วันศุกร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ส่องที่เที่ยว ‘โกลกาตา’ อินเดียโปรโมตสุดฤทธิ์ ดันเป็นฮับแห่งใหม่

สมาพันธ์อุตสาหกรรมของอินเดีย หรือ Confederation of Industry (CII) ร่วมกับ กระทรวงการท่องเที่ยวแห่งรัฐเบงกอลตะวันตก เริ่มงาน ‘Destination East’ ครั้งที่ 8 ระหว่างวันที่ 18-19 ม.ค. เชิญเอเย่นต์ทัวร์จากกว่า 50 ประเทศทั่วโลกไปร่วมงาน เพื่อโปรโมตการท่องเที่ยวในรัฐเบงกอลตะวันตก และจัดให้มีทริปชมเมืองในวันที่ 20-24 ม.ค.


‘พี่ปุ๊’ คุณสมทรง สัจจาภิมุข รองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และ ผจก.ทั่วไปบริษัท เอส.เอส.แทรเวิลเซอร์วิส ได้ชักชวนนักข่าวของไทยรัฐออนไลน์ติดสอยห้อยตามไปเที่ยวชมเมืองในเวสต์เบงกอลด้วย แล้วชาวไทยรัฐจะพลาดโอกาสนี้ได้อย่างไร

การทัวร์ชมเมืองเริ่มขึ้นในวันที่ 20 ม.ค. ประเดิมที่เมือง โกลกาตา ชื่อเดิมคือ กัลกัตตา เมืองเอกของรัฐเบงกอลตะวันตกรวมทั้งเป็นเมืองหลวงเก่าของประเทศอินเดีย อายุราว 370 ปี ซึ่งถือว่าเป็นเมืองอายุน้อย แต่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและศาสนา เนื่องด้วยอินเดียเคยถูกประเทศอังกฤษเข้าปกครองในปี 1858-1947 จึงรับวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามาบ้าง โดยระหว่างนั้นเมืองหลวงของอินเดียถูกย้ายไปยังนิวเดลี (1911) ก่อนที่กัลกัตตา จะเปลี่ยนเป็นชื่อปัจจุบันในปี 2001

คณะของเราเริ่มต้นการเดินทางในวันที่ 20 ม.ค. ด้วยการโดยสารรถบัสออกจากโรงแรมหรูระดับ 5 ดาวอย่าง Westin ที่ทางผู้จัดงานตระเตรียมเอาไว้ให้ โดยสถานที่แรกที่คณะของพวกเราเดินทางไปชมคือ วัดปารัชวานาธ เชน วัดศาสนาเชนหนึ่งใน 4 แห่งในโกลกาตา ซึ่งเป็นศาสนาเก่าแก่พอๆ กับศาสนาพุทธวัดแห่งนี้เป็นหนึ่งในวัดเก่าแก่สร้างเมื่อปี ค.ศ. 1867 เพื่อไหว้พระขอพรให้การเดินทางเยือนเมืองโกลกาตาเป็นไปโดยสวัสดิภาพ

รถบัสพร้อมคณะเอเยนต์ทัวร์ 20 กว่าชีวิตเดินทางตามท้องถนนในโกลกาตาท่ามกลางเสียงแตรรถดังเป็นระยะสมคำร่ำลือ เพียงไม่นานก็ถึงวัดปารัชวานาธอันเป็นจุดหมาย โดยในขณะที่คณะเดินเท้ามาถึงซุ้มประตูทางเข้าก็มีเรื่องชวนสงสัยแล้ว เพราะเมื่อเงยหน้ามองเพดาน พบว่ามีภาพวาดประดับเป็นรูป พระอาทิตย์รายล้อมด้วยม้าสีขาว 4 ตัว โดยไกด์ อาห์นี ผู้คอยให้ความรู้ระหว่างเดินทางให้ข้อมูลว่า ภาพนี้สื่อถึงความเชื่อของชาวเชนที่ว่า พระอาทิตย์เป็นสัญลักษณ์แสดงถึง ความรู้ ส่วนม้าขาวแสดงถึง พลัง ซึ่งหมายความว่า ความรู้เป็นบ่อเกิดแห่งพลัง

ผ่านจากซุ้มประตูเข้ามาก็พบกับสวนและสิ่งปลูกสร้างสไตล์ยุโรป สร้างจากหินอ่อนซึ่งนำเข้ามาจากอิตาลี ส่วนวัสดุที่เหลือนำมาจากเบลเยียม ภายในตัววัดที่เราเข้าไปสักการะประดับด้วยกระจกสีสันสวยงาม และกระจกเงามากมาย น่าเสียดายที่ในวัดเป็นเขตห้ามถ่ายรูปจึงอดบันทึกภาพมาให้คุณผู้อ่านได้ชมกัน

จากนั้นคณะของเราได้แวะเข้าชมวัดเชนอีกแห่งที่อยู่ไม่ไกลกันมากนักมีชื่อว่าวัด สเวตัมเบอร์ ดาดาจี สร้างตั้งแต่ปี ค.ศ. 1810 ซึ่งตอนเราไปเยี่ยมชม ชาวบ้านกำลังทำอาหาร ประดับประดาอาคารด้วยผ้าหลากสีเพื่อจัดงานแต่งงานพอดีด้วย

หลังจากทัวร์วัดเชนเสร็จคณะของเราก็โดยสารรถบัสผ่านถนนที่มีการจราจรขวักไขว่ไปยังย่าน ‘กุมารตูลี’ ที่ตั้งของตลาดผลิตและค้ารูปปั้นดินขนาดใหญ่ที่สุดในทวีปเอเชีย ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็นหนึ่งใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโกลกาตาอีกด้วย และบังเอิญว่าช่วงที่พวกเราไปกำลังจะมีเทศกาล ‘สรัสวตีบูชา’ (saraswati puja) เพื่อสักการะพระแม่ สรัสวตี เทพีแห่งการศึกษาเพียงองค์เดียวของศาสนาฮินดูในวันที่ 22 ม.ค.พอดี ทำให้ตลาดคึกคักเป็นพิเศษ เต็มไปด้วยรูปปั้นพระแม่สรัสวตี และชาวบ้านที่เดินทางมาซื้อรูปปั้นเนืองแน่นไปหมด

เมื่อพูดถึงเรื่องเทพเจ้าในศาสนาฮินดู ไกด์อาห์นี มีเกร็ดความรู้เล่าให้ฟังว่า ศาสนาฮินดูมีเทพหรือเทพธิดารวมกันกว่า 333 ล้านองค์ แต่ที่โกลกาตาชาวเมืองนับถือพระแม่กาลี เป็นเทพคุ้มครอง เห็นได้จากชื่อดั้งเดิมของเมืองคือ “กาลีกาตา” ผู้หญิงในโกลกาตาจึงมีอำนาจเหนือผู้ชาย สามีจะให้ความเคารพต่อภรรยาและมารดาอย่างยิ่ง ขณะที่ทั่วอินเดียจะมีเทศกาล ‘บูชา’ เทพเจ้าเป็นประจำทุกเดือน และจะมีการปั้นรูปปั้นเทพเจ้าเพื่อใช้ในงาน พอเทศกาลสิ้นสุดชาวอินเดียก็จะนำรูปปั้นดินไปละลายในแม่น้ำ เพื่อนำดินกลับมาใช้ใหม่

ถัดจากกุมารตูลี พวกเราเดินทางต่อไปยังถนนคอลเลจ (College Street) ระยะทางรวมประมาณ 1.5 กม. ซึ่งได้รับการยกย่องเป็นศูนย์กลางแห่งวรรณกรรมของโกลกาตา เพราะถนนคอลเลจเป็นที่ตั้งของตลาดขายหนังสือมือ 2 ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย โดยเมื่อมาถึงพวกเราลงจากรถไปเดินเที่ยวชมเป็นระยะเวลาสั้นๆ เพียง 30 นาที แต่ก็ได้เห็นหนังสือจำนวนมหาศาล ทุกประเภท ทุกภาษา เรียงรายอยู่ในร้านตลอด 2 ฟากถนน สำหรับคนรักการอ่านแล้ว ที่นี่อาจเปรียบเหมือนขุมทรัพย์เลยทีเดียว

พอเดินดูหนังสือเสร็จแล้ว คณะของเราก็เดินทางไปโรงแรม เพียร์เลสส์ อินน์ เพื่อรับประทานอาหารกลางวันซึ่งเป็นบุฟเฟต์อาหารอินเดีย จากนั้นพวกเราจึงออกเดินทางต่อไปยังจุดหมายถัดไปซึ่งถือเป็นหนึ่งในไฮไลต์สำคัญของเมืองโกลกาตานั่นก็คืออนุสาวรีย์ ‘วิคตอเรีย เมโมเรียล’ ที่ไกด์อาห์นีกล่าวว่า หากมาโกลกาตาแล้วไม่มาที่แห่งนี้ก็ถือว่ามาไม่ถึง

คณะของเราเดินทางมาถึงสถานที่แห่งนี้ในเวลาประมาณ 15:00 น. สิ่งแรกที่เห็นสะดุดตาในทันทีคือสิ่งปลูกสร้างหินอ่อนขนาดใหญ่ สวน และรูปปั้นสิงโต ไกด์อาห์นี เล่าว่า อาคารหลังใหญ่นี้เริ่มก่อสร้างในปี 1906 ด้วยหินอ่อนจากเมืองมากรานา อันเลื่องชื่อ และเสร็จสิ้นในปี 1921 เพื่อรำลึกถึงสมเด็จพระราชินีวิกตอเรียแห่งอังกฤษ ที่เสด็จสวรรคตในปี 1901 โดยมีรูปหล่อสัมฤทธิ์ของควีนวิกตอเรียประทับอยู่หน้าตัวอาคารอีกด้วย ในปัจจุบัน สถานที่แห่งนี้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ และสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของทั้งโกลกาตาและอินเดียไปแล้ว


หลังจากตื่นตากับสิ่งปลูกสร้างหินอ่อนยุควิกตอเรียนไปแล้ว คณะของเราก็นั่งรถบัสมุ่งหน้าไปยังจุดหมายสุดท้าย โดยระหว่างทางพวกเราหยุดแวะพักชมวิวริมแม่น้ำคงคากับสะพานโบว์ราห์ และบูกลีด้วย

ราวครึ่งชั่วโมงต่อมาในเวลาประมาณ 17:00 น. คณะของเราก็เดินทางมาถึงสถานที่สุดท้ายที่พวกเราจะมาเยี่ยมชมในวันนี้คือ ‘มาเธอร์ เฮาส์’ (Mother House) สำนักงานใหญ่ขององค์กรการกุศล ‘Missionaries of Charity’ นอกจากนั้นยังเป็นบ้านและสถานที่ฝังศพของ นักบุญ หรือ เซนต์ เทเรซา แม่ชีจากเมืองสโกเปีย จักรวรรดิออตโตมัน (ปัจจุบันคือเมืองหลวงของประเทศมาซิโดเนีย) ผู้อุทิศตนเพื่อช่วยเหลือผู้เจ็บไข้ได้ป่วยและเหล่าเด็กๆ มาตั้งแต่ปี 1953

บรรยากาศภายในมาเธอร์ เฮาส์ นั้นสะอาดสะอ้าน และสงบเงียบ เสียงอื้ออึงของรถยนต์ที่วิ่งอยู่บนถนนด้านนอกพลันหายไปเหมือนกับไม่อยากจะรบกวนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ พวกเรายังมีโอกาสได้ชมห้องของแม่ชีเทเรซา ซึ่งเป็นห้องขนาดเล็ก มีเพียงเตียง 1 หลัง และโต๊ะเก้าอี้อีก 1 ตัว แม่ชีเทเรซานั่งทำงานในห้องนี้ทุกวันจนกระทั่งเสียชีวิตในปี 1997



ทริปท่องเที่ยว โกลกาตา ก็จบลงเพียงเท่านี้ สังเกตหรือไม่ว่า ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง พวกเราได้พบเห็นวัฒนธรรมของหลากหลายประเทศ และศาสนาถึง 3 ศาสนา (เชน, ฮินดู และคริสต์) แต่การชมเสน่ห์และสีสันของเมืองหลวงเก่าของอินเดียแห่งนี้ ไม่อาจทำได้หมดในวันเดียว ยังมีเรื่องราวและประสบการณ์ใหม่ๆ อีกมากมายที่รอให้เราไปค้นหา รวมทั้งพิสูจน์ความเชื่อต่างๆ เกี่ยวกับอินเดีย ว่าเป็นจริงตามที่ได้ยินมาหรือไม่

คุณไม่สามารถพูดได้ว่ารู้จักอินเดีย จนกว่าจะได้เดินทางมาด้วยตัวเอง ซึ่งมันอาจจะเปลี่ยนทัศนคติที่คุณมีต่อแดนภารตะไปอย่างสิ้นเชิงเลยก็เป็นได้

คุณไม่สามารถพูดได้ว่ารู้จักอินเดีย จนกว่าจะได้เดินทางมาด้วยตัวเอง ... 25 ม.ค. 2561 16:15 ไทยรัฐ