วันอาทิตย์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ป.ป.ช.จัดติวเข้ม สตรอง..ต้านโกง

แม้ระยะหลัง ป.ป.ช. หรือสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ถูกสายตาสังคมจับจ้องหลายเรื่อง โดยเฉพาะมาตรฐานการกล้าลงดาบเชือดผู้มากวาสนาบารมีบางคน

แต่วันก่อน ป.ป.ช.ก็ร่วมกันระดมสมองครั้งใหญ่ ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ เพื่อร่าง “ธรรมนูญต้านทุจริต” ขึ้นมาฉบับหนึ่ง โดยหวังจะให้ธรรมนูญฉบับนี้ เป็นตัวช่วยขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ใช้งานยาวไปจนถึงปี 2564

สมชัย ถิระวันธุ์ ผู้อำนวยการสำนักป้องกันการทุจริต ภาคประชาสังคมและการพัฒนาเครือข่าย ของ ป.ป.ช. ให้ข้อมูลมาปึกใหญ่ พร้อมกับแย้มว่า การจัดทำธรรมนูญฉบับนี้ ก็เพื่อต้องการ สร้างสังคมที่ไม่ทนต่อการทุจริต และ พัฒนาระบบป้องกันการทุจริตในเชิงรุก

อย่างไรก็ตาม การจะฝ่าพายุคอร์รัปชันในเมืองไทย ไปให้ถึงเป้าหมายที่ว่าไว้ ก่อนอื่นต้องมีการปรับฐานวิธีคิด รวมทั้งสร้างจิตสำนึกความละอายที่จะทุจริต หรือไม่ทนต่อการทุจริต ให้เกิดขึ้นได้เสียก่อน

ในการระดมสมองครั้งนี้ จึงมีการนำเนื้อหาน่าสนใจจากบทความเรื่อง หลักการพื้นฐานของคุณธรรมและจริยธรรม ของ พล.อ.ดร.ศรุต นาควัชระ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของคณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ มาเผยแพร่

บทความดังกล่าว เริ่มปูพื้นด้วยการให้นิยามความหมายของคำว่า “ความดี” ซึ่งหมายถึง การกระทำเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น หรือส่วนรวม (สิ่งที่ทำเพื่อตัวเอง ยังไม่เรียกว่าเป็นความดี)

พล.อ.ดร.ศรุตยกตัวอย่างสถานการณ์ประกอบให้เห็นภาพกรณีการใช้น้ำสาดไล่สุนัขที่กัดกัน

โดยเย็นวันหนึ่ง ศรรามกับงามตา ไปนั่งรับประทานอาหาร ในขณะที่กำลังทานอาหารอยู่ มีสุนัข 2 ตัวมากัดกันแถวข้างโต๊ะที่ทั้งคู่นั่ง ทั้งศรรามและงามตาจึงช่วยกันใช้น้ำสาด เพื่อให้สุนัขแยกจากกัน แต่เหตุผลในการกระทำต่างกัน

กล่าวคือ ศรรามทำไปเพราะ...รำคาญเสียงสุนัข ส่วนงามตา ทำไปเพราะ...เกรงว่าสุนัขทั้ง 2 ตัวจะกัดกันจนบาดเจ็บ

พล.อ.ดร.ศรุตชี้ว่า การกระทำของศรราม ไม่สามารถเรียกได้ว่า ทำความดี เพราะเขาทำเพื่อตนเอง ส่วนการกระทำของงามตา ถือว่า ทำความดี เพราะเธอทำเพื่อสุนัข

เทียบกับคำว่า “ความชั่ว” หมายถึง การทำให้ผู้อื่น หรือส่วนรวมเดือดร้อน

พล.อ.ดร.ศรุตบอกว่า ในโลกของความเป็นจริง การกระทำแต่ละครั้งของคนเรามีอยู่ 3 ระดับ คือ ระดับแรก ความดี ระดับที่สอง ปกติ (ไม่ดี ไม่ชั่ว) เช่น ทำเพื่อตัวเอง แต่ไม่ได้ทำให้ผู้อื่นหรือส่วนรวมเดือดร้อน และระดับที่สาม คือ ความชั่ว ทำให้ผู้อื่นหรือส่วนรวมเดือดร้อน

ยกตัวอย่าง โอ ตั้งใจเรียน...เพื่อให้พ่อแม่ชื่นใจ เป็นการทำเพื่อผู้อื่น จึงเรียกได้ว่า เป็นความดี บี ตั้งใจเรียน...เพื่อให้ตัวเองมีอนาคต (ทำเพื่อตัวเอง แต่ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน) ยังไม่ถือเป็นความดี เป็นแค่การกระทำในระดับ “ปกติ” หรือ “ละเว้นความชั่ว”

ส่วน เอ ไม่ตั้งใจเรียน...ทำให้พ่อแม่เสียใจ ถือว่า ทำชั่วชัดเจน เพราะทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน

พล.อ.ดร.ศรุตอธิบายเพิ่มว่า หลักการของคุณธรรมในโลกนี้ มีอยู่ 2 ประการสำคัญ คือ พึงละเว้นความชั่ว และพึงทำความดี

เขาบอกว่า การที่สังคมจะเกิดความสันติสุขได้ ผู้คนในสังคมนั้นต้องมีคุณธรรม และต้องคำนึงถึงเสมอว่า ให้เลือกผลประโยชน์ของส่วนรวม...ในระดับที่ใหญ่กว่าเป็นหลัก ทั้งนี้ เพื่อป้องกันกรณีผลประโยชน์ทับซ้อน

โดยเฉพาะการละเว้นความชั่วนั้น พล.อ.ดร.ศรุตบอกว่า มีความสำคัญอย่างยิ่ง ดังที่หลวงปู่ชา สุภัทโท ท่านเคยกล่าวไว้ใจความว่า

“การทำบุญนั้น โจรก็ทำได้ มันจึงเป็นแค่ปลายเหตุ แต่การไม่ทำบาปทั้งปวงต่างหาก คือต้นเหตุ”

หลายคนเห็นว่า ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เมืองไทยเหมือนพ่ายแพ้ต่อปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรง แม้จะมีการจัดตั้งองค์กรอิสระ เพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริตมากมาย ทั้งสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เป็นต้น

แต่องค์กรเหล่านี้ก็ไม่สามารถสกัดกั้นการทุจริตได้เท่าที่ควร...

โดยเฉพาะกรณีการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ถือว่าเป็นจุดเสี่ยงที่สุดของการเกิดคอร์รัปชันในภาครัฐ เพราะมีมูลค่าเงินสินบนใต้โต๊ะ สูงกว่าปีละ 2 แสนล้านบาท ที่เอกชนต้องจ่ายแลกกับการได้เป็นคู่สัญญากับรัฐ

ดังนั้น การจัดการกับปัญหาทุจริตคอร์รัปชันทั้งหลาย จึงควรเริ่มจากการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนจากภาครัฐก่อน โดยเริ่มต้นด้วย การปรับระบบฐานคิด ในการปฏิบัติงาน แบบที่เรียกว่า ระบบฐานสิบ (Analog) กับ ฐานสอง (Digital)

แบบฐานสิบ คือ การที่เจ้าหน้าที่ของรัฐยังมีวิธีคิดที่แยกเรื่องตำแหน่งหน้าที่กับเรื่องส่วนตัวไม่ออก ยังมีการนำเอาผลประโยชน์ส่วนตัว กับผลประโยชน์ส่วนรวมมาปะปน เช่น นำบุคลากร หรือทรัพย์สินของทางราชการ ไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว เบียดบังเวลาราชการ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน เครือญาติ หรือพวกพ้อง

ส่วนการปฏิบัติงานแบบฐานสอง คือ การที่เจ้าหน้าที่ของรัฐ มีระบบการคิดที่สามารถแยกเรื่องตำแหน่งหน้าที่กับเรื่องส่วนตัวออกจากกันได้อย่างชัดเจนว่า สิ่งใดถูก สิ่งใดผิด สิ่งใดทำได้ สิ่งใดทำไม่ได้ ไม่นำเอาผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวมมาปะปนกัน หรือเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมหรือของหน่วยงานเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน เครือญาติ และพวกพ้อง

ตัวอย่างง่ายๆของการคิดแบบดิจิทัล หรือฐานสอง เช่น ไม่รับของขวัญจากผู้มาติดต่อราชการ ไม่ใช้รถหลวงในเรื่องส่วนตัว ไม่ใช้โทรศัพท์หลวงโทร.คุยธุระส่วนตัว ไม่นำวัสดุครุภัณฑ์ของหลวงไปใช้ที่บ้าน

ประชาชนเองก็เช่นกัน จิตสำนึกพื้นๆที่จะกันตัวเองออกห่างจากการทุจริตคอร์รัปชัน ยกตัวอย่าง เมื่อสกอตช์เทปที่บ้านหมด ทำไงดีระหว่างเอาของออฟฟิศกลับมาใช้ที่บ้าน หรือไปซื้อหาเอาใหม่

หรือเมื่อโดนตำรวจแจกใบสั่ง เพราะทำผิดกฎจราจร ทำไงดี ระหว่างไปเสียค่าปรับตามกฎหมาย กับยัดเงินให้ตำรวจ จะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปโรงพัก

เช่นเดียวกับกรณีอยากให้ลูกตัวเองสอบติดโรงเรียนดัง แต่ลูกสอบไม่ติด ทำไงดี ระหว่างไม่เป็นไร หาที่เรียนใหม่ที่อื่นก็ได้ กับยัดเงินสิ ยิ่งยัดเยอะๆโอกาสจะได้เรียนยิ่งง่าย เป็นต้น

ไม่น่าเชื่อว่า จากจุดเริ่มเล็กๆเหล่านี้ สามารถนำพาเราไปสู่ คำว่า “สตรอง...ต้านโกง” หรือ “โกงกันให้ไฟแลบ” ก็ได้...ขึ้นอยู่กับตัวเราเท่านั้น ที่เป็นคนเลือก.

แม้ระยะหลัง ป.ป.ช. หรือสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ถูกสายตาสังคมจับจ้องหลายเรื่อง 23 ม.ค. 2561 11:10 ไทยรัฐ