วันอังคารที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

คำสั่งอัยการพิเศษ ฟ้อง 58 กปปส. 38 คน-ร่วมเป็นกบฏ เทือกก่อการร้ายด้วย

“วิษณุ” ออกตัวแก้ พ.ร.บ.เลือกตั้ง ส.ส.ขยายเวลา 90 วันยังว่ากันอีกยาว ขยับโรดแม็ป มีปัจจัยเหนือการควบคุม “บิ๊กตู่” อ้างยึดระบบสภาไม่ก้าวล่วง “บิ๊กป้อม” ย้ำสั่ง สนช.ไม่ได้ “ซือแป๋” ชี้ช่องยื้อไม่เกิน 2-3 เดือน ส่อขยายเวลาเลือก ส.ว. “พรเพชร” สั่ง สนช.ห้ามโดดร่ม 19 พรรคเล็กแห่ค้านยื้อเลือกตั้ง “อภิสิทธิ์” ยื่นผู้ตรวจตีความคำสั่ง คสช.53/2560 ซัดเอื้อพรรคใหม่บอนไซพรรคเก่า “นิพิฏฐ์” แซะนั่งรับทรัพย์กันยาวๆ “วัชระ” กร้าว สนช.ทาสรับใช้ พท.เย้ยหมดเวลาอย่าดันทุรัง “บิ๊กป้อม” โทษสื่อไทยโหมปมนาฬิกาหรู เสียงเขียวไม่ให้ถามแล้ว “บิ๊กตู่” รีบชิ่งอ้างเรื่องส่วนตัวไม่ใช้ม.44 ลั่น “พี่ใหญ่” ไม่ลาออกตามข่าวลือ “เอกชัย” โดนจนได้ เจอคู่กรณีเดิมชกปากแตก อัยการถกส่งฟ้อง กปปส. ยืนตามคำสั่งเดิมอัยการคดีพิเศษ โดนกราวรูด 58 ราย 38 รายเจอร่วมกันเป็นกบฏ “เทือก-ลูกหมี” อ่วมพ่วงก่อการร้าย

ประเด็นการแก้ไขร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.เพื่อขยายเวลาการบังคับใช้กฎหมายออกไป 90 วัน ยังคงถูกจับตาจากฝ่ายการเมืองและภาคส่วนต่างๆ ล่าสุด นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยื่นคำร้องถึงผู้ตรวจการแผ่นดินขอให้พิจารณาคำสั่ง คสช.ที่ 53/2560 ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่

“วิษณุ” ออกตัว ก.ม. ส.ส.ยังอีกยาว

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 23 ม.ค.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. สภานิติ บัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ปรับแก้ไขร่าง พ.ร.บ. ให้ มีผลบังคับใช้ถัดไป 90 วันหลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยอ้างว่าทำให้สอดคล้องกับคำสั่ง คสช.ที่ 53/2560 ว่า ไม่รู้จริงๆ ตอบไม่ถูก ไม่น่าต้องไปถึงขนาดนั้น แต่เรื่องนี้ทราบจากคนนั้นคนนี้ และที่ประชุม สนช.จะพิจารณากันวันที่ 25 ม.ค. วันนั้นจึงจะทราบว่าร่างสุดท้ายเป็นอย่างไร สนช.อาจไม่เห็นด้วยก็ได้ แต่ถ้าเห็นด้วยก็ต้องดูความเห็นจากกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สุดท้ายจะนำไปสู่การตั้งคณะกรรมาธิการร่วม ใช้เวลาพิจารณาต่อไม่เกิน 1 เดือนก็เสร็จ สามารถแก้ไขในชั้นกรรมาธิการร่วมได้ ดังนั้นกฎหมายฉบับนี้ยังมีขั้นตอนอีกยาว

มีปัจจัยที่เหนือการควบคุม

เมื่อถามว่า กกต.เห็นว่าการปลดล็อกให้พรรค การเมืองทำกิจกรรม ง่ายกว่าการแก้ไขร่างกฎหมาย นายวิษณุตอบว่า ขอให้ถาม คสช. ประเด็นนี้เป็นทาง ออกทางหนึ่ง แต่ คสช.จะทำหรือไม่เป็นเรื่องของ คสช. เมื่อถามว่าการขยายเวลาออกไปอาจทำให้สังคมขาดความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล นายวิษณุตอบว่า เร็วไปที่จะพูดในตอนนี้ การขยายเวลาเช่นนี้ไม่ได้หมาย ความว่าจะไม่ทันโรดแม็ป การจะทำตามโรดแม็ปทันหรือไม่ ยังมีปัจจัยอีกหลายอย่าง ดังนั้น โอกาสที่การเลือกตั้งยังอยู่ตามโรดแม็ปยังมีเช่นกัน สมมติหากต้องเลื่อนออกไปจริงเชื่อว่าจะเลื่อนไม่กี่วัน อาจแค่ 1 เดือน แต่รัฐบาลต้องอธิบายได้ โดยทุกคนก็ต้องยอมรับ ถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่เหนือการควบคุม

“บิ๊กตู่” ขอยึดสภาเป็นเยี่ยงอย่าง

ต่อมาเวลา 13.10 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่ง ชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า กรณีดังกล่าวบอกแล้วว่าเป็นการทำงานของ สนช. และ กรธ. ตนก็รับฟังเหตุผล แต่ทั้งหมดยังมีขั้นตอนอีกหลายอย่างต้องตั้งคณะกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่ายพิจารณาร่วมกัน สรุปแล้วต้องมีการเลือกตั้งแน่นอน แต่จะเมื่อไหร่ขึ้นอยู่กับการพิจารณาร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เราต้องทำให้สภาเข้มแข็ง ต้องเชื่อมั่น เพราะที่ผ่านมาเราไม่ค่อยเชื่อมั่นในระบบรัฐสภามากนัก วันนี้ต้องทำเป็นตัวอย่าง ตนเชื่อมั่นใน สนช. ใน กรธ. ไม่ไปก้าวล่วง เคยบอกแล้วว่าการเข้าไปก้าวล่วงในกระบวนการยุติธรรมเป็นสิ่งที่ไม่ดี ทำให้ทุกคนทำงานไม่ได้ ต้องรับฟังความคิดเห็นทุกภาคส่วน จะดำเนินการทุกอย่างตามรัฐธรรมนูญ

เมิน “มาร์ค” ค้านคำสั่ง คสช.

นายกฯกล่าวต่อว่า เรื่องโรดแม็ปเคยพูดไว้แล้ว ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย อะไรไปได้ก็เป็นไปตามกำหนดเวลาที่เคยบอก แต่ถ้าจะมีข้อพิจารณาเพิ่มเติมก็รับฟังเหตุฟังผลซึ่งกันและกันว่าควรเป็นอย่างไร เพราะทุกคนคงมุ่งหวังให้ประเทศชาติสงบปลอดภัย เดินหน้าไปด้วยดีเท่านั้น เรื่องการขยายเวลาบังคับใช้กฎหมายให้ขั้นตอนเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ เมื่อถามว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยื่นเรื่องให้ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณาคำสั่ง คสช.ที่ 53/2560 ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ยื่นไปเถอะ เป็นเรื่องของผู้ตรวจการแผ่นดินจะพิจารณา จะผิดหรือถูกอยู่ที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน และศาลรัฐธรรมนูญ

ไล่ “สมชัย” ไปเตรียมงานแต่ง

เมื่อถามว่า นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. เสนอให้ คสช.ปลดล็อกการเมืองแทนการขยายเวลาบังคับใช้กฎหมาย พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า เป็นเรื่องของ กกต. ตนว่าท่านไปเตรียมแต่งงานของท่านก็ดีแล้ว ยินดีด้วย ท่านบอกว่าไม่ได้เชิญตน แต่ถ้าท่านเชิญมาจะไปหรือเปล่าก็ไม่รู้เหมือนกัน ถือเป็นเรื่องความสุขของท่าน

“บิ๊กป้อม” โบ้ยสั่ง สนช.ไม่ได้

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของ สนช. และ กรธ. ให้เขาว่าไป รัฐบาลไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องและยังไม่เลื่อนโรดแม็ป ยังไม่ได้ทำอะไร เขาทำกฎหมาย เราไม่สามารถไปเปลี่ยนความคิดแต่ละคนได้ คนสองร้อยกว่าคนเราจะไปพูดกับเขาได้อย่างไร ถ้ารัฐบาลไปยุ่งจะถูกโจมตีว่าเข้าไปยุ่ง แต่ไม่ต้องห่วงเรื่องการเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆ เราจะดูไม่ให้มีอะไรกระทบกับประชาชน ข้อเสนอของ กกต. ให้ปลดล็อกการเมืองง่ายกว่าขยายเวลาบังคับใช้กฎหมายนั้น ถือเป็นการมองคนละมุม กกต.มองอีกอย่าง รัฐบาลก็มองอีกอย่าง ขณะนี้กฎหมายลูกยังไม่เสร็จ ให้เขาทำให้เสร็จก่อน ขอให้ใจเย็นปลดล็อกแน่

“ดอน” เชื่อ “ทรัมป์” เข้าใจไทย

นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า กรณีดังกล่าวอาจส่งผลให้การเลือกตั้งไม่ทันในปี 2561 ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์เคยประกาศไว้กับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกานั้น การแก้ไขกฎหมายเป็นเรื่อง สนช. ฝ่ายนิติบัญญัติ นายกฯเป็นฝ่ายบริหาร เป็นคนละส่วนกัน เมื่อถามว่า หากเวทีนานาชาติทวงถามโรดแม็ปเลือกตั้ง นายดอนตอบว่า ขณะนี้ยังไม่มีใครถาม แต่ถ้าถามจะชี้แจงว่าต้องแยกส่วนกัน ฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ ยังไม่สามารถบอกได้ว่าชี้แจงแล้วต่างประเทศจะเข้าใจกระบวนการของเราหรือไม่ โดยพื้นฐานแล้วเขาคงต้องฟังบ้าง ตราบใดที่ไม่มีเลือดตกยางออกจะไม่เป็นเหตุให้ประเทศอื่นนำเอามาเป็นประเด็น และคิดว่าสหรัฐฯ ไม่ถือว่าเราผิดคำพูด ถ้าเขาแยกแยะได้ นายกฯพยายามทำให้เป็นไปตามโรดแม็ป ให้มีการเลือกตั้งในเดือน พ.ย.นี้

“ซือแป๋” ชี้ขยับไม่เกิน 2–3 เดือน

ที่รัฐสภา นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวว่า กรธ.ยังไม่ทราบเหตุผลของ กมธ. ต้องรอฟังเหตุผลก่อน ถึงจะรู้ว่าต้องตั้ง คณะกรรมาธิการร่วมกัน 3 ฝ่ายหรือไม่ เมื่อถามว่า การขยายเวลากฎหมายลูกเลือกตั้ง ส.ส.ไปอีก 90 วันจะมีผลต่อการเลือกตั้งหรือไม่ นายมีชัยตอบว่า อาจมีหรือไม่มีผลก็ได้ ถึงจะขยายเวลาก็ไม่ได้แปลว่าการเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไป แต่ถ้าต้องเลื่อนจริงไม่น่าจะเกิน 2-3 เดือน การคำนวณเวลาส่วนใหญ่จะกำหนดไว้ให้มากที่สุดเต็มเวลาอยู่แล้ว ในทางปฏิบัติอาจดำเนินการทางกฎหมายได้เร็วกว่าเวลาที่คำนวณไว้ก็ได้ ดังนั้น การเลือกตั้งอาจเกิดขึ้นทันปลายเดือน ธ.ค.นี้ หรือไม่ก็ได้เช่นกัน

ส่อขยายเวลาเลือก ส.ว.ตาม

เมื่อถามอีกว่า หากขยายเวลากฎหมายเลือกตั้ง ส.ส.แล้ว ต้องขยายเวลากฎหมายลูกว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว.ด้วยหรือไม่ เพื่อให้สอดคล้องกัน นายมีชัยตอบว่า ถ้าจำเป็นต้องขยายอาจไม่ขยายเท่ากับกฎหมายลูกเลือกตั้ง ส.ส.ก็ได้ เพราะการเลือก ส.ว.ต้องดำเนินการก่อน เมื่อถามว่า คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ประธาน กรธ.ตอบว่า ไม่อยู่ในฐานะที่ตอบได้ จนถึงขณะนี้ยังไม่มีใครบอกว่าขัดกับรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อมีคนโต้แย้ง ต้องรอฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

“พรเพชร” สั่ง สนช.ห้ามโดดร่ม

นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกวิป สนช. แถลงว่า วันที่ 25 ม.ค. สนช.จะพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และวันที่ 26 ม.ค. จะพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. ในวาระ 2-3 นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ย้ำสมาชิก สนช.ว่า การประชุม สนช.สัปดาห์นี้มีความสำคัญมาก ขอให้มาร่วมประชุมให้มากที่สุด ใครที่ติดภารกิจประชุม หรือไปดูงานต่างประเทศขอให้เลื่อนกำหนดไปก่อน ยืนยันว่ารัฐบาลไม่มีการส่งซิกอะไรมา โดยในส่วนของร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ยังมีประเด็นเห็นต่างค่อนข้างมาก ส่วนตัวเห็นด้วยกับการขยายเวลาไป 90 วัน เพราะมีความจำเป็นเพื่อให้พรรค การเมืองเตรียมตัวได้ทันตามกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด

19 พรรคเล็กยื่นค้านยื้อโรดแม็ป

ช่วงสายที่รัฐสภา กลุ่มปฏิรูปการเมืองยุคใหม่ 19 พรรค นำโดยนายสุรทิน พิจารณ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ ยื่นหนังสือถึงนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.ผ่านนายตวง อันทะไชย สนช. ขอให้ สนช.ทบทวนการแก้ไขกฎหมายลูกเลือกตั้ง ส.ส. ขยายเวลาการบังคับใช้กฎหมายออกไป 90 วัน เพราะหากปล่อยให้การเลือกตั้งล่าช้าออกไป จะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจ รัฐบาลประกาศมาตลอดจะมีการเลือกตั้งในปี 2561 จึงควรให้เป็นไปตามโรดแม็ปเดิม และเพื่อไม่ให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างพรรคเก่าและพรรคใหม่ ควรชะลอการกำหนดให้พรรคการเมืองต้องทำไพรมารีโหวตออกไปก่อน

สนช.ย้ำไร้ใบสั่งจากผู้มีอำนาจ

นายนิพนธ์ นราพิทักษ์กุล เลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. กล่าวยืนยันว่า ไม่มีใบสั่งจากนายกฯและหัวหน้า คสช. การแก้ไขร่าง พ.ร.บ.ฯ เป็นอำนาจโดยชอบธรรมของฝ่ายนิติบัญญัติ และต้องรอดูว่าที่ประชุม สนช.จะมีความเห็นอย่างไร เมื่อถามว่า กรณีดังกล่าวส่งผลกระทบความเชื่อมั่นต่อตัวนายกฯ นายนิพนธ์ตอบว่า ขึ้นอยู่กับมุมของแต่ละคน ไม่อยากให้ขยายความไปมากกว่านี้

“อภิสิทธิ์” ยื่นตีความคำสั่ง คสช.

วันเดียวกัน เวลา 11.00 น. ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรค นายวิรัตน์ กัลยาศิริ ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมาย และนายราเมศ รัตนะเชวง รองโฆษกพรรค เข้ายื่นเรื่องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้พิจารณาคำสั่ง คสช.ที่ 53/2560 เรื่องการดำเนินการตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ว่าขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ โดยนายอภิสิทธิ์กล่าวว่า คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 ไม่ได้ปลดล็อกทางการเมือง แต่อนุญาตให้พรรคการเมืองใหม่หาสมาชิกพรรคได้ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.2561 แต่กลับบังคับให้สมาชิกพรรคการเมืองเดิม ต้องยืนยันสมาชิกภาพของตนเอง ขณะเดียวกันยังไม่อนุญาตให้พรรคการเมือง และหัวหน้าพรรค การเมืองทำกิจกรรม ไม่สามารถหาสมาชิกใหม่ได้

ซัดเอื้อพรรคใหม่บอนไซพรรคเก่า

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์มีสมาชิกประมาณ 2.5 ล้านคน จึงเห็นว่าเป็นการสร้างภาระให้กับหัวหน้าพรรค ทำให้เกิดความไม่เป็นธรรม สมาชิกพรรคถูกลิดรอนสิทธิตามรัฐธรรมนูญ เป็นการเลือกปฏิบัติระหว่างพรรคการเมืองเดิม กับพรรคการเมือง ใหม่ ละเมิดรัฐธรรมนูญมาตรา 27 การที่ คสช.อ้างว่ามีรายชื่อสมาชิกพรรคซ้ำซ้อนกันนั้น ไม่เป็นความจริง เพราะหลัง พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมืองประกาศใช้ นายทะเบียนพรรคการเมืองได้สำรวจและจัดทำรายชื่อสมาชิกทุกพรรคหมดแล้ว และการสมัครเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ต้องลงลายมือชื่อ มีภาพถ่าย เอกสาร และพิมพ์ลายนิ้วมือ ถือเป็นการยืนยันตัวตนชัดแจ้งแล้ว นอกจากนี้ คำสั่งดังกล่าวยังถือว่าขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 77 ที่กำหนดให้รับฟังความคิดเห็นจากประชาชนก่อนด้วย ขณะที่นายรักษเกชา แฉ่ฉาย เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ระบุว่า จะเร่งตรวจสอบให้ทันก่อนวันที่ 1 มี.ค.นี้ ซึ่งเป็นวันแรกที่อนุญาตให้พรรคการเมืองใหม่ดำเนินการหาสมาชิกได้

“นิพิฏฐ์” แซะนั่งรับทรัพย์ยาวๆ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า แม้กมธ.พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ยืนยันไม่มีใบสั่งจาก คสช. แต่ช่างเขาเถอะ เพราะวันนี้นักการเมืองไม่ได้เรียกร้องว่าจะให้เลือกตั้งเร็ว หรือช้า แล้วแต่ผู้รับผิดชอบจะกำหนด และต้องรับผิดชอบสิ่งที่เกิดขึ้นเอง ส่วนจะอยู่ต่อไปในอำนาจ มีผลกระทบความเชื่อมั่นต่างชาติหรือไม่ หรือเศรษฐกิจในประเทศจะดีขึ้นหรือเปล่า ประชาชนต้องเป็นผู้ให้คำตอบเอง เพราะตอนนี้เกิดปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนคือ ผู้มีอำนาจเขารับเงินเดือนหลายทาง ยิ่งอยู่ยาวเขาก็ยิ่งฐานะดีขึ้น เขาก็อยากอยู่ ส่วนประชาชนจะรวยขึ้นตามหรือไม่ ตนไม่ทราบ


“จุติ” ขอ สนช.เปิดโอกาสคนจน

นายจุติ ไกรฤกษ์ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า กรณีที่ สนช.เตรียมปรับแก้ไขเนื้อหาร่าง พ.ร.บ.เลือกตั้ง ส.ส. โดยให้มีมหรสพในการหาเสียงเลือกตั้ง ส.ส.ได้นั้น เป็นการสร้างความได้เปรียบให้ผู้สมัครที่มีทุนทรัพย์มาก ขณะที่ตัวแทนคนจนไม่มีทุนทรัพย์พอ แม้จะมีความคิดดี นโยบายดี แต่ไม่สามารถเข้าถึงประชาชน ทำให้ ส.ส.คนยากตัวแทนคนจน มีโอกาสเข้าสภาได้น้อยลง จึงขอวิงวอนให้ สนช.โปรดพิจารณาสร้างประเทศสร้างโอกาสให้เท่าเทียม มีที่สำหรับคนทุกชั้นทุกกลุ่มได้ยืน ได้มีตัวแทนคนจนมีโอกาสมีปากเสียงในสภามากขึ้น สู้กับกลุ่มทุนผูกขาดได้มากขึ้น โปรดให้โอกาสคนจนมีที่ยืน มีโอกาสที่เท่าเทียม

จวก สนช.ทาสรับใช้เผด็จการ

นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า สนช.คงมีความสุขกับการได้รับ ใช้เผด็จการทหาร สังเกตได้ว่าแต่ละคนไม่มีใครเคยได้รับเลือกตั้งจากประชาชนสักครั้ง หากเป็นนักการเมืองก็สอบตกซ้ำซาก ถ้าเป็นนักวิชาการก็ประเภทเกาะลูกศิษย์นายพลมามีตำแหน่ง จึงภักดีกับผู้ให้ตำแหน่งมากกว่าประชาชนผู้เสียภาษีอากร การแถว่าไม่เคยรับใบสั่งจาก คสช. คงต้องไปถามประธาน สนช. ว่า คสช.สั่งอะไรมาบ้าง สนช.ทำตามไปแล้วกี่ฉบับ กฎหมายที่ สนช.ออกมาทุกฉบับล้วนออกจากความต้องการของ คสช. ผู้มีอำนาจ เจ้าสัว และข้าราชการทั้งสิ้น ไม่ได้ออกตามความต้องการประชาชน แต่ สนช.ไอ้ห้อยไอ้โหนก็ยังดันทุรังทำตามประสาพวกเมาอำนาจ ได้แต่หวังว่า สนช.ที่ดีมีคุณธรรมจะอภิปรายคัดค้านฝากไว้ในแผ่นดิน ความมัวเมาในอำนาจลาภยศสรรเสริญ ฝันถึง ส.ว.สมัยหน้านั้น ขอให้ได้รับผลกรรมทันตาเห็น เพราะวันพระไม่ได้มีหนเดียว นักการเมืองที่มาจากเลือกตั้งไม่มีใครกลัวพวกท่าน สนช.ทาสอย่างพวกคุณมันแค่ทางผ่านชั่วคราวของ คสช.เท่านั้น

“นพดล” ฉะแก้ปัญหาวัวพันหลัก

ด้านนายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การจะขยายเวลาบังคับใช้กฎหมายลูกเลือกตั้ง ส.ส.ออกไป 90 วัน คนไทยรู้เท่าทันแล้ว เหตุผลที่อ้างว่าเพื่อช่วยพรรคการเมืองนั้นฟังไม่ขึ้น ถ้าจะแก้ปัญหาจริงควรปลดล็อกไปเลย ไม่อยากเห็นการแก้ปัญหาแบบวัวพันหลัก สร้างความเสียหายต่อความน่าเชื่อถือ กระทบเกียรติภูมิประเทศ เพราะนานาชาติรับรู้เป็นตัวหนังสือชัดเจนในคำ แถลงการณ์ร่วมที่ทำหลังนายกฯ เดินทางเยือนสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป ดังนั้นยิ่งเลือกตั้งช้าย่อมทำให้การทำข้อตกลงต่างๆ ล่าช้าออกไปด้วย ทำให้ผู้ส่งออกไทยเสียประโยชน์จากตลาดยุโรป ต่อไปจะพูดหรือสัญญาอะไรคนจะเชื่อหรือ ขอเรียกร้องให้ที่ประชุมสนช.ทบทวนเรื่องนี้ การเลื่อนเลือกตั้งออกไป นอกจากไทยไม่นิยมแล้ว สากลก็ไม่นิยมด้วย

ย้อนอย่าโลกสวยสั่ง สนช.ไม่ได้

ร.ท.หญิง สุณิสา ทิวากรดำรง สมาชิกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การจะเลื่อนเลือกตั้งออกไปปีไหน รัฐบาลควรถามความเห็นประชาชน รัฐบาลต้องเปิดพื้นที่ให้สังคม สื่อมวลชน ถกเถียงเรื่องอนาคตประเทศอย่างเป็นอิสระได้แล้ว ไม่ใช่ให้ผู้มีอำนาจงุบๆ งิบๆ กำหนดกติกาเอาเองฝ่ายเดียว แล้วให้ประชาชนรอรับคำสั่ง ส่วนที่รัฐบาลอ้างว่าไม่รู้ไม่เห็น และสั่ง สนช.ไม่ได้เพราะมีความเป็นอิสระนั้น ถือเป็นคำอธิบายแบบพวกโลกสวย เรื่องนี้จะเป็นอีกบทพิสูจน์ความเป็นอิสระของ สนช. ว่าเป็นแค่สภาตรายาง หรือเป็นหุ่นเชิดให้ใครหรือไม่ ส่วนกรณีที่ถูก คสช.แจ้งความดำเนินคดีข้อหาเป็นภัยต่อความมั่นคง และความผิดต่อ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์นั้น ยืนยันว่าไม่ได้กระทำผิดตามข้อกล่าวหา เพราะเป็นการแสดงความคิดเห็นวิจารณ์การทำงานของรัฐบาลอันเป็นเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ และพร้อมเดินทางไปพบพนักงานสอบสวนที่ บก.ปอท. เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาและแสดงความบริสุทธิ์ว่าไม่เคยคิดจะหลบหนี พร้อมต่อสู้คดีจนถึงที่สุดในวันที่ 24 ม.ค.นี้

ลั่นหมดเวลาแล้วอย่าดันทุรัง

นายสมคิด เชื้อคง อดีต ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ระบุว่ามีคนจ้องล้มรัฐบาลและ คสช.นั้น ความจริงรัฐบาลต้องไปตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว และควรจะไปด้วย ทุกอย่างที่ผ่านมามีแต่ราคาคุย ไม่สามารถแก้ปัญหาความเดือดร้อนประชาชนได้ ทั้งราคาพืชผลทางการเกษตรตายสนิทมาหลายปี และยังมีข่าวความไม่โปร่งใสออกมาสม่ำเสมอ ซึ่งรัฐบาลยังไม่เคยหาคำตอบให้ประชาชนได้ ยังไม่นับนาฬิกาเพื่อนจำนวน 25 เรือน เหล่านี้คือที่มาว่ารัฐบาลจะล้มจะอยู่ ส่วนตัวมองว่าท่านหมดเวลาแล้ว ตอนนี้รัฐบาลยังพอมีเวลาที่จะเดินจากไปโดยดีตามวิถีทางรัฐธรรมนูญ อย่าดันทุรังเชื่อพวกไอ้ห้อยไอ้โหน คนพวกนั้นเป็นเห็บที่พร้อมกระโดดได้ทุกเวลา

“บิ๊กป้อม” โทษสื่อไทยโหมปมร้อน

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีสื่อต่างชาติเสนอข่าวการครอบครองนาฬิกาหรู ว่า ก็เพราะสื่อไทยเสนอกันออกไป ตนไม่ได้กังวลอะไร เมื่อผู้สื่อข่าวพยายามถามถึงเรื่องดังกล่าวต่อ พล.อ.ประวิตรระบุว่า “พรุ่งนี้จะไม่ให้ถามแล้ว” พร้อมกับเดินขึ้นรถออกจากทำเนียบรัฐบาลไปทันที

“บิ๊กตู่” รีบชิ่งอ้างเรื่องส่วนตัว

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวขอให้ฟังจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ข่าวว่าวันนี้จะมีการชี้แจงเพิ่มเติมว่าการดำเนินการไปถึงไหนอย่างไร ขอให้แยกแยะให้ออกว่ากรณีดังกล่าวเป็นเรื่องส่วนตัวของ พล.อ.ประวิตร และเรื่องเหล่านี้ขั้นตอนและกระบวนการ ส่วนกระบวนความว่าได้มาอย่างไร มาจากไหน หลายคนไปกล่าวอ้างว่ามาจากการทุจริตที่ไหน อย่างไร ก็ต้องมีการสอบสวนกันต่อ ต้องรอข้อยุติให้ได้ก่อนในกระบวนการเหล่านี้

ปัดใช้ ม.44 ยังไม่พบทุจริต

“หลายท่านอยากให้ผมใช้คำสั่งมาตรา 44 ต้องอธิบายว่าที่ผ่านมาผมใช้ในเรื่องการลงโทษและที่ทำเพราะมีหน่วยงานเสนอขึ้นมา เช่น ศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทุจริต แจ้งขึ้นมาว่ามีการสอบสวนแล้ว และมีผลออกมาเช่นนี้ เห็นควรให้เอาออกก่อน จึงใช้มาตรา 44 ไม่ใช่อยู่ดีๆ จะไปใช้กับใครก็ได้ ผมก็ต้องระวังตัวเองเช่นกัน กรณีนี้ก็เช่นกัน ต้องรอฟัง ป.ป.ช.จะเสนอเรื่องขึ้นมา อย่าเอามาพันกันว่าทำไมผมไม่ใช้คำสั่งมาตรา 44 ตรงนี้แล้วไปใช้กับตรงนั้น ทุกคนอาจลืมไปแล้วว่าเรื่องนี้อะไรเป็นเรื่องส่วนตัว เป็นความบกพร่องส่วนตัว ก็ว่ากันไปตามกฎหมาย เรื่องไหนเป็นเรื่องการใช้งบประมาณแผ่นดินก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง อย่านำสองเรื่องมาปนกัน ถ้าใช้งบประมาณแผ่นดินแล้วทำให้เกิดความเสียหาย มีหลักฐานชัดเจนก็ว่าไป ขอให้แยกแยะให้ออก ผมคิดว่าเรื่องนี้ควรจะยุติได้แล้ว ปล่อยให้เป็นเรื่องของ ป.ป.ช. ตรวจสอบตามกระบวนการยุติธรรม” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

เมินสื่อเทศตีข่าวถามหาสปิริต

ผู้สื่อข่าวถามว่าเรื่องนาฬิกาของ พล.อ.ประวิตร สื่อต่างประเทศให้ความสนใจและนำไปเปรียบเทียบในเรื่องมาตรฐานความรับผิดชอบของผู้นำหรือนักการเมืองในต่างประเทศ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า “เรื่องนี้ขอชี้แจงกับคนในประเทศก็แล้วกัน คงไม่ต้องชี้แจงกับต่างประเทศ เพราะทุกอย่างมาจากคนไทยที่ขับเคลื่อนออกไป แต่ที่ผ่านมา พล.อ.ประวิตรได้ชี้แจงด้วยตัวเองไปแล้ว”

ลั่นไม่มีการลาออกตามข่าวลือ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างที่นายกฯ ก้มอ่านคำถามผู้สื่อข่าวที่ถามย้ำในเรื่องดังกล่าว พล.อ.ประยุทธ์ได้กล่าวอย่างเบื่อหน่ายว่า “เรื่องนี้ผมไม่ตอบ ไม่มีคำตอบ ถามซ้ำกันอยู่เรื่องเดียว เรื่องของ พล.อ.ประวิตร ยืนยันเรื่องนี้ผมไม่ได้ปกป้องปิดบังอะไรเลย เป็นเรื่องของกระบวนการตรวจสอบ ขอให้ฟังจากทาง ป.ป.ช.แล้วกัน ผมได้แต่ทำความเข้าใจเท่านั้น ถ้าผิดก็คือผิด ท่านก็รับอยู่แล้วว่าถ้าผิดก็ต้องออกอยู่ดี ก็ไปว่ากันตามกฎหมาย แต่ขอให้แยกแยะให้ออกว่าอันไหนใช้งบประมาณของรัฐ อันไหนเป็นเรื่องส่วนตัว ท่านต้องไปแก้ไขในเรื่องส่วนตัวของท่านในกระบวนการยุติธรรมและองค์กรอิสระให้ได้ เท่านี้ดีกว่า” เมื่อถามย้ำว่า พล.อ.ประวิตรจะลาออกหรือไม่เพราะเริ่มมีกระแสข่าวลือออกมา พล.อ.ประยุทธ์ตอบสั้นๆว่า “ยังไม่มีการลาออก”

“เอกชัย” โดนคู่กรณีเดิมชกปาก

อีกด้าน เมื่อเวลา 10.00 น. ที่บริเวณประตู 4 ทำเนียบรัฐบาล นายเอกชัย หงส์กังวาน นักเคลื่อนไหวอิสระ เดินทางมามอบนาฬิกาและโปสเตอร์รูปนาฬิกา 25 เรือน ให้ พล.อ.ประวิตร เจ้าหน้าที่จึงเชิญตัวไป ยังศูนย์บริการประชาชน (ฝั่ง ก.พ.) เพื่อพูดคุย นายเอกชัยกล่าวว่า มาหลายครั้งแล้วแต่ไม่ได้มอบสักที คิดว่า พล.อ.ประวิตรต้องใจอ่อนให้มอบสักวัน และวันเดียวกันนี้จะเดินทางไปที่องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เพื่อยื่นหนังสือชี้แจงกรณีถูกคุกคามขณะมาทำกิจกรรม มีความพยายามจะออกหมายจับ ต่อมาเวลา 16.00 น. นายเอกชัยเข้าแจ้งความกับ ร.ต.อ.อภิรักษ์ ทอดสนิท รอง สว. (สอบสวน) สน.ลาดพร้าว ว่าถูกนายฤทธิไกร ชัยวรรณ์ศาสน์ อายุ 55 ปี ชาว จ.จันทบุรี ชกต่อยที่ใบหน้าทำให้มุมปากด้านซ้ายเป็นแผลแตก เหตุเกิดที่ป้ายรถประจำทางหน้าปากซอยลาดพร้าว 107 แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กทม. พ.ต.อ.ภาสกร รัตนปนัดดา ผกก. สน.ลาดพร้าว กล่าวว่า จากการสอบปากคำผู้เสียหายยืนยันเคยถูกผู้ก่อเหตุรายนี้บุกจะชกต่อยมาแล้วครั้งหนึ่งที่ประตู 4 ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 19 ม.ค. จึงเตรียมออกหมายเรียกและให้ฝ่ายสืบสวนตรวจสอบกล้องวงจรปิดหาหลักฐาน พร้อมประสานข้อมูลคดีจากพนักงานสอบสวน สน.ดุสิต มาประกอบสำนวน

ป.ป.ช.ฟุ้งให้สื่อรอเซอร์ไพรส์

ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงาน ป.ป.ช. ว่า วันที่ 24 ม.ค.เวลา 10.00 น. นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการ ป.ป.ช. นัดแถลงความคืบหน้าการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม โดยเฉพาะประเด็นเรื่องแหวนเพชรและนาฬิกาหรู ที่ถูกตั้งข้อสงสัยไม่ได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. หลังจาก ป.ป.ช.สั่งให้ พล.อ.ประวิตรชี้แจงที่มาของแหวนเพชรและนาฬิกาหรู รวมถึงการสอบบุคคลภายนอกตามที่ พล.อ.ประวิตรกล่าวอ้างถึงว่ามีความเชื่อมโยงกับนาฬิกาหรู ขณะที่นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวว่า ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดเนื้อหาที่จะแถลงได้ สื่อมวลชนให้ความสนใจและโทรศัพท์มาสอบถามเรื่องนี้จำนวนมาก แต่ยังบอกรายละเอียดไม่ได้ขอให้รอฟัง ให้มีเซอร์ไพรส์บ้าง

ไร้กัลยาณมิตรจะซ้ำรอย “แม้ว”

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตามที่ พล.อ.ประวิตร ระบุว่าเพราะสื่อไทยเสนอกันออกไปทำให้สื่อนอกเสนอข่าวตามนั้น เคยเตือนไว้แล้วว่าการมีกัลยาณมิตรที่ดีเป็นเรื่องสำคัญ ตอนนี้มีอยู่ 2 คนที่ออกมาเชื่อมั่น คือนายไพศาล พืชมงคล ที่ปรึกษารองนายกฯ และนายดำรง พิเดช อดีต สปช. แต่คนรอบข้างที่ไม่ใช่กัลยาณมิตรมักออกมาพูดอะไรที่สวนทาง ตรงกันข้ามกับใจคนถ้า พล.อ.ประวิตรยังเชื่อคำพูดของ 2 คนนี้ ก็รู้ผลล่วงหน้าแล้วว่าผลลัพธ์จะออกมาอย่างไร ที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ประสบชะตากรรมในปัจจุบัน ก็เพราะไม่มีกัลยาณมิตรที่ดี ไปหลงเชื่อคำพูดคนรอบกายที่หวังเอาแต่ผลประโยชน์ ถ้า พล.อ.ประวิตรยังเชื่อคำพูดคนผิดอีก อาจประสบชะตากรรมไม่ต่างกันกับนายทักษิณ

“เรืองไกร” ร้อง กกต.ฟัน 3 รมต.

ที่สำนักงานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย ยื่นร้องเรียนเพื่อให้ กกต.ตรวจสอบรัฐมนตรี 3 คน ประกอบด้วย ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล อดีต รมต.ประจำสำนักนายกฯ นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และนายไพรินทร์ ชูโชติถาวร รมช.คมนาคม ที่ถือหุ้นสัปทานรัฐ หรือบริษัทที่เป็นคู่สัญญาสัปทานกับรัฐ เข้าข่ายผลประโยชน์ขัดกัน ต้องห้ามดำรงตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ เข้าข่ายเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ตามรัฐธรรมนูญหมวด 9 และเข้าข่ายขาดคุณสมบัติตามมาตรา 186 ประกอบมาตรา 184 วรรคหนึ่ง (2) มาตรา 160 (8) หรือไม่ ทั้งนี้แปลกใจที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ยังคงแต่งตั้งบุคคลที่มีลักษณะต้องห้ามดำรงตำแหน่ง ถ้าอยากตั้งควรให้รัฐมนตรีเหล่านี้ขายหุ้นให้หมดเสียก่อน

ลุยขับเคลื่อนระบบวัดผลงาน

อีกเรื่อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. กล่าวภายหลังการประชุม ครม. ว่า รัฐบาลทำเรื่องปฏิรูปและยุทธศาสตร์ชาติมาตลอด 3 ปี เตรียมทำศูนย์ข้อมูลหรือบิ๊กดาต้า มีคณะทำงานขับเคลื่อนเพื่อใช้บิ๊กดาต้าจัดทำยุทธศาสตร์ แผนงานโครงการ การจัดใส่งบประมาณ ไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อน โครงการใดที่มีปัญหา หรือทำแล้วไม่ประสบผลสัมฤทธิ์ต้องยกเลิกแล้วทำใหม่ เป็นการปฏิรูประบบบริหารราชการแผ่นดิน ไปสู่การเป็นข้าราชการ 4.0 ให้สอดคล้องกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์คนรุ่นใหม่ในระบบราชการ วันนี้ไม่ใช่ทุกหน่วยงานคิดโครงการออกมาทำให้เสร็จนั่นคือผลสัมฤทธิ์ มันไม่ใช่ แต่ต้องดูกระบวนการภายในของส่วนราชการด้วยว่าทำให้เกิดการปฏิรูประบบราชการภายในของตัวเองหรือไม่ การขับเคลื่อนลักษณะอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-Office ได้ทำหรือไม่ สิ่งเหล่านี้จะอยู่ในตัวชี้วัดที่จะกำหนดลงไปทุกหน่วยงาน

ใกล้คลอดแผนปฏิรูปแห่งชาติ

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี รายงานต่อที่ประชุม ครม. 11 ด้าน บวกกับ 2 คณะพิเศษ คือ คณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ และคณะกรรมการปฏิรูปการศึกษา ยกร่างจัดทำแผนปฏิรูปขั้นต้นเสร็จแล้ว กลางเดือน ก.พ.นี้ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ประธานคณะกรรมการปฏิรูปแต่ละคณะจะปรับปรุงรับฟังความคิดเห็นแก้ไขยุบเป็นฉบับเดียว เรียกว่าแผนปฏิรูปแห่งชาติ เสนอเข้า ครม.ในเดือน มี.ค. หากเห็นชอบประกาศใช้ได้ทันที โดยไม่ต้องนำขึ้นทูลเกล้าฯ และคณะกรรมการปฏิรูปทุกชุดยังทำหน้าที่ต่อ เพื่อตรวจสอบแต่ละหน่วยงานทำตามแผนปฏิรูปหรือไม่ นายกฯกำชับให้สื่อของรัฐประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ให้กับประชาชน ไม่ใช่แจงแค่แผน ต้องชี้แจงด้วยว่ามีเรื่องอะไรที่รัฐบาลปฏิรูปไปแล้วบ้าง คืบหน้าถึงไหน

เร่งตีปี๊บเชิญคอลัมนิสต์คุย

พล.ท.สรรเสริญกล่าวต่อว่า ตามที่นายกฯสั่งปรับปรุงการประชาสัมพันธ์งานรัฐบาล โดยเมื่อวันที่ 18 ม.ค.ได้จัด Meet the Press เปิดให้สื่อมวลชนได้พูดคุยสอบถามการทำงาน หรือประเด็นที่สนใจกับรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ครั้งที่ 2 วันที่ 25 ม.ค.นี้ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี จะมาตอบข้อซักถามที่สื่อมวลชนสนใจ พร้อมเปลี่ยนชื่องานเป็น “สื่ออยากรู้ รัฐบาลอยากเล่า” ใช้ชื่อตอน “กฎหมายหลายรสเพื่ออนาคตประเทศ” และเป็นครั้งแรกที่เชิญคอลัมนิสต์สำนักข่าวต่างๆมาร่วมพูดคุย พร้อมจัดให้รองนายกฯ รัฐมนตรี ร่วมรับประทานอาหารกับสื่อทุก 2 เดือน เพื่อสอบถามปัญหาที่อยากนำเสนอให้รัฐบาลแก้ไข

“จ่านิว” บี้ สนช.ซักฟอกรัฐบาล

ที่บริเวณหน้าสวนสัตว์เขาดิน นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว แกนนำกลุ่มสตาร์ทอัพพีเพิลและประชาธิปไตยศึกษา เดินทางมาติดตามความคืบหน้าการเรียกร้องให้ สนช.อภิปรายไม่ไว้วางใจ และถอดถอนรัฐบาล คสช.ทั้งคณะ ตามที่เคยยื่นหนังสือถึงนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. เมื่อวันที่ 22 ธ.ค.2560 นายสิรวิชญ์อ่านแถลงการณ์ว่า ประธาน สนช. และ สนช. ยังไม่ดำเนินการใดๆเกี่ยวกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล จึงมายื่นหนังสือทวงถามความคืบหน้าว่าจะดำเนินการเมื่อใด โดยให้เวลา สนช. 7 วัน จากนั้นนายสิรวิชญ์เดินข้ามฝั่งมาที่รัฐสภา ยื่นหนังสือถึงนายพรเพชร ผ่านนายนัฑ ผาสุข เลขาธิการวุฒิสภา ในฐานะเลขานุการ สนช. ที่ออกมารับหนังสือแทน โดยนายสิรวิชญ์กล่าวอีกครั้งว่า ถ้า สนช.ไม่ดำเนินการภายในวันที่ 1 ก.พ. จะประกาศท่าทียกระดับการเคลื่อนไหวต่อไป

กลุ่ม We Walk เดินถึงแก่งคอย

ส่วนความเคลื่อนไหวของกลุ่มเครือข่าย People go network จัดกิจกรรม “We Walk เดินมิตรภาพ” เพื่อเชื่อมประชาชนที่มีความคิดเห็นแตกต่าง สตาร์ตจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ถึง จ.ขอนแก่น รวมระยะทาง 450 กม. ล่าสุดกลุ่มเครือข่าย 4 คนเดินถือธงรณรงค์ เดินเข้าสู่ถนนมิตรภาพ อ.แก่งคอย จ.สระบุรี มีพระร่วมเดินด้วย 3 รูป มีตำรวจและทหารคอยดูแลความเรียบร้อยตลอดเส้นทาง ด้านนายเอกชัย อิสละทะ อายุ 50 ปี ซึ่งเป็น 1 ในเครือข่ายเปิดเผยว่า กลุ่มเครือข่ายจะสับเปลี่ยนรับธงกันเดินต่อกันไปเรื่อยๆ เฉลี่ย 1 วัน ไม่เกิน 16 กม. ค่ำไหนเราจะพักค้างคืนที่นั่น จนกว่าจะถึงจุดหมาย ยืนยันว่ากลุ่มเครือข่ายไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง ต้องการให้รัฐบาลเปิดรับฟังประชาชนอย่างจริงจัง และควรนำไปปฏิรูปเพื่อพัฒนาประเทศให้ดีขึ้น

คสช.แจ้งความเอาผิด 8 แกนนำ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 10 ม.ค.ที่ผ่านมา พ.ท.ภูษิต คล้ายหิรัญ ผบ.ปตอ.2 พัน 4 ปฏิบัติหน้าที่ผู้บังคับกองร้อยรักษาความสงบ ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชา ให้แจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดในความผิดฐานร่วมกันมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป โดยไม่ได้รับอนุญาตจากหัวหน้า คสช. จำนวน 8 คน ที่เป็นตัวแทนเครือข่าย People go network forum จัดกิจกรรม “We Walk เดินมิตรภาพ” ประกอบด้วยนายเลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ นายอนุสรณ์ อุณโณ นายนิมิตร์ เทียนอุดม นายสมชาย กระจ่างแสง น.ส.แสงศิริ ตรีมรรคา นางนุชนารถ แท่นทอง นายอุบล อยู่หว้า และนายจำนงค์ หนูพันธ์ ที่สถานีตำรวจภูธรคลองหลวง โดยพนักงานสอบสวนจะออกหมายเรียกให้มารับทราบข้อกล่าวหา

สั่งอายัดทรัพย์ “เสี่ยเปี๋ยง” เพิ่ม

อีกเรื่อง พล.ต.ต.รมย์สิทธิ์ วีริยาสรร รักษาราชการแทนเลขาธิการ ปปง. กล่าวว่า สืบเนื่องจากสำนักงาน ปปง. ได้รับหนังสือจากคณะกรรมาธิการศึกษาตรวจสอบเรื่องการทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา เรื่องร้องเรียนกรณีให้ตรวจสอบการทุจริตของนักการเมืองและข้าราชการระดับสูงที่เกี่ยวข้องทุจริตงบประมาณจำนำข้าวและหนังสือจาก ส.ส. ให้ตรวจสอบเส้นทางการเงิน กรณีทุจริตนโยบายการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดมูลฐานเกี่ยวกับการทุจริต ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินมาตรา 3 (5) คดีนี้คณะกรรมการธุรกรรมและเลขาธิการ ปปง. เคยมีคำสั่งอายัดทรัพย์สินนายอภิชาติ จันทร์สกุลพร หรือเสี่ยเปี๋ยง กับพวกไปแล้วจำนวน 10 คำสั่ง รวมทรัพย์สินที่อายัดไปแล้วทั้งสิ้น 2,323 รายการ รวมมูลค่ากว่า 1.2 หมื่นล้านบาท ในการประชุมคณะกรรมการธุรกรรมเมื่อวันที่ 23 ม.ค. มีมติให้อายัดทรัพย์สินเพิ่มอีก 180 รายการ รวมมูลค่ากว่า 518,803,421บาท พร้อมดอกผลไว้ชั่วคราว มีกำหนดไม่เกิน 90 วัน นับตั้งแต่วันที่คณะกรรมการธุรกรรมมีมติ

ถกเตรียมพร้อมส่งฟ้อง กปปส.

ส่วนความคืบหน้ากรณีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ 4 นัดนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการ กปปส. อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ แกนนำ กปปส. และแนวร่วม ประกอบด้วย นักวิชาการ อดีตเครือข่ายพันธมิตร กลุ่มกองทัพธรรม และกลุ่ม คปท. รวม 58 คน ผู้ต้องหาคดีร่วมกบฏ และข้อหาอื่นรวม 8 ข้อหา จากการชุมนุมปิด กทม. เมื่อเดือน พ.ย.2556-22 พ.ค.2557 เข้ารายงานตัวในวันที่ 24 ม.ค. เพื่อฟังคำสั่งคดีว่าจะฟ้อง-ไม่ฟ้อง ล่าสุด อัยการได้ประชุมหารือร่วมกับผู้แทนศาลอาญา กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และเจ้าหน้าตำรวจพื้นที่ บก.น.2 เตรียมพร้อมการดูแลความเรียบร้อยขณะส่งตัวผู้ต้องหามาฟ้องที่ศาลอาญา รวมทั้งการประกันตัว โดยการสั่งคดีอัยการได้นัดให้ผู้ต้องหาทั้งหมดมารายงานตัวที่สำนักงานอัยการสูงสุดก่อน เพื่อแจ้งคำสั่งคดี ในส่วนของผู้ต้องหาที่สั่งฟ้องแล้วจะนำตัวส่งต่อศาลก่อน ในลักษณะใครมาก่อนฟ้องก่อน

ฟ้องตามคำสั่งเดิมอัยการคดีพิเศษ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะทำงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ เสนอความเห็นต่ออธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ เห็นว่าคดีไม่มีหลักฐานและข้อเท็จจริงใหม่ที่จะกลับความเห็นและคำสั่งเดิมของคณะทำงานที่เคยมีคำสั่งไว้เมื่อปี 2557 โดยอัยการมีความเห็นดังนี้ ให้สั่งฟ้องนายสุเทพ เทือกสุบรรณ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย นายชุมพล จุลใส นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ นายอิสระ สมชัย นายวิทยา แก้วภราดัย นายถาวร เสนเนียม นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ นายเอกณัฏ พร้อมพันธุ์ นางอัญชะลี ไพรีรักษ์ นายนิติธร ล้ำเหลือ นายอุทัย ยอดมณี ร.ต.แซมดิน เลิศบุศย์ พล.อ.ปรีชา เอี่ยมสุพรรณ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ นายยศศักดิ์ โกไศยกานนท์ นายสุภวัฒน์ สุปิยะพาณิชย์ ผู้ต้องหาที่ 1-17 น.ส.จิตรภัสร์ กฤดากร ผู้ต้องหาที่ 19 นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ผู้ต้องหาที่ 25 นายถนอม อ่อนเกตุพล ผู้ต้องหาที่ 28 พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ ผู้ต้องหาที่ 31 นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ต้องหาที่ 32 นายอมร อมรรัตนานนท์ หรือรัชต์ชยุตม์ ศิรโยธินภักดี ผู้ต้องหาที่ 37 นายสมศักดิ์ โกศัยสุข ผู้ต้องหาที่ 39

รวม 38 รายฐานร่วมกันเป็นกบฏ

พระสุวิทย์ ทองประเสริฐ หรือพระพุทธะอิสระ นายสาธิต เซกัล นายกิตติชัย ใสสะอาด นายคมสัน ทองศิริ ผู้ต้องหาที่ 42-44 นายพิเชษฐ พัฒนโชติ นายมั่นแม่น กะการดี นายประกอบกิจ อินทร์ทอง นายนัสเซอร์ ยีหมะ นายพานสุวรรณ ณ แก้ว นายสุริยันต์ ทองหนูเอียด ผู้ต้องหาที่ 46-51 น.ส.รังสิมา รอดรัศมี นางทยา ทีปสุวรรณ พล.อ.ท.วัชระ ฤทธาคนี พล.ร.อ.ชัย สุวรรณภาพ ผู้ต้องหาที่ 54-57 (รวม 38 ราย) ในความผิดฐานร่วมกันเป็นกบฏ ยุยง หรือจัดให้เกิดการร่วมกันปิดงาน หยุดงาน กระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใดฯ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลฯ อั้งยี่ ซ่องโจร มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายขึ้น ในบ้านเมือง ผู้กระทำคนหนึ่งคนใดมีอาวุธ หรือผู้มีหน้าที่สั่งการ เมื่อเจ้าพนักงานสั่งผู้ที่มั่วสุมให้เลิกไปแล้วไม่เลิก ร่วมกันบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญฯ โดยมีอาวุธหรือโดยร่วมกระทำความผิด ด้วยกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปในเวลากลางคืน และร่วมกันขัดขวางการปฏิบัติงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้ง และร่วมกันกระทำการโดยไม่มีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมายเพื่อมิให้สามารถใช้สิทธิได้ หรือขัดขวางการเลือกตั้ง การลงคะแนนเลือกตั้ง ซึ่งเป็นความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 113, 116, 117, 209, 210, 215, 216, 362, 364, 365 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. มาตรา 76, 152

“เทือก-ลูกหมี” อ่วมก่อการร้ายด้วย

นอกจากนี้ ในส่วนของนายสุเทพและนายชุมพลยังสั่งฟ้องฐานร่วมกันก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 135/1 ด้วย โดยในส่วนขอนายนิติธร ล้ำเหลือ นายอุทัย ยอดมณี และนายอมร อมรรัตนานนท์ ยังสั่งฟ้องฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 358 ด้วย