วันอังคารที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

วิเคราะห์ดีเอ็นเอมัมมี่เด็ก เพื่อวิจัยโรคในยุคโบราณ

มีผลการวิจัยใหม่ๆที่สร้างความเชื่อมั่นว่าเชื้อไวรัสมีอยู่ในมนุษย์มานานนับหลายศตวรรษ จากรายงานของทีมนักพันธุศาสตร์วิวัฒนาการและศูนย์พันธุกรรมโบราณคดีแม็คมาสเตอร์ และสถาบันวิจัยโรคติดเชื้อ ในสหรัฐอเมริกา ได้นำข้อมูลทางพันธุกรรมหรือจีโนม (genome) ที่สกัดจากซากศพมัมมี่เด็กตัวเล็กๆ ที่ฝังอยู่ในมหาวิหารเซนต์โดมีนิโค มัจจอร์เร ในเมืองเนเปิลส์ ประเทศอิตาลี มาจัดลำดับข้อมูลทางพันธุกรรม จนพบสายพันธุ์ไวรัสตับอักเสบบีโบราณ

การค้นพบใหม่โต้แย้งกับข้อมูลก่อนหน้านี้ เนื่องจากในสมัยศตวรรษที่ 16 มีการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ที่ยังไม่มีการทดสอบดีเอ็นเอเหมือนยุคนี้ เผยว่าซากเด็กดังกล่าวติดเชื้อไวรัสวาริโอลา (Variola virus) ที่รู้จักกันว่าคือไข้ทรพิษ หรือโรคฝีดาษ เป็นโรคติดต่อร้ายแรงมีลักษณะผื่นขึ้นตามตัว แต่เมื่อใช้เทคนิคการเรียงลำดับดีเอ็นเอขั้นสูงพบว่าเด็กติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี สามารถพัฒนาเป็นผื่นขึ้นบนใบหน้าที่รู้จักในชื่อกลุ่มอาการจานอตตี-กรอสตี (Gianotti-Crosti syndrome)

นักพันธุศาสตร์วิวัฒนาการอธิบายว่าวิธีการทางโมเลกุลสามารถช่วยในการระบุถึงเชื้อโรคที่สำคัญในอดีตได้ และยังทำให้สามารถยับยั้งการแพร่เชื้อได้ดีขึ้น ทั้งยังชี้ว่าไวรัสตับอักเสบบีชนิดนี้มีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยในช่วง 450 ปีที่ผ่านมา และวิวัฒนาการของมันก็มีความซับซ้อน อย่างไรก็ตาม นักวิจัยเผยว่าการศึกษาไวรัสโบราณอาจช่วยให้ล่วงรู้ถึงการระบาดของโรคที่ผ่านๆมา และจะช่วยให้เข้าใจการแพร่กระจายของเชื้อโรคยุคใหม่ เพื่อหาหนทางควบคุมได้ดีที่สุด ซึ่งปัจจุบันมีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้เกือบ 1 ล้านคนในทุกปี.

(Credit : Gino Fornaciari, University of Pisa)

มีผลการวิจัยใหม่ๆที่สร้างความเชื่อมั่นว่าเชื้อไวรัสมีอยู่ในมนุษย์มานานนับหลายศตวรรษ จากรายงานของทีมนักพันธุศาสตร์วิวัฒนาการและศูนย์พันธุกรรมโบราณคดีแม็คมาสเตอร์ และสถาบันวิจัยโรคติดเชื้อ ในสหรัฐอเมริกา ได้นำข้อมูลทางพันธุกรรม 22 ม.ค. 2561 14:42 22 ม.ค. 2561 14:47 ไทยรัฐ