วันอังคารที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เจาะปมวิวาท ‘คนไข้’ บังคับ ‘หมอ’ เซ็นใบส่งตัว จุดบอดทำคนไข้ล้นโรงพยาบาล!

“มึงไม่ต้องมารักษากับกูก็ได้!” คุณหมอท่านหนึ่งได้กล่าวไว้...

“หมอวัดมวยกับคนไข้” ประเด็นร้อนกระฉ่อนโลกออนไลน์ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หลายคนโฟกัสไปที่ “ปมขัดแย้ง” และ “ความหัวร้อนของแพทย์” ซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมอาจจะไม่ได้พบเห็นกันบ่อยนัก

ในขณะที่สาระสำคัญอีกหลายประการที่งอกเงยจากประเด็นดังกล่าวนั้น มีความน่าสนใจ และควรให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง...

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ เจาะลึกประเด็นการทำงานของแพทย์ที่คนไข้มักไม่รู้ ไม่เข้าใจ และประเด็นการใช้บัตรทอง 30 บาทเป็นเครื่องมือ เพื่อส่งตัวไปโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ซึ่งอาจสร้างปัญหาใหญ่ตามมาอย่างที่เราไม่คาดคิด

ทีมข่าวฯ ลงพื้นที่ไปยังคลินิกชุมชนที่ปรากฏเป็นข่าวดัง ย่านสะพานสูง และได้สังเกตการณ์ตลอดระยะเวลาทำการในวันธรรมดา ตั้งแต่เวลา 08.00-18.00 น. พบว่า คลินิกชุมชนแห่งนี้เป็นหน่วยบริการระดับปฐมภูมิ (ส่งเสริม ป้องกัน ฟื้นฟู และรักษาโรคเบื้องต้น ในระดับผู้ป่วยนอก โดยแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป)

ขณะที่คลินิกแห่งดังกล่าวจะเปิดให้บริการในวันจันทร์-ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 08.00-18.00 น. ส่วนวันเสาร์อาทิตย์ ให้บริการตั้งแต่เวลา 09.00-12.00 น. ซึ่งผู้ป่วยที่มาเข้าใช้บริการคลินิกแห่งนี้จะอยู่ที่ราวๆ 50-60 รายต่อวัน โดยช่วงเวลาที่มีผู้มาใช้บริการมากที่สุด จะเป็นช่วงสายและช่วงบ่าย 

จากการสังเกตการณ์ของผู้สื่อข่าวพบว่า ผู้ที่มาใช้บริการคลินิกแห่งนี้ ส่วนใหญ่จะอุ้มลูกจูงหลานที่มีอายุไม่เกิน 5 ปี เดินทางมาเข้ารับการรักษา รองลงมาจะเป็นผู้ป่วยในกลุ่มผู้สูงอายุ ที่เหลือคือผู้ป่วยในช่วงวัยต่างๆ ปะปนกัน


ส่วนแพทย์ที่ให้การตรวจวินิจฉัยโรคแก่ผู้ป่วยนั้น เป็นแพทย์คนเดียวกันกับที่ปรากฏในคลิป โดยก่อนหน้านี้นายแพทย์รายดังกล่าว ลาหยุดเพื่อไปทำธุระเป็นเวลา 2 วันหลังเกิดเหตุ ส่วนคนไข้ที่เป็นผู้ถ่ายคลิปหรือคู่กรณีของแพทย์ ไม่ได้เดินทางเข้ามาที่คลินิกแห่งนี้อีกเลย

คุยกับคนไข้ ถามไถ่ถึงวินาทีพบแพทย์จากคลิปดัง

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวมีโอกาสได้พูดคุยกับ น.ส.อัญชลี (สงวนนามสกุล) อาชีพรับจ้างทั่วไป วัย 43 ปี เธอกล่าวกับทีมข่าวภายหลังจากใช้บริการคลินิกที่กำลังตกเป็นประเด็นร้อนว่า วันนี้ตนมาตรวจมะเร็งปากมดลูก เพราะทราบว่าคลินิกนี้ตรวจฟรี ประกอบกับคลินิกอยู่ใกล้บ้าน จึงตัดสินใจมาที่นี่ ซึ่งกิริยาท่าทางของพยาบาลที่คอยให้บริการนั้นถือว่าใช้คำพูดคำจาที่สุภาพและมีความใส่ใจคนไข้เป็นอย่างดี

“เมื่อเข้าไปในคลินิก เราก็ทำบัตรผู้ป่วย จากนั้นก็จะมีพยาบาลคอยคัดกรอง ซักถามอาการของเราเบื้องต้น หลังจากนั้นก็รอไม่ถึง 10 นาที จึงได้เข้าพบคุณหมอ ซึ่งคุณหมอนั้นก็เป็นคนเดียวกันกับที่อยู่ในคลิป คุณหมอเขาก็พูดจาปกติเหมือนหมอคนอื่นทั่วไป ไม่ได้มีการใช้กิริยาวาจาที่ไม่ดีแต่อย่างใด ซึ่งเราคุยกับหมอไม่ถึง 2 นาที ก็เสร็จสิ้นการตรวจวินิจฉัย” น.ส.อัญชลี เล่าถึงประสบการณ์ที่รับการรักษากับนายแพทย์คนดังกล่าวเป็นครั้งแรก


นอกจากนี้ ทีมข่าวยังมีโอกาสพูดคุยกับ น.ส.เจ (นามสมมติ) อาชีพพนักงานทั่วไป วัย 23 ปี เราพูดคุยกันหลังจากที่เธอเข้ารับการตรวจจากแพทย์ท่านดังกล่าวมาหมาดๆ ซึ่งเธอบอกเล่าว่า ตนเข้าไปที่คลินิกเวลาประมาณ 12.30 น. จากนั้นก็ทำประวัติคนไข้ใหม่ และได้รับการซักถามอาการเบื้องต้นจากเจ้าหน้าที่พยาบาล ซึ่งทางเจ้าหน้าที่พยาบาลแจ้งกับตนว่า คุณหมอจะเริ่มตรวจในรอบบ่ายอีกครั้งตอน 13.30 น.

“เวลาล่วงเลยไปจนถึง 13.45 น. ถึงจะได้พบแพทย์ พอเข้าห้องตรวจ เราก็เห็นว่าเป็นนายแพทย์คนเดียวกับที่ปรากฏในคลิป ซึ่งส่วนตัว ก่อนหน้านี้เราเคยดูคลิปที่เป็นข่าวมาก่อนแล้ว แต่เราก็ไม่ได้กังวล หรือมีอคติอะไรกับหมอ เพราะหมอพูดจาปกติ ไม่ได้มีท่าทีหงุดหงิด หัวเสียใดๆ หมอเขาก็ซักถามอาการ และวินิจฉัยโรคตามปกติ สักพักหมอก็สั่งยา รวมเวลาทั้งหมดน่าจะประมาณ 1 นาที ซึ่งใช้เวลาแค่แป๊บเดียวเท่านั้น น.ส.เจ เล่าตามจริง

ทำไมหมอต้องตรวจไว...1 นาที เร็วเกินไปไหม?

1 นาที = เร็วไป ในความเห็นของคนไข้...แต่สำหรับแพทย์ เขามีเหตุผลอะไรที่จะใช้เวลาในการตรวจวินิจฉัยเพียงเท่านี้?

ครั้งหนึ่ง ทีมข่าวมีโอกาสได้พูดคุยกับ พลอากาศตรี นพ.อิทธพร คณะเจริญ รองเลขาธิการแพทยสภา ถึงประเด็น “หมอตรวจเร็ว” ว่า เนื่องจากปัญหาของ รพ.รัฐ เป็นที่ทราบกันดีว่า ขาดแคลนทั้งบุคลากร อุปกรณ์ เครื่องใช้ และงบประมาณ ในขณะที่ผู้ใช้บริการมีปริมาณมากกว่าความสามารถในการให้การรักษาของแพทย์

พลอากาศตรี นพ.อิทธพร ขยายความอีกว่า ปัญหาผู้ป่วยจำนวนมาก ซึ่งไม่มีการนัดหมายและไม่จำกัดคิวนั้น ทำให้แพทย์ต้องเฉลี่ยเวลาให้พอดีหรือใกล้เคียงกับจำนวนของผู้ที่มารักษา เพื่อให้ทุกคนได้รับการรักษาจนครบถ้วน โดยแพทย์ต้องเฉลี่ยเวลา แบบเฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข ตรวจให้เร็ว ให้ผู้ป่วยทันรับยาตอนเที่ยง หรือเย็น ก่อนห้องยาปิด และผู้ป่วยจะได้กลับบ้านไม่ล่าช้าเกินไปนัก แต่อย่างไรก็ตามจะต้องตรวจตามมาตรฐาน ด้วยความละเอียดรอบคอบตามสภาพและจำนวนผู้ป่วย โดยสุภาพและเอื้ออาทร

“หลายครั้งความไม่พึงพอใจเป็นเพราะปัญหาการสื่อสาร ที่เวลาน้อยจนขาดความสุภาพอ่อนน้อม จำเป็นต้องปรับปรุงกันต่อไป ที่สำคัญคือรัฐต้องเพิ่มบุคลากรให้เพียงพอ” พลอากาศตรี นพ.อิทธพร มองตามประสบการณ์

ไขข้อข้องใจ ทำไมหมอ(บางคน)หน้ามุ่ย ฉุนเฉียว?

แพทย์แสดงวาจา กิริยาไม่ดีต่อคนไข้...แต่สำหรับแพทย์ เขามีเหตุผลอะไรที่ต้องแสดงท่าทีแบบนี้ออกมา?

พลอากาศตรี นพ.อิทธพร ชี้แจงในเรื่องนี้ว่า เนื่องจากโรงพยาบาลรัฐ เป็นหน่วยงานที่รับคนไข้จำนวนมากที่สุด ซึ่งสวนทางกับงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัด ทั้งบุคลากรน้อย ภาระงานของแพทย์-พยาบาลมาก ต้องตรวจคนไข้จำนวนมากต่อวัน ความเครียดต่องานสูงกว่า รวมทั้งเวลาในการสื่อสารกับคนไข้ในแต่ละรายนั้น น้อยนิด จึงอาจเป็นสาเหตุให้แพทย์บางท่านสื่อสารไม่เป็นที่พึงพอใจได้ ซึ่งเป็นปัญหาที่ภาครัฐตระหนักและพยายามแก้ไข

“ธรรมชาติคนไข้ส่วนใหญ่ที่เข้ามาโรงพยาบาลนั้น มาด้วยความทุกข์กายทุกข์ใจเป็นพื้นฐาน แพทย์ต้องรับฟังความทุกข์ของคนไข้เป็นสิบเป็นร้อยคนในแต่ละวัน เพื่อคิดหาทางแก้ไขปัญหาให้ผู้ป่วย หากทั้งแพทย์และคนไข้ เข้าใจซึ่งกันและกันมากขึ้น ปัญหานี้น่าจะลดลงได้” พลอากาศตรี นพ.อิทธพร ขอความเห็นใจ

‘คนไข้’ บังคับ ‘หมอ’ เซ็นใบส่งตัว จุดบอดสำคัญ เพิ่มภาระแพทย์ ทำคนไข้ล้นโรงพยาบาล

นพ.สัมพันธ์ คมฤทธิ์ ที่ปรึกษาแพทยสภา กล่าวว่า ภายหลังจากที่ประเทศไทยมีโครงการบัตรทอง 30 บาทนั้น ทำให้ผู้ป่วยมีจำนวนมากเกิน 2 เท่า ซึ่งแต่เดิมนั้น คนไข้ 1 คน จะมาสถานพยาบาลไม่เกิน 1-2 ครั้งต่อปี แต่ภายหลังจากที่มีบัตรทอง 30 บาทเกิดขึ้นมา คนไข้ 1 คน มาใช้บริการสถานพยาบาลบ่อยครั้งขึ้น หรือราวๆ 4-5 ครั้งต่อปี

“ในต่างประเทศนั้น มีวิธีการดูแลรักษาอาการเจ็บป่วยที่แตกต่างจากของไทย ซึ่งเขามีการกำหนดให้ประชาชนว่า เมื่อใดก็ตามที่คุณรู้สึกว่าป่วย เช่น ไอ ปวดท้อง ปวดหัวนิดๆ หน่อยๆ คนเหล่านี้จะใช้วิธีดูแลรักษาตัวเองเบื้องต้นก่อน หากอาการยังไม่ดีขึ้นจะไปรักษาที่สถานบริการปฐมภูมิ (สถานบริการปฐมภูมิ หมายถึง สถานบริการตั้งแต่ระดับสถานีอนามัย, ศูนย์สุขภาพชุมชน, โรงพยาบาลชุมชน, โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล) ซึ่งเป็นการช่วยลดภาระ และลดจำนวนผู้ป่วยในโรงพยาบาลขนาดใหญ่” นพ.สัมพันธ์ ยกตัวอย่างระบบสาธารณสุขของต่างชาติที่มีประสิทธิภาพ

“ในปัจจุบัน คนไข้มักจะใช้วิธีเดินทางไปยังหน่วยบริการปฐมภูมิ หรือคลินิกอย่างที่ปรากฏในคลิป เพื่อให้หน่วยบริการปฐมภูมิส่งต่อไปยังหน่วยบริการที่มีศักยภาพที่สูงกว่า ซึ่งการกระทำเช่นนี้ถือว่าไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะผู้ป่วยจะไปกระจุกตัวอยู่ที่โรงพยาบาลขนาดใหญ่กันหมด ซึ่งยากต่อการจัดระเบียบ และส่งผลให้โรงพยาบาลขนาดใหญ่ รวมทั้งประเทศชาติต้องสูญเสียเงินมากขึ้น และผู้ป่วยอาจได้รับการตรวจที่ไม่จำเป็น” นพ.สัมพันธ์ กล่าวให้เห็นภาพ

“บางคนไปหาหมอ เพราะอยากให้หมอส่งตัว เลยพยายามจะบังคับหมอให้เซ็น ซึ่งการกระทำในลักษณะนี้มีเยอะเสียด้วย ดังนั้นไม่ต้องกลัวหมอเขาไม่ส่งตัวหรอกครับ เพราะถ้าจำเป็นต้องส่งตัว หมอเขาก็ส่งอยู่แล้ว ยกเว้นในกรณีคนไข้ที่ไม่ได้เป็นอะไรมาก และไม่สมควรที่จะส่งตัวจริงๆ” นพ.สัมพันธ์ แจงให้เข้าใจ

ส่วนแนวทางแก้ปัญหา นพ.สัมพันธ์ แนะว่า “รัฐบาลต้องกล้าจัดระเบียบ หากคนไข้ท่านใดลัดขั้นตอน หรือเข้ารับการรักษานอกเหนือจากหน่วยบริการตามสิทธิ ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม และต้องประชาสัมพันธ์ให้รู้โดยทั่วกัน แต่ถ้าหากรัฐบาลไม่กล้าทำ ปัญหาคนไข้ล้นโรงพยาบาลก็จะไม่หมดไปจากประเทศเรา”.

ทีมข่าว ขอย้ำเหมือนทุกครั้งที่เรานำเสนอรายงานพิเศษที่เกี่ยวข้องกับสาธารณสุข
คุณควร “ดูแลตัวเอง” เบื้องต้นให้ดีก่อน
มิเช่นนั้น เราจะกลายเป็น “ภาระ” ให้กับแพทย์และพยาบาลโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ

และคุณรู้หรือไม่ว่า คนไทยนั้น สามารถเข้าถึงแพทย์ได้อย่างง่ายดาย จนติดอันดับต้นๆ ของโลก
เพราะเพียงแค่คุณเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ คุณก็จะพบแพทย์
ทั้งๆ ที่คุณสามารถดูแลรักษาตัวเองเบื้องต้นให้หายดีได้ด้วยตัวเอง
#ฝากไว้ให้คิด...

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ เจาะลึกประเด็นการทำงานของแพทย์ที่คนไข้มักไม่รู้ ไม่เข้าใจ และประเด็นการใช้บัตรทอง 30 บาทเป็นเครื่องมือ เพื่อส่งตัวไปโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ซึ่งอาจสร้างปัญหาใหญ่ตามมาอย่างที่เราไม่คาดคิด 20 ม.ค. 2561 18:01 24 ม.ค. 2561 05:07 ไทยรัฐ