วันศุกร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ฟิล์ม เผยเรื่องลับ หลังข่าว แอนนี่ และสาเหตุที่ไม่ปฏิเสธชัดๆ แต่แรก

ฟิล์ม เผยเรื่องลับ หลังข่าว แอนนี่ และสาเหตุที่ไม่ปฏิเสธชัดๆ แต่แรก

  • Share:

หากย้อนไปเมื่อหลายปีก่อน กับกรณีที่นักแสดงสาว แอนนี่ บรู๊ค ออกมาเปิดเผยว่าพ่อของลูกตนคือพระเอกหนุ่ม ฟิล์ม รัฐภูมิ สร้างความฮือฮาให้กับวงการบันเทิงไม่น้อย เพราะหนุ่มฟิล์ม คือพระเอกเบอร์แรกๆ ของวงการบันเทิงในขณะนั้น และเมื่อหลังจากที่มีข่าวฉาว ทำให้ชีวิตที่กำลังกลับมารุ่งเรืองสุดๆ อีกครั้งของหนุ่มฟิล์ม ต้องดิ่งลงอีกครั้ง ถูกต้นสังกัดพักงานเป็นเวลา 2 ปี เพราะต้องรอเคลียร์เรื่องลูกกับแอนนี่

ซึ่งหนุ่มฟิล์มได้เปิดใจถึงชีวิตขาลงของตนเองในตอนนั้นให้กับบันเทิงไทยรัฐออนไลน์ฟังแบบหมดเปลือกว่าต้องหนีไปทำงานบริการที่ต่างประเทศในช่วงที่ไร้งาน โดยหนุ่มฟิล์มเล่าว่า

ดูเป็นแมว 9 ชีวิตเจอข่าวมาเยอะก็อยู่มาได้?
“ผมมองว่าข่าวเป็นแค่หัวข้อที่คนเอาไปพูดกัน แต่ความจริงทุกสิ่งทุกอย่างมันอยู่ที่ตัวเรา คือเราต้องชัดเจนถ้าวันนี้เราชัดเจนกับตัวเอง สังคมก็จะชัดเจนกับเรา จริงๆ แล้ววันนี้ผมเชื่อว่าวงการเราดีขึ้นตรงที่ว่าคนเริ่มเข้าใจโลกไม่เหมือนก่อน ในสมัยที่ดารามีแฟนก็ผิด

เมื่อก่อนดาราทำธุรกิจหาว่าจะโดนมองว่ากระแสตก แต่ทุกวันนี้ใครไม่มีธุรกิจเป็นของตัวเองกลับโดนด่าว่าโง่ โลกทุกวันมันเปลี่ยนไปหมดแล้ว ผมก็จะพลิกผันตัวเองไปตามกระแส เลยยังอยู่ได้ถ้าเกิดมัวแต่ยึดติดก็คงไปกับอดีตไปแล้ว”

รับมือยังไงเวลาเจอข่าวแรงๆ?
“อย่างแรกดูก่อนว่าผิดจริงมั้ย หรือว่าเราไม่ได้ผิด ถ้าเกิดเราไม่ได้ผิดเรายืนยันในสิ่งที่เราไม่ได้ผิด ขึ้นอยู่กับว่าเราเล่นอยู่กระแสอะไร ถ้าเป็นยุคที่อยู่กับกระแสที่สังคมเซ้นซิทีฟ แล้วเราเลือกพูดคำที่เป็นกลางๆ ให้เขาไปคิดเอาเอง ถ้าเราอยู่กับกระแสที่มันถูกต้องชัดเจนก็พูดแรงๆ ไปได้ เพราะสมัยนี้คนชอบอยู่แล้วคือพูดชัดเจนตรงๆ เคลียร์คัตและจบ"

ตอนนั้นทำไมไม่ชัดๆ ไปเลยว่าไม่ใช่เราแน่ๆ 

"มันเป็นเรื่องผู้หญิงและเด็ก ผมก็จะไม่พูดอะไรที่เซ้นซิทีฟเพราะผมต้องให้เกียรติบุคคลเหล่านี้ แม้กระทั่งว่ามันคือความถูกต้อง ต้องยอมรับสังคมไทยเอาความสงสารอยู่เหนือความถูกต้อง เราต้องรู้มันก่อนว่ามันคืออะไร เราก็พูดอะไรที่มันกลางๆ ให้เขาคิดเอาเอง เขาคิดไม่ได้ก็ไม่เป็นอะไร แต่เราต้องรู้ตัวเองก่อนว่าเราทำอะไร ถ้าผิดแล้วมายังมาเถียง ยังไงคนก็ไม่ให้อภัยหรอก”

ช่วงเจอกระแสแม่และเด็กเห็นว่าส่งผลกระทบด้านลบในชีวิตที่ไม่มีใครรู้เลย?
“ถูกตัดทุกงานแต่ผมไม่มองว่ามันเป็นผลกระทบเป็นสิ่งเลวร้ายกับชีวิตเป็นสิ่งที่ต้องยอมรับและเรียนรู้กับมันเพราะเป็นสิ่งที่เราทำขึ้นมาแล้ว ตอนนั้นผมก็หายไปเกือบ 2 ปีครับ จนไปเรียนต่างประเทศและกลับมา ชีวิตตอนนั้นเปลี่ยนครับ กลับไปอยู่จุดเดิมจุดแรก คือตัดขาดทุกอย่างและกลับไปเป็นคนที่ไม่มีใครรู้จัก

ผมต้องไปเป็นเด็กเสิร์ฟอาหารอยู่ต่างประเทศ ไปที่ประเทศอังกฤษ คนไทยที่ไปเที่ยวไปเจอก็ถ่ายรูปผม บางคนก็งงว่าทำไมผมถึงมาทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟอยู่ที่นี่ นอกจากทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟ ตอนนั้นผมได้กลับไปเรียนซึ่งชีวิตเหล่านั้นเราไม่ได้สัมผัสมาตั้งแต่อายุ 17 ที่เข้าวงการ หลังจากที่เจอเรื่องข่าวนั้นก็ได้ไปเรียนใหม่ได้เจอเพื่อน ได้เจอสังคมใหม่มันก็สนุกดี

ผมไม่อายที่ไปทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟ จริงๆ จะคนไทยหรือฝรั่ง แม้จะรวยให้ตายยังไงไปอยู่ที่นู้นก็ต้องดูแลตัวเงอ ทำงานเสิร์ฟ มันเป็นเรื่องปกติของคนที่นั่น และผมก็คือคนๆ นึงไม่ใช่เทวดาและไม่เคยมองว่าตัวเองเป็นดาราก็เป็นคนใช้ชีวิตคนนึงเท่านั้นเอง”

จากที่เป็นซุป'ตาร์แล้วต้องกลับไปเป็นคนธรรมดา ไม่มีงาน ต้องปรับเปลี่ยนชีวิตยังไง?
“ต้องขอบคุณทางครอบครัวที่สอนให้ผมเป็นคนธรรมดามาตลอดทั้งชีวิต เขาไม่เคยสอนผมเป็นซุป'ตาร์หรือเป็นคนพิเศษกว่าคนอื่นเลยและเมื่อเจอเหตุการณ์โดนพักงานแบบนี้มันเลยทำให้ไม่ยึดติดกับอะไร”

ช่วงที่เป็นข่าวเจอคำถามเรื่องนั้นมากแค่ไหน?
“ก็โดนถามเรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมดาครับ มันเป็นเรื่องที่ต้องถูกถามอยู่แล้ว เขาก็จะถามเรื่องราวเป็นอย่างไรบ้าง ผมก็เล่าในมุมของผมว่ามันเป็นยังไง และผมไม่เครียดด้วยเวลาโดนคนถาม ถามมาก็ตอบไปในมุมของเราเอง”

จากที่เรื่องหายไปนานแล้วประเด็นแม่กับลูกกลับมาอีกครั้งรู้สึกยังไง?
“ผมมองเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว เพราะว่ามันต้องอยู่กับผมตลอด ช่วงที่กระแสข่าวกลับมาอีกครั้งก็มีคนส่งเข้ามาให้ดู ผมก็รู้สึกแค่ว่า กลับมาอีกแล้วเหรอ”

แต่ครั้งนี้คนเข้าข้างฟิล์ม?
“ครับ ก็มันจากที่ผมก็ไม่ได้ไปยินดียินร้าย แค่อ่านก็ได้เข้าใจแล้วว่าเกิดอะไร แต่ว่าเขาก็เชียร์กันใหญ่ ซึ่งผมก็ดีใจนะที่เขาคิดถึงผม และเหมือนพยายามปลุกกระแสขึ้นมาสนับสนุนงาน มาคิดถึงฟิล์มกันเถอะ ตรงนั้นผมขอบคุณที่คิดถึง

บางคนพูดเรื่องเพลงผม ละคร หนังเก่าๆ ที่ผมเล่น ผมดีใจมันทำให้ได้อ่านและได้ย้อนไปถึงอดีตด้วยว่าเคยเล่นเรื่องนี้ เขาระดมกันจนติดอันดับหนึ่งของทวิตเตอร์เป็นแสนๆ และกลายเป็นข่าวขึ้นมา

แต่ว่าอีกมุมหนึ่งนั้นผมไม่ได้ตื่นเต้นอะไร หรือดีอกดีใจเลย ผมกลับสงสารอีกฝ่ายด้วยซ้ำ คือเรื่องมันผ่านไปแล้ว และผมก็เคยพูดแล้วว่าถ้าวันหนึ่งคุณไม่ให้ความชัดเจนกับสังคม สังคมจะถามคุณอย่างนั้นแหละ แต่ถ้าให้ความชัดเจนแต่แรกมันจะจบแต่แรก ตัวผมชัดเจนเสมอ ผมไม่เคยโกหกหรือหลอกลวงใคร แต่ว่าคำพูดผมอาจจะพูดกลางๆ”

ตั้งแต่เกิดข่าวอีกฝ่ายได้ติดต่อมาหามั้ย?
“ไม่มีครับ ผมมองว่าทุกคนมีชีวิตที่ดีขึ้นกันหมดแล้ว มันคงไม่มารื้อฟื้นกัน ไม่ต้องมานั่งพูดคุยเรื่องเก่า เพราะมันไม่เกี่ยวอะไรกันแล้ว เราไม่ได้ติดต่อหรือคุยกันตั้งแต่ครั้งสุดท้ายที่เคลียร์เรื่องข่าวแล้วครับ”.

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้