วันพุธที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

อัยการ ขีดเส้น 29 ม.ค. กปปส.ส่งหลักฐานรายงานตัว หากเบี้ยว ขู่ ออกหมายจับ

อัยการ ขีดเส้น 29 ม.ค.นี้ หลัง ผู้ต้องหา กปปส. 20 กว่าคน ไม่มีพยานหลักฐานแจ้งเหตุเบี้ยวนัดรายงานตัว ให้โอกาสส่งหลักฐานมา มิเช่นนั้นพิจารณาจากเบาไปหาหนัก เผย หากเข้าเหตุประวิงเวลา-หลบหนี ขอศาลออกหมายจับได้


เมื่อวันที่ 25 มกราคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แหล่งข่าวจากสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวถึงกรณีผู้ต้องหา 34 คน ที่ขอเลื่อนการเข้าฟังคำสั่งคดีกบฏ กปปส. เมื่อวันที่ 24 มกราคม 61 ที่ผ่านมาว่า เมื่อวานผู้ต้องหาทั้ง 34 คน ได้ยื่นหนังสือขอเลื่อนเข้ามารับฟังคำสั่งคดี ซึ่งแต่ละคนอ้างเหตุผลไม่เหมือนกัน เช่น อ้างว่า ติดสอนหนังสือ, เจ็บป่วย, ติดประชุมสภา ซึ่งบางคนก็มีการแสดงพยานหลักฐานเป็นหนังสือเชิญประชุม, ใบรับรองแพทย์ หรือใบนัดโรงพยาบาล ซึ่งอัยการก็รับพิจารณาและให้โอกาส แต่ในส่วนของบางคนที่มีการกล่าวอ้างเลื่อนลอยไม่มีพยานหลักฐานมาแสดง อัยการก็จะให้โอกาสยื่นพยานหลักฐานจนถึง‪ วันจันทร์ที่ 29 มกราคม‬ 61 ซึ่งในวันดังกล่าวก็จะมีการประชุมคณะทำงาน จะพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไร หากมีการยื่นพยานหลักฐานเข้ามา พยานหลักฐานจะพอเชื่อถือได้หรือไม่ และจะดำเนินการอย่างไร

เมื่อถามว่าผู้ต้องหาที่กล่าวอ้างลอยๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานมีประมาณกี่คน แหล่งข่าวจากสำนักงานอัยการสูงสุดกล่าวว่า ที่อ้างเหตุโดยไม่มีพยานหลักฐานมายืนยันกับอัยการ มีประมาณ 20 กว่าคน ซึ่งกลุ่มผู้ต้องหาดังกล่าวอ้างว่า ป่วย หรือติดประชุม แต่ไม่มีพยานหลักฐาน อัยการก็ให้โอกาสไปนำพยานหลักฐานตรงนี้มา เช่น อ้างว่าป่วยก็ไปหาใบรับรองแพทย์มา ซึ่งอัยการก็จะต้องพิจารณาดูอีกว่าใบรับรองแพทย์ดังกล่าว เขียนอาการป่วยไว้มากน้อยเพียงใด ป่วยจนถึงไม่สามารถเดินทางมาฟังคำสั่งได้หรือไม่ หรือถ้าเป็นการประชุมที่สำคัญ และมีการนัดล่วงหน้าไว้ก่อน และไม่อาจที่จะหลีกเลี่ยงได้ ตรงนี้อัยการจะพิจารณาอย่างละเอียด

เมื่อถามต่อว่า หากภายใน‪วันที่ 29 มกราคม‬ 61 ผู้ต้องหายังไม่สามารถส่งพยานหลักฐานมาได้ จะใช้มาตรการอย่างไรได้บ้าง แหล่งข่าวกล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่คณะทำงานจะต้องมีการประชุมในวันนั้นกันอีกครั้ง โดยจะมีการพิจารณาหลักฐานของผู้ต้องหาเป็นรายๆ ซึ่งแต่ละรายก็จะมีเหตุผลไม่เหมือนกัน ซึ่งมาตรการของเราจะมีตั้งแต่เบาไปหาหนัก

เมื่อถามต่อว่า มาตรการระดับหนักจะถึงขั้นขอศาลออกหมายจับหรือไม่ แหล่งข่าวกล่าวว่า การขอศาลออกหมายจับจะต้องดูว่ามีเหตุประวิงคดี ไปวุ่นวายกับพยานหลักฐาน หรือมีเหตุจะหลบหนีคดี ถึงจะขอออกหมายจับได้ ตรงนี้อัยการจะต้องดูหลักเกณฑ์ตามกฎหมาย ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ จะไปขอศาลออกหมายจับได้

เมื่อถามว่า อัยการมีอำนาจที่จะสามารถถอนประกันในชั้นสอบสวนได้หรือไม่ แหล่งข่าวกล่าวว่า คดีนี้พนักงานสอบสวนส่งตัวผู้ต้องหาให้อัยการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และผู้ต้องหาทุกคนก็มามอบตัวกับดีเอสไอเอง ถึงส่งมารายงานตัวชั้นอัยการ จึงมองว่าไม่มีเหตุที่จะหลบหนี ซึ่งทางพนักงานสอบสวนก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้ยื่นคำร้องฝากขัง หรือเรียกหลักทรัพย์ในการประกันตัว ที่ผ่านมาผู้ต้องหาก็มารายงานตัวตามกำหนดนัด มีครั้งนี้เพิ่งจะขอเลื่อนการฟังคำสั่งคดี จึงต้องดูว่าผู้ต้องหามีการผิดนัดกี่ครั้ง มีเหตุจำเป็นหรือพฤติการณ์ที่จะหลบหนี ไปวุ่นวายกับพยานหลักฐานจนเสียรูปคดีหรือไม่ ต้องพิจารณาหลายอย่างตามองค์ประกอบของกฎหมาย

แหล่งข่าวจากสำนักงานอัยการกล่าวต่อว่า ในวันที่ ‪14 มีนาคม‬ 61 อัยการนัดเฉพาะผู้ที่มีพยานหลักฐานประกอบการขอเลื่อน ส่วนผู้ที่หลักฐานขอเลื่อนไม่ชัดเจน หากอัยการนำตัวมาได้ และเข้าเหตุประกอบทางกฎหมาย เมื่อได้ตัวมาเราก็อาจจะนำตัวฟ้องไปก่อนเลยก็ได้ แต่ทั้งนี้ต้องดูเหตุองค์ประกอบตามกฎหมายเป็นหลักว่าอัยการจะยื่นฟ้องเขาก่อนหรือไม่ ถ้าไม่จำเป็นอัยการก็ไปรวมฟ้อง ‪14 มีนาคม‬ 61 ทีเดียว ซึ่งหลักการฟ้องนั้น หากอัยการฟ้องรวมกันทีเดียว ศาลก็จะง่ายต่อการพิจารณาหลักฐาน เพราะหากแยกกันฟ้องก็จะมีความยุ่งยาก จะต้องมายื่นคำร้องขอรวมกระบวนการพิจารณา แต่โอกาสที่ผู้ต้องหาทั้งหมดจะมารวมกันในครั้งเดียวก็ค่อนข้างยาก อัยการต้องบริหารว่าจะใช้วิธีใดในการฟ้อง

เมื่อถามว่า หากนำตัวผู้ต้องหาชุดหลังมาฟ้องได้‪ในวันที่ 14 มีนาคม‬ 61 จะขอรวมสำนวนกับจำเลยอีก 9 คนที่ถูกฟ้องไปเมื่อวันที่ 24 มกราคม 61 แล้วหรือไม่

แหล่งข่าวจากสำนักงานอัยการกล่าวว่า เรื่องนี้อัยการและศาลก็คงอยากจะให้รวมฟ้องไปในทีเดียว เนื่องจากศาลเองก็คงไม่อยากที่จะสืบพยานหลายรอบ เพราะพยานหลักฐานต่างๆ ก็เป็นชุดเดียวกัน เป็นผู้ร่วมกระทำความผิดในข้อหาเดียวกัน ตามหลักการจึงควรพิจารณาทีเดียวกัน