ 35 เสียง และงดออกเสียง 5 เสียง

สนช.ถก ม.11 กฎหมาย ส.ว.เกือบ 4 ชม.หลังมีมติ 166 ลดเหลือ 10 กลุ่มอาชีพนั่ง ส.ว.อ้างคำนวณง่าย โยน กกต.ทำคลอดกติกากันล็อกเก้าอี้ 26 ม.ค. 2561 13:25 ไทยรัฐ