วันจันทร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ขอยืดไปอีก 120 วัน 2 กมธ.จ่อ 'แปรญัตติ' ยื้อเกมกม.เลือกตั้ง


กมธ.แจงยืดเวลาบังคับใช้กฎหมายลูกเลือกตั้ง ส.ส. 90 วัน ช่วยพรรคการเมืองที่ยังติดล็อกคำสั่ง คสช. มีเวลาเพียงพอทำกิจกรรมตามกติการัฐธรรมนูญใหม่ แต่เด้งเชือกปมเลื่อนโรดแม็ป พร้อมชงตัดสิทธิเพิ่มกรณีไม่ไปเลือกตั้ง ขยายเวลาหย่อนบัตร ให้พรรคการเมืองจัดมหรสพเวทีดีเบต ไม่หนำใจ กมธ.บางคนขอยืดเวลาถึง 120 วัน นายกฯยันไม่มีใบสั่ง คสช. ยื้อเวลาลากยาวอำนาจ “สมชัย” ข้องใจตรรกะ กมธ. ชี้ปลดล็อกง่ายกว่ายืดเวลา ชทพ.คิดเหมือนกันให้ปลดล็อก ดีกว่า ด้าน พท.สวนไม่ได้ประโยชน์ มีแต่พรรคใหม่ที่ได้อานิสงส์ “อภิสิทธิ์” ชี้คำสั่ง คสช.คือต้นตอ หวั่นยื้อเวลาจุดชนวนขัดแย้ง “บิ๊กตู่” ย้ำแนวคิดประชาธิปไตยไทยนิยม อัตลักษณ์ไทยไม่ทิ้งหลักสากล ปัดวางยุทธศาสตร์สืบอำนาจ ลั่นไม่เคยสั่งห้ามใครตรวจสอบทุจริตรัฐบาล “บิ๊กฉัตร” ไม่เชื่อรัฐบาลอยู่ช่วงขาลง

เป็นประเด็นที่ถูกนักการเมืองวิพากษ์วิจารณ์เชิงตำหนิอย่างต่อเนื่อง ภายหลังคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเสียงข้างมากเสนอขยายเวลาบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวไปอีก 90 วัน ส่งผลให้โรดแม็ปเลือกตั้งอาจต้องขยับออกไปเป็นช่วงต้นปี 2562

กมธ.แถลงเหตุผลยืดเวลาใช้ ก.ม.

เมื่อวันที่ 22 ม.ค. เวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา นายทวีศักดิ์ สูทกวาทิน โฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แถลงถึงร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวว่า มีทั้งหมด 178 มาตรา กมธ.มีการปรับปรุงแก้ไข 30 มาตรา มีสมาชิก สนช.ขอแปรญัตติ 4 คนใน 9 มาตรา โดยมาตราสำคัญที่มีการแก้ไขคือ มาตรา 2 การกำหนดให้ร่าง พ.ร.บ.การเลือกตั้ง ส.ส.มีผลบังคับใช้เมื่อพ้นกำหนด 90 วัน นับจากวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพราะเดิมตอนที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ยกร่างกฎหมายเสนอให้ กมธ.พิจารณาอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ยังไม่มีการแก้ไข พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง แต่ปรากฏว่าภายหลังมีการออกคำสั่ง คสช.53/2560 ให้ขยับเงื่อนเวลาให้พรรคการเมืองเริ่มดำเนินกิจกรรมสำหรับพรรคการเมืองใหม่ ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.2561 และพรรคการเมืองเดิมวันที่ 1 เม.ย.2561 ขณะเดียวกันยังมีคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 57/2557 ห้ามพรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมทางการเมือง และคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 ห้ามชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน ซึ่งถ้านับเวลาตั้งแต่ที่ พ.ร.บ.พรรคการเมืองมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 8 ต.ค.2560 จนถึงวันที่ 1 เม.ย.2561 จะมีเวลาถูกขยับออกไป 6 เดือน

มีปัญหาพรรคการเมืองยังติดล็อก

นายทวีศักดิ์กล่าวว่า ในคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 53/2560 ระบุว่า การกำหนดประชุมใหญ่พรรคการเมืองให้ดำเนินการภายใน 90 วัน นับจากวันยกเลิกประกาศ คสช.ฉบับที่ 57/2557 และคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 3/2558 เมื่อมีเงื่อนไขใหม่เหล่านี้เข้ามา ถ้าให้กฎหมายเลือกตั้ง ส.ส.มีผลบังคับใช้ทันทีนับจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยที่กติกายังไม่ประกาศให้พรรคการเมืองเริ่มดำเนินการจะเป็นผลเสียต่อพรรคการเมือง ถ้าปรากฏว่าผ่านไป 2 เดือนยังประชุมพรรคไม่ได้ ก็จะมีปัญหาเรื่องการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งตามมา ยังไม่นับรวมกับเงื่อนเวลาขั้นตอนการทำไพรมารีโหวต กมธ.จึงต้องขยายเวลาบังคับใช้กฎหมายออกไป 90 วัน เพราะหากให้กฎหมายผ่านไปโดยไม่ขยายระยะเวลา ทั้งที่รู้ล่วงหน้าจะเกิดปัญหาในทางปฏิบัติ อาจถูกตำหนิว่าไม่รอบคอบ ดังนั้นการพิจารณาของ กมธ.จึงปรับแก้ด้วยเหตุผล ไม่ใช่ไปรับเรื่องอะไรมาตามที่วิจารณ์กัน

เด้งเชือกไม่ตอบปมยืดโรดแม็ป

นายทวีศักดิ์กล่าวว่า สุดท้ายขึ้นอยู่กับที่ประชุมสนช.จะเห็นชอบกับเงื่อนไขการขยายเวลาบังคับใช้กฎหมายไป 90 วันหรือไม่ เพราะมีผู้แปรญัตติบางคนเสนอขยายเวลาบังคับใช้กฎหมายเป็น 120 วัน แต่บางคนก็เสนอให้มีผลบังคับใช้ตามเดิม เมื่อถามว่า การแก้ไขมาตรา 2 มีผลกระทบต่อโรดแม็ปเลือกตั้งที่ คสช.ประกาศไว้เดือน พ.ย. ต้องเลื่อนเป็นต้นปี 2562 นายทวีศักดิ์ตอบว่า กมธ.มีหน้าที่พิจารณากฎหมาย หากไปตอบประเด็นทางการเมืองจะเกินอำนาจหน้าที่ ส่วนที่ไม่เสนอให้ คสช.ใช้วิธีปลดล็อกเพื่อให้พรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมได้นั้น ต้องไปถามประธาน สนช. ประเด็นการเมืองต้องไปถามคนที่รับผิดชอบ เมื่อถามว่า การแก้ไขเวลาลักษณะนี้ได้รับไฟเขียวมาจาก คสช.ใช่หรือไม่ นายทวีศักดิ์ตอบว่า คงไปตอบแทนใครคนอื่นไม่ได้ แต่ตนไม่มี เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้นายกฯประกาศต่อนานาชาติจะมีการเลือกตั้งปีนี้ หากต้องเลื่อนออกไปจะมีผลต่อความน่าเชื่อถือของประเทศหรือไม่ นายทวีศักดิ์ตอบว่า คิดว่าความน่าเชื่อถือของประเทศอยู่กับหลายฝ่าย ไม่ได้อยู่กับคนใดคนหนึ่ง ช่วยไปถามนายกฯด้วย

ตัดสิทธิเพิ่มเติมกรณีไม่ไปเลือกตั้ง

นายทวีศักดิ์กล่าวว่า นอกจากมาตรา 2 แล้ว ยังมีมาตราอื่นที่ กมธ.แก้ไขจากร่างเดิมของ กรธ. อาทิ มาตรา 35 การจำกัดสิทธิแก่ผู้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง จากเดิมที่ กรธ.เสนอไม่ให้มีสิทธิยื่นคำร้องคัดค้านการเลือกตั้ง ส.ส. ตัดสิทธิการลงสมัคร ส.ส. ตัดสิทธิลงสมัครกำนันผู้ใหญ่ เพิ่มเติมเป็นให้ตัดสิทธิการสมัครเข้ารับราชการ สังกัดรัฐสภา ตัดสิทธิการได้รับแต่งตั้งเป็นข้าราชการการเมือง ตัดสิทธิการได้รับการแต่งตั้งรองผู้บริหาร ผู้ช่วยและที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น โดยมีกำหนดการตัดสิทธิเป็นเวลา 2 ปี มาตรา 46 และมาตรา 59 ไม่คืนเงินค่าสมัคร ส.ส.เขตและบัญชีรายชื่อ จำนวน 10,000 บาท แก่ผู้สมัครที่ได้คะแนนเสียงมากกว่าร้อยละ 5 ของผู้มาใช้สิทธิลงคะแนน จากเดิมที่ กรธ.เสนอให้คืนเงินค่าสมัครแก่ผู้สมัครและพรรคการเมืองที่ได้คะแนนเสียงเกินร้อยละ 5 มาตรา 64 การกำหนดค่าใช้จ่ายการเลือกตั้งของ ส.ส.และพรรคการเมือง ให้ กกต.หารือกับพรรค การเมือง เพื่อกำหนดค่าใช้จ่ายการเลือกตั้งให้สอดคล้องกับความจำเป็นและสภาวะเศรษฐกิจทุก 4 ปี โดยค่าใช้จ่ายการหาเสียงของพรรคการเมืองและผู้สมัคร ส.ส.เขตต้องเท่ากันทุกพรรค มาตรา 72 การหาเสียงเลือกตั้งโดยวิธีอิเล็กทรอนิกส์ให้ยุติเวลา 18.00 น. ก่อนวันเลือกตั้ง 1 วัน เหมือนการหาเสียงด้วยวิธีอื่นๆ จากเดิมให้ยุติหาเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์ก่อนวันเลือกตั้ง 3 วัน

ขยายเวลาหย่อนบัตร–ให้จัดมหรสพ

นายทวีศักดิ์กล่าวว่า มาตรา 74 การกำหนดให้การสำรวจความเห็นประชาชนโดยมีเจตนาไม่สุจริตอันมีลักษณะชี้นำต่อการตัดสินใจการลงคะแนนของประชาชน ไม่สามารถกระทำได้ จากเดิมที่เสนอให้การสำรวจความเห็นประชาชนที่มีลักษณะชี้นำไม่สามารถทำได้ เพื่อเพิ่มการคุ้มครองแก่สำนักโพลต่างๆ ให้ทำโพลสำรวจความเห็นประชาชนได้ มาตรา 75 ให้จัดแสดงมหรสพ งานรื่นเริงระหว่างการหาเสียงได้ จากเดิมที่ห้ามการแสดงมหรสพ งานรื่นเริงระหว่างการหาเสียง มาตรา 82 ให้ กกต.สนับสนุนการโฆษณาหาเสียงแก่ผู้สมัครและพรรคการเมือง โดยอาจจัดเวทีประชันนโยบายบริหารประเทศ (ดีเบต) ของพรรคการเมือง จากเดิมที่เสนอให้สนับสนุนการหาเสียงแก่ผู้สมัครและพรรคการเมืองเพียงอย่างเดียว มาตรา 87 การขยายเวลาการลงคะแนนเลือกตั้งเป็น 07.00-17.00 น. จากเดิมเวลา 08.00-16.00 น. มาตรา 129 การคิดคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ กมธ.คงไว้ตามหลักการเดิมที่ กรธ.เสนอมา แต่เพิ่มเติมข้อความให้เกิดความชัดเจนยิ่งขึ้น ไม่ให้เกิดการตีความการคิดคะแนนได้หลายวิธี

2 กมธ.ชงยืดเวลาเพิ่มเป็น 120 วัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุม สนช.วันที่ 25 ม.ค. ที่จะพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. วาระ 2-3 ที่ กมธ.วิสามัญฯแก้ไขสาระสำคัญให้ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวมีผลบังคับใช้เมื่อพ้นกำหนด 90 วัน นับจากวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษานั้น ปรากฏว่ามี กมธ.บางส่วนอาทิ นายทวีศักดิ์ สูทกวาทิน นายธานี อ่อนละเอียด เห็นว่าการขยายเวลา 90 วันน้อยเกินไป จึงเสนอขอแปรญัตติต่อที่ประชุม สนช. ขยายเวลาบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวเมื่อพ้นกำหนด 120 วัน นับจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา

นายทวีศักดิ์ สูทกวาทิน กมธ.วิสามัญฯกล่าวว่า การเสนอให้ร่างกฎหมายดังกล่าว มีผลบังคับใช้หลังพ้น 120 วัน นับจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพราะเห็นว่าหากจะขยายเวลาแล้ว ก็ควรขยายให้เพียงพอต่อการเตรียมตัวของพรรคการเมืองต่างๆ จึงเห็นว่า 120 วันน่าจะเพียงพอ ไม่ต้องให้ คสช.ใช้อำนาจใดๆ แก้ปัญหาอีก ความจริงน่าขยายถึง 6 เดือน แต่ไม่มีใครเสนอ จึงเอาเพียง 120 วันขณะที่นายธานี อ่อนละเอียด กมธ.วิสามัญฯกล่าวว่า เดิมตั้งใจขยายเวลาไปถึง 150 วัน แต่เห็นนายทวีศักดิ์เสนอ 120 วัน จึงเอาด้วย จะขอชี้แจงเหตุผลต่อที่ประชุม สนช.ในวันที่ 25 ม.ค.

“บิ๊กตู่” ยันไม่มีใบสั่ง คสช.ยื้อเวลา

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เลี่ยงตอบคำถามผู้สื่อข่าวกรณีถูกนักการเมืองมองว่ามีใบสั่งจาก คสช.ให้ กมธ.วิสามัญพิจารณาร่างกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. เสนอยืดระยะเวลาบังคับใช้กฎหมายออกไปอีก 90 วัน โดยเดินเลี่ยงกลุ่มผู้สื่อข่าวที่มาดักรอภายหลังเสร็จสิ้นการเป็นประธานเปิดสัมมนานักบริหารระดับสูงเพื่อการบูรณาการการพัฒนาประเทศ 4.0 ให้กับผู้บริหารข้าราชการระดับสูง ที่อิมแพค เมืองทองธานี เมื่อผู้สื่อข่าวพยายามตะโกนถามประเด็นดังกล่าว นายกฯได้โบกมือปฏิเสธ พร้อมกล่าวสั้นๆว่า “ไม่มีใบสั่ง”

“สมชัย” ชี้ปลดล็อกง่ายกว่ายืดเวลา

ด้านนายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์เฟซบุ๊กว่า ข้อเสนอขยายเวลาบังคับใช้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ออกไปอีก 90 วัน ที่ระบุว่าเป็นไปเพื่อประโยชน์ของพรรคการเมืองนั้น ตนเห็นว่าเป็นตรรกะที่แปลกมาก หากจะให้พรรคการเมืองมีเวลาเพียงพอในการดำเนินการกิจกรรมต่างๆ ต้องปลดล็อกให้พรรคการเมืองสามารถทำกิจกรรมได้ตั้งแต่วันนี้ ง่ายกว่าการขยายเวลาบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ไม่ใช่ไปสัญญาลมๆ แล้งๆ ว่าจะปลดล็อกในเดือนเม.ย. และกำหนดให้ทำกิจกรรมต่างๆอย่างเร่งรีบ ปลดล็อกเสียวันนี้ กว่าจะถึงเดือน เม.ย. ก็ได้เวลาคืนมาเกือบ 3 เดือน หากตรงไปตรงมาให้พรรคทำกิจกรรมได้ตั้งแต่กฎหมายว่าด้วยพรรคการเมืองมีผลใช้บังคับตั้งแต่ 8 ต.ค.ปีที่แล้ว ก็คงไม่ต้องวุ่นวายอะไรมากขนาดนี้

จี้นายกฯทำให้การเลือกตั้งยุติธรรม

นายสมชัยระบุด้วยว่า หากต้องการทำให้การเลือกตั้งสุจริตเที่ยงธรรม สิ่งที่ต้องดำเนินการอย่างยิ่งคือ ไม่เข้าไปแทรกแซงกระบวนการสรรหา กกต.ใหม่ ไม่ส่งคนของตนเองเข้าไปทำหน้าที่ใน กกต.ชุดใหม่ ไม่ออกกฎกติกาที่สร้างความได้เปรียบแก่คนของตนเองหรือพรรคที่ประกาศว่าจะสนับสนุนตน สิ่งที่ดีที่สุดคือ นายกรัฐมนตรีจะต้องไม่ประกาศว่าพร้อมจะกลับมาใหม่หากประชาชนสนับสนุน และเลิกทำตัวเป็นนักการเมืองเดินสายหาเสียง เพราะสิ่งเหล่านี้คือสัญญาณบ่งบอกว่าการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นยากที่จะบริสุทธิ์ยุติธรรม เพราะฝ่ายหนึ่งมีอำนาจรัฐและกลไกราชการสนับสนุน ทำให้เกิดความได้เปรียบในการเลือกตั้ง

ชทพ.แนะปลดล็อกแทนต่อเวลา

นายนิกร จำนง ผอ.พรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า กรณีที่ กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ของ สนช. เสนอขยายเวลาบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวไปอีก 90 วัน โดยอ้างเงื่อนไขคำสั่งหัวหน้า คสช.ว่า การตีความข้อดังกล่าวเพื่อเป็นการผ่อนคลายกติกา ไม่ใช่สร้างเงื่อนไขผูกมัดต่อการจัดการเลือกตั้งที่ต้องขยายเวลาออกไป ประเด็นนี้จึงอาจเป็นการตีความที่คลาดเคลื่อนจากเนื้อหา ซึ่งตามข้อ 8 ของคำสั่งคสช.ที่ 53/2560 ชี้ชัดว่าเมื่อร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวประกาศในราชกิจจานุเบกษา ครม.ต้องแจ้งต่อ คสช.เพื่อแก้ไขเพิ่มเติม หรือยกเลิกคำสั่ง คสช.ที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงานของพรรคการเมืองทันที ไม่ใช่เขียนแง่กฎหมายเพื่อทอดเวลา หรือทอดเวลาการยกเลิกคำสั่งห้ามทำกิจกรรมทางการเมืองออกไป ส่วนกรณีที่ กมธ.ห่วงว่าพรรคการเมืองจะเตรียมตัวเลือกตั้งไม่ทันนั้น ยืนยันว่าภายใต้กรอบเวลาที่กำหนดพรรค การเมืองสามารถทำได้ทัน

พท.สวนไม่ได้ประโยชน์ตามอ้าง

นายชูศักดิ์ ศิรินิล ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การที่ กมธ.วิสามัญฯ สนช. อ้างว่าขยายเวลากฎหมายเลือกตั้ง ส.ส.เพื่อช่วยพรรคการเมืองให้จัดทำไพรมารีโหวตได้ทัน เพราะติดคำสั่ง คสช.ที่ห้ามพรรคการเมืองจัดการประชุมใหญ่นั้น เหมือนเอาสีข้างเข้าถู เพราะการ ขยายระยะเวลาการบังคับใช้กฎหมายออกไปมีนัยทางการเมืองชัดว่าพรรคเก่าไม่ได้ประโยชน์ใดๆเลย ไม่ว่ากฎหมายเลือกตั้ง ส.ส.จะประกาศใช้ทันทีหลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา หรือยืดเวลาออกไป 90 วัน เพราะตราบใดที่กฎหมายเลือกตั้ง ส.ส.ยังไม่มีผลใช้บังคับ ก็จะยังจะไม่มีการปลดล็อกทางการเมืองให้พรรคเก่าทำกิจกรรมได้ แต่การขยายเวลา 90 วัน พรรคที่จะตั้งใหม่จะได้เวลาเพิ่มอีก มีเวลา รวบรวมคน ทำนโยบาย ข้อบังคับพรรค รวมถึงหาสมาชิก เตรียมการจัดตั้งสาขาพรรค ซึ่งอาจรวมถึงการหาเสียงล่วงหน้าได้ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.เป็นต้นไป รวมแล้วพรรคใหม่จึงมีเวลาถึงหนึ่งปี ขณะที่พรรคเดิมมีเวลาเพียง 90 วันนับแต่มีการปลดล็อกทางการเมือง กมธ.ยังจะอ้างว่าไร้นัยทางการเมืองได้อย่างไร

ยํ้าทฤษฎีสมคบคิดอยู่ยาวที่สุด

นายชูศักดิ์กล่าวว่า มีข้อสังเกตว่า นี่เป็นกฎหมายหนึ่งในสี่ฉบับที่รัฐธรรมนูญกำหนดว่า หากมีผลบังคับใช้แล้วต้องเลือกตั้งภายใน 150 วัน ซึ่งจะส่งผลให้การเลือกตั้งต้องมีขึ้นราวเดือน พ.ย.61 การร่างกฎหมายนี้ไว้ท้ายๆ และพ่วงการขยายเวลาบังคับใช้ มองว่าสมคบคิดกันเพื่ออยู่ในตำแหน่งให้ยาวที่สุด ให้พรรคการเมืองใหม่ได้ประโยชน์เพื่อให้ได้เปรียบในการเลือกตั้งมากที่สุด สนช.จะปฏิเสธอย่างไรว่าไร้เบื้องหน้าเบื้องหลัง ไม่มีใบสั่ง หากอนุมัติกฎหมายไปเช่นนั้นจะพิสูจน์คำพูดที่ว่า ลงเรือแป๊ะต้องตามใจแป๊ะ จะดูว่า กรธ.จะเสนอให้ตั้ง กมธ.วิสามัญขึ้นมาพิจารณาเรื่องนี้หรือไม่ ยืนยันว่า ทั้งหลายทั้งปวงคือกระบวนการโกงกฎหมายเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองโดยแท้

พร้อมอยู่แล้วไม่ต้องขยายเวลา

นายก่อแก้ว พิกุลทอง อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และแกนนำ นปช. กล่าวว่า ขอบคุณ สนช.ที่เห็นว่าการขยายเวลาการบังคับใช้กฎหมายลูกว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ออกไป 90 ประโยชน์ต่อพรรคการเมือง แต่ตนมองว่าเรื่องการทำกิจกรรมพรรคการเมืองพร้อมอยู่แล้ว จึงน่าจะเป็นประโยชน์ของพวกท่านมากกว่าหรือไม่ เพราะการยืดเวลาน่าจะเป็นแท็กติกในการอยู่ในตำแหน่งของ สนช.และรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ให้สัญญาประชาคมว่า จะยึดตามโรดแม็ปเลือกตั้งภายในปี 61 ถ้าเลื่อนออกไปจะทำให้หลายฝ่ายไม่เชื่อมั่น ส่งผลต่อนักลงทุนต่างๆที่เตรียมมาลงทุนหลังมีการเลือกตั้ง ต้องชะลอออกไป ไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจประเทศ จึงอยากขอ ให้ สนช.ยกเลิกแนวคิดดังกล่าว และให้ คสช.เดินหน้าเลือกตั้งตามโรดแม็ปที่ได้สัญญาไว้ หากต้องการจะสืบทอดอำนาจขอให้ตั้งพรรคการเมือง และเชิญชวน สนช.ที่มีคุณภาพมาลงเลือกตั้ง ภาพจะออกมาสวยกว่า ไม่อายใครและไม่ถูกใครต่อว่า

ร้องนายกฯใช้อำนาจยับยั้ง สนช.

ขณะที่นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคม องค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เดินทางไปยังศูนย์ บริการประชาชน บริเวณสำนักงาน ก.พ. ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ขอให้ใช้อำนาจยับยั้งการใช้อำนาจของ สนช. กรณีเสนอเลื่อนบังคับใช้กฎหมายลูก ส.ส.ออกไป 90 วัน โดยกล่าวว่า กรณีนี้ทำให้โรดแม็ปเลือกตั้งต้องเลื่อนจากกำหนดเดิม พ.ย.2561 เป็นช่วงต้นปี 2562 ขอให้นายกฯส่งสัญญาณถึง สนช. อย่าชี้นำออกกฎหมายเพื่อเลื่อนเลือกตั้งออกไป เพราะจะกระทบความเชื่อมั่นนายกฯ

“เต้น” เหน็บพวกไบโพลาร์การเมือง

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. กล่าวว่า การพูดแบบนกแก้วนกขุนทองของแม่น้ำ 5 สายว่า กำลังสร้างระบบกติกา ทำให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์ยุติธรรมนั้น ห่างไกลความจริง เพราะเนื้อหารัฐธรรมนูญและส่วนอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ชัดเจนว่ามีเป้าหมายให้เกิดนายกฯคนนอก หรือถ้าฝ่ายการเมืองตั้งรัฐบาลได้ก็ต้องเจอกับดักอำนาจจนแทบง่อยเปลี้ยเสียขา หาก สนช.มีมติยืดเวลาบังคับใช้กฎหมายเลือกตั้ง ส.ส.ออกไปอีก 90 วัน นปช.จะไม่เคลื่อนไหวเรียกร้องใดๆ เพราะกำลังเห็นคนบางกลุ่ม พรรคการเมืองหรืออื่นๆ มีอาการไบโพลาร์ทางการเมือง คือบางทีเรียกหารัฐประหาร บางวันต้องการประชาธิปไตย บางครั้งบอยคอตเลือกตั้งและขัดขวางไม่ให้คนอื่นไปเลือก จึงเป็นโอกาสดีที่กลุ่มนี้จะบำบัดอาการให้หายขาด โดยสื่อสารกับตัวเองและสังคมให้ชัดว่า ยังเชื่ออยู่หรือไม่ว่าเผด็จการจะแก้ปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ สังคม หรือปราบคอร์รัปชันได้ ระหว่างระบบเลือกตั้งที่ตัดสินใจเลือกเองและไล่เองได้ กับลากตั้งที่ไม่ได้เลือกและแตะต้องไม่ได้ จะเอาอย่างไร ถ้าเผด็จการทำให้เจ็บปวดมากก็ตัดใจ แล้วเริ่มต้นใหม่กับประชาธิปไตยดีกว่า

“อภิสิทธิ์” ชี้ต้นเหตุอยู่ที่คำสั่ง คสช.

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึง กมธ.วิสามัญฯ สนช. เสนอขยายเวลาบังคับใช้กฎหมายลูกว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ออกไป 90 วันว่า ทราบเรื่องนี้มาล่วงหน้า 2 สัปดาห์แล้ว เพราะมีคนมากระซิบบอก แต่ก็ไม่กล้าจะพูดอะไรก่อน เพราะจะเป็นการกล่าวหาการทำงานของเขา เข้าใจว่าฝ่ายที่อยากเลื่อนการเลือกตั้งออกไปคงจะหาช่องทาง แล้วเขาก็พบช่องทางนี้ ส่วนเหตุผลที่ให้มาจะเห็นได้ว่าไม่เกี่ยวกับกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. แต่จะเกี่ยวข้องกับกฎหมายว่าด้วยพรรคการเมือง ในเรื่องของการไม่ปลดล็อกมากกว่าที่จะมาอ้างเรื่องการทำไพรมารีโหวตทันหรือไม่ทัน ความจริงถ้าห่วงพรรคการเมืองว่าจะทำไม่ทันก็รีบปลดล็อกคำสั่ง คสช.ที่ 57/2557 ตั้งแต่ตอนนี้ ทั้งหมดเป็นเรื่องการตัดสินใจของ คสช. ถึงแม้ว่าจะเป็นหน้าที่ของ สนช. แต่สำหรับ คสช.หากประสงค์อย่างใดก็สามารถแก้ไขและทำได้

ยื้อเวลาส่อจุดชนวนขัดแย้ง

เมื่อถามว่า การยืดเวลาออกไปอย่างน้อย 90วันใครได้ประโยชน์ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า คสช.และสนช. ก็อยู่นานขึ้นโดยอัตโนมัติ ส่วนอยู่นานแล้วจะดีขึ้นหรือเลวลงนั้นก็ขึ้นอยู่กับการบริหารงาน อย่างไรก็ตาม มีการมองว่าขณะนี้มีฝ่ายที่อาจจะทำให้การเมืองไม่สงบ คสช.จึงไม่ยอมปลดล็อก แต่คสช.ก็ไม่เคยพูดให้ชัดว่าเป็นคนกลุ่มไหนอย่างไร และมองไม่เห็นว่าการยืดเวลาออกไปจะเกิดประโยชน์หรือแก้ปัญหานี้ได้ ในทางตรงข้ามการเลื่อนออกไปแบบไร้ความชัดเจนจะกลับกลายเป็นสร้างเงื่อนไขให้มีความขัดแย้งวุ่นวาย เพราะถ้าการเลื่อนเลือกตั้งครั้งนี้นำไปสู่ผลประโยชน์ส่วนตัวทางการเมือง จะอันตรายมาก เพราะเป็นสิ่งที่เราพยายามจะขจัดออกไปโดยการปฏิรูป ดังนั้นถ้าไม่มีการให้ชี้แจงเหตุผลชัดเจนว่าเลื่อนเลือกตั้งแล้วจะมีผลประโยชน์กับส่วนรวมอย่างไรบ้าง ก็จะมีคำถามจากสังคมอีกเป็นร้อย

ฟังไม่ขึ้นช่วยเหลือพรรคการเมือง

นายประมวล เอมเปีย รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การที่ สนช.ยอมรับว่าออกกฎหมายนี้โดยเลื่อนการบังคับใช้ออกไปอีก 90-120 วัน แม้จะปฏิเสธว่าไม่ได้รับใบสั่งจากผู้มีอำนาจ โดยอ้างเหตุผลว่าเพื่อช่วยให้พรรคการเมืองมีเวลาเตรียมการเลือกตั้งนั้น ฟังไม่ขึ้นและเป็นคนละเรื่องเดียวกัน วันนี้สังคมดูที่การกระทำมากกว่าคำพูด สถานการณ์รัฐบาล คสช.หากยังบริหารโดยไร้ผลงานที่จับต้องได้ และยังเดินหน้าทำประชานิยมซ่อนรูปก็น่าเป็นห่วงว่ารัฐบาลจะลำบากในอนาคตอันใกล้ โดยเฉพาะผู้นำที่เป็นชายชาติทหารถ้าไม่รักษาคำพูดจะกระทบความเชื่อมั่นและดิสเครดิตรัฐบาล คสช.ให้ตกต่ำลงเรื่อยๆ คาดว่ารัฐบาลนี้จะอยู่ไม่ถึงโรดแม็ปที่วางไว้ เวลาที่เหลือน้อยของรัฐบาล คสช. จึงควรเร่งแก้ไขปัญหาปากท้อง ค่าครองชีพ หนี้สินครัวเรือนของประชาชน เพื่อกอบกู้วิกฤติศรัทธาให้เร็วที่สุด

“บิ๊กตู่” ย้ำแนวทาง ปชต.ไทยนิยม

วันเดียวกัน เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ห้องแกรนด์ไดมอนด์ บอลรูม ศูนย์ประชุมอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เป็นประธานเปิดงานสัมมนานักบริหาร ระดับสูงเพื่อการบูรณาการการพัฒนาประเทศ 4.0 โดยมีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวง ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ผู้ตรวจราชการพิเศษประจำสำนักนายกฯ รองปลัดกระทรวง ผู้ตรวจราชการกระทรวง อธิบดี รองอธิบดี ผู้ว่าฯและรองผู้ว่าราชการ จังหวัด กรรมการข้าราชการพลเรือน ปลัดและรองปลัด กรุงเทพมหานคร รวม 850 คนเข้าร่วมงาน โดยนายกฯปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ผู้บริหารส่วนราชการกับการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ : One Country One Team” ตอนหนึ่งว่า วันนี้เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านสู่การมีประชาธิปไตยอย่างยั่งยืน เป็นประชาธิปไตยไทยนิยม บนอัตลักษณ์ของคนไทยที่แตกต่างจากหลายๆประเทศในโลก และไม่ทิ้งหลักการประชาธิปไตยสากล ความเป็นคนไทยที่ชอบคือชอบ จนบางครั้งไม่ค่อยคำนึงถึงหลักการและความถูกต้องมากนัก

ยันไม่ได้วางยุทธศาสตร์สืบอำนาจ

นายกฯกล่าวว่า ประชาธิปไตยไทยนิยมที่ตนคิดขึ้นมาเอง ไม่ได้มุ่งหวังการเมือง แต่มุ่งหวังทำประเทศหลุดพ้นความยากจน ความขัดแย้ง เริ่มทำใน 3 ปีที่ผ่านมา ตนไม่อาจกล่าวอ้างว่าทำได้ดีที่สุด วางแผนทำงานตามยุทธศาสตร์ชาติ แผนปฏิรูป ระยะ 5 ปี 10 ปี 20 ปี มีการลงทุนเป็นจำนวนมาก จึงถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ารัฐบาลลงทุนมากเกินไป เรื่องบัตรคนจนยืนยันว่าไม่ใช่ประชานิยม แต่เราทำเพื่อให้มีความเท่าเทียม เปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงโอกาส ส่วนยุทธศาสตร์ที่ทำขึ้นไม่ได้ไปคุมใครหรือเพื่อสืบทอดอำนาจ

ขันนอต ขรก.สั่งทำตัวชี้วัดผลงาน

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ที่ผ่านมา 3 ปีขอบคุณที่พยายามทำกันอย่างเต็มที่ อดทนทำหน้าที่ตนเอง ฟันฝ่าอุปสรรคอย่างดีที่สุด ปี 61 เป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลง อย่ามองว่ายังไม่ใช่เวลาของตัวเอง บางคนยังไม่รู้ไม่สนใจ เพราะยังไม่ได้เป็นปลัดกระทรวง ยังไม่ได้เป็นผู้ว่าฯจะไปสนใจทำไม เดี๋ยวรอนายสั่ง คือสั่งอะไร ต่อไปนี้ไม่ได้ วัดผลทั้งหมด รองผู้ว่าฯจะเป็นผู้ว่าฯ หรือใครจะเป็นปลัด อธิบดี ตนให้มีตัวชี้วัดหมด มอบหมายให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯดำเนินการร่วมกับสำนักงาน ก.พ. ประเมินผลงาน โดยมีตัวชี้วัดเพิ่มขึ้นจากเดิม ตนรู้ประเพณีไทยดี แต่ไม่ใช่เรื่องต้องมาเอาใจตน มาอวยพรกินข้าวด้วย เอาเวลาไปอยู่กับเมียโน่น ส่วนตัวตนไม่เคยวิ่งเต้นขอตำแหน่งใคร เราต้องมีศักดิ์ศรีในการทำงาน และที่ผ่านมา 3 ปีถ้าไม่สั่งทุกอย่างเดินหน้าไม่ได้

ทัศนคติอันตรายมุ่งสงครามโซเชียล

นายกฯกล่าวอีกว่า ตนยืนยันประเทศไทยจำเป็นต้องมีความพร้อมด้านความมั่นคง เห็นหลายคนแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อว่าประเทศไทยควรมุ่งเน้นเรื่องสงครามโซเชียลมากกว่าการพัฒนาด้านกำลังรบ คิดว่าอันตรายมาก เพราะเรามีเส้นเขตแดนกว่า 5 พันกิโลเมตร หากไม่พัฒนาด้านกำลังรบจะเอาอะไรมาดูแลเพื่อให้มีศักยภาพกับสงครามตรงนี้ เราไม่ได้ต้องการรบกับใคร แต่ไม่ต้องการให้ใครมาละเมิดอธิปไตย และมีชีวิตของประชาชน ชีวิตของทหาร เลือกอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ จำเป็นต้องพร้อมทุกอย่าง เพราะเราไม่รู้ในโลกจะเกิดอะไรขึ้น ต้องติดตามข่าวต่างประเทศเพื่อสร้างความเข้าใจกับประชาชนด้วย ไม่เช่นนั้นจะถูกชักจูงไปกันหมดว่าจะเอางบประมาณมาทุ่มเทให้ตรงนี้อย่างเดียว ทั้งที่ประชาชนยังเดือดร้อน ก็ไม่รู้ว่าอย่างอื่นไม่สำคัญเลยหรือ ตนสวดมนต์ทุกคืน สวดให้ประเทศชาติ พระมหากษัตริย์ และตอนนี้ยังสวดมนต์ให้ คสช.ด้วย เอาตัวให้รอด ตนไม่ใช่ศัตรูของท่าน วันหน้าก็คนธรรมดาคนหนึ่ง แต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ก็เป็นไปตามโรดแม็ป

ลั่นไม่เคยห้ามสอบทุจริตรัฐบาล

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวด้วยว่า เราต้องเปลี่ยนแปลงแก้ทุจริตให้ได้ ต้องใช้กฎหมาย กระบวนการยุติธรรม องค์กรอิสระตรวจสอบ ต้องเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของเรา ไม่ใช่ตัดสินออกมาแล้วยังบอกไม่ใช่ ไม่ถูกต้อง แล้วอย่างนี้จะเชื่อใคร บอกเป็นญาติคนนี้คนนั้น อีกหน่อยญาติไม่ต้องทำงานที่อื่นแล้ว รัฐบาลนี้ใครบอกว่าตนไม่ตรวจสอบ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ก็ทำมาตลอด ก็ชี้แจงไป ถ้าชี้แจงได้ก็จบ ถ้าชี้แจงไม่ได้ก็นำไปสู่ กระบวนการ ตนไม่เคยไปสั่งเขาว่าต้องหยุด หรือต้องทำอย่างไร แล้วบอกว่ารัฐบาลนี้ไม่ต้องรับการตรวจสอบได้อย่างไร มันจะพวกเดียวกันได้อย่างไร ทุกคนต้องทำหน้าที่ตัวเอง ไม่ได้ตัดสินใจด้วยคนคนเดียว แต่ตัดสินด้วยคณะทำงาน ไม่ใช่ว่าตนปฏิเสธ ความรับผิดชอบอย่างที่หลายคนพูดว่ารัฐบาลนี้ไม่รับการตรวจสอบ ขณะที่ข้าราชการถูกฟ้องระนาวอยู่แต่ไม่มีใครรู้ ขึ้นศาลอยู่ ตนเซ็นทุกอาทิตย์ ถ้าแยกแยะไม่ออกจะขัดแย้งตลอดไป อย่าให้ใครมาตีตรงนี้ให้วุ่นวาย

25-26 ม.ค. บินถกอาเซียน-อินเดีย

พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. มีกำหนดเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน-อินเดีย ในโอกาสครบรอบ 25 ปีความสัมพันธ์อาเซียน-อินเดีย และรับเชิญเป็นแขกเกียรติยศร่วมกับผู้นำอาเซียน ในงานวันสถาปนาสาธารณรัฐอินเดีย ครั้งที่ 69 ระหว่างวันที่ 25-26 ม.ค.61 ณ กรุงนิวเดลี สาธารณรัฐอินเดีย การประชุมครั้งนี้เอกสารผลลัพธ์สำคัญคือปฏิญญาเดลี บนความร่วมมือทั้งมิติการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม การสร้างความเชื่อมโยงและลดช่องว่างด้านการพัฒนา เป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ สร้างเสถียรภาพและความสมดุลในพื้นที่มหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก ขณะเดียวกันไทยเป็นจุดเชื่อมโยงกายภาพระหว่างอินเดียและอาเซียน ทั้งทางบก ผ่านโครงการถนนสามฝ่าย (อินเดีย-เมียนมา-ไทย) และทางทะเล อาทิ โครงการท่าเรือ เขตเศรษฐกิจพิเศษทวายด้วย

ยกโพลเตือน คสช.มาตามระบบ

นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ อดีต ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กรณีกรุงเทพโพลระบุผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนร้อยละ 70.6 เห็นว่านายกฯควรมาจากการเลือกตั้ง สะท้อนชัดว่าคนส่วนใหญ่ต้องการเลือกผู้บริหารประเทศเอง ไม่ยอมรับคนที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ฉะนั้นใครที่อยากอยู่ในอำนาจต่อต้องทบทวน เพราะประชาชนมองการเลือกตั้งคือหัวใจของโอกาสวันข้างหน้า และจะเป็นตัวชี้วัดความไว้วางใจ หากฝ่ายท่านต้องการเข้ามามีอำนาจก็ควรให้ประชาชนเป็นผู้เลือกจะสง่างามกว่า ส่วนที่นิด้าโพลระบุผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนร้อยละ 42 มองภาพรวมผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใน ครม. สนช. สปท. ไม่ค่อยมีจริยธรรมนั้น เมื่อพวกท่านเคยระบุว่านักการเมืองไม่ดี ต้องการเข้ามาปฏิรูปก็ต้องทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดี เมื่อประชาชนตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องจริยธรรม ก็ต้องชี้แจงให้ได้ ไม่ใช่ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง

“บิ๊กฉัตร” ไม่เชื่อรัฐบาลขาลง

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกฯ กล่าวถึงกระแสโจมตีว่าเป็นช่วงขาลงของรัฐบาล คสช.ว่า คนดูอาจวิจารณ์ได้ แต่เราเองต้องตั้งหลักให้ดี ตนไม่ได้มองว่าเป็นขาลงของรัฐบาล เรายังคงทำงานตามปกติ นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่พบปะประชาชนต่างจังหวัดยังมีกำลังใจดี ท่านยืนยันทุกครั้งว่าทำตามโรดแม็ป เวลานี้รัฐบาลตั้งใจทำงานทุกคน เมื่อถามย้ำว่า ยังเชื่อหรือไม่ว่าทุกอย่างจะยังเป็นไปตามโรดแม็ป รองนายกฯตอบว่า ยังเชื่อมั่นว่าจะเดินตามโรดแม็ป นายกฯพูดแล้วว่าเป็นไปตามนั้น ส่วนเรื่องกองหนุนน้อยลงก็ไปตีความกันได้หลายอย่าง ตนยังเห็นเสียงของประชาชนตามภูมิภาคตอบรับนายกฯดีเมื่อถามว่า สัญญาณสนับสนุนรัฐบาล คสช.รวมถึงนักการเมืองด้วยหรือไม่ พล.อ.ฉัตรชัยตอบว่า ไม่ทราบ ไม่เคยคุยกับนักการเมือง

อัยการขอกำลังดีเอสไอรับมือ กปปส.

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีหนังสือเรื่องขอกำลังรักษาความปลอดภัย ถึงอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เนื้อหาระบุว่า ด้วยสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 4 สำนักงานอัยการสูงสุด ได้กำหนดให้ผู้ต้องหาในคดีพิเศษที่ 261/2556 คดีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตแกนนำ กปปส. กับพวกรวม 58 คน มาเพื่อทราบคำสั่งและการกำหนดส่งตัวผู้ต้องหาต่อศาลอาญาในวันพุธที่ 24 ม.ค.2561 เวลา 08.00 น. เนื่องจากคดีดังกล่าวเป็นคดีสำคัญ มีสื่อมวลชนและประชาชนให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก ดังนั้นจึงขอความร่วมมือมายังท่านเพื่อพิจารณาจัดสรรเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการจำนวน 10 นาย และรถตู้จำนวน 2 คัน เพื่อทำหน้าที่ดูแลรักษาความเรียบร้อยและรักษาความปลอดภัยบริเวณสำนักงานอัยการสูงสุด อาคารถนนรัชดาภิเษก และเพื่อใช้สำหรับนำตัวผู้ต้องหาส่งฟ้องต่อศาลอาญาต่อไปตามลำดับ ในการนี้ได้มอบหมายให้ น.ส.สุพัตรา ยอดกุล นิติกรสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 4 เป็นผู้ประสานงาน ลงนามโดยนายวิรุฬห์ ฉันท์ธนนันท์ อัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 4

กมธ.แจงยืดเวลาบังคับใช้กฎหมายลูกเลือกตั้ง ส.ส. 90 วัน ช่วยพรรคการเมืองที่ยังติดล็อกคำสั่ง คสช. มีเวลาเพียงพอทำกิจกรรมตามกติการัฐธรรมนูญใหม่ แต่เด้งเชือกปมเลื่อนโรดแม็ป พร้อมชงตัดสิทธิเพิ่มกรณีไม่ไปเลือกตั้ง ขยายเวลาหย่อนบัตร 23 ม.ค. 2561 00:04 23 ม.ค. 2561 02:20 ไทยรัฐ