วันอาทิตย์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

แฉแผน 2 ยื้อโรดแม็ป ส่งซิกยื่นตีความ พ.ร.บ.ลากตั้งส.ว.

พรรคการเมืองถล่มยับเกมสืบทอดอำนาจ ยกปมทุจริต แหวนแม่ นาฬิกาเพื่อน ย้อนศร คสช. ปชป.ซัดขยิบตา สนช.รับไม้ต่อท่อ “องอาจ” สับเอาสีข้างถูจนถลอกไปทั้งตัว “นิพิฏฐ์” แฉวิชามาร 2 เซียนกฎหมาย วางหมาก 2 ต่อ หน่วงเวลาบังคับใช้ ก.ม.เลือกตั้ง ส.ส. อำมหิตยังไม่พอให้ลิ่วล้อส่งตีความ พ.ร.บ.การได้มาซึ่ง ส.ว. ยื้อออกไปอีกเป็นปี “ศุภชัย” ขู่เชื้อไฟในใจชาวบ้านระเบิดจะคุมไม่อยู่ พท.ฉะฉ้อฉล เร่ง ระดมเงิน-คน-พวกพ้องชิงความได้เปรียบ “ชวลิต” เฉ่งผู้นำโกหกไปเรื่อยจะกลายเป็นโมฆะบุรุษ “เสี่ยตือ” ห่วงปมจัดเลือกตั้งใน 150 วันจะก่อปัญหาอีก กมธ.ชักแถวปัดรับใบสั่งต่อวีซ่า-แลกตั๋ว ส.ว.ลากตั้งล่วงหน้า “เจตน์-เสรี” ท่องคาถาหวังดี ห่วงติดล็อกคำสั่ง คสช. แค่ 30 วันพรรคการเมืองเตรียมตัวไม่ทัน “เรืองไกร” ร้อง “ไพรินทร์-สุวิทย์-ปนัดดา” ถือหุ้นสัมปทานรัฐขัด รธน.

พรรคการเมืองยังคงดาหน้าถล่มคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สมคบคิดสืบทอดอำนาจ โดยใช้เทคนิคทางกฎหมายยืดโรดแม็ปการเลือกตั้งออกไปเป็นต้นปี 2562 โดยนอกจากข้อเสนอขยายเวลาบังคับใช้ กฎหมายเลือกตั้ง ส.ส.ออกไป 90 วัน แล้วยังคาดการณ์ว่ามีการส่งสัญญาณให้ สนช.ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความร่างกฎหมายการได้มาซึ่ง ส.ว. เพื่อยื้อเวลา ออกไปอีกเป็นปี

ปชป.ซัด คสช.ขยิบตา สนช.ดึงเกม

เมื่อวันที่ 21 ม.ค.นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. สภา นิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เสนอแก้กฎหมายให้มีผลบังคับใช้หลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา 90 วัน ว่า คนในรัฐบาลบอกว่าเป็นดุลพินิจของกรรมาธิการและ สนช. รัฐบาลและ คสช.ไม่เกี่ยวข้องไม่น่าเป็นไปได้ อมพระมาพูดก็ไม่เชื่อ ถ้าผู้มีอำนาจต้องการขยายเวลาการเลือกตั้งออกไป ต้องใช้ช่องทางการออกกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส.ให้ต่อท่ออำนาจออกไป จนกว่าจะจัดการทุกอย่างตามแผนให้เข้าที่เข้าทาง นอกจากจะแต่งตัวพรรคใหม่ยังไม่เสร็จแล้ว การอัดฉีดเม็ดเงินลงไปในพื้นที่ด้วยหลากหลายโครงการประชานิยมในรูปแบบประชารัฐบวกไทยนิยม ที่ถมลงไปยังออกดอกออกผลไม่เต็มที่ พอจะกระชากความศรัทธาของประชาชนต่อผู้มีอำนาจให้เพิ่มมากขึ้น จนมั่นใจได้ว่าหนทางข้างหน้าจะปูด้วยกลีบกุหลาบ จึงเป็นไปได้ที่ผู้มีอำนาจจะส่งซิกให้ สนช.ขยายเวลาเลือกตั้งออกไป เพื่อจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยตามเป้าหมาย

อัดมัวเอาสีข้างถูแก้เกมอำนาจ

นายองอาจกล่าวต่อว่า ส่วนที่โฆษกคณะ กมธ.วิสามัญฯร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.บอกว่าต้องขยายไปอีก 90 วัน เพื่อให้สอดคล้องกับคำสั่งของ คสช.ที่ 53/2560 ที่กำหนดกระบวนการทางธุรการของพรรคการเมืองใหม่ ที่จะเริ่มเดือน มี.ค.รวมทั้งการรีเซ็ตสมาชิกพรรคนั้น เป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น ถ้าผู้มีอำนาจไม่เข้ามายุ่งกับกฎหมายลูกว่าด้วยพรรคการเมือง ด้วยการใช้มาตรา 44 ออกคำสั่งที่ขัดรัฐธรรมนูญ เอื้อประโยชน์ให้พรรคที่จะจัดตั้งใหม่ บอนไซพรรคที่มีอยู่แล้ว ปล่อยให้ทุกอย่างเดินหน้าไปตามปกติ หลังจาก พ.ร.บ.พรรค การเมืองมีผลบังคับใช้เมื่อหลายเดือนก่อน คงไม่จำเป็นต้องใช้ช่องทางการขยายเวลาเลือกตั้งออกไป ผ่านการทำกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. ขอฝากไปยังผู้มีอำนาจว่า การดำเนินการเพื่อไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ในลักษณะเอาสีข้างเข้าถูมากขึ้นเรื่อยๆ เกรงว่านอกจากสีข้างถลอกแล้ว ระวังจะถลอกไปทั้งตัว ควรเอาเวลาที่มาคิดแผนแก้เกมอำนาจ ไปแก้ไขเศรษฐกิจปากท้องของประชาชนที่ยังร้องระงมกันอยู่ทั่วบ้านทั่วเมืองขณะนี้ น่าจะเกิดประโยชน์กับประชาชนคนหาเช้ากินค่ำมากกว่า

“นิพิฏฐ์” ปูดวิชามาร 2 เซียน

วันเดียวกัน นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ว่า “2 เซียนเหยียบเมฆไร้ร่องรอย” บรรดานักกฎหมายเมืองไทยถือว่ามีเซียนอยู่ 2 คน ผู้มีอำนาจเรียกใช้เป็นประจำ และสนองผู้มีอำนาจได้อย่างลื่นเหลือล้น ทนเหลือหลาย ในวันสิ้นปี 2 เซียนชวนกันไปอาบน้ำร้อน เพิ่มพลังลมปราณกันที่ดินแดนซากุระ กลับมาเมืองไทยเซียนผู้น้องปล่อยลมปราณให้กลุ่มจอหงวนหน่วงเวลาการบังคับใช้กฎหมายออกไป 90 วัน เพื่อให้แม่ทัพนายกองได้อยู่ในอำนาจต่อ โดนวิชานี้เข้าไปบ้านเมืองแทบลุกเป็นไฟเป็นหย่อมๆ

อำมหิตนักชงตีความ ก.ม.ยื้อเป็นปี

นายนิพิฏฐ์ระบุอีกว่า เมื่อถือว่าสยบบ้านเมืองได้ระยะหนึ่ง 2 เซียนยังมิได้พอใจในวิชาของตนเอง คาดว่าเซียนผู้พี่จะฟาดพลังฝ่ามืออีกชุดหนึ่งใส่กลุ่มจอหงวนอีกรอบ ให้แสร้งสร้างความขัดแย้งในกฎหมายอีกฉบับหนึ่ง ถึงขั้นต้องส่งไปตีความที่ศาลไคฟง (เรื่องการเลือกไขว้หรือการเลือกกันเองในกลุ่ม) การส่งไปตีความครั้งนี้อาจกินเวลานานเป็นปี ผู้มีอำนาจก็ สามารถอยู่ในตำแหน่งได้อีกเป็นปี พลังลมปราณคราว นี้ นับว่าอำมหิตนัก เหนือชั้นกว่าการหน่วงเวลา กฎหมาย 90 วันเสียอีก เมื่อ 2 เซียนหันไปฝึกวิชามารปกป้องผู้มีอำนาจ แทนที่จะใช้วิชาปกป้องยุทธจักร รอดูกันว่าเมื่อ 2 เซียนล่วงลับไปแล้ว ป้ายที่หลุมฝังศพของ 2 เซียนนี้จะถูกจารึกไว้อย่างไร

ขู่ถึงวันเชื้อไฟปะทุจะคุมไม่อยู่

นายศุภชัย ศรีหล้า อดีต ส.ส.อุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ผู้มีอำนาจต้องการยืดเวลาอยู่ในอำนาจต่อ ทำได้ด้วยวิธีการร้อยแปด ที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่าพอมีอำนาจก็หลงอยู่ในอำนาจ ความรู้สึกของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ได้สัมผัสมาเดือดร้อนทุกข์ยากสะสมอัดอั้นคุกรุ่นอยู่ในใจ การ บีบบังคับหาเหตุเลื่อนเลือกตั้งยื้ออำนาจไปเรื่อยๆ ระวังเชื้อไฟในใจประชาชนจะระเบิดขึ้นมา เปราะบางอันตรายมาก ถ้าถึงวันนั้นจะไม่มีใครคุมสถานการณ์อยู่ ผู้มีอำนาจจะเสียใจ ตนอยู่กับชาวบ้านรู้เลยว่าผู้มีอำนาจเดินต่อลำบาก โดยเฉพาะความไม่ชอบมาพากลเรื่องแหวนและนาฬิกาของคนรอบข้างผู้มีอำนาจที่สังคมยังคาใจ ที่อันตรายคือ สนช.มีหน้าที่ร่างกติกา กฎหมายเพื่อการปฏิรูปเดินหน้าประเทศ แต่กลับทำหน้าที่หมิ่นเหม่ต่อการกระทำผิดกฎหมายเสียเอง ทั้งการพิจารณากฎหมาย ป.ป.ช. กฎหมายลูก ส.ว. พ.ร.บ.เลือกตั้ง ส.ส. แต่ละเรื่องขัดแย้งกันจนจะนำไปสู่การยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความ สุ่มเสี่ยงไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเรื่องนาฬิกาหรูของคนรอบข้าง พล.อ.ประยุทธ์ ดูปลายทางแล้วอันตราย สถานการณ์แบบนี้ไม่มีใครคาดเดาได้ ไม่มีอะไรมาเป็นตัวช่วย ไม่มีปัจจัยบวกสำหรับ คสช.เลย ที่บอกว่ามีสื่อและ นักการเมืองจะมาล้มรัฐบาล คสช. วันนี้คงไม่มีใครทำอันตรายได้ มีแต่ท่านทำตัวท่านเอง มีปัจจัยล่อแหลมทำตัวเองทั้งนั้นอย่าไปโทษคนอื่น

พท.เฉ่ง 4 วิกฤติกัดกร่อนผู้นำ

นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตลอดเวลา 4 ปีที่ติดตามการทำงานของรัฐบาลและ คสช. เห็นว่า ผู้มีอำนาจปัจจุบันกำลังสร้าง 4 วิกฤติคือ 1.วิกฤติศรัทธาผู้นำจากโรคเลื่อน เป็นผู้นำที่พูดจาไร้หลักการ เลื่อนลอย ยึดอำนาจและอารมณ์ตนเองเป็นใหญ่ วิกฤติจากโรคเลื่อนโรดแม็ปแสดงถึงการดิ้นรนขยายการสืบทอดอำนาจอย่างไม่ละอาย เป็นความล้มละลายของภาวะผู้นำในความน่าเชื่อถือ สะท้อนภาวะวิกฤตศรัทธา 2.วิกฤติความโปร่งใส จากทีมงานคนรอบข้างและเครือญาติผู้นำที่ขยายมากขึ้นในปัจจุบัน อาทิ กรณีอุทยานราชภักดิ์ รถเมล์เอ็นจีวี เรือเหาะ เครื่องจีที 200 การนำที่ดินสาธารณะให้เอกชนเช่าหาประโยชน์ เครือญาตินายกฯใช้สถานที่ราชการจดทะเบียนบริษัท ประมูลงานราชการที่บิดาเป็นหัวหน้าหน่วยราชการ และเรื่องแหวนแม่นาฬิกาเพื่อน สะท้อนวิกฤติความโปร่งใส การให้เหตุผลมักง่าย ขาดสามัญสำนึกเป็นลักษณะของผู้นำที่ดูถูกประชาชน ยิ่งขยายความไม่โปร่งใสครึกโครมมากกว่าทุกรัฐบาล 3.วิกฤติหลักการ ใช้หลักกู ปกครองโดยอำเภอใจแทนหลักนิติธรรม ใช้กฎหมายแบบเลือกปฏิบัติ มีการใช้อภินิหารทางกฏหมายเป็นเครื่องมือกำราบผู้เป็นภัยต่ออำนาจของตน ใช้เล่ห์เพทุบาย สมคบคิดกันระหว่างผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายหาช่องทางสืบต่ออำนาจให้ยาวนานออกไป 4.วิกฤติผลงาน ใช้โครงการประชารัฐเป็นเครื่องมือแสวงหาความนิยม เสมือนใช้งบหลวงกลไกรัฐมาหาเสียงล่วงหน้า

ระดมงบ-คน-พวกชิงความได้เปรียบ

นายภูมิธรรมกล่าวว่า วิกฤตการณ์ทั้ง 4 ข้อจะนำไปสู่ความเสื่อมถอยของกลุ่มอำนาจ ขอตั้งข้อสังเกตว่า การเกิดโรคเลื่อนโดยตลอดเป็นเพราะ 1.รองบประมาณ เพื่อผลักดันงบมหาศาลให้เกิดผลสร้างความพึงพอใจกับประชาชน เพื่อเป็นฐานความนิยมในการเลือกตั้ง 2.รอการแต่งตั้งโยกย้าย ให้ได้คนของตนไปสร้างความมั่นคงให้ฐานอำนาจตน ใช้เป็นกลไกอำนวยประโยชน์การสืบทอดอำนาจ 3.รอการแต่งตัวของพรรคใหม่ที่เป็นพรรคของตนหรือพรรคสำรอง เพื่อสนับสนุนพวกตนเองให้มีความพร้อม ชิงความได้เปรียบพรรคเก่า วิกฤติทั้งหลายทำให้สังคมเห็นเจตนาที่ชัดเจน เรื่องการสืบทอดอำนาจ มีการเปลี่ยนสถานะของผู้มีอำนาจจากคนกลางที่เข้ามาแก้ปัญหาประเทศเป็นผู้เล่นหลักที่ต้องการสืบทอดอำนาจ โดยชิงความได้เปรียบ ทั้งงบประมาณ กลไกอำนาจรัฐ กติกากฎหมายที่ใช้ควบคุมการเลือกตั้ง การใช้วาทกรรมเพื่อให้ความหมายและสร้างความชอบธรรมต่อระบบต่างๆที่สร้างขึ้น พยายามทำให้สังคมเชื่อว่าความล้มเหลวต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาจากสื่อมวลชน พรรคการเมืองทำเพื่อหวังโค่นล้มรัฐบาล ไม่ได้เป็นความล้มเหลวจากการบริหารที่ผิดพลาดของตนเอง

ขย่ม “ประยุทธ์” จะเป็นโมฆะบุรุษ

นายชวลิต วิสุทธิ์ อดีตรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขอเตือน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ระวังจะเป็นโมฆะบุรุษ เป็นบุคคลเชื่อถือไม่ได้ หากผิดสัญญาการเลื่อนโรดแม็ปเลือกตั้งซ้ำซาก อย่าอ้างเป็นเรื่องของ สนช.ฟังไม่ขึ้น ไม่มีใครเชื่อว่า สนช.ที่ คสช.ตั้งมากับมือ เป็น 1 ในแม่น้ำ 5 สาย จะไม่รู้เห็นเป็นใจ หรือรับใบสั่งให้ขยับการบังคับใช้ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ออกไป 90 วัน การขยับวันเลือกตั้งจากเดือน พ.ย.2561 เป็นต้นปี 2562 ย่อมเกิดผลเสียกับ พล.อ.ประยุทธ์ที่ไม่ทำตามสัญญาและเกิดผลเสียต่อประเทศตามไปด้วย เพราะนักลงทุนจะเชื่อมั่นประเทศไทยอย่างไร เมื่อผู้นำผิดคำสัญญากับประชาชนและชาวโลกซ้ำซาก หากความเชื่อมั่นประเทศถดถอย ใครจะรับผิดชอบ ทางแก้เรื่องนี้มีคือนายกฯต้องทำตามคำพูด เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นประเทศให้กลับคืนมา ไม่มีเหตุผลเลยที่ต้องเลื่อนแล้วเลื่อนอีก นอกจากเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง ขณะที่ประชาชนแสดงออกผ่านโพลต้องการเลือกตั้ง เพื่อแก้ไขปัญหาประเทศ

ยกโพลคนอยากได้นายกฯ เลือกตั้ง

นายสมคิด เชื้อคง อดีต ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงผลสำรวจจากกรุงเทพโพล พบประชาชนร้อยละ 70.6 อยากได้นายกฯ ที่มาจากการเลือกตั้งว่า ผลโพลที่ออกมาสะท้อนชัดว่า คนไทยอยากได้นายกฯจากการเลือกตั้ง ไม่อยากให้ใครก้าวมาเป็นนายกฯอย่างไม่ถูกต้อง ไม่มีใครชอบรัฐบาลทหาร แต่ที่ผ่านมาต้องยอมไปก่อน พออยู่นานไปกลับทำเกินเลย คนจึงไม่ชอบ แม้ผลสำรวจระบุว่าประชาชนยังสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯต่อ แต่คะแนนลดลงจากผลสำรวจครั้งที่ผ่านมา ส่วนการเลือกตั้งที่ส่อเค้าเลื่อนจากปลายปี 2561 เป็นต้นปี 2562 นั้น คนอาจจะมองว่า นักการเมืองอยากเลือกตั้ง แต่จะยื้อไปกี่วัน ไม่มีผลต่อนักการเมือง แต่ยื้อเพื่อให้พวกที่ได้รับการแต่งตั้งมาทำงานกันต่อ กินเงินเดือน 2 ทางใช่หรือไม่ วันนี้ใครเดือดร้อนควรลุกขึ้นมาทวงถามรัฐบาลว่าพอหรือยัง หรือจะรอให้เรื่องนาฬิกาหรูให้มีถึง 50 เรือนก่อน

“ตือ” ติงหมิ่นน้ำใจ ปชช.อันตรายมาก

นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีตรองประธานสภาฯ แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า ขณะนี้ยังเป็นเพียงเสียงข้างมากของกรรมาธิการ สุดท้ายต้องไปจบที่ สนช. นายกฯ วางไว้ว่าจะต้องเป็นไปตามโรดแม็ป ให้สัญญาประชาคมไว้แล้ว คนทั้งโลกรู้หมดแล้วว่าไทยจะเดินหน้าเลือกตั้งในปีนี้ ประชาคมยุโรปจึงผ่อนปรนและปลดล็อกให้ไทย เพราะเชื่อในภาวะผู้นำของนายกฯ และ คสช. หาก สนช.ทำสิ่งตรงข้าม ไทยจะเสียหายอย่างไร นายกฯไทยจะกลายเป็นตัวตลก สนช.อย่าหมิ่นน้ำใจประชาชน อย่าคิดว่าจะทำอะไรกับประชาชนก็ได้ แบบนี้อันตรายมาก จะรอดูวันที่ 25 ม.ค. จะวัดใจว่า สนช.เลือกยืนข้างไหน ข้างประชาชน แม่น้ำ 5 สาย หรือข้างมากของกรรมาธิการ ส่วนที่วิจารณ์ว่าเป็นคำสั่ง คสช.เพื่อสืบทอดอำนาจนั้น คิดว่า คสช.มีนายกฯเป็นประธาน เมื่อพูดต่อสังคมโลก หมายความว่าได้นำเกียรติยศตัวเองเป็นประกัน แล้วจะให้ตัวเองมาเป็นตัวตลก ขาดความน่าเชื่อถือหรือ ถ้าเป็นอย่างนั้นเท่ากับล้มละลายทางความเชื่อถือไปเลย จึงไม่เชื่อว่ามีใบสั่งจาก คสช.

ชี้จัดเข้าคูหาใน 150 วันมีปัญหาอีก

นายสมศักดิ์กล่าวว่า ส่วนกรณีที่โฆษกกรรมาธิการฯ บอกว่าที่ขยายเวลาไป 90 วัน เพื่อให้สอดคล้องกับคำสั่ง คสช.เรื่องกระบวนการทางธุรการของพรรคการเมืองใหม่ และการรีเซ็ตสมาชิกพรรคการเมืองเก่านั้น ตอนยกร่างฯ ต้องคิดกันรอบด้านแล้ว ไม่มีเหตุที่จะหยิบมาเป็นข้ออ้าง และขอฝากข้อสังเกตการจัดเลือกตั้งภายใน 150 วัน เมื่อกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญร่างเสร็จ แต่ว่าเสร็จคือแค่ไหน คือประกาศในราชกิจจานุเบกษาหรือไม่ หรือเขียนเงื่อนไขไปอีก 90 วัน อาจจะเป็นปมประเด็นได้

สนช.ปัดสมคบคิดเลื่อนเลือกตั้ง

ด้านนายทวีศักดิ์ สูทกวาทิน โฆษก กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ของ สนช. กล่าวถึงกรณีนายชูศักดิ์ ศิรินิล ประธานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย ระบุกรณีการ แก้ไขร่าง พ.ร.บ.เลือกตั้ง ส.ส.ให้ขยายเวลาบังคับใช้ออกไป 90 วัน หลังจากประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นการสมคบคิดกันเพื่อต่ออำนาจให้รัฐบาลและ สนช.ว่า ยืนยันว่าไม่ใช่การสมคบคิดเพื่อต่ออำนาจให้ใคร แต่ กมธ.ดูจากความพร้อมการบังคับใช้กฎหมายเป็นหลัก ขณะนี้มีคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 ขยับเวลาการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองของพรรค การเมืองเป็นเดือน มี.ค.และเดือน เม.ย. รวมถึงการประชุมใหญ่พรรคการเมืองจะทำได้ต้องรอหลังจากที่ยกเลิกคำสั่งหัวหน้า คสช.เรื่องการห้ามชุมนุมทางการเมืองเกินกว่า 5 คน เงื่อนไขเหล่านี้หากให้ร่าง พ.ร.บ.การเลือกตั้ง ส.ส.มีผลบังคับใช้ทันที หลังจากประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยที่กติกายังไม่เปิดให้ทำได้ พรรคการเมืองไม่สามารถทำกิจกรรมได้อยู่ดี จึงทอดเวลาบังคับใช้ไป 90 วัน เพื่อให้พรรค การเมืองมีเวลาเตรียมตัวและความพร้อมในการเลือกตั้ง ถ้ากฎหมายมีผลบังคับใช้แล้ว ไม่มีความพร้อมทั้งในส่วนของ กกต. รัฐบาลและพรรคการเมืองจะเกิดปัญหาตามมา

โต้ไม่เกี่ยวตีตั๋วแลก ส.ว.ล่วงหน้า

นายทวีศักดิ์กล่าวว่า ข้อวิจารณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น กมธ.พร้อมรับฟัง แต่หน้าที่ของ กมธ.มีแค่กลั่นกรองกฎหมาย คนที่จะชี้ขาดคือที่ประชุม สนช. หากผ่านความเห็นชอบจาก สนช.ไปแล้ว ถ้า กกต.ไม่เห็นด้วย มีสิทธิตั้ง กมธ.ร่วมโต้แย้งได้ ขอให้เชื่อมั่นว่า กมธ.ทำหน้าที่ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขัดกันของผลประโยชน์ เพื่อช่วยให้ สนช.ได้รับ เงินเดือนและค่าตอบแทนอื่นๆต่อไปในช่วงเลื่อนโรดแม็ปออกไป ไม่เกี่ยวกับการแลกตั๋วเป็น ส.ว.สรรหาล่วงหน้า ไม่อยากให้มองเป็นประเด็นทางการเมือง กมธ.เพียงแค่ต้องการดำเนินการในแง่มุมกฎหมายให้รอบคอบ ทำงานตรงไปตรงมาไม่มีใบสั่ง วันที่ 22 ม.ค. จะแถลงชี้แจงรายละเอียดร่าง พ.ร.บ.การเลือกตั้ง ส.ส.อีกครั้ง เพื่อตอบข้อสงสัยต่างๆ

เถียงพัลวันดิ้นต่อวีซ่าให้ตัวเอง

นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. กล่าวว่า เป็นสิทธิที่นักการเมืองจะคิดว่า การยืดเวลาบังคับใช้ร่างกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส.ออกไป 90 วัน เพราะ ได้รับใบสั่งมาจากผู้มีอำนาจ ไม่สามารถห้ามความคิดได้ แต่ กมธ.รู้ข้อเท็จจริงดีว่า เพราะมีความจำเป็นหรือเหตุผลอย่างไร จะเห็นว่า กรธ.และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไม่ได้คัดค้าน แต่อาจมีข้อห่วงกังวลอยู่บ้างเกี่ยวกับเรื่องข้อกฎหมายที่อาจไปขัดหรือลิดรอนสิทธิตามรัฐธรรมนูญกำหนดเท่านั้น การระบุว่าการยืดกำหนดเวลาบังคับใช้ไป 90 วัน เพราะ สนช.คิดจะยืดอายุการทำงานของตัวเองไปอีก 2-3 เดือนนั้น บอกตามตรงว่าแค่ยืดเวลาไป 2-3 เดือน ไม่มีผลประโยชน์อะไรต่อพวกเราเลย ไม่จำเป็นต้องทำเพื่อยืดเวลาตัวเอง

ห่วงพรรคเตรียมตัวไม่ถึง 30 วัน

นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. กล่าวว่า เหตุผลที่ต้องระบุให้เป็น 90 วัน เพราะ กมธ.เห็นว่า ถ้าให้เวลาน้อยกว่านี้จะทำให้พรรคการเมืองเตรียมตัวไม่ทันเรื่องการเลือกตั้ง เพราะต้องเรียกประชุมใหญ่พรรคการเมือง ระบบไพรมารีโหวตใช้เวลามากพอสมควร แต่ขณะนี้ยังติดเงื่อนไขเรื่องคำสั่ง คสช.ที่ 53/2560 และคำสั่ง คสช.เรื่องห้ามชุมนุมเกิน 5 คน อยู่ จะทำได้ต่อเมื่อต้องยกเลิกคำสั่ง คสช.เหล่านี้ก่อน จากนั้นจึงจะเริ่มขั้นตอนคัดเลือกผู้สมัครไพรมารีโหวต ถ้าไม่ขยายเวลาบังคับใช้ออกไป 90 วัน โดยให้มีผลบังคับใช้ทันที จะทำให้พรรคการเมืองมีเวลาเตรียมตัวสมัครเลือกตั้ง การคัดเลือกผู้สมัครไพรมารีโหวตไม่ถึง 30 วัน ทำให้ไม่มีความพร้อม เลือกตั้ง

ท่องคาถาหวังดีให้เลือกตั้งสุจริต

นายเสรี สุวรรณภานนท์ กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.กล่าวว่า ที่ประชุม กมธ.เป็นห่วงว่า หากพรรคการเมืองมีเวลาเตรียมตัวไม่ทัน อาจทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริต เที่ยงธรรมได้ ถือเป็นความหวังดีของ กมธ. อยากทำความเข้าใจว่าไม่ได้เป็นใบสั่งใคร ตนและนายวันชัย สอนศิริ เป็น กมธ.เสียงข้างน้อยร่วมกับ กรธ.ที่ไม่เห็นด้วยกับการขยายเวลาบังคับใช้ 90 วัน เพราะเกรงว่าสังคมจะเข้าใจผิดคิดว่าเป็นใบสั่งของผู้มีอำนาจ อาจกระทบต่อรัฐบาลและ คสช. พอข่าวออกไปก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เชื่อว่าข้อเสนอของ กมธ.เสียงข้างมาก เป็นความตั้งใจดีที่จะทำให้การเลือกตั้งครั้งหน้ามีความบริสุทธิ์ยุติธรรม

“ศรีสุวรรณ” จ่อยื่นค้านยืดโรดแม็ป

นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย กล่าวว่า วันที่ 22ม.ค. เวลา 10.30 น. จะไปยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล ให้ยับยั้งการใช้อำนาจของ สนช.ที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ กรณีคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.เสนอปรับแก้ร่างกฎหมายให้ผลบังคับใช้หลังประกาศในราชกิจจานุเบกษาไปแล้ว 90 วัน อาจทำให้โรดแม็ปการเลือกตั้งเลื่อนจาก พ.ย.2561 เป็นต้นปี 2562 ถือเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ส่อขัดมาตรา 185 ประกอบมาตรา 263 ของรัฐธรรมนูญ เนื่องจากมีผลให้ สนช.ชุดปัจจุบันยังปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีการเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรกภายหลังการเลือกตั้ง ทำให้ สนช.และแม่น้ำ 5 สาย ยังได้รับเงินเดือนและค่าตอบแทน ผลประโยชน์อย่างอื่นตลอดระยะเวลาที่เลื่อนการเลือกตั้งออกไป เป็นการใช้อำนาจขัดรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ป.ป.ช.

จี้ทบทวนกฎหมายท้องถิ่นส่อขัด รธน.

นายศรีสุวรรณ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ขอให้นายกฯทบทวนร่าง พ.ร.บ.ระเบียบท้องถิ่น และร่าง พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น 6 ฉบับที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกายกร่าง เนื่องจากมีหลายประเด็นไม่สอดคล้องกับการปฏิรูปการเมือง มีลักษณะกีดกันสิทธิ ส่อขัดต่อรัฐธรรมนูญเรื่องความเสมอภาคและเท่าเทียม

โพลชี้คนไทยยังไม่รู้จะเลือกใคร

วันเดียวกัน สำนักวิจัยซูเปอร์โพล เปิดเผยผลการสำรวจ หัวข้อ “พรรคการเมืองที่ชอบของประชาชน” จากกลุ่มตัวอย่างทุกสาขาอาชีพ 1,167 ตัวอย่างระหว่างวันที่ 1-19 ม.ค. พบว่าร้อยละ 86.7 ระบุยังไม่มีพรรค การเมืองที่ชอบ ร้อยละ 7.1 ชอบพรรคเพื่อไทยร้อยละ 4.9 ชอบพรรคประชาธิปัตย์ และร้อยละ 1.3 ชอบพรรคอื่นๆ เมื่อถามว่า ถ้าวันนี้เป็นวันเลือกตั้ง ตั้งใจจะเลือกคือพรรคใด ร้อยละ 13.2 ระบุพรรคเพื่อไทย ร้อยละ 7.8 พรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 1.3 พรรคอื่นๆ ขณะที่เสียงส่วนใหญ่หรือร้อยละ 77.7 ระบุยังไม่เลือกพรรคใดเลย อย่างไรก็ตามร้อยละ 58.9 กังวลต่อความขัดแย้งของคนในชาติถ้าวันนี้เลือกตั้ง ร้อยละ 38.1 ไม่กังวล และร้อยละ 3.0 ไม่มีความเห็น

ผู้มีตำแหน่งต้องซื่อสัตย์ โปร่งใส

ขณะที่นิด้าโพล เผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่อง “คุณธรรมและจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง” เมื่อวันที่ 17-18 ม.ค. จากกลุ่มตัวอย่างอายุ 18 ปีขึ้นไป รวม 1,250 คนพบว่าจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ควรมีมากที่สุด ร้อยละ 54.24 คือความซื่อสัตย์สุจริตโปร่งใส ร้อยละ 13.04 ไม่ใช้อำนาจตำแหน่งหน้าที่แสวงหาผลประโยชน์ให้ตนเองหรือพวกพ้อง และร้อยละ 12.56 เอาใจใส่ตั้งใจทำงานเพื่อประเทศชาติ ในแง่จริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในภาพรวม ได้แก่ ครม. สนช. สปท. ร้อยละ 42 ระบุว่าไม่ค่อยมีจริยธรรม ร้อยละ 10.48 ระบุมีจริยธรรมมาก และร้อยละ 31.28 ระบุว่ามีจริยธรรมค่อนข้างมากทั้งนี้หากต้องเลือกระหว่าง “ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่เก่งมีผลงาน แต่ไม่มีจริยธรรม” กับ “ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่มีจริยธรรม แต่ไม่เก่ง มีผลงานน้อย” ร้อยละ 74.88 จะเลือกผู้ที่มีจริยธรรม แต่ไม่เก่ง มีผลงานน้อย ร้อยละ 17.36 จะเลือกผู้ที่เก่ง มีผลงาน แต่ไม่มีจริยธรรม ร้อยละ 3.68 ไม่เลือกทั้งสองแบบ

ยื่น กกต.สอบ 3 รมต.ถือหุ้นสัมปทาน

อีกเรื่อง นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทยกล่าวว่า วันที่ 23 ม.ค. เวลา 10.00 น.จะไปยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ ให้ตรวจสอบการถือหุ้นของนายไพรินทร์ ชูโชติถาวร รมช.คมนาคม นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล อดีต รมช.ศึกษาธิการ เข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญ ที่พบว่าถือครองหุ้นสัมปทานรัฐเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญ บางรายร้อง กกต.ไปนานแล้ว เช่น ม.ล.ปนัดดา แต่การตรวจสอบยังไม่คืบหน้า ยังคงถือหุ้นสัมปทานรัฐตัวเดิมอยู่ ส่วนกรณีนายไพรินทร์และนายสุวิทย์ตรวจสอบพบใหม่ว่าถือครองหุ้นโฮลดิ้งของกลุ่ม ปตท. ที่ ปตท.มีหุ้นอยู่ น่าจะเข้าข่ายสัมปทานรัฐขัดต่อรัฐธรรมนูญเช่นกัน เรื่องนี้ พล.อ.ประยุทธ์ต้องรับผิดชอบด้วย ควรบอกให้คนจะเป็นรัฐมนตรีไม่ควรถือหุ้นสัมปทานรัฐ ทั้งที่พูดบ่อยให้คนทำตามกฎหมาย แต่คนในรัฐบาลกลับมีเรื่องคาใจเลี่ยงกฎหมายอยู่เรื่อย

“วัฒนา” ประณามคำสั่งทำร้าย ปชช.

วันเดียวกัน นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว. พาณิชย์ โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า การระงับการจัดกิจกรรม “We Walk เดินมิตรภาพ” โดยเครือข่ายภาคประชาชนว่า สิ่งที่ คสช.ทำคือการขัดขวางการใช้เสรีภาพของประชาชน ข่มขู่ ใช้ความป่าเถื่อนจับกุมคุมขังประชาชน ข้ออ้างการละเมิดสิทธิประชาชนคือคำสั่ง คสช.ที่ใช้ทำร้ายประชาชน ขัดเจตนารมณ์ และสิทธิมนุษยชน คำสั่งเหล่านี้ต้องถูกยกเลิกทันที ไม่เช่นนั้นบ้านเมืองจะไร้ขื่อแป ทำทุกอย่างตาม อำเภอใจ ขอประณามผู้ออกคำสั่งและผู้หลับหูหลับตาปฏิบัติตามคำสั่งว่าเป็นทรราช ขอให้พลังประชาชนชนะหมู่มาร ขอถามเพิ่มมายังบรรดาหัวหงอกหัวดำที่ได้นั่งชูคอในสภา เพราะเผด็จการแต่งตั้ง มีสำนึกบ้างไหมว่าประชาชนถูกยึดอำนาจมานานแล้ว ได้เห็นความเสียหายที่เกิดขึ้นกับบ้านเมือง เห็นพฤติกรรมแหวนแม่นาฬิกาเพื่อนของคนที่อ้างว่าเข้ามาปราบโกง รวมถึงการไม่รักษาคำพูดเรื่องการคืนอำนาจ การทำร้ายประชาชน แล้วยังสมคบกันขยายเวลาให้อยู่ในอำนาจกดหัวประชาชน พวกท่านคือทรราชเช่นกัน อยากอยู่ในความทรงจำที่ดีของประชาชนหรืออยากมีชื่ออยู่ในบัญชีหนังสัตว์ก็เลือกเอา

เย้ยเรตติ้ง “บิ๊กตู่” ฮวบจี้คืนเสรีภาพ

ร.ท.หญิง สุณิสา ทิวากรดำรง อดีตรองโฆษกพรรคเพื่อไทยกล่าวว่า รัฐบาลไม่ควรขัดขวางเครือข่ายนักวิชาการและภาคประชาชนทำกิจกรรม We Walk หรือเดินมิตรภาพ จาก ม.ธรรมศาสตร์ รังสิต ไป จ.ขอนแก่น เพราะแสดงออกเชิงสัญลักษณ์แบบปัญญาชน ไม่ใช่การใช้ความรุนแรง ถ้านายกฯเห็นว่าขัดคำสั่ง คสช.ควรไปยกเลิกคำสั่ง คสช. ไม่ใช่ยกเลิกกิจกรรมภาคประชาชน จะยิ่งทำลายความเชื่อมั่นโรดแม็ปเลือกตั้ง ชาวบ้านสงสัยว่าจะทำตัวเป็นอีแอบสืบทอดอำนาจหรือไม่ นายกฯควรยอมรับความจริงว่าประชาชนเบื่อหน่ายรัฐบาล เห็นได้จากคะแนนนิยมของ พล.อ.ประยุทธ์ตกต่ำลงเกือบ 20% และประชาชนร้อยละ 70 ต้องการนายกฯจากการเลือกตั้ง ขณะที่องค์การ Freedom House ระบุคนไทยไม่มีเสรีภาพ ถึงเวลาที่ต้องเปิดพื้นที่ให้ประชาชนใช้เสรีภาพการแสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่ คืนเสรีภาพให้คนไทยทันที ไม่ต้องรอจนกว่าจะมีความชัดเจนเรื่องกำหนดวันเลือกตั้ง

รบ.ปลื้มมะกันเลิกจับตาของก๊อป

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ยินดีที่สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (USTR) ออกรายงานทบทวนรายชื่อตลาดละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาสูงทั่วโลกประจำปี 2560 ไม่มีชื่อย่านการค้าหรือศูนย์ การค้าในประเทศไทยเป็นตลาดที่มีการละเมิดสูงแม้แต่แห่งเดียว ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี ก่อนหน้านี้ USTR ได้ประกาศปรับสถานะการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของไทยออกจากบัญชีประเทศที่ต้องจับตามองพิเศษ (PWL) เป็นบัญชีประเทศที่ต้องจับตามอง (WL) เมื่อรวมกับรายงานครั้งนี้ เป็นเครื่องยืนยันว่าไทยมีพัฒนาการด้านการคุ้มครองและบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาดีขึ้น และจะเดินหน้าแก้ไขปัญหาจริงจังต่อไป อย่างไรก็ตาม บางแห่งยังคงมีผู้ฝ่าฝืนกฎหมายลักลอบขายและซื้อสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา จึงขอความร่วมมือคนไทยไม่ซื้อ ไม่ขาย ไม่ใช้ของปลอม

“บิ๊กตู่-พี่ป้อม” ร่วมงานวันกองทัพบก

ส่วนความเคลื่อนไหวของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และ รมว. กลาโหม ที่ถูกติดตามตรวจสอบการถือครองแหวนเพชรและนาฬิกาหรูจำนวนมาก โดยไม่ได้แจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อคณะกรรมการปราบปรามการทุจริตแห่ง ชาติ (ป.ป.ช.) จนถูกกระแสกดดันให้ลาออกจากตำแหน่งนั้น เมื่อวันที่ 21 ม.ค. พล.อ.ประวิตรได้เดินทางเข้าร่วมงานวันกองทัพบก ที่สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดีรังสิต เวลา 18.00 น. โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. เป็นประธาน มีแขกเหรื่อที่ได้รับเชิญมาร่วมงาน เช่น รัฐมนตรีในสายทหาร ผบ.เหล่าทัพ ผบ.ตร. และนายทหารระดับสูงทุกเหล่าทัพร่วมงาน ทั้งนี้ แม้ พล.อ.ประวิตรจะออกมาชี้แจงว่า เป็นนาฬิกาที่ยืมเพื่อนมาใส่ และคืนไปเรียบร้อยแล้ว พร้อมทำหนังสือชี้แจงต่อ ป.ป.ช.ไป 2 ครั้ง แต่ไม่สามารถลดกระแสโจมตีจากสังคมออนไลน์ แม้แต่สื่อต่างประเทศ อาทิ เว็บไซต์ Daily Mail ของอังกฤษ เว็บไซต์ นสพ.The Straits Times ของสิงคโปร์ สำนักข่าว ABC News ของสหรัฐอเมริกา นำเสนอข่าวดังกล่าว

เผยเพื่อนนักสะสมให้ยืมนาฬิกาหรู

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แหล่งข่าวจากอดีตทหารเกษียณอายุราชการ ยืนยันว่าหนึ่งในเพื่อนของ พล.อ.ประวิตรที่ให้ยืมนาฬิกา คือนายปัฐวาท สุขศรีวงศ์ เพื่อนร่วมโรงเรียนเซนต์คาเบรียล และเป็นกรรมการมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ที่เสียชีวิตไปเมื่อต้นปี 2560 ตอนนั้นทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ พล.อ.ประวิตร และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ได้ไปร่วมงานพิธีศพ นายปัฐวาทเป็นคนที่ชอบสะสมนาฬิกาหรู มีหลายร้อยเรือน และให้เพื่อนสนิทยืมใส่ หนึ่งในนั้นคือ พล.อ.ประวิตร เรื่องนายปัฐวาทให้เพื่อน ยืมนาฬิกาใส่ เป็นเรื่องที่เพื่อนกลุ่มเซนต์คาเบรียลรู้กันหมด รวมถึงหม่อมอุ๋ย (ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล) เพื่อนร่วมโรงเรียนเซนต์คาเบรียลกับ พล.อ.ประวิตร และเป็นรองประธานกรรมการมูลนิธิป่ารอยต่อ 5 จังหวัด และอดีตรองนายกฯฝ่ายเศรษฐกิจในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ก็รู้ดี ส่วนจะให้ยืมเมื่อไหร่ไม่ทราบ แต่ถ้ามองในแง่กฎหมาย ถือว่า พล.อ.ประวิตร ไม่ได้ทำผิดอะไร แต่ที่สำคัญจะชี้แจงให้สังคม เข้าใจได้หรือไม่ นี่คือประเด็น

“หม่อมอุ๋ย” เชื่อ “ประวิตร” ต้องไขก๊อก

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี ในฐานะเพื่อนร่วมรุ่นเซนต์คาเบรียลของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว. กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีข่าวว่านายปัฐวาท สุขศรีวงศ์ ให้ พล.อ.ประวิตรยืมนาฬิกาหรูว่า ไม่ทราบว่ากลุ่มเพื่อนเซนต์คาเบรียลมีการให้ยืมนาฬิการะหว่างกันหรือไม่ เพราะไม่ได้สนใจ เท่าที่ทราบนายปัฐวาทสะสมนาฬิกาจริง แต่เสียชีวิตไปแล้ว ขออย่าดึงเขามายุ่งเลย “แต่ไม่ต้องห่วงหรอก เรื่องนี้เดี๋ยวก็สอบสวนเสร็จแล้ว เดี๋ยวเขาก็ลาออก แรงบีบจากสังคมขนาดนี้ ใครจะไปยืนอยู่ ดูจากแรงบีบทั้งสื่อ ทั้งสังคม ผมก็รู้แล้ว คนเราเจอแรงบีบจากสังคมอย่างไรก็อยู่ไม่ได้ แต่ผมไม่รู้ว่า เขาจะตัดสินใจอย่างไร แต่หากเป็นผม ผมลาออกแต่แรกแล้ว ก็เราทำผิด เราต้องรับผิดชอบ เว้นเสียแต่เราไม่ผิด”

ยกมารยาทการเมืองไม่เกี่ยว ป.ป.ช.

เมื่อถามว่า แต่ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการสอบสวนของ ป.ป.ช. ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าวว่า ไม่เกี่ยวกัน แต่เกี่ยวกับมารยาททางการเมือง เมื่อเรารู้ว่าไม่ได้รายงานบัญชีทรัพย์สินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.ก็ลาออกเท่านั้นเอง ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องคดี เขาไม่ได้ทำผิดโดยการโกงใคร เพียงแต่ผิดกฎเกณฑ์ เมื่อเรามารับตำแหน่งทางการเมืองต้องยอมรับ เมื่อถามว่าหาก พล.อ.ประวิตรไม่ได้ตัดสินใจจะลาออกจะส่งผลต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาลหรือไม่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวว่า กระทบแน่ หาก พล.อ.ประยุทธ์ยังปล่อยให้เป็นแบบนี้ แน่นอนว่าต้องกระทบต่อตัวนายกฯ ด้วย ไม่เหมือนสมัย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เป็นนายกฯ หากมีรัฐมนตรีคนใดทำอะไรไม่ถูกทำนองคลองธรรม ท่านจัดการทุกครั้ง หาก พล.อ.ประยุทธ์ไม่จัดการ แสดงว่าไม่ใส่ใจในเรื่องจริยธรรมในการทำงาน ไม่ใช่เรื่องประสิทธิภาพในการทำงาน เมื่อถามอีกว่า ในฐานะเพื่อนเซนต์คาเบรียลเป็นห่วง พล.อ.ประวิตรหรือไม่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวว่า “ผมไม่ได้ทำอะไรนี่ เราอยู่ส่วนของเรา ปล่อยเขา เขาน่าจะคิดออกนะ เพราะเจอแรงกดดันจากสังคมเยอะเหลือเกิน”