วันเสาร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ถังเดียวเที่ยว 500 กิโลเมตร! AUDI Q5 45TFSI QUATTRO S-LINE

ถังเดียวเที่ยว 500 กิโลเมตร! AUDI Q5 45TFSI QUATTRO S-LINE

  • Share:

Audi Q5 คือรถอเนกประสงค์เอสยูวีไซส์กลางที่เสียบอยู่ตรงกลางระหว่าง Q3 และ Q7 จากยอดขายกว่า 1.6 ล้านคันในเจเนอเรชั่นแรกเมื่อปี 2008 มาจนถึง Q5 รุ่นล่าสุดเจเนอเรชั่นที่ 2 ซึ่งเปิดตัวไปสดๆ ร้อนๆ เมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา Q5 ใหม่เพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีของระบบขับเคลื่อน รวมถึงความหรูหราสะดวกสบายในการขับใช้งาน แม้จะโดนตัดออปชั่นเพื่อทำราคาให้สามารถต่อสู้กับคู่แข่งอย่าง BMW X3 และ Mercedes Benz GLC แต่ประสิทธิภาพด้านการทรงตัวและกำลังของเครื่องยนต์ของแบรนด์สี่ห่วงในรุ่น Q5 45 TFSI นั้นไม่เป็นสองรองใคร รวมถึงสมรรถนะของระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบใหม่ ที่มีชื่อเรียกว่า Audi Ultra Quattro ซึ่งถูกบรรจุอยู่ในรถ Q5 เจเนอเรชั่นที่ 2 เพื่อความสามารถในการขับแบบออฟโรด 

Q5 ใหม่ใช้แพลตฟอร์ม MLB2 ร่วมกับรถยนต์หลากหลายรุ่นภายใต้แบรนด์ Audi เช่น A4 / A8 / Q7 และ Volkswagen Touareg MKII เป็นแพลตฟอร์มที่มีความหลากหลาย ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับเครื่องยนต์เบนซินและดีเซลความจุ 2.0 ลิตร ไปจนถึงเครื่องยนต์ V6 3.0 ลิตร รวมถึงเครื่องยนต์ลูกผสมแบบปลั๊กอินไฮบริด กับการวางระบบขับเคลื่อนแยกย่อยทั้งขับเคลื่อนล้อหน้า และขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลา AWD

รูปทรงของ Audi Q5 รุ่นใหม่ออกมาในแนวอ้วนป้อม แม้จะมีหน้าตาคล้ายกับพี่ใหญ่ในรุ่น Q7 แต่ Q5 นั้นมีมิติตัวถังที่เล็กกว่ารถรุ่นพี่อยู่พอสมควร บั้นท้ายที่ตัดลาดลงส่วนท้ายพร้อมกับความลงตัวของเสาท้าย Q5 มีมิติตัวถังกว้าง 1,893 มิลลิเมตร ยาว 4,663 มิลลิเมตร และสูงแค่ 1,659 มิลลิเมตร ฐานล้อยาว 2,819 มิลลิเมตร ความกว้างของล้อหน้า/หลังอยู่ที่ 1,616/1,609 มิลลิเมตร โอเวอร์แฮงก์ที่มีการออกแบบให้สั้นกระชับ ส่งผลไปถึงวงเลี้ยวที่ค่อนข้างแคบ เป็นอีกจุดที่ทำออกมาได้ดี ช่วยทำให้เกิดความคล่องตัวเมื่อต้องการเลี้ยวกลับลำบนถนนที่คับแคบ 

สัดส่วนตัวถังที่ไม่ใหญ่โตเหมือน Q7 ทำให้เกิดความคล่องตัว ปราดเปรียว เหมาะกับการใช้งานในเมือง ระบบขับเคลื่อนและระบบรองรับออกแบบมาสำหรับการลุยเส้นทางที่ทุรกันดาร (แต่ไม่ค่อยมีใครกล้าเอาไปลุยหนักๆ เพราะกลัวค่าซ่อม) มาตรการลดน้ำหนักส่วนเกิน ทำให้ Audi Q5 เจเนอเรชั่นที่ 2 มีน้ำหนักเบากว่ารถรุ่นแรก 90 กิโลกรัม น้ำหนักที่ลดลงเกือบ 100 กิโลกรัม ส่งผลไปถึงอัตราเร่งที่ดุเดือดมากยิ่งขึ้น รวมถึงสภาพการควบคุมผ่านกลไกขับเคลื่อน 4 ล้อเวอร์ชั่นล่าสุด Audi Ultra Quattro ทำให้เจ้า Q5 เป็นรถเอสยูวีไซส์กลางที่มีการควบคุมดีเยี่ยมอยู่ในระดับหัวแถว ไม่แตกต่างไปจาก BMW X3 และ Mercedes Benz GLC 

ระบบไฟส่องสว่างแบบ Full LED ให้ความคมชัดรวมกับความสวยงามของชุดไฟหน้าแบบใหม่ที่คล้ายกับ Q7 น่าเสียดายที่ออปชั่นไฟ LED แบบ Matrix LED ถูกตัดออกไป ระบบไฟดังกล่าวประกอบด้วยหลอด LED 16 หลอด ทำงานร่วมกับกล้องมองภาพด้านหน้า ในการปรับรูปแบบของการส่องสว่างไปตามสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน โดยมีความละเอียดสูงสุดมากถึง 64 สเตป ส่วนกรอบไฟท้ายแบบใหม่แยกไฟท้ายออกเป็นสองชั้น ไฟท้ายปกติใช้หลอด LED แบบใหม่โดยเฉพาะไฟเลี้ยวที่สามารถวิ่งจากด้านในออกไปด้านนอก ช่วยเพิ่มมุมมองให้กับรถคันหลังได้ดี ทำให้เกิดความปลอดภัยเมื่อต้องการเปลี่ยนทิศทาง ไฟเบรกดวงที่ 3 มาพร้อมกับระบบ Adaptive Brake โดยไฟเบรกจะกะพริบถี่ยิบเมื่อใช้เบรกแบบฉุกเฉิน 

ระบบอากาศพลศาสตร์ หรือแอร์โรไดนามิก กลายเป็นเรื่องที่มีความสำคัญในเอสยูวีหรูยุคใหม่ ซึ่งจะต้องมีความลู่ลมเพื่อลดอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง Q5 ได้รับการออกแบบ และพัฒนาในขั้นตอนของการวิจัยก่อนดันขึ้นสู่ไลน์การผลิต ค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานอากาศที่ถูกขัดเกลาจากอุโมงค์ลม ทำให้ New Q5 มีค่า cd อยู่ที่ 0.30 รูปทรงที่ลู่ลมช่วยลดอาการยกตัวเมื่อใช้ความเร็วสูง สปอยเลอร์ที่ด้านบนของฝาท้ายช่วยสร้างแรงกด เมื่อความเร็วทะยานผ่าน 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใต้ท้องรถที่ถูกปิดคลุม ช่วยลดกระแสลมหมุนวน ซึ่งจะส่งผลต่อการทรงตัว 

โครงสร้างของแชสซีส์ใช้ตัวถังแบบโมโนค็อก เป็นโครงสร้างที่ขึ้นรูปด้วยการผสมผสานโลหะที่มีความแข็งแรงหลากหลายชนิด เช่น เหล็กกล้า และอะลูมินั่มอัลลอย เพื่อทำให้โครงสร้างมีความแข็งแกร่ง และช่วยลดน้ำหนักในบางจุดบางตำแหน่ง ตัวถังด้านข้างและบานประตูทั้ง 4 ผลิตจากเหล็กกล้า Ultra high Strength ส่วนฝากระโปรงหน้า และฝาท้ายทำจากอะลูมินั่มอัลลอย อุโมงค์เพลากลางที่เชื่อมต่อกันระหว่างส่วนหน้าและส่วนท้าย จัดวางในรูปตัว H และทำจากเหล็กเหนียวพิเศษ เพื่อป้องกันอาการบิดตัวเมื่อขับลุยทางวิบาก รวมถึงช่วยเพิ่มความเสถียรเมื่อทำความเร็ว 

รถ Audi ยุคใหม่มีงานออกแบบห้องโดยสารที่คล้ายคลึงกันจากการแชร์ชิ้นส่วนภายใน เพื่อเป็นการลดต้นทุนไปในตัว ห้องโดยสารของ New Q5 เน้นความเรียบง่ายแต่มีความหรูหราเพื่อให้เหมาะสมกับภาพลักษณ์ของรถยนต์พรีเมี่ยมเอสยูวี อุปกรณ์ไฮเทคทันสมัยบรรจุมาให้ใช้งานคล้ายรถรุ่นพี่อย่าง Q7 เบาะหุ้มหนังแท้สีน้ำตาล ใช้เบาะแบบสปอร์ตพร้อมกลไกปรับเบาะแบบไฟฟ้าทั้งตำแหน่งคนขับและคนนั่งหน้า เบาะของ Q5 แม้จะแตกต่างจากเบาะของ Q7 ที่นั่งได้สบายกว่าแต่ก็ไม่ได้ด้อย หรือทำให้นั่งขับทางไกลไม่สบายตัว เบาะหลังออกแบบให้สามารถพับได้อย่างหลากหลาย เพื่อเปิดพื้นที่ในการขนสัมภาระชิ้นโตๆ พนักพิงศีรษะอยู่ในตำแหน่งที่ดีไม่ดันหัวมากจนเกินไป

แดชต์บอร์ดคอนโซลผลิตจากโฟมขึ้นรูป ห่อหุ้มด้วยวัสดุพวกหนังสังเคราะห์เกรดสูง ช่องแอร์ทรงสี่เหลี่ยม แดชต์บอร์ดคาดกลางด้วยงานอะลูมินั่มอัลลอย ตัดกับหนังสีดำที่ให้ห่อหุ้มได้อย่างลงตัว ทำให้มีความหรูหราเพิ่มมากขึ้น จอมอนิเตอร์แสดงผล ขนาด 7 นิ้ว (เล็กไปนิด) แสดงข้อมูลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการปรับตั้งโหมดของระบบขับเคลื่อน เป็นจอมอนิเตอร์ของกล้องมองหลังที่ทำงานร่วมกับเกียร์ถอย พร้อมเซนเซอร์เสียงแจ้งเตือนการขับถอยหลังเข้าไปใกล้กับสิ่งกีดขวาง เป็นมอนิเตอร์ของระบบให้ความบันเทิงเริงรมย์ ระบบนำทางด้วยดาวเทียมไม่มีมาให้ (ต้องจ่ายเงินเพิ่มแบบออปชั่นเสริม) รวมถึงการแจ้งเตือนค่าต่างๆ ของตัวรถ จอมอนิเตอร์ที่เป็นหัวใจของระบบสั่งงาน Audi MMI Multimedia Interface ประกอบด้วยการสั่งงานแบบค่าเริ่มต้นไปจนถึงระดับก้าวหน้า ที่ครอบคลุมการใช้งานกับอุปกรณ์เสริมต่างๆ ทั้งโทรศัพท์ไร้สาย และเครื่องเล่นเพลงแบบพกพา

การออกแบบเพื่อลดความยุ่งยากในการเข้า หรือออกจากเมนูของระบบ MMI Multimedia Interface ทำให้ใช้งานได้ง่าย ไม่ต้องเสียเวลาในการทำความเข้าใจ หรือเรียนรู้เพื่อสร้างความคุ้นเคย การปรับปรุงระบบปฏิบัติงานในรถยนต์ Audi ผ่านจอภาพแสดงผล พร้อมระบบ Multimedia Interface หรือ MMI ช่วยทำให้ทุกอย่างง่ายดายขึ้น แม้จะไม่ละเอียดลออเท่ากับ BMW iDRIVE หรือ Mercedes Benz Comand Controller ฟังก์ชั่นที่ออกแบบให้ง่าย และสะดวกรวดเร็ว แม้แต่คนที่ไม่เคยขับ Audi ก็สามารถใช้งานได้อย่างคล่องแคล่ว

ระบบเสียง Bang & Olufsen ถูกติดตั้งในรถ Q5 รุ่น 45TFSI ด้วยจำนวนของลำโพงที่มากถึง 17 ตำแหน่งรอบๆ ห้องโดยสาร มิติของเสียงเพลงที่เล่นผ่าน USB แม้จะไม่คมชัดเท่ากับ Mercedes Benz Burmester ใน GLC250d AMG Dynamic แต่กำลังขับมหาศาลระดับ 755 วัตต์ ช่วยขับกล่อมขณะขับรถด้วยเสียงเพลงที่เน้นความหนักแน่นและคมชัดใช้ได้ แอมป์ขนาด 16 แชนแนล พร้อมลำโพง 17 ตำแหน่ง ติดตั้งอยู่ที่เสาหน้า ซ้าย-ขวา 4 ตำแหน่ง ที่ด้านบนของแดชต์บอร์ด 3 ตำแหน่ง บานประตูหน้า ซ้าย-ขวา 4 ตำแหน่ง บานประตูหลัง ซ้าย-ขวา 4 ตำแหน่งและที่ด้านหลังอีก 2 ตำแหน่ง 

พวงมาลัยแบบสปอร์ต 3 ก้านมีขนาดรอบวงที่พอดิบพอดี หุ้มด้วยหนังแท้จับได้กระชับมือ หลังวงพวงมาลัยติดตั้งแป้นเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ Paddle Shift ก้านวงด้านขวาติดตั้งปุ่มสั่งงานด้วยเสียง ปุ่มรับ หรือวางสายโทรศัพท์ระบบบูลทูธ ปุ่มเสียงของระบบนำทางด้วยดาวเทียม (ออปชั่นเสริม) รวมถึงปุ่มเร่งหรือเบาเสียงจากลำโพง ส่วนก้านวงพวงมาลัยด้านซ้ายเป็นที่อยู่ของปุ่มควบคุม และเลือกดูเมนูต่างๆ ในจอภาพ MID multi information display แม้จะมีขนาดเล็กแต่มีการออกแบบให้ใช้งานได้สะดวกรวดเร็ว ขนาดที่เล็กของปุ่มควบคุมบนพวงมาลัยช่วยลดปัญหานิ้วมือไปโดนแบบไม่ตั้งใจ สำหรับพวงมาลัยไฟฟ้าของ Audi Q5 45TFSI เวอร์ชั่นประกอบนอก ใช้กลไกการปรับตั้งระยะของพวงมาลัยแบบแมนนวล พวงมาลัยปรับสูงต่ำหรือใกล้-ไกลได้ ออกแบบเพื่อการปรับตั้งที่ครอบคลุมทุกสรีระของผู้ขับ ควบรวมกับการปรับตั้งเบาะนั่งแบบไฟฟ้าของเบาะคู่หน้า 

ออปชั่นที่โดนตัดออกไปเพื่อกดราคาให้สามารถต่อสู้กับ BMW X3 และ Mercedes Benz GLC ทำให้หน้าปัดมาตรวัดของ Audi Q5 45TFSI เป็นแบบแอนาล็อก แทนที่จะใช้แบบ Virtual cockpit ที่ทันสมัย และน่าใช้มากกว่า เจ้า Q5 รุ่นขายในไทยแต่ประกอบต่างประเทศ ใช้เข็มวัดสีแดงพร้อมตัวเลขสีขาวที่สังเกตได้ง่าย มาตรวัดความเร็ว และมาตรวัดรอบมีขนาดเท่ากัน รวมถึงมาตรวัดระดับของเชื้อเพลิงในถังที่ด้านขวา และมาตรวัดอุณหภูมิของเครื่องยนต์ที่ด้านซ้าย กึ่งกลางของมาตรวัดเป็นจอภาพ MID multi information display แจ้งเตือนข้อมูลที่สำคัญของการขับขี่ เช่น อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงแบบกิโลเมตรต่อลิตร คำนวนการใช้เชื้อเพลิงรวมถึงการใช้พลังงานต่างๆ เช่น ระบบปรับอากาศ เวลาและวันที่ อุณหภูมิภายนอก ตำแหน่งของเกียร์ออโต้ 7 สปีด โหมดการขับเคลื่อน การเปิด-ปิดประตูทุกบาน รวมถึงฝากระโปรงหน้าและฝาท้าย 

โหมดการขับเคลื่อนของ Audi Q5 45TFSI มีให้เลือกใช้ถึง 6 โหมด เริ่มจาก Off Road / Efficiency / Comfort / Auto / Dynamic / Individual ครอบคลุมลักษณะของการขับเกือบจะทุกรูปแบบทั้งการขับลุยบนเส้นทางออฟโรด การใช้เชื้อเพลิงอย่างประหยัด โหมดมาตรฐาน Comfort ซึ่งเป็นโหมดเริ่มต้นเมื่อสตาร์ตเครื่องยนต์ โหมด Auto สำหรับการจัดการที่หลากหลาย โหมด Dynamic สำหรับการขับแบบสปอร์ต และโหมด Individual ที่ผู้ขับสามารถล้วงลึกเข้าไปปรับตั้งแยกย่อยการทำงานของพวงมาลัย และการตอบสนองของเครื่องยนต์ 

Audi Q5 45 TFSI quattro S-Line เป็นรถที่มีลักษณะของการวางเครื่องยนต์แบบสมมาตร เอื้อต่อการขับขี่แบบสปอร์ต เครื่องยนต์วางตามยาวขับเคลื่อนด้วยล้อทั้งสี่ พร้อมตัวเลขการกระจายน้ำหนักที่ดีเยี่ยม เป็นเครื่องยนต์เบนซินแบบ 4 กระบอกสูบ จ่ายเชื้อเพลิงด้วยระบบฉีดตรง Direct Injection ปริมาตรความจุ 2.0 ลิตร หรือ 1,984 ซีซี. อัดอากาศด้วยเทอร์โบลูกเดี่ยวโดดๆ มีความกว้างกระบอกสูบ 82.5 มิลลิเมตร ช่วงชัก 92.8 มิลลิเมตร (เป็นเครื่องยนต์แบบชักสั้นดันยาว) อัตราส่วนกำลังอัด 9.6 : 1ให้กำลังสูงสุดมากถึง 185 กิโลวัตต์ หรือ 252 แรงม้า ที่ 5,000–6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 370 นิวตัน-เมตร ที่ 1,600–4,500 รอบต่อนาที ระบบส่งกำลังใช้เกียร์อัตโนมัติคลัตช์คู่ S-Tronic แบบ 7 สปีด พร้อมแป้นเปลี่ยนเกียร์หลังพวงมาลัย Paddle Shift ขับเคลื่อน 4 ล้อ ด้วยกลไกเฟืองทดกำลังไฟฟ้ารุ่นใหม่ล่าสุด Quattro with ultra technology สมรรถนะ เร่งจาก 0-100 กิโลเมตร ใน 6.3 วินาที ความเร็วสูงสุด 237 กิโลเมตรต่อชั่วโมง 

รุ่น 45TFSI Quattro มีแรงบิดสูงสุด 370 นิวตัน-เมตร ที่ 1,600 รอบต่อนาที เป็นเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบที่เน้นการตอบสนองอย่างว่องไว แทบจะไม่มีอาการรอรอบ แรงบิดสูงสุดลากไปถึง 4,500 รอบต่อนาที ด้วยพละกำลังที่มากถึง 252 แรงม้า ส่วนอัตราการปล่อย Co2 อยูที่ 154 กรัม ต่อระยะทาง 1 กิโลเมตร อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงในและนอกเมือง เฉลี่ย 14.8 กิโลเมตรต่อลิตร (เป็นตัวเลขที่เคลมมาจากโรงงานแต่เมื่อวิ่งใช้งานจริงๆ ทำได้ 10.4 กิโลเมตรต่อลิตร (เส้นทางภูเขาสลับทางพื้นราบ) 

แต่ละสูบของเครื่องยนต์ 2.0 TFSI ใช้หัวฉัดไฟฟ้า 2 ตัวแบบ Dual Injection หัวฉีดทั้งสองทำงานไปตามสภาพการณ์โหลดและรอบเครื่องยนต์ โดยใช้ระบบ Direct Injection เป็นหัวฉีดในฝั่งแรงดันสูง ขณะเดียวกัน Manifold Injection ถูกใช้เป็นหัวฉีดในฝั่งแรงดันต่ำ การฉีดจ่ายเชื้อเพลิงด้วยแรงดัน 200 บาร์ แปรผันไปตามรอบเครื่องยนต์ Manifold Injection รับหน้าที่ฉีดเชื้อเพลิงในรอบเดินเบาไปจนถึงการเคลื่อนตัวในย่านความเร็วต่ำ ส่วน Direct Injection เข้ามารับช่วงต่อในรอบปานกลางถึงรอบสูงสุด รวมถึงการฉีดจ่ายเชื้อเพลิงพร้อมๆ กันทั้งสองระบบในบางสภาวะการทำงาน เพื่อทำให้การเผาไหม้มีประสิทธิภาพ อากาศที่ถูกลำเลียงผ่านท่อไอดีเข้าไปยังห้องเผาไหม้รับหน้าที่โดยเทอร์โบแบบ Twin Scroll บูสต์อากาศด้วยแรงดัน 0.8 บาร์ ระบบวาล์วแปรผัน Audi valvelift system ปรับเปลี่ยนองศาของการเปิด-ปิดวาล์วให้มีความสัมพันธ์กับรอบเครื่องยนต์ องศาการเปิด-ปิดของวาล์วไอดีแปรผันได้ 60 องศา ขณะที่วาล์วไอเสียสามารถแปรผันได้ 30 องศา เป็นความสามารถพิเศษของระบบเพลาราวลิ้น 

ระบบกันสะเทือนของ Audi Q5 45TFSI เป็นแบบFive Link ทั้งหน้าและหลัง รวมถึงจุดยึดโยงต่างๆ ที่ใช้ชิ้นส่วนโลหะน้ำหนักเบาอย่างอะลูมินั่มอัลลอย ช่วงล่างของ Q5 ใหม่สามารถรับแรงจากแกนดิ่งและแกนขวางได้ดี เป็นช่วงล่างแบบกลไกทั่วไปที่มีน้ำหนักเบาลง จากการใช้ชิ้นส่วนอัลลอยเพื่อส่งถ่ายความรู้สึกได้ดีกว่าช่วงล่างที่ทำจากเหล็กล้วนๆ 

ร่ายยาวสรรพคุณรายละเอียดตัวรถกันสามวาสองศอก ก็มาถึงห้วงเวลาของการทดลองขับ นี่คือเอสยูวีจากค่ายสี่ห่วงที่มีรูปทรงคล้ายกับรถรุ่นพี่อย่าง Q7 จากการทำตัวเป็นรถยนต์อเนกประสงค์ไซส์กลางที่มีขนาดลดหลั่นลงมาจาก Q7 ที่ใหญ่โตราวกับช้างพลายตกมัน ผมมีเวลาอยู่กับเจ้า Q5 รุ่นล่าสุดนาน 6 วัน 6 คืน เริ่มจากการขับใช้งานในกรุงเทพฯ ในเขตที่มีการจราจรหนาแน่นเข้าขั้นจราจลในแถบพหลโยธิน-ลาดพร้าวเพื่อดูความคล่องตัว Q5 รุ่น 45TFSI พร้อมชุดขับเคลื่อน 4 ล้อรุ่นใหม่ quattro with ultra technology มีความดีงามตรงชุดบังคับเลี้ยว ช่วงล่าง และระบบส่งกำลัง

พวงมาลัยไฟฟ้ามีสัมผัสคล้าย Q7 ไม่ว่าจะเป็นน้ำหนักที่เบาสบายข้อมือ หรือความแม่นยำแบบเล็งไปทางไหนก็ไม่เคยพลาด กลไกแรคแอนพีเนียนพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าแปรผันน้ำหนักในย่านความเร็วต่ำในลักษณะเชิงรุก น้ำหนักที่เบาช่วยให้การเข้าออกจากที่จอดรถหรือเลี้ยวกลับลำแบบยูเทิร์นออกมาในแบบดีงามพระราม 6 เป็นชุดบังคับเลี้ยวที่แสดงออกถึงความตั้งใจในการปรับเซตเพื่อให้อารมณ์ และความรู้สึกในสไตล์ Audi ส่วนระบบรองรับที่ต้องวิ่งผ่านทางแบบโลกพระจันทร์ในย่านที่กำลังก่อสร้างรถไฟฟ้า สอบผ่านด้วยความนิ่มนวลแต่ยังแพ้ช่วงล่างแบบพรมวิเศษของรถรุ่นพี่อย่าง Q7 จากฐานล้อที่สั้นกว่า แถมยังยัดล้อไซส์ยักษ์ขอบ 20 นิ้ว กับยางแก้มเตี้ยที่มีไซส์ค่อนข้างใหญ่เกินไป ไม่เหมาะกับทางที่อุดมไปด้วยหลุมบ่อที่โดนกลบทับด้วยยางมะตอยแบบลุ่มๆ ดอนๆ  

เอสยูวีหรูจาก Audi ไล่เรียงจาก Q2 / Q3 /Q5 และ Q7 คือแนวคิดที่ยอดเยี่ยมสำหรับวิธีการเดินทางบนภาคพื้นดินด้วยรถยนต์ คนที่คิดจะซื้อรถอเนกประสงค์อย่าง Q5 45TFSI ราคา 3.89 ล้านบาท จะต้องเป็นคนที่ชื่นชอบการขับมากเป็นพิเศษโดยไม่มีความจำเป็นจะต้องเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ของตัวเองให้กลายเป็นพวกที่ชอบขับรถแนวผจญภัย! ถ้าคุณต้องการสัมผัสกับเส้นทางโหดๆ ด้วยพาหนะที่มีความหรูหราพร้อมกลไกการขับเคลื่อนแบบทุกล้อที่ก้าวล้ำ รถยนต์ที่เป็นตัวเลือกในประเทศไทยก็มีเพียงแค่ Audi Q5 กับระบบขับสี่แบบ Quattro กับรถคู่แข่งร่วมสัญชาติอย่าง BMW X3 พร้อมกลไกขับเคลื่อน 4 ล้อ xDRIVE ที่บุกตะลุยทางแย่ๆ ได้ดีพอกัน และ Mercedes Benz GLC กับระบบ 4MATIC อันลือลั่น ซึ่งทั้งหมดเป็นรถเยอรมันราคาแพง แทนที่จะซื้อรถเหล่านี้มาแค่ใช้รับส่งลูกๆ ไปโรงเรียน หรือแค่ขับไปจอดตามห้างสรรพสินค้าดังในกรุงเทพฯ เจ้า Q5 เป็นรถที่มีการเพิ่มเติมความสามารถพิเศษในการขับลุยทางวิบาก ด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบใหม่ล่าสุดที่ฉลาดหลักแหลม ในวันหยุดที่คุณเกิดอาการคันอยากขับออกทางไกลไปสัมผัสกับประสบการณ์ที่แปลกใหม่ในพื้นที่ที่รถเก๋งเข้าไม่ถึง Q5 รุ่น 45TFSI คือคำตอบที่ชัดเจน และลงตัวที่สุด เมื่อคุณต้องจ่ายเงินมากถึงเกือบๆ จะ 4 ล้านบาท เพื่อแลกกับยานพาหนะที่มีความพร้อม และความสดใหม่ไม่แพ้ BMW New X3  

ผมเริ่มต้นการทดสอบทางไกลด้วยการขับเจ้า Q5 ไปทางสุพรรณบุรี ต่อเชื่อมกับเขตหนองปรือที่อยู่ปลายขอบของจังหวัดกาญจนบุรี ก่อนจะใช้เส้นทางที่รกร้างว่างเปล่าเต็มไปด้วยหุบเขาสูงชันเพื่อไปโผล่แถวๆ ริมเขื่อนศรีนครินทร์ หลังจากพุ่งออกจากกรุงเทพมหานครมุ่งสู่สุพรรณบุรีด้วยโหมด Comfort ซึ่งเป็นโหมดกลางๆ ที่ให้การตอบสนองของเครื่องยนต์และเกียร์แบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้จี๊ดสุดเหมือนโหมด Dynamic ทางลาดปูนซีเมนต์แบบ 4 เลน พร้อมคอสะพานที่ไม่ค่อยจะปรานีกับช่วงล่างของรถยนต์ เผยสัมผัสของระบบใน Q5 ออกมาจนหมดเปลือก อย่างที่บอกว่าแม้จะไม่นิ่มนวลเหมือนรถรุ่นพี่อย่าง Q7 ที่มีค่าตัวแพงกว่าแต่การซึมซับแรงสะเทือนของช่วงล่างใน Q5 ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ช่วงล่างคล้าย Mercedes Benz GLC 250d 4MATIC ไม่แข็งแต่ก็ไม่ได้นิ่มมากจนย้วย ออกมาในแนวหนึบๆ แน่นๆ ที่ชอบมากก็คือการประกอบชิ้นส่วนภายในห้องโดยสาร เมื่อขับผ่านผิวถนนที่ไม่เรียบช่วงล่างที่เข้ามาช่วยซับแรงสะเทือน พร้อมกับความเงียบของห้องโดยสารไม่มีเสียงก๊อกๆ แก๊กๆ ดังให้รำคาญใจ จากงานประกอบที่ค่อนข้างประณีตและแข็งแรง 

ผลจากการลดน้ำหนัก ทำให้ Q5 รุ่นใหม่เบาลง 90 กิโลกรัม น้ำหนักที่เบากว่าเดิมส่งผลไปถึงการควบคุม โดยเฉพาะภารกรรมที่ลดลงของเครื่องยนต์ที่ไม่ต้องแบกรับน้ำหนักเพิ่ม เครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร ในรุ่น 45TFSI ถือว่ายอดเยี่ยม แรงบิด 370 นิวตันเมตร เหลือเฟือสำหรับการเร่งความเร็วเพื่อแซงรถช้า เป็นการแซงแบบไม่ต้องมานั่งลุ้นว่าจะพ้นหรือไม่พ้น ด้วยแรงม้า 252 ตัวที่ทำตัวเลขอัตราเร่งจาก 0-100 ได้แค่ 6.3 วินาที แม้จะมีน้ำหนักตัวมากถึง 1.7 ตัน แต่พอขับแล้วไม่รู้สึกว่าตัวหนักเกินไป โหมด Comfort เป็นโหมดที่มอบการตอบสนองแบบกลางๆ ไม่จี๊ดเท่ากับโหมดสูงสุดแต่ให้ความสบายในการใช้คันเร่ง โดยไม่มีอาการกระโชกโฮกฮากโผล่มาให้สัมผัสแม้แต่นิดเดียว  

การปรับปรุงในแง่มุมของน้ำหนักตัวที่หายไป 90 กิโลกรัม ทำให้ตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองในรุ่นเบนซินดีขึ้นมาอีกนิดนึง น้ำหนักที่เบาลงทำให้รู้สึกได้ถึงความคล่องตัว ไม่ว่าจะเป็นการเร่งแซงที่ดึงกันชนิดหลังติดเบาะ หรือการพุ่งลิ่วๆ ราวกับลูกธนูเมื่อคันเร่งโดนกดจนมิด การตอบสนองในโหมด Dynamic ออกมาในแบบดุดันขัดแย้งกับเรือนร่างแบบเอสยูวีของรถแม่บ้านเยอรมนี เสียงเครื่องยนต์ที่โดนลากรอบผ่าน 4,000 รอบต่อนาที หวานซึ้งตรึงใจราวกับกำลังขับรถสปอร์ต ออฟโรดไซส์กลางคันนี้แรงระเบิดระเบ้อ จนต้องระวังให้ดีๆ หากคิดจะปล่อยม้ากันแบบหมดฝูงหมดคอก Q5 45TFSI สามารถเร่งแซงรถช้าได้ในระดับเดียวกับซุปเปอร์ซาลูน เป็นเครื่องยนต์ 2 ลิตรอัดเทอร์โบที่มีความมหัศจรรย์เอามากๆ เล่นกันแบบถึงลูกถึงคนเมื่ออยากไปไวมันก็จัดให้แบบเต็มเหนี่ยว จึงควรเผื่อเรื่องระยะของการเบรกเอาไว้บ้าง ทั้งๆ ที่ตัวเลขของแรงม้ากับน้ำหนักจะดูดาดดื่นไปนิด แต่พอขับเร็วๆ แล้วก็จะรู้ทันทีว่ามันเป็นรถที่ไม่ธรรมดา 

ล้อและยางของ Q5 รุ่นแพงสุดที่ขายในไทยเป็นล้ออัลลอยของ S-Line ขอบ 20 นิ้ว ห่อรัดเอาไว้ด้วยยาง continental contisportcontact ไซล์ 255/45R20 เท่ากันทุกล้อ แม้ยางจะมีแก้มที่ไม่แข็งเหมือนยางแบบรันแฟลตแต่ Series-45 ทำให้แก้มยางเตี้ยต่ำ และมีอาการแข็งๆ โผล่มาเมื่อวิ่งไปเจอเข้ากับรอยต่อพวกคอสะพานโหดๆ เสียงรบกวนจากการทำงานของยางอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน เมื่อขับเร็วขึ้นบนถนนปูน มันก็จะเริ่มดังเข้ามาให้ได้ยินที่ย่านความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนเสียงลมปะทะกับตัวถังนั้นน้อยมาก หากไม่ได้ห้อมาเต็มเหนี่ยวก็ถือว่าเบาจนแทบจะไม่ได้ยิน ยาง continental contisportcontact มีประสิทธิภาพดีเมื่อวิ่งอยู่บนไฮเวย์ แต่การเอาลงไปวิ่งทางฝุ่นอาจเป็นรองยางแบบกึ่งเรียบกึ่งลุยบางยี่ห้อ 

ผมขับวนรอบๆ อ่างเก็บน้ำในเขตหนองปรือจนชุ่ม หลังจากนั้นก็เบนหัวออกไปทางเขาเพื่อมุ่งสู่เขื่อนศรีนครินทร์ เส้นทางต่อจากนี้เป็นทางแบบภูเขาที่อุดมไปด้วยโค้งตาบอดและเนินที่สูงชันแทบจะไม่ต่างไปจากเส้นทางในแถบอำเภอสะเมิง กำลัง 252 แรงม้าของเครื่องเบนซิน 2.0 ลิตร พร้อมแรงบิดแจ่มๆ ผลักดันเจ้า Q5 ทะยานผ่านเนินลูกแล้วลูกเล่าพร้อมชุดบังคับเลี้ยวที่เนียนเอามากๆ เกียร์ 7 สปีด ฉลาดแสนรู้มากพอที่จะลดเกียร์ให้อย่างรวดเร็วเมื่อลงเบรกลึกๆ จนแทบจะไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปวุ่นวายกับ Paddle Shift เป็นเกียร์ออโต้ที่มีอัตราทดน้อยกว่า Q7 อยู่ 1 ตำแหน่ง แต่มีประสิทธิภาพดีพอที่จะทำให้รู้สึกสนุก ไม่ว่าจะเป็นการไหลขึ้นๆ ลงๆ ของเกียร์เมื่อคาอยู่ในตำแหน่งเกียร์ D การเปลี่ยนเกียร์ด้วยตัวของมันเองก็เนียนและลื่น จนไม่รู้ว่ากำลังอยู่ในเกียร์อะไรหากไม่ได้มองไปที่มาตรวัด เมื่อเครื่องยนต์ และเกียร์มีประสิทธิภาพดี บวกกับระบบขับเคลื่อนทุกล้อที่ใช้เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด ทำให้การขับทดสอบ Q5 ในช่วงบ่ายของวันศุกร์ที่ 19 มกราคม เต็มไปด้วยความสดชื่นรื่นเริง! 

ผมหักพวงมาลัยพาเจ้า Q5 ออกจากทางลาดยางเรียบๆ เพื่อเข้าสู่เส้นทางออฟโรดสำหรับการทดสอบประสิทธิภาพของ Quattro with ultra technology ใน Audi Q5 เจน 2 ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบใหม่ กลายเป็นประเด็นหลักในด้านการปรับปรุงระบบขับเคลื่อน เพื่อทำให้การขับใช้งาน Q5 มีความสอดคล้องกับความสามารถในสไตล์เอสยูวี พร้อมๆ ไปกับการควบคุมที่ยึดโยงอยู่บนความมั่นคงและแม่นยำ แม้จะไม่โดดเด่นเท่ากับ Porsche Macan ที่แพงกว่ามาก แต่ Q5 ใหม่ก็มีระบบขับเคลื่อน 4 ล้อที่ทันสมัยสุดๆ Audi New Q5 in Quattro with Ultra Technology เป็นระบบขับเคลื่อน 4 ล้อของ Audi ในเวอร์ชั่นล่าสุดที่ถูกบรรจุเป็นครั้งแรกในรถ Audi New Q5 และ Audi New R8 V10 ปรุงแต่งมาเพื่อเน้นหนักในด้านประสิทธิภาพของการทดกำลังไปยังล้อขับเคลื่อนทุกล้อ โดยสามารถปรับแรงบิดแบบผกผันได้ราวกับนักมายากล เมื่อขับลงไปในไร่ข้าวโพด เจ้า Q5 ทำตัวแสนรู้ทันทีที่มุมและองศาของตัวรถเปลี่ยนแปลง มันจะเข้าสู่โหมด Off-Road โดยไม่มีความจำเป็นต้องหยุดรถ และปรับระบบขับเคลื่อนใหม่แต่อย่างใดทั้งสิ้น 

Quattro with Ultra Technology ซึ่งถูกปรับปรุงและนำมาใช้ใน Audi เวอร์ชั่น Q พร้อมลักษณะการวางเครื่องยนต์แบบวางตามยาว กลไกขับสี่ที่เรียกกันว่า Quattro ในเวอร์ชั่นล่าสุด ช่วยทำให้ประหยัดเชื้อเพลิง แม้จะส่งแรงบิดลงไปยังทุกล้อ แต่ก็ยังมีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่ลดลง ขัดแย้งกับรถขับเคลื่อน 4 ล้อทั่วไป ที่ค่อนข้างกินเชื้อเพลิงมากกว่ารถขับเคลื่อนด้วยล้อหน้าหรือล้อหลัง ระบบใหม่จาก Audi ช่วยทำให้กินน้ำมันน้อยลง ด้วยการส่งแรงบิดไปยังล้อคู่หน้าอย่างเดียวในกรณีที่คนขับไม่ต้องการใช้งานแบบขับเคลื่อนทุกล้อหรือไม่ได้ต้องการแรงบิดเพิ่มเติมในสถานการณ์ปกติ ชุดแผ่นคลัตช์แบบใหม่ต่อพ่วงกับเกียร์แยกตัวออกจากเพลาใบพัดที่ต่อกับเฟืองท้ายตัวหลัง คลัตช์แบบใหม่ถูกนำมาใช้แทนที่เฟืองท้ายแบบกลไกใน Quattro ยุคแรก

ในสภาพการณ์ปกติที่ผู้ขับไม่ต้องการกำลังแรงบิดส่งไปยังล้อหลัง ระบบ Quattro เวอร์ชั่นล่าสุดจะตัดวงจรในเพลาขับเคลื่อนออกจากเฟืองท้ายหลัง โดยเอื้อประโยชน์ให้กับล้อ และเพลาขับฝั่งนั้นได้หมุนอย่างอิสระ และเมื่อไม่มีการล็อกจากตัว Diff หลัง เพลาขับฝั่งตรงกันข้ามก็จะไม่มีการหมุนโครงยึดเฟือง เฟืองบายศรี และเพลาใบพัด ลดการสูญเสียกำลัง ลดแรงเสียดทาน และทำให้อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงลดลงตามไปด้วยแบบอัตโนมัติ!! ในกรณีที่ผู้ขับต้องการเทแรงบิดลงไปยังทุกล้อเพื่อเอาตัวรอดในสภาพถนนที่เปียกลื่น หรือขับลุยทางวิบาก

ระบบขับสี่ Quattro with Ultra Technology ใช้เซ็นเซอร์ที่ถ่ายเทข้อมูลไปยังหน่วยประมวลผล จะมีส่วนช่วยในการประเมินผลให้มีความรวดเร็วและแม่นยำ สมองกล ECU-electronic control unit จะตรวจจับ input จากค่าของพวงมาลัย และคันเร่งไฟฟ้า โดยสั่งการล่วงหน้าไปยังโหมดขับเคลื่อนที่ผู้ขับอาจเลือกโหมดสับเกียร์ด้วยตัวเอง ข้อมูลทั้งหมดจะถูกเทไปยังสมองกลไฟฟ้า แล้วแปรเปลี่ยนเป็นคำสั่งไม่ว่าจะส่งแรงบิดไปยังทุกล้อ หรือเทลงไปที่ล้อหลังเต็มๆ เมื่อล้อหน้าสูญเสียการยึดเกาะ ระบบใหม่ของ Audi ยังทำการเรียนรู้เพื่อครอบคลุมลักษณะ และพฤติกรรมการขับของเจ้าของรถอีกต่างหาก!

ecu electronic control unit ใน Quattro with Ultra Technology ยังทำหน้าที่ตรวจสอบอุณหภูมิภายนอก เรียนรู้ถึงแรงยึดเกาะที่ดี และดำเนินการภายใต้การควบคุมที่แม่นยำ เมื่อระบบตรวจพบว่าล้อหน้าเริ่มสูญเสียแรงยึดเกาะ ระบบจะลดแรงบิดแล้วถ่ายโอนแรงบิดไปยังล้อที่ยังคงยึดเกาะกับถนนได้ดี แผ่นคลัตช์ของ Haldex ที่เป็นส่วนหนึ่งของกลไก Quattro ถูกใช้ในรถยนต์ประสิทธิภาพสูงของ Audi มันไม่ได้ทำหน้าที่แค่ตัดวงจรการขับเคลื่อนให้เหลือแค่ 2 ล้อหรือกระจายแรงไปพร้อมๆ กันทั้งสี่ล้อแต่ Quattro with Ultra Technology ยังเฝ้าระวังในการเฉลี่ยแรงบิดไปยังเพลาขับเคลื่อนของแต่ละฝั่ง คล้ายกลไกการทำงานของ Diff ล็อกตัวกลาง ระบบใหม่นี้จะทำงานง่ายขึ้น และมีน้ำหนักเบา Quattro with Ultra Technology มีน้ำหนักเบากว่า Quattro เวอร์ชั่นเก่า 4 กิโลกรัม

Quattro with Ultra Technology สามารถประเมินผลถึงความจำเป็นในการทดกำลังลงไปยังล้อทั้งสี่ ไล่เรียงจาก Audi Q5 ไปจนถึง Audi R8 V10 รุ่นใหม่ล่าสุดเมื่อรวมเข้ากับระบบกระจายแรงบิดหรือ Sport Differential ซึ่งหมายถึงเฟืองท้ายแบบกระจายแรงบิดบนเพลาขับหลัง ด้วยความสามารถของสมองกลไฟฟ้าที่ชอบเรียนรู้พฤติกรรมการขับขี่ของคนขับ มันจะสามารถเทแรงบิดแบบเจาะจงลงไปยังล้อนั้นๆ ได้โดยตรง เพื่อปรับแต่งแรงบิดในล้อแต่ละข้างให้เข้ากับสไตล์และการขับของเจ้าของรถ (ฉลาดมากเกิน!!) คิดดูเอาเองว่ามันจะดีแค่ไหนหากระบบขับเคลื่อน 4 ล้อมีความฉลาดหลักแหลมพร้อมที่จะเรียนรู้สไตล์การขับของคุณอยู่ตลอดเวลา ระบบ Quattro with Ultra Technology เวอร์ชั่นใหม่ล่าสุดนั้นทำให้ xDRIVE ของ BMW รวมถึง 4Matic ของ Mercedes Benz กลายเป็นของโบราณไปในบัดดล!!

ออกจากทางโหดๆ เพราะกลัวรถจะโทรมเร็ว กลับมาขับทางปกติอีกครั้งเมื่อใกล้ค่ำเต็มทน Q5 ให้ความสมดุลของการเชื่อมต่อ และการแยกจากกันของระบบเฟืองขับเคลื่อน 4 ล้อได้อย่างไร้รอยต่อ หรือเกิดอาการกระตุกกระชาก กล่าวโดยภาพรวมถือว่าทำออกมาได้ดี มีสมรรถนะในการขับไม่แตกต่างไปจาก X3 หรือ GLC ช่วงล่างแบบมาตรฐานใช้งานได้ดี ไม่จำเป็นจะต้องดิ้นรนไปใช้ช่วงล่างแบบถุงลมที่แพง และพังเร็ว เมื่อเจอกับถนนแย่ๆ ในประเทศไทย โครงสร้างที่แข็งแกร่งลดอาการบิดตัว และซับแรงสะเทือนได้ดีแต่ยังด้อยกว่า Q7 ซึ่งถือว่าเป็นที่สุดของ SUV ราคาไม่เกิน 5 ล้านบาท! บางจังหวะที่ลองเปลี่ยนเลน หรือเปลี่ยนช่องทางเร็วๆ อาการโคลงตัวโผล่ออกมาให้สัมผัสบ้างแต่ไม่มากมายอะไร ระบบควบคุมการทรงตัว และรักษาเสถียรภาพของมันจะเข้ามาช่วยทำให้การวิ่งห้อบนทางตรงแทบจะไม่ต่างไปจากการขับเก๋ง 4 ประตู

ผมใช้เวลาตลอดทั้งวันในช่วงเย็นก่อนจะหมดแสงบันทึกภาพทั้งภายนอกและภายในของเจ้า Q5 บนระยะทางทดสอบไปกลับ กรุงเทพฯ-สุพรรณบุรี-กาญจณบุรี-กรุงเทพฯ รวมระยะทางทั้งหมด 520 กิโลเมตร เมื่อควบรวมความรู้สึกที่ได้รับจากการขับเจ้าเอสยูวีตราสี่ห่วงทั้งทางราบ ทางบนภูเขา และเส้นทางวิบากที่อุดมไปด้วยหลุมบ่อกับดินลูกรังสีแดงที่มาพร้อมกับฝุ่นเลอะๆ เทอะๆ Audi Q5 45TFSI Quattro S-Line เป็นรถเอสยูวีไซส์กลางที่มีราคาค่อนข้างแพงไปนิด แต่ก็มีการขับที่ดี จุ ดด้อยของมันก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มี ในรถคันทดสอบผมอยากได้ฝาท้ายไฟฟ้ามากกว่าฝาท้ายที่ต้องใช้มือดันขึ้นดันลง จอภาพมอนิเตอร์เล็กไปนิด เกิดจากการออกแบบของ Audi ที่ไม่ต้องการให้คนขับสนใจจอมอนิเตอร์มากจนเกินไป แล้วไปดึงเอาสมาธิของการขับจนอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุ

หลังคาที่ไม่มีซันรูฟ อาจไม่เท่เท่ารถคู่แข่ง แต่ปัญหาน้ำรั่วก็หมดไปโดยสิ้นเชิง การออกแบบตัวรถ และระบบต่างๆ ให้มีความเหมาะสมกับการขับใช้งานในชีวิตประจำวันโดยครอบคลุมเกือบจะทุกเส้นทางเป็นเรื่องที่ดีของรถยนต์อเนกประสงค์ค่าตัวแพง อัตราสิ้นเปลืองในเครื่องเบนซินแรงๆ ทำได้ 10.4 กิโลเมตรต่อลิตร บนเส้นทางแบบผสม ทั้งทางราบและเส้นทางภูเขาสูงชัน เมื่อดันกันในโหมด Dynamic ดูเหมือนจะกินจุไปนิดแต่แลกกับกำลังของเครื่องยนต์และแรงบิดที่ยอดเยี่ยมชนิดดึงคุณให้หลังติดเบาะอย่างง่ายดาย ถามว่า Q5 ดีหรือไม่ ก็ต้องตอบว่าดีแต่ยังไม่สุด หากอยากได้รถที่ดีกว่านี้ และเงินไม่ใช่ปัญหาของคุณก็เพิ่มอีก 1 ล้านบาท แล้วไปที่ Q7 45TDi Quattro S-Line คุณจะพบกับสวรรค์ออฟโรดที่แท้จริง! 

Audi Q5 45TFSI Quattro S-Line ราคา 3,899,000 บาท

แบบเครื่องยนต์ เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบแถวเรียง พร้อมระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิง
แบบฉีดตรง (direct injection), เทอร์โบชาร์จและระบบวาล์วแปรผัน (Audi valvelift system)
วาล์ว 4 วาล์วต่อสูบ= 16 วาล์ว
ปริมาตรความจุ 1,984 ซีซี 
กำลังสูงสุด 185 กิโลวัตต์ 252 แรงม้า ที่ 5,000-6,000 รอบต่อนาที
แรงบิดสูงสุด 370 นิวตันเมตร ที่ 1,600-4,500 รอบต่อนาที
ระบบส่งกำลัง เกียร์อัตโนมัติ S tronic 7 จังหวะ
ระบบขับเคลื่อน ขับเคลื่อนสี่ล้อแบบ quattro with ultra technology
อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง 6.3 วินาที
ความเร็วสูงสุด 237 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ระบบตัดการทำงานเครื่องยนต์แบบอัตโนมัติ (Auto Start/Stop)
ชุดบังคับเลี้ยว พวงมาลัยไฟฟ้าแปรผันไปตามความเร็ว

ระบบเบรก
ด้านหน้า ดิสก์เบรก
ด้านหลัง ดิสก์เบรก
น้ำหนักรถ 1,720
พื้นที่เก็บสัมภาระ 550 ลิตร
ความจุถังเชื้อเพลิง 70 ลิตร
ล้อและยางอัลลอย S-Line ขนาด 20 นิ้ว ยาง continental contisportcontact ไซส์ 255/45R20 พร้อมชุดซ่อมฉุกเฉิน 

มิติตัวถัง
ความกว้าง 1,893 มิลลิเมตร
ความยาว 4,663 มิลลิเมตร
ความสูง 1,659 มิลลิเมตร
ฐานล้อ 2,819 มิลลิเมตร
ความกว้างล้อหน้า 1,616 มิลลิเมตร
ความกว้างล้อหลัง 1,609 มิลลิเมตร

ระบบความปลอดภัย
ระบบความปลอดภัย Audi Q5 45TFSI Quattro S Line
ถุงลมนิรภัยคู่หน้า 2 ตำแหน่ง สำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร 
ถุงลมนิรภัยด้านข้าง และม่านถุงลมนิรภัยด้านข้าง 
ระบบเตือนการคาดเข็มขัดนิรภัย 
ระบบเบรกมือไฟฟ้า 
ระบบล็อกเบรกขณะหยุดนิ่ง (Audi hold assist) 
ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก ABS (Anti-lock braking system)
ระบบกระจายแรงเบรก EBD (Electronic brake distribution) 
ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี ASR (Anti-slip regulation) 
ระบบควบคุมการทรงตัว ESC (Electronic control system with
stabilization function)

เซ็นเซอร์หน้า-หลังช่วยในการนำรถเข้าจอด 
กล้องแสดงภาพด้านหลัง ขณะถอยจอด 
จุดยึดเบาะนั่งสำหรับเด็ก 
ชุดปฐมพยาบาล 
อุปกรณ์มาตรฐาน
ระบบเลือกโหมดการขับขี่ (Audi drive select) 
ชุดตกแต่งภายนอกแบบ S line 
ไฟหน้าแบบ LED 
ไฟ daytime สำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED 
กระจกมองหลังพร้อมระบบตัดแสงอัตโนมัติ 
กระจกมองข้างปรับไฟฟ้า, ไล่ฝ้า, พับไฟฟ้า พร้อมฟังก์ชันตัดแสงอัตโนมัติทั้งสองฝั่ง

ความสะดวกสบาย Audi Q5 45 TFSI Quattro S-Line
เบาะนั่งคู่หน้าแบบสปอร์ต
เบาะนั่งหุ้มหนัง 
เบาะผู้โดยสารด้านหลังพับได้ 
เบาะนั่งคู่หน้าปรับไฟฟ้า 
ระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติแบบดีลักซ์
พวงมาลัยหนังมัลติฟังก์ชัน 3 ก้าน แบบสปอร์ต
ระบบควบคุมความเร็วคงที่ (Cruise control) 
ระบบ Comfort key 
ระบบข้อมูลและความบันเทิง
ระบบเครื่องเสียงระดับพรีเมียม Bang & Olufsen 
รองรับการเชื่อมต่ออุปกรณ์ความบันเทิง (Audi music interface) 
รองรับการเชื่อมต่อ Bluetooth 
ระบบ MMI Radio plus 
จอสีขนาด 7 นิ้ว 
จอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบสี 
รองรับ MP3 และ SD card 
ช่องเชื่อมต่อ AUX-IN และ USB 
ไฟเรืองแสงในห้องโดยสาร (Ambient lighting)

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้