วันศุกร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เปิดใจ พีท ทองเจือ เพราะอะไรอยู่ๆ หายจากวงการในตอนที่พีคที่สุด (คลิป)

เปิดใจ พีท ทองเจือ เพราะอะไรอยู่ๆ หายจากวงการในตอนที่พีคที่สุด (คลิป)

  • Share:

หากย้อนเวลากลับไปกว่า 20 ปีที่แล้ว เชื่อว่าชื่อของพระเอกหนุ่ม พีท ทองเจือ เป็นที่รู้จักของบรรดาคอละครทั้งหลายแน่นอน แต่ในช่วงที่เจ้าตัวกำลังมีชื่อเสียงโด่งดังมากๆ ก็กลับหายหน้าหายตาไปจากวงการพักใหญ่หลังจากเข้าพิธีวิวาห์กับภรรยาสาว เจ็ง วิไลลักษณ์ ตระการรุ่งโรจน์ และมีลูกสาว 2 คน คือ น้องเซย่า, น้องมิย่า ลูกชาย 1 คน คือ น้องโลเตอร์ แต่ในระยะหลังพีทกลับมารับงานแสดงอีกครั้งตามคำเรียกร้องของแฟนๆ

ล่าสุดเจอ พีท ในงานบวงสรวงละคร “ซิ่นลายหงส์” ทางช่อง 8 ณ ลานพระพรหม บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) “บันเทิงไทยรัฐออนไลน์” เลยชวนหนุ่มพีทมาพูดคุยกันถึงการทำงานครั้งนี้ พร้อมทั้งถามถึงชีวิตที่ผ่านมาของเจ้าตัวหลังห่างหายจากวงการบันเทิง รวมถึงชีวิตปัจจุบันของเจ้าตัวและครอบครัวด้วย

ถามถึงผลงานละคร "ซิ่นลายหงส์" ทางช่อง 8?
"จริงๆ ทำงานกับทางช่อง 8 มาเยอะมากเลย เรื่องนี้เป็นแนวย้อนยุคพีเรียดที่ย้อนกลับไป เล่นยากมากเพราะปกติแล้วจะไม่เคยเล่นละครพีเรียดเลย เพราะด้วยความไม่ถนัด แต่ว่าด้วยตัวบทน่าสนใจมากๆ เรื่องสนุก ดูแล้วมีเสน่ห์ นักแสดงก็ดี จริงๆ เราก็เคยทำงานกับคุณเมย์กันอยู่ ก็เลยรู้สึกว่ามันน่าจะลองทำดูครับ

บทบาทเรื่องนี้ในเรื่องเขาจะใช้ซิ่นลายหงส์ที่เหมือนจะเป็นตัวนำเรื่อง มันจะมีอาถรรพณ์เกี่ยวกับผ้าซิ่นที่มันจะข้ามยุคไปเรื่อยๆ ครับ แล้วสมัยก่อนเรื่องจะเกิดขึ้นที่ สปป.ลาว เราก็เป็นเจ้าเมืองอยู่ที่โน่นสมัยโน้น จะเป็นที่นับหน้าถือตาของประชาชนทั้งเมืองครับ มันก็จะมีคนต่างๆ รอบตัวที่ทำให้เกิดเรื่องขึ้นมา สนุกมากๆ อยากให้ติดตามชมกันครับ แล้วมันเป็นย้อนยุคที่ สปป. ลาว ทั้งเรื่องภาษา คอสตูมเสื้อผ้าซึ่งทำยากมากครับ"

มาร่วมงานกับช่อง 8 หลายครั้งแล้ว ประทับใจอะไรกับที่นี่?
"จริงๆ จะรู้มือกับทางช่อง 8 ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำงาน ระบบการทำงานต่างๆ ที่เราคุ้นเคยกันอยู่แล้ว ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ครับ"

รู้สึกยังไงบ้างที่เวลาผ่านไปนานแค่ไหนก็ยังมีผลงานเรื่อยๆ?
"จริงๆ แล้วงานมีเรื่อยๆ แต่บางช่วงของปีเราจะรับงานไม่ได้ เพราะเวลาผมทำงาน ผมจะทำเป็นเยียร์แพลน คือเป็นแพลนทั้งปี ก็จะมีบางช่วงที่ทำงานได้คือช่วงนี้ ช่วงกลางๆ ปีหน่อย ปลายปีนี่จะยุ่งมาก ต้องบริหารคิวให้ดีครับ"

1 ปีของเราต้องทำอะไรบ้าง?
"จริงๆ ผมจะทำงานในอุตสาหกรรมรถยนต์ครับ ทำงานเกี่ยวกับรถยนต์ทั้งหลาย และก็มีมอเตอร์สปอร์ต มอเตอร์สปอร์ตนี่ทำเป็นทีมแข่งครับ เราเป็นทีมแข่งโปรเฟสชั่นแนลคือเป็นมืออาชีพ ก็จะตระเวนแข่งและทำสถิติ ตอนนี้กำลังสร้างนักแข่งใหม่ก็คือลูกชายคนเล็กครับ เลยต้องทำเป็นเยียร์แพลนครับ ถ้าถามวินาทีนี้ เราจะรู้เลยว่าทุกวันเราจะอยู่ที่ไหน เหมือนคิวนักแสดงดาราก็จะรู้วัน คือโปรแกรมเราก็ออกหมดแล้วเหมือนกัน"

สมัยก่อนพีทเป็นพระเอกที่มีชื่อเสียงมาก แต่มีช่วงนึงที่หายไป ช่วงนั้นเป็นยังไงบ้าง?
"จริงๆ แล้วผมแต่งงานเสร็จแล้วก็กลับไปอยู่อเมริกา เราก็ไปทำหนัง ไปอยู่ในอุตสาหกรรมหนังที่ฮอลลีวูด ทำหนังเข้าไปสู่ตลาดโลก หนังที่ทำตอนนี้ถ้าไปอเมริกาที่เป็นร้านบล็อกบัสเตอร์ ถ้าเทียบกับไทยคือร้านแมงป่องในเมืองไทยที่มีอยู่ทุกที่ หนังที่ทำไว้ก็มีขายอยู่ในนั้นครับ หนังก็ไปประมาณ 11 ประเทศ ก็พอได้ เพียงแต่ว่าลักษณะสไตล์หนังที่ทำตอนนั้นเราไม่ได้มองตลาดไทยไว้เท่าไหร่

ช่วงนั้นมีแข่งรถก็ตระเวนแข่งรถ เวลามีแข่งในเมืองไทยก็ยังบินเข้ามาแข่งในเมืองไทยอยู่ครับ ตอนนั้นหยุดไปสักพักนึงก็ไม่ได้รับงานแสดงด้วย ก็ทำหนังแล้วบินไปเมืองนอก ช่วงหลังพอเริ่มมีน้องก็เริ่มมีเวลามากขึ้น เราต้องเซตแผนว่าเราจะอยู่ตรงไหนยังไง เพราะตอนน้องเด็กๆ ยังโอเค แต่พอน้องเริ่มโต เรื่องการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญ เราก็ต้องพิจารณาว่าช่วงกี่ปีนี้เราจะอยู่ที่ไหน ปีต่อไปเราจะอยู่ที่ไหนครับ"

ช่วงนั้นที่ไปทำหนังที่อเมริกา สุดท้ายทำไมถึงตัดสินใจกลับมาอยู่เมืองไทย?
"จริงๆ ตอนนั้นหลักๆ ก็อยู่เมืองไทย เพราะว่าบริษัทที่ทำงานอยู่ในอุตสาหกรรมรถยนต์เนี่ย ลูกค้าประมาณเลย 80 เปอร์เซ็นต์จะเป็นลูกค้าบริษัทไทยครับผม ธุรกิจก็อยู่ที่นี่ แต่ว่าก็ต้องบินไปบ้าง ตอนนี้กำลังเป็นช่วงการเปลี่ยนแปลงครับ งานที่ทำตอนนี้เริ่มมีแผนงานอันใหม่ๆ ที่ต้องบินไปทำงานที่เมืองนอกเป็นพีเรียดพอสมควร กำลังบริหารเรื่องเวลาและเตรียมงานอยู่”

ที่กลับมาเล่นละครอีกครั้ง ส่วนนึงเป็นเพราะคิดถึงแฟนๆ ที่ก็เรียกร้องเข้ามาด้วย?
“อันนั้นมีแน่นอน ต้องฝากขอบคุณแฟนๆ ตรงนี้เลย แฟนๆ ให้โอกาสและให้การต้อนรับเสมอครับ จนทุกวันนี้พอมีโซเชียลขึ้นมา แฟนๆ เข้าถึงตัวได้ง่ายขึ้นมากๆ ทำให้เขาเข้าหาเราได้ง่ายขึ้น ถ้าเจ้าตัวขยันเล่นเองแล้วสละเวลาพูดคุย มันกลายเป็นว่าได้คุยกันตรงตัว ซึ่งถ้าเป็นเมื่อก่อนโอกาสแบบนี้ไม่มี สมัยที่ผมเล่นละครกับหนังเยอะๆ ถ้าจะเจอผมต้องไปหน้าโรงหนังเวลามีเปิดตัวหนังถึงจะได้เจอ แฟนๆ ก็จะได้แต่เขียนจดหมายมาที่บ้าน แต่เดี๋ยวนี้ไลฟ์ปุ๊บเจอกันเดี๋ยวนั้นเลย เจ๋งมากๆ ขอบคุณแฟนๆ ทุกคนที่ดูแลและติดตามมาตลอดเลย ตอนนี้เปลี่ยนมาติดตามลูกๆ แทนกันแล้วครับ”

ตอนนี้เวลาแฟนๆ เจอเรา เขาจะทักทายยังไงบ้าง?
“ส่วนมากจะคำถามเดียวและคำถามเดิมที่ได้ยินมาตลอดคือเมื่อไหร่จะกลับมาเล่นละครเยอะๆ อีก เหมือนยังเยอะไม่พอ (หัวเราะ) เขาอยากเห็นเยอะกว่านี้”

ลูกๆ พอรู้ว่าเราเป็นนักแสดง เขาว่าไงบ้าง?
“จริงๆ น้องๆ ก็ชอบและสนใจ เขาก็พยายามดูนะ แต่ด้วยเรื่องยุคสมัย วิธีการนำเสนอละครยุคปัจจุบันกับเมื่อก่อนเนี่ยมันมีเรื่องยุคสมัยมาเกี่ยวข้องบ้างพอสมควร ปัจจุบันถ้าดูละครทั่วไปจะเห็นว่าละครที่เป็นละครร่วมสมัย เขาจะทำบทให้มันร่วมสมัยมากๆ เช่น มันต้องมีอะไรสักอย่างบอกความเป็นตัวตนในยุคนี้ น้องเขาก็พยายามดู เขาก็สงสัยเหมือนกันว่าด้วยยุคสมัยที่มันไม่มีโลกโซเชียล ทำไมคนคนนึงถึงมีชื่อเสียงได้มาก น้องก็บอกว่าสงสัยสร้างผลงานไว้เยอะจริงๆ ไม่งั้นขึ้นมาเป็นที่รู้จักกับทุกคนยากนิดนึง”

อยากให้ลูกๆ เข้าวงการตามรอยเราไหม?
“เป้าหมายคือต้องเรียนให้จบก่อน แล้วก็เลือกเอง แต่ในช่วงนี้อย่างน้องเซย่าคนโตเนี่ยเขามีพรสวรรค์เรื่องเสียงครับ ตอนนี้ก็โฟกัสเรื่องร้องเพลง แต่ไม่ได้บอกว่าจะต้องเป็นนักร้อง ก็โฟกัสเรื่องการฝึกเสียงที่จะพากย์พวกการ์ตูนหรือพากย์หนังฝรั่งครับ ตอนนี้เขาเรียนกับคุณครูที่เป็นเทพทางด้านการพากย์ ซึ่งการพากย์จริงๆ หาอาจารย์เรียนยาก ถ้าไปโรงเรียนการแสดงอาจจะไม่มีสอนครับ ตอนนี้ก็ฝึกอยู่

ส่วนคนกลางคือน้องมิย่ามีความสามารถเรื่องนักเต้น เขาเต้นบัลเลต์ พวกโมเดิร์นแดนซ์ เต้นฮิพฮอพ และชอบเครื่องสำอาง รีวิวเมคอัพ ชอบแคตวอล์ก ตอนอายุ 7 ขวบก็ขอไปเรียนดีไซเนอร์ที่ฝรั่งเศส ก็เลยให้เขาศึกษาไปทางนั้น นางก็จะสวยหน่อย แต่จะเป็นคนตลกและไม่ห่วงสวยครับ เลยฮาดี ส่วนคนเล็กคือน้องโรเตอร์เป็นมือกลอง เรียนกลอง ตีกลอง ชอบตีกลองและเป็นนักแข่งรถด้วย แต่ถ้าน้องอยากเข้าวงการก็ไม่ขัดข้อง แต่ว่าเป้าหมายคือต้องเรียนให้จบด้วยและให้เขาเลือกเอง ถ้าลูกจะทำอะไรต้องมีเหตุผลในสิ่งที่ตัวเองทำ แล้วเราก็จะไม่ขัดข้องครับ”

ยังมีเรื่องอะไรที่เป็นห่วงบ้าง?
“ไม่ค่อยมีแล้วครับ ผมว่าปัญหาที่เกิดขึ้นคือพ่อแม่ให้เวลาลูกไม่เพียงพอในการที่จะเลี้ยงลูก เพื่อให้ลูกอยู่ในสังคมอนาคตให้ได้ แต่ถ้าเราดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดเวลาจนถึงจุดๆ นึง ผมคิดว่าสิ่งที่เราให้เขา ความรู้สึกที่เรามีให้เขา สิ่งที่เราสื่อสารกับเขาตลอดเวลา มันเป็นสิ่งที่จะเพาะบ่มถึงความรู้สึกนึกคิดดีๆ การตระหนักถึงปัญหาที่ตามมาเป็นสิ่งที่ทำแล้วไม่ได้คิดเนี่ย พวกนี้เขาจะน่าจะมีเยอะกว่าคนที่พ่อแม่ไม่มีเวลาอยู่ใกล้ๆ น้องเท่าไหร่

ก็ค่อนข้างมั่นใจ เราก็จะสอนเรื่องการเอาตัวรอดต่างในสังคมครับ พอมีข่าวเราก็จะคุยถึงข่าวนั้นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะอะไร ปัญหาเกิดขึ้นจากอะไร ทำไมถึงเป็นแบบนี้ จะโทษใครหรือสังคม หรือเราทุกคนควรโทษตัวเอง ทำให้น้องเขามีมุมมอง มีความคิด เวลามีเหตุเกิดขึ้น ทำให้เวลาที่เขาจะทำอะไรสักอย่าง เขาจะมีมุมที่จะคิดถึงเรื่องเหล่านั้นได้หลายมุมมากขึ้น ทำให้มีวิจารณญาณมากกว่าปกติครับ

สิ่งที่เราปลูกฝังลูก อย่างแรกคือเด็กไทยต้องมีสัมมาคารวะกับผู้ใหญ่ครับ อย่างที่สองก็คือการต้องเอาตัวรอดให้ได้ในอนาคต เพราะว่าผมจะบอกเขาเสมอว่าถ้าวันนึงไม่มีพ่ออยู่ พวกหนูต้องอยู่กันให้ได้ เราไม่อยู่ได้ด้วยตัวเองก็ต้องดูแลพี่น้องกันเอง ต้องดูแลแม่ด้วย ก็สอนตั้งแต่เด็กๆ เลยเพราะไม่มีใครรู้หรอกว่าอนาคตมันจะเป็นยังไง เราจะไม่รอให้สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นโดยไม่มีการพูดคุยมาก่อน ถ้าวันนึงเกิดอะไรขึ้น เขาจะรู้เลยว่าต้องทำยังไงครับ คือทุกคนต้องดูแลซึ่งกันและกันได้ครับ”

มองถึงอนาคตตัวเองหลังจากนึ้ยังไงบ้าง?
“จริงๆ แล้วช่วงนี้ผมก็ชิล จะป็นเรื่องการอยู่เป็นเพื่อนลูกๆ และพัฒนาเขามากกว่า ตัวเองก็ทำมาเยอะสิ่งแล้ว ไม่ค่อยมีอะไรที่อยากทำเท่าไหร่แล้ว (หัวเราะ) ตอนนี้ส่วนมากจะใช้เวลาอยู่กับลูกๆ มากกว่า เพราะเราไม่รู้ว่าเราจะมีเวลาอยู่กับเขาได้อีกนานแค่ไหน ฉะนั้นตอนนี้ใช้เวลาที่เหลืออยู่กับลูกๆ และครอบครัวครับ ส่วนงานตอนนี้ก็ทำตลอด ถามว่าจะเริ่มลดงานลงไหมไม่มีครับ มีแต่ว่าถ้าอนาคตน้องโตกว่านี้นิดนึงอาจจะพิจารณาในการย้ายทั้งครอบครัวไปอยู่ต่างประเทศ เพราะน้องๆ ต้องไปเรียนไงครับ ถ้าน้องไปเรียนคนเดียวโอเค แต่เรามีน้อง 3 คน เรามีชีวิตอยู่เพื่อลูก ก็ไม่รู้จะอยู่กันทำไม ต้องตามไปอยู่กับลูกๆ ครับ คนโตอายุ 13 ปี คนกลาง 11 ปี คนเล็ก 9 ปี ก็อีกไม่นานนี้ครับ”

แบบนี้แฟนๆ คงคิดถึงแย่เลย?
“ไม่หรอกครับ เดี๋ยวนี้การเดินทางมันใกล้มาก ผมก็ไปทำงานเมืองนอกเรื่อยๆ ตลอด ไม่ใช่ประเด็นในการเดินทางเท่าไหร่ ก็คงไปกลับได้ครับ”

ถ้าหายไปคราวนี้คงอีกนานเลยกว่าจะได้เห็นผลงานอีก?
“แต่จะบอกว่าปีนี้นอกจากช่อง 8 ก็จะมีถ่ายละครของจีเอ็มเอ็ม 25 และมีของช่อง 3 อีกเรื่องนึง ปีนี้ก็พอได้เห็นอยู่นะ แต่หลังจากนี้เป็นเรื่องของอนาคตครับ ต้องดูอีกทีนึง แต่ว่าก็จะเล่าให้ฟังความคิดและแพลนที่เรามีคร่าวๆ ในอนาคต แต่ที่เคยคิดส่วนมากจะเป็นอย่างที่คิด เพราะเป็นเป้าหมายที่เรามองไว้"

ย้ายไปเมืองนอกเมื่อไหร่งานแสดงอาจไม่ค่อยได้เห็นแล้ว?
“ก็ติดตามไอจีครับ รับรองสนุกแน่ เพราะเราชอบทำอะไรที่มันตื่นเต้นและสนุกๆ ชอบเดินทางกันทั้งครอบครัว ไม่เป็นไรครับ ถ้าอนาคตเห็นบทบาทน้อยลงไม่ใช่ปัญหา ขอให้ทุกท่านไปติดตามลูกๆ ฝากน้องๆ ไว้ด้วยครับ จริงๆ น้องๆ ก็มีไอจี ก็ลองติดตามดูครับ น่าจะ 80% ที่เป็นแฟนๆ ผมที่ติดตามน้องด้วย เราก็ไม่ได้ผลักดันหรือบังคับ แต่ทุกคนหันมาสนใจน้องๆ เยอะ เขาก็จะติดตาม ชอบกิจกรรมที่น้องทำ ชอบสิ่งที่เราพยายามพูดคุยและสอนน้องๆ ครับ ก็ขอบคุณด้วยนะครับ”

สุดท้ายฝากถึงแฟนๆ?
“ยังไงปีนี้แฟนๆ ที่คิดถึงคงจะเห็นผลงานเยอะขึ้นครับ ในอนาคตใกล้ๆ ก็จะมีข่าวพีอาร์ออกมาเรื่อยๆ ปีนี้คงมีละครประมาณ 3 เรื่อง ก็ติดตามชมกันนะครับ ดูให้หายคิดถึงแล้วกันนะครับ ยังไงก็จะพยายามแสดงให้เยอะที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่มันต้องบวกกับเวลาที่ผมมีและต้องบริหารให้ได้ด้วยครับ ขอบคุณมากๆ ที่ติดตามชมผลงานมาตลอดนะครับ”.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้