วันอังคารที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

รัฐบาล : ตัวปัญหาค่าจ้างขั้นตํ่า


หลังจากที่ คณะกรรมการกลางค่าจ้าง มีมติให้ ปรับค่าจ้างขั้นตํ่าทั่วประเทศ 5–22 บาท ก็มีเสียงค้านจากนายจ้างลูกจ้างที่มีความเห็นแตกต่างกันทันที คุณกลินทร์ สารสิน ประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ทำจดหมายถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ขอให้ทบทวนก่อนประกาศใช้เป็นทางการในวันที่ 1 เมษายน 2561 เพราะค่าจ้างขั้นตํ่าที่ปรับขึ้น สูงกว่าที่คณะอนุกรรมการจังหวัดเสนอถึง 92% ของจังหวัดทั้งหมด

ก็ไม่รู้ผิดพลาดมากมายเกือบ 100% ขนาดนี้ได้อย่างไร

ความผิดพลาดที่เกิดขึ้น คุณกลินทร์ บอกว่า ส่งผลกระทบต่อ 35 จังหวัด ที่คณะอนุกรรมการค่าจ้างจังหวัด ไม่ได้เสนอให้ปรับขึ้นค่าจ้าง เช่น จังหวัดระยอง ที่คณะอนุกรรมการให้คงอัตราค่าจ้างขั้นตํ่าเท่าเดิมที่ 308 บาทต่อวัน ซึ่งเป็นอัตราเดิมของปี 2560 แต่ประกาศค่าจ้างปี 2561 กลับปรับเพิ่มเป็น 330 บาทต่อวัน จึงไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของเศรษฐกิจ ส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตร ภาคบริการ และผู้ประกอบการเอสเอ็มอี

คุณพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานคณะกรรมการแรงงานฯ สภาหอการค้าไทยฯ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า 35 จังหวัดที่ไม่ขอปรับขึ้นค่าจ้าง เช่น พะเยา เลย ยโสธร เพชรบูรณ์ ชัยนาท อุตรดิตถ์ ส่วนใหญ่เป็น เกษตรกร ธุรกิจเอสเอ็มอี มีอุตสาหกรรมไม่มาก โดยเฉพาะ จังหวัด ระนอง มีแรงงานไทยไม่เกิน 10% ไม่มีอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ส่วนใหญ่ เป็นเกษตรกร การปรับค่าแรงขั้นตํ่าจึงต้องคำนึงถึงเศรษฐกิจท้องถิ่นด้วย

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็ออกมาพูดในเรื่องนี้ว่า ไม่มีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นตํ่ามา 3 ปีแล้ว ผมไม่รู้ว่าข้อมูลของนายกฯผิดหรือเปล่า เพราะ คุณกลินทร์ สารสิน ประธาน กกร.ระบุว่า มีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นตํ่าไปแล้วเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2560 ดังนั้นการปรับค่าจ้างในปี 2561 จึงควรอยู่ในอัตราที่เหมาะสม

พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีแรงงานก็ยอมรับว่า การขึ้นค่าจ้างทุกจังหวัดตั้งแต่ 5–22 บาท เพิ่มสูงขึ้นถึง 5% จัดว่าสูงที่สุดในรอบ 5 ปี ซึ่งเป็นการพิจารณาด้วยข้อมูลรอบด้านอย่างรอบคอบ กำลังอยู่ในขั้นตอนเสนอ ครม.เห็นชอบ เพื่อให้มีผลบังคับใช้วันที่ 1 เมษายน 2561 ส่วนที่มีผู้ออกมาเรียกร้องให้ปรับเท่ากันทั่วประเทศ ขออย่าเคลื่อนไหวในเชิงการเมือง

ค่าจ้างขั้นตํ่า เป็นค่าจ้างสำหรับ แรงงานที่ไร้ฝีมือ ส่วนแรงงานที่มีฝีมือ ได้ค่าจ้างสูงกว่าเยอะ โดยไม่ต้องมีกฎหมายบังคับ นายจ้างก็ยินดีจ่าย แค่โบกปูนฉาบตึกได้ ก็ถือเป็นแรงงานมีฝีมือแล้ว ได้ค่าจ้างเกินวันละ 330 บาทอยู่แล้ว ผมจึงเห็นด้วยกับ กกร.ว่า การปรับขึ้น ค่าจ้างขั้นตํ่า ควรปรับตามสภาพเศรษฐกิจและสังคมในแต่ละจังหวัด ไม่ใช่ปรับขึ้นเพื่อให้ประชาชนพอใจ หรือปรับขึ้นเท่ากันทั่วประเทศ บางจังหวัดที่ทำการเกษตรเป็นหลัก ค่าจ้างยิ่งแพง เกษตรกรยิ่งตาย เมื่อ 5–6 ปีก่อนขายข้าวได้ตันละ 15,000 บาท วันนี้ขายข้าวได้ราคาดีที่สุดตันละ 8,000 บาท แต่ค่าแรงกลับเพิ่มขึ้น ผมคิดว่า พล.อ.ประยุทธ์ ควรทบทวนตามที่ กกร.เสนอให้ครบถ้วนทุกด้าน

ยิ่งในวันนี้ เครื่องจักรทำงานแทนคนได้มากขึ้น แม้เป็นแรงงานมีฝีมือในโรงงาน ก็ยังเสี่ยงที่จะตกงาน วันก่อน โรงสีข้าวเจี่ยเม้ง จังหวัดนครราชสีมา ก็เพิ่งประกาศลดพนักงานลง 10–15% ทั้งๆที่มีพนักงานแค่ 275 คน เพื่อเอาเครื่องจักรมาทำงานแทน ยังไม่นับ ลูกจ้างชั่วคราวอีก 2,000 กว่าคน ที่จ้างงานตามฤดูกาล

การขึ้นค่าจ้างขั้นตํ่าที่มีปัญหาทุกครั้ง ผมคิดว่าเป็นเพราะ “รัฐบาลขาดข้อมูล” ที่เป็น “บิ๊กดาต้า” ในแต่ละจังหวัด จึงไม่มีข้อมูลสนับสนุนเพียงพอ ปี 2560 เงินเฟ้อเฉลี่ยทั่วประเทศเพิ่มขึ้น 0.66% แต่รัฐบาลจะขึ้นค่าจ้าง 5% ตัวเลขจึงสวนทางกัน ถ้าขึ้นค่าจ้าง ตามเงินเฟ้อแต่ละจังหวัดทุกปี ผมคิดว่าเศรษฐกิจทุกจังหวัดจะดีกว่านี้ ปัญหาจึงอยู่ที่ “รัฐบาลไม่มีข้อมูล” จึงสร้างปัญหาตลอดมา อย่าไปโทษใครเลย.

“ลม เปลี่ยนทิศ”