วันพฤหัสบดีที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

กะเทาะเปลือก “หลุยส์ วิตตอง” มีเงินอย่างเดียวก็ซื้อไม่ได้!!

ไม่ว่าจะผ่านหน้าร้าน “หลุยส์ วิตตอง” ประเทศไหน ก็มีแต่คนเข้าคิวรอยาวเหยียดเป็นชั่วโมงๆ นอกจากจะเป็นแบรนด์เนมฮิตฮอตอันดับหนึ่งที่เป็นที่ใฝ่ฝันของหนุ่มสาวทั่วโลก “หลุยส์ วิตตอง” ยังเป็นแบรนด์เนมที่มีมูลค่าการตลาดสูงปรี๊ดถึง 28,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และยังคงยืนหยัดเหนือกาลเวลา ทั้งๆที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1854

ความสำเร็จของหลุยส์ วิตตอง และ LVMH กลุ่มธุรกิจแบรนด์เนมทรงอิทธิพลที่สุดแห่งยุค อยู่นอกเหนือตำราทุกเล่มในโลก เพราะมันคือพรสวรรค์ล้วนๆของ “แบร์นาร์ด อาร์โนลต์” ที่สามารถชุบชีวิตแบรนด์ดังเก่าแก่ที่มีศักยภาพ แต่กิจการร่อแร่กำลังจะหมดลมหายใจ ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง และไม่ใช่แค่ฟื้นคืนชีพเฉยๆ แต่ยังทำกำไรมหาศาล กลายเป็นสินค้าฮิตฮอตติดลมบน เป็นที่ใฝ่ฝันของแฟชั่นนิสต้าทั้งโลกด้วย

“อาร์โนลต์” ไม่ได้เกิดมาบนกองเงินกองทอง แต่เป็นเพียงหนุ่มฝรั่งเศสที่เกิดในครอบครัวชนชั้นกลาง ร่ำเรียนจบด้านวิศวกรรมศาสตร์ และมาช่วยกิจการรับเหมาก่อสร้างของที่บ้าน เขาเป็นคนกล้าคิดกล้าลุยตั้งแต่หนุ่ม ทำงานกับพ่อได้ไม่กี่ปี ก็โน้มน้าวให้พ่อเปลี่ยนไปจับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แทน ภายในเวลาแค่ 6 ปี สามารถพิสูจน์ฝีมือให้พ่อเห็น จนยกตำแหน่งซีอีโอบริษัทให้ลูกชายเป็นคนสานต่อกิจการ

ในยุคของประธานาธิบดีฟรองซัวส์ มิตแตร์รองด์ เกิดความผันผวนทางการเมืองและเศรษฐกิจไปทั่วประเทศ ส่งผลให้ธุรกิจเก่าแก่ของฝรั่งเศสตกอยู่ในฐานะยากลำบาก โดยเฉพาะธุรกิจสิ่งทอได้รับผลกระทบหนักหน่วงสุด งานนี้ “อาร์โนลต์” มองเห็นโอกาสทองในวิกฤติ เพราะถือเป็นจังหวะดีที่จะเข้าซื้อธุรกิจเก่าแก่ที่กำลังร่อแร่ในราคาถูกแสนถูก แบรนด์เนมแรกที่ตกมาอยู่ในมือพ่อมดแห่งโลกแฟชั่นคือ “คริสเตียน ดิออร์” ซึ่งพ่วงกิจการห้างสรรพสินค้าเก่าแก่ของกรุงปารีส “เลอ บอง มาร์เช” มาด้วย เขาใช้ฝีไม้ลายมือในการบริหารธุรกิจ ฟื้นฟูกิจการที่กำลังจะเจ๊งให้กลายเป็นบริษัทมูลค่าหลายพันล้านภายในเวลาไม่กี่ปี

ก็เพราะเป็นคนคิดใหญ่ไม่คิดเล็ก ก้าวต่อไปที่เป็นก้าวสำคัญที่สุดของ “อาร์โนลต์” คือการจับมือกับกลุ่มเบียร์กินเนส เข้าซื้อหุ้น 24% ของกลุ่ม LVMH ในปี 1988 โดยหมายมั่นปั้นมือว่าจะได้เป็นเจ้าของแบรนด์เครื่องหนังเก่าแก่ที่สุดของฝรั่งเศสอย่าง “หลุยส์ วิตตอง” ขณะเดียวกัน ก็ได้ครอบครองกิจการแชมเปญยี่ห้อดัง Moët & Chandon และคอนญักในตำนานเช่น “เฮนเนสซี” โดยใช้เวลาเพียงปีเดียวสามารถกว้านซื้อหุ้นเกือบทั้งหมดของ LVMH มาอยู่ในกำมือ กลายเป็นเจ้าของกลุ่มธุรกิจแบรนด์เนมยักษ์ใหญ่อย่างเบ็ดเสร็จในชั่วข้ามปี

นับตั้งแต่วันนั้นอาณาจักรธุรกิจของพ่อมดแบรนด์เนมก็เติบใหญ่ขึ้น สยายปีกไปทั่วจนฉุดไม่อยู่ มีแบรนด์ในเครือมากกว่า 70 แบรนด์ในปัจจุบัน รวมถึงแบรนด์เนมเก่าแก่ที่หมดปัญญาพึ่งตัวเอง ต้องวิ่งโล่มาขอใบบุญจากกลุ่ม LVMH ไม่ว่าจะเป็นสินค้าแฟชั่นและเครื่องหนัง เช่น Céline, Berluti, Kenzo, Loewe, Fendi, Givenchy, Marc Jacobs, Emilio Pucci, DKNY, Thomas Pink, Rimowa แบรนด์นาฬิกากับเครื่องประดับจิวเวลรี่อย่าง Bulgari, Chaumet, Hublot, Zenith, TAG Heuer ห้างสรรพสินค้าปลอดภาษียักษ์ใหญ่ DFS Galleria และร้านค้าปลีกเครื่องสำอางเชนใหญ่ของโลก Sephora แต่ละอย่างในมือดูดเงินจากกระเป๋าแฟชั่นนิสต้าทั่วโลกได้อย่างมากมายมหาศาล ยกเว้นการทุ่มเงินซื้อชาโตว์ไวน์เก่าแก่ที่สุดของโลกอย่าง Château d’Yquem ซึ่งทำเงินได้ไม่คุ้มลงทุน แต่มีคุณค่ามหาศาลในแง่ภาพลักษณ์แบรนด์ เพราะถือกำเนิดตั้งแต่ปี 1593 อยู่คู่วัฒนธรรมชั้นสูงของฝรั่งเศสมาหลายศตวรรษ

ปัจจุบันพ่อมดแบรนด์เนมมีอายุ 68 ปี ขึ้นแท่นมหาเศรษฐีรวยที่สุดอันดับ 7 ของโลก ด้วยสินทรัพย์ในครอบครองกว่า 69,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มีฮอบบี้แบบผู้ดีเก่าคือ การสะสมงานศิลปะชั้นยอด เขาบอกเสมอว่า เคล็ดลับความสำเร็จของการทำธุรกิจแบรนด์เนมอยู่ที่คุณภาพสินค้า เพราะสินค้าคุณภาพดีเท่านั้นจึงจะสามารถดึงดูดลูกค้าที่มีคุณภาพ คำว่า “คุณภาพ” นอกจากจะเกิดจากกระบวนการผลิตที่พิถีพิถัน และความคิดสร้างสรรค์อันเป็นเลิศ เครื่องมือสำคัญที่สุดอีกอย่างคือ แผนการตลาดที่แข็งแกร่งเหนือชั้น เน้นผลิตแต่น้อยในจำนวนจำกัด เพื่อให้สินค้าเป็นที่ตบตีแย่งชิงของแฟนๆ...เรียกว่ามีเงินอย่างเดียวก็ใช่ว่าจะซื้อได้!!

มิสแซฟไฟร์

ไม่ว่าจะผ่านหน้าร้าน “หลุยส์ วิตตอง” ประเทศไหน ก็มีแต่คนเข้าคิวรอยาวเหยียดเป็นชั่วโมงๆ นอกจากจะเป็นแบรนด์เนมฮิตฮอตอันดับหนึ่งที่เป็นที่ใฝ่ฝันของหนุ่มสาวทั่วโลก “หลุยส์ วิตตอง” 26 ม.ค. 2561 10:52