วันอังคารที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

วิกฤติแห่งอนาคตกำลังมา


มีข่าวชิ้นหนึ่งเมื่อวันจันทร์ระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ กระทรวงการคลัง เป็นแม่งานร่วมกับกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงแรงงาน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ไปพิจารณาความเป็นไปได้ที่จะส่งเสริมและจูงใจเอกชนให้เข้ามาเตรียมความพร้อม เพื่อรองรับ “สังคมผู้สูงอายุ” เช่น การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ภาคเอกชน ที่ประกอบการเกี่ยวกับการจัดการสถานที่ดูแลผู้สูงอายุ การส่งเสริมการประกอบอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้สูงอายุ

เพราะประชากรผู้สูงอายุไทย เพิ่มขึ้นในอัตราที่เร็วกว่าที่คาดไว้มาก

เรื่องนี้ กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ได้รายงาน ครม.ว่า โครงสร้างประชากรไทยกำลังเข้าสู่การเป็น “สังคมผู้สูงวัยโดยสมบูรณ์” ในอัตราที่เร็วมาก โดยจะมีผู้สูงอายุถึง 30% ของประชากร 66 ล้านคนภายใน 10 ปีข้างหน้า หรือภายในปี 2570 จริงๆแล้วก็เหลือเวลาอีกเพียง 9 ปี เท่านั้น แป๊บเดียวก็ถึงแล้ว

ปี 2559 ที่ผ่านมา สัดส่วนประชากรผู้สูงอายุไทยใกล้ถึง 20% ของประชากร 66 ล้านคนแล้ว เป็นปีแรกที่ประชากรผู้สูงอายุมีจำนวนมากกว่าเด็กเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เนื่องจากช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา อัตราการเกิดลดลงอย่างมาก (อัตราเด็กเกิดใหม่ไม่ถึง 1%) ทำให้ประเทศไทยมีแนวโน้มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเร็วกว่าประเทศอื่น

เป็นข้อมูลที่น่าตกใจนะครับ วันนี้ประเทศไทยมีผู้สูงอายุหรือคนแก่มากกว่าเด็กแล้ว นี่คือ “วิกฤติอนาคตประเทศไทย” ที่กำลังมา ถ้ารัฐบาลไม่เร่งหาทางแก้ไขล่วงหน้า ผมยังนึกภาพไม่ออกว่า ประเทศไทยที่มีคนแก่ 1 ใน 3 และ มีคนยากจนกว่า 10 ล้านคนที่ต้องพึ่งเงินสวัสดิการฟรีจากรัฐบาล อนาคตประเทศไทยจะเป็นอย่างไร ใครจะดูแลเลี้ยงดูผู้สูงอายุเหล่านี้ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ยากจนและไร้ญาติขาดมิตร

กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ จึงเสนอให้รัฐบาลวางนโยบายและหามาตรการต่างๆ เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ เช่น 1.การให้บริการด้านสุขภาพแก่ผู้สูงอายุอย่างเท่าเทียมกันและทั่วถึง โดยพัฒนาระบบบริการสุขภาพแบบไร้รอยต่อ เพื่อให้เข้าถึงบริการ 2.การสนับสนุนให้ผู้สูงอายุมีที่อยู่อาศัยที่ช่วยส่งเสริมให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี เช่น ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุอยู่กับครอบครัว ส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลผู้สูงอายุ ยกระดับสถานดูแลผู้สูงอายุ 3.การสนับสนุนให้ผู้สูงอายุดำรงชีวิตอย่างมั่นคงและมีศักดิ์ศรี โดยสร้างภูมิคุ้มกันให้ผู้สูงอายุปกป้องตนเองจากภัยรอบด้าน4.การส่งเสริมให้จ้างงานผู้สูงอายุ 5.การจัดทำแผนช่วยเหลือผู้สูงอายุเมื่อเกิดภัยพิบัติ

ก็เป็นเรื่องดีครับ ที่ กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ออกหน้าในการเสนอให้รัฐบาลเร่งหามาตรการรองรับสังคมผู้สูงอายุ ก่อนที่จะสายเกินไป อีก 9 ปีถือว่าเร็วมาก คนไทย 66 ล้านคนจะกลายเป็นผู้สูงอายุถึง 20 ล้านคน หรือ 1 ใน 3 ของประชากรทั้งประเทศ ถ้ารัฐบาลจะดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุ 20 ล้านคนให้เท่าเทียมกัน จะต้องใช้เงินเท่าไหร่ ผมยังนึกไม่ออก แต่ถ้าเทียบเป็นบัญญัติไตรยางศ์ ผู้เสียภาษีทุก 3 คน จะต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นเพื่อดูแลผู้สูงอายุ 1 คน ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีเท่าเทียมกัน

เพราะ บริการและสวัสดิการทุกอย่าง ต้องใช้เงินจำนวนมากทั้งสิ้น วันนี้ประชากรไทย 66 ล้านคน มีผู้ยื่นแบบภาษีเงินได้เพียง 10.3 ล้านคน และ มีผู้เสียภาษีเงินได้จริงๆเพียง 4 ล้านคน เท่านั้น อีก 6.3 ล้านคนไม่ต้องเสียภาษี เพราะมีรายได้ตํ่ากว่าปีละ 150,000 บาท เลยได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้

แล้ว รัฐบาลจะหาเงินจากไหน มาดูแลผู้สูงอายุ 20 ล้านคน คนจนอีก 10 กว่าล้านคน นี่คือวิกฤติการเงินที่กำลังจะเกิดขึ้นกับรัฐบาลในอนาคตอันใกล้ ท่ามกลางการใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย เช่น การซื้ออาวุธที่ไม่จำเป็น การสร้างรถไฟความเร็วสูงหลายแสนล้านบาทเพื่อจีน ผมเชื่อว่า ไม่เกิน 5 ปีจากนี้ รัฐบาลคงหนีไม่พ้นต้อง “ขึ้นภาษี มูลค่าเพิ่ม” เพื่อหาเงินมาใช้จ่ายให้เพียงพอ จะเป็นรัฐบาลไหน ลองนับนิ้วคำนวณดู.

“ลม เปลี่ยนทิศ”

กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ได้รายงาน ครม.ว่า โครงสร้างประชากรไทยกำลังเข้าสู่การเป็น “สังคมผู้สูงวัยโดยสมบูรณ์” ในอัตราที่เร็วมาก 23 ม.ค. 2561 11:05 23 ม.ค. 2561 11:05 ไทยรัฐ