วันอาทิตย์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ย้อนเหตุ กปปส. ปิดเมือง โค่นรัฐบาลยิ่งลักษณ์ จี้ปฏิรูปฯ นำพาข้อหากบฏ

ย้อนเหตุการณ์ กปปส. ประกาศปิดเมือง โค่นรัฐบาลยิ่งลักษณ์ จี้ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ถึงวินาทีอัยการ คงความเห็น สั่งฟ้องลุงกำนัน-พวก ข้อหากบฏ

'ไทยรัฐออนไลน์' พาไปย้อนเหตุการณ์ คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ กปปส. ภายใต้การนำของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ หรือ 'ลุงกำนัน' แกนนำคนสำคัญ ที่ประกาศโค่นรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เมื่อปี 2556 ต่อปี 2557 ซึ่งในครั้งนั้นมีผู้ออกมาสนับสนุนลุงกำนันอย่างล้นหลาม 

ย้อนไปปลายปี 2556 สถานการณ์ทางการเมืองไทยไม่สู้ดีนัก ส.ส.พรรคเพื่อไทย นำโดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับเหมาเข่ง เข้าสภาฯ ก่อให้เกิดกระแสต่อต้าน และการชุมนุมคัดค้านครั้งใหญ่ ก่อนกระแสมวลชนยกระดับข้อเรียกร้อง จากถอนร่าง พ.ร.บ.นิรโทษฯ เป็นการบังคับให้รัฐบาลลาออก กระทั่งรัฐบาลประกาศยุบสภา ก็มีการเรียกร้องให้ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ซึ่งมี กปปส. พร้อมกลุ่มมวลชน ขวางไม่ให้เกิดการเลือกตั้งขึ้น

ทั้งนี้ มวลชนที่เชื่อมั่นในตัว นายสุเทพ หรือ ลุงกำนัน ได้ออกมาร่วมชุมนุม ทำให้บรรยากาศที่สวนลุมพินี ช่วงเช้าวันที่ 29 มี.ค. 57 เป็นไปด้วยความคึกคัก ซึ่ง นายสุเทพ นัดหมายออกเดินขบวนไปยังลานพระบรมรูปทรงม้า

ทั้งนี้ เมื่อขบวนเคลื่อนถึงลานพระบรมรูปทรงม้า นายสุเทพ ได้ประกาศเจตนารมณ์ จะร่วมกันขจัดระบอบทักษิณให้หมดสิ้น และจะร่วมกันปฏิรูปประเทศไทย เปลี่ยนแปลงประเทศให้มีการปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยสมบูรณ์แท้จริง โดยจะทำทุกอย่างด้วยหลักสันติ สงบ อหิงสา

ซึ่งแม้จะมีการประกาศว่า จะเคลื่อนไหวอย่างสงบ สันติ อหิงสา แต่ในช่วงระหว่างที่มีการชุมนุมนั้น พบว่าเกิดเหตุป่วนขึ้นหลายต่อหลายครั้ง ทั้งการปาระเบิด หรือการยิงใส่กลุ่มผู้ชุมนุม 

ขณะที่ความเคลื่อนไหวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้เดินทางออกจากกรุงเทพฯ ตั้งแต่ช่วงค่ำวันที่ 28 มี.ค. 57 ซึ่งคนใกล้ชิดเปิดเผยว่า การที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ต้องตัดสินไป จ.เชียงใหม่ กลางดึก เนื่องจากไม่ไว้ใจสถานการณ์การเมือง 

ด้าน นายสุเทพ ขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่อีกครั้ง ประกาศเจตนารมณ์ชัดเจนและเด็ดขาดว่า ไม่ยอมให้มีการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้อีกเป็นอันขาด นอกจากจะปฏิรูปประเทศให้เรียบร้อยก่อน ซึ่งต้องการสื่อไปถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และฝ่าย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่ต้องการให้มีการเลือกตั้ง

จนเเล้วจนรอด ในวันที่ 9 พ.ค. 2557 นายสุเทพ และแกนนำ กปปส.ได้เปิดฉากการประท้วงอีกครั้งที่เรียกว่า 'การต่อสู้ครั้งสุดท้าย' หากไม่ได้รับชัยชนะจะไม่เลิกชุมนุมเด็ดขาด โดยเข้าควบคุมพื้นที่สื่อมวลชนที่เหล่าบรรดาพลังมวลมหาประชาชนมองว่า เป็นกระบอกเสียงให้กับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ และโน้มน้าวไม่ให้รายงานโฆษณาชวนเชื่อนิยมรัฐบาล เพราะเชื่อว่าเป็นการบิดเบือนความจริง 

กระทั่งเมื่อกลางดึกของวันที่ 20 พ.ค. 2557 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะผู้บัญชาการทหารบก (ขณะนั้น) ประกาศกฎอัยการศึกในรูปของประกาศของกองทัพบก เนื่องจากผู้ชุมนุมทั้งสองฝ่ายยังไม่มีทีท่าจะยุติการชุมนุม พร้อมอาจเกิดเหตุปะทะ ก่อให้เกิดการสูญเสียกันได้ทุกเมื่อ 

"ไม่ยอมลาออกใช่ไหม จากวินาทีนี้เป็นต้นไปผมขอควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินการปกครองประเทศ"

จากนั้น จึงไม่มีผู้ชุมนุม กปปส. หรือผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงอีก และถนนหนทางต่างๆ ในกรุงเทพฯ เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ขณะที่คนต่างจังหวัดที่เข้ามาร่วมชุมนุมในกรุงเทพฯ เอง ก็ทยอยกลับภูมิลำเนา

ต่อมา คณะทำงานอัยการคดีพิเศษ มีความเห็นสั่งคดี นายสุเทพ พร้อมพวกรวม 58 คน ในคดีกบฏ จากการชุมนุมของกลุ่ม กปปส. แต่สำนวนคดียังติดขั้นตอนร้องขอความเป็นธรรม

กระทั่งมีรายงานว่า วันนี้ (24 ม.ค.) คณะทำงานของอัยการสำนักงานคดีพิเศษ นัดสั่งคดีแกนนำ กปปส. ทั้งหมด เนื่องจากเห็นว่าคดีไม่มีหลักฐานและข้อเท็จจริงใหม่ ที่จะกลับความเห็นและคำสั่งเดิมของคณะทำงานที่เคยมีคำสั่งไว้เมื่อปี 2557 ซึ่งอัยการมีความเห็นสั่งฟ้อง ผู้ต้องหา 38 ราย ในความผิดฐานร่วมกันเป็นกบฏ, ยุยง หรือจัดให้เกิดการร่วมกันปิดงาน หยุดงาน, กระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใดฯ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลฯ, อั้งยี่, ซ่องโจร, มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป

ใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง ผู้กระทำคนหนึ่งคนใด มีอาวุธ หรือผู้มีหน้าที่สั่งการ, เมื่อเจ้าพนักงานสั่งผู้ที่มั่วสุมให้เลิกไปแล้วไม่เลิก, ร่วมกันบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้ายร้ายหรือขู่เข็ญฯ โดยมีอาวุธ หรือโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปในเวลากลางคืน

และร่วมกันขัดขวางการปฏิบัติงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้ง และร่วมกันกระทำการโดยไม่มีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมายเพื่อมิให้สามารถใช้สิทธิได้ หรือขัดขวางการเลือกตั้ง การลงคะแนนเลือกตั้ง ซึ่งเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 113, 116, 117, 209, 210, 215, 216, 362, 364, 365 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. พ.ศ. 2550 มาตรา 76, 152

นอกจากนี้ในส่วนของ นายสุเทพ ผู้ต้องหาที่ 1 และ นายชุมพล จุลใส ผู้ต้องหาที่ 3 ยังสั่งฟ้องฐานร่วมกันก่อการร้ายด้วย ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 135/1 

โดยในส่วนของ นายนิติธร ล้ำเหลือ ผู้ต้องหาที่ 11, นายอุทัย ยอดมณี ผู้ต้องหาที่ 12 และนายอมร อมรรัตนานนท์ ผู้ต้องหาที่ 37 ยังสั่งฟ้องฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 358 ด้วย

ขณะที่ยังให้สั่งฟ้อง นายแก้วสรร อติโพธิ ผู้ต้องหาที่ 24 นายกิตติศักดิ์ ปรกติ ผู้ต้องหาที่ 27 นายไพบูลย์ นิติตะวัน ผู้ต้องหาที่ 30 นายพิภพ ธงไชย ผู้ต้องหาที่ 33 และนายถวิล เปลี่ยนศรี ผู้ต้องหาที่ 58 (รวม 5 คน) ฐานร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใดฯ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลฯ, ฐานสนับสนุนการกบฏ และเป็นผู้สนับสนุนยุยง หรือจัดให้เกิดการร่วมกันหยุดงาน

ร่วมกันปิดงานงดจ้าง, อั้งยี่, ซ่องโจร, มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญ ว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ผู้กระทำคนหนึ่งคนใดมีอาวุธเป็นหัวหน้า หรือผู้มีหน้าที่สั่งการ, เมื่อเจ้าพนักงานสั่งผู้ที่มั่วสุมให้เลิกไปแล้วไม่เลิก, ร่วมกันบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญฯ โดยมีอาวุธ หรือโดยร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปในเวลากลางคืน

และร่วมกันขัดขวางการปฏิบัติงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง และร่วมกันขัดขวางเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้ง และร่วมกันกระทำการโดยไม่มีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมาย เพื่อไม่ให้ผู้เลือกตั้งสามารถใช้สิทธิ หรือขัดขวางหน่วงเหนี่ยวมิให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไป ณ ที่เลือกตั้งหรือเข้าไป ณ ที่ลงคะแนนเลือกตั้ง ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 86, 113, 116, 117, 209, 210, 215, 216, 362, 364, 365 พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ฯ มาตรา 76, 152